Masukกาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์
หนึ่งชั่วยามต่อมา ฮ่องเต้หนานเจ๋อติงก็รู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหมดสติพระองค์จดจำได้ทุกอย่าง ว่ากำลังนั่งเสวยอาหารร่วมกันกับฮองเฮาในตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เฉกเช่นทุกเช้า เพียงแต่เช้านี้หลังจากเสวยอาหารไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นหน้าอก ฮองเฮาหมดสติก่อนพระองค์ เพราะพระนางดื่มน้ำชาไปหมดจอกก่อนจะเริ่มเสวยอาหาร “อาหนาน ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน แต่สายพระเนตรก็มองเห็นน้องชายนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ห่าง “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้เกือบได้ข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว หากโจวลี่เซียนไม่ได้อยู่เมืองหลวง เพราะท่านถูกพิษเหมันต์พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถตรวจสอบหาพิษด้วยวิธีการทั่ว ๆ ไป” “พี่สะใภ้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง นางหมดสติไปก่อนข้าเสียอีก” “ปลอดภัยแล้วขอรับ อีกสักครู่ก็คงฟื้นเช่นกัน ลี่เอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” “เสด็จพ่อ เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทเมื่อเห็นว่าพระบิดารู้สึกตัวแล้ว จึงรีบเดินลงจากเตียงมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง “อาหยุนเหตุใดเจ้าจึงหน้าตาซีดเซ
บริเวณตำหนักหลวงยามนี้มีแต่ความเงียบสงบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรได้เชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องในการรักษาให้ออกไปทั้งหมดแล้ว “เสด็จอา เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทหนานหลิงหยุน รีบเสด็จมาดูอาการของพระบิดากับพระมารดา เมื่อทราบข่าวจากองครักษ์ส่วนพระองค์ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไร เขาเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ทว่าเมื่อหมอหลวงมาตรวจร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ และตัวเขาก็ระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ในทุก ๆ ครั้งก่อนจะกินอาหารก็ให้กงกงคนสนิท ใช้เข็มตรวจสอบพิษในอาหารและน้ำดื่มอยู่เสมอ และไม่เคยพบเจอพิษใด ๆ เลยสักครั้ง เขาจึงคิดว่าตนเองคงแค่อ่อนเพลียเพราะทำงานหนักเป็นแน่ “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาทถูกพิษนะเพคะ เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการรักษาเช่นนี้” ลี่เซียนเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์รัชทายาท นางก็วินิจฉัยโรคได้ทันที เพราะริมฝีปากของเขาเริ่มมีสีม่วงคล้ำ บ่งบอกแน่ชัดว่าร่างกายของเขา ถูกพิษมาสักระยะหนึ่งแล้ว “หมอโจว ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก เพราะก่อ







