LOGINหญิงงามล่มเมืองที่นิสัยแสนร้ายกาจ ตามรักอ๋องหนุ่มผู้เย็นชามานานหลายปี ทั้งตามราวีสตรีที่ท่านอ๋องชายตามอง วันหนึ่งนางตกน้ำจนเจ็บป่วย ทำให้จดจำชีวิตก่อนที่จะมาเกิดในยุคนี้ได้ว่าตนเองเคยเป็นสายลับมือหนึ่ง
View Moreโจวลี่เซียน หญิงงามล่มเมือง ลูกสาวคนเล็กของราชครูโจวเยี่ยน อาจารย์ผู้จิตใจดีงามของบรรดาเหล่าองค์ชายในราชวงศ์หนาน ถึงแม้โจวลี่เซียนจะมีความงามเป็นหนึ่ง ไม่มีสตรีคนใดในเมืองหลวง เทียบเคียงรัศมีความงามของนางได้ แต่นางกลับมีนิสัยดุร้ายชอบด่าทอบ่าวไพร่ และเอาแต่ใจตนเองเป็นอย่างยิ่ง
หญิงงามคนนี้หลงรัก อ๋องหนานกงชิง ผู้เย็นชาไม่เคยสนใจสตรี ไม่มีแม้กระทั่งสาวใช้อุ่นเตียงอยู่ในจวน เขาเป็นอนุชาร่วมพระมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน โจวลี่เซียนคอยตามเกี้ยวตามรักอ๋องหนุ่ม ทั้งยังตามราวีตบตีสตรีที่เข้าใกล้เขา ตั้งแต่ปักปิ่นจนปัจจุบันนางอายุ18ปีแล้ว ก็ไม่ยอมออกเรือนไปกับบุรุษคนใด วันที่เกิดเหตุนางตบตีกับหญิงงามคนหนึ่ง ผู้ที่เป็นศัตรูหัวใจตัวฉกาจ จึงได้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในสระบัวในวังหลวง จนล้มป่วยไม่ได้สตินานเป็นเดือน พอลืมตาตื่นขึ้นมาอุปนิสัยของนางก็แตกต่างออกไป ‘หึหึ ความรักหรือตลกสิ้นดี ต่อจากนี้ชีวิตของข้า ต้องการเพียงความร่ำรวยและสงบสุขเท่านั้น’....................................
ภายในจวนราชครูโจว บุตรสาวคนเล็กที่เกิดจากฮูหยินเพียงหนึ่งเดียว เร่งฝีเท้ารีบเดินเข้ามาในห้องโถงของจวนเพราะเกรงว่าจะไม่ทันกาล นางกลัวว่าบิดาจะออกเดินทางเข้าวังหลวงไปเสียก่อน
“ท่านพ่อให้ลูกเข้าร่วมงานนี้ด้วยนะเจ้าคะ ลูกอยากพบหน้าท่านอ๋องหนาน ลูกไม่ได้เจอท่านอ๋องเป็นเดือนแล้ว” หญิงสาววัย 18 ปี แต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงเพลิง ตัดกับผิวพรรณที่ขาวเนียนละเอียดของนางได้อย่างลงตัว ใบหน้างามหยาดเยิ้ม วันนี้แต่งแต้มจนเข้มกว่าในยามปกติ ริมฝีปากแต้มชาดสีแดงสดสีเดียวกับอาภรณ์ มองอย่างไรก็เหมือนนางมารน้อยเข้าไปทุกที “เฮ้อ!! ลี่เอ๋อร์ ท่านอ๋องไม่ได้สนใจเจ้าเลยสักนิด เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกตามตอแยท่านเสียที” โจวเยี่ยนลูบหัวบุตรสาวคนเล็กของเขา ด้วยแววตาห่วงหาอาทร ถึงบุตรสาวคนนี้จะมีนิสัยร้ายกาจ แตกต่างไปจากพี่น้องคนอื่น ๆ และเอาแต่ใจสักเพียงใด แต่เขากับฮูหยินก็รัก และพร้อมจะมอบแต่สิ่งดี ๆ ให้นางมาโดยตลอด “ความรักต้องใช้เวลานะเจ้าคะท่านพ่อ ลูกจะให้เวลาท่านอ๋องได้รู้ใจตนเอง” ริมฝีปากสีแดงสดแย้มยิ้มออกมาอย่างให้กำลังใจตนเอง เหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด 3 ปี ใช่แล้วนางตามเกี้ยวตามรักท่านอ๋องหนานกงชิง มา 3 ปีแล้ว ตามตอแยมานานเพียงนั้น แม้แต่ชายเสื้อท่านอ๋องนางก็มิเคยได้สัมผัส!!ตำหนักอ๋องหนานกงชิง
“งานในวันนี้อย่าให้นางเข้าใกล้ข้าได้ รำคาญ” เสียงเข้มกล่าวกับองครักษ์คนสนิท โดยไม่ต้องระบุว่าเขารำคาญใคร องครักษ์ก็เข้าใจในคำสั่งการได้ดี เนื่องจากในเมืองหลวงนี้มีสตรีแค่นางเดียว ที่ตามตอแยท่านอ๋องหนานกงชิงอยู่เสมอ “ขอรับ แล้วท่านอ๋องไม่ชอบพอคุณหนูโจวบ้างเลยหรือ คุณหนูโจว นางมีใบหน้าที่งดงามล่มเมืองเสียขนาดนั้น” ยามที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ องครักษ์หนุ่มกับท่านอ๋องหนาน จะพูดคุยกันด้วยถ้อยคำสามัญตามที่ท่านอ๋องต้องการ เพราะเขาไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง อีกทั้งองครักษ์ฟานยังเป็นเพื่อนสนิท ที่ร่วมเรียนวิชามาด้วยกันตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก “งามล่มเมืองแล้วอย่างไร นิสัยของนางข้าไม่ถูกใจก็เปล่าประโยชน์” เพียงชั่วครู่ที่อ๋องหนาน นึกถึงใบหน้างามหยาดเยิ้มที่เคยตรึงใจ แต่ก็รีบสะบัดความคิดออกไปทันที เมื่อแรกพบเขาเคยใจเต้นแรงเมื่อเจอหน้านาง แต่พอได้เห็นนิสัยที่ร้ายกาจ และพฤติกรรมก้าวร้าวไม่ยอมใคร อ๋องหนุ่มก็เลิกสนใจโจวลี่เซียนทันที และไม่เคยใจเต้นแรงกับใครอีกเลย “แล้วกับคุณหนูจ้าว บุตรีของเสนาบดีคลังล่ะขอรับ” ฟานจงกำลังกล่าวถึงจ้าวอิงเถา บุตรีคนรองของเสนาบดีจ้าวเถียน สตรีที่มีความงดงามอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับโจวลี่เซียน ก็ยังถือว่าด้อยกว่าอยู่หลายส่วน “ค่อย ๆ ดูไป ข้ายังไม่ได้รู้สึกรัก หรือชอบสตรีนางใดทั้งนั้น” “ดีนะขอรับที่ท่านอ๋อง มีป้ายอาญาสิทธิ์จากฝ่าบาทพระองค์ก่อน ในการขอเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทคงได้มอบสมรสพระราชทานให้พระองค์นานแล้ว” ฟานจง เอ่ยไปตามที่คิดเพราะท่านอ๋องหนานปีนี้ก็อายุ 30 ปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีแม้แต่สตรีอุ่นเตียงเลยสักคน ถ้าฝ่าบาทองค์ก่อนกับไทเฮายังมีชีวิตอยู่ คงได้ปวดหัวกับโอรสองค์เล็กของทั้งสองพระองค์มากแน่ ๆ ที่ไม่ยอมแต่งพระชายาเข้าตำหนักเลยสักคน “อืม เอารถม้าออกเถอะจวนจะได้เวลาเริ่มงานเลี้ยงแล้ว” “ขอรับ” งานเลี้ยงวันพระราชสมภพของฮ่องเต้หนานเจ๋อติง แห่งแคว้นหนาน จัดขึ้นบริเวณโถงพิธีการของวังหลวง “ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ พวกเราไปนั่งใกล้ ๆ ท่านอ๋องหนานไม่ได้หรือเจ้าคะ” น้ำเสียงหวานกระซิบถามคนในครอบครัว เมื่อเห็นว่าตระกูลของตนเอง ได้ที่นั่งห่างไกลจากบุรุษที่นางเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกวันเวลาเสียเหลือเกิน จะมองใบหน้าก็เกือบจะไม่เห็นเช่นนี้ไม่ดีแน่ ๆ “ที่นั่งฝั่งตรงนู้นมีตระกูลอื่นจับจองที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกเรามาทีหลังก็ต้องนั่งบริเวณที่ว่าง ลี่เอ๋อร์เจ้าอย่าเสียมารยาท” ราชครูโจว เอ่ยเตือนบุตรสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม สิ่งใดที่ต้องตักเตือนบุตรสาวให้รับรู้กาละเทศะ เขาก็ต้องกระทำ ถึงแม้ว่านางจะรับฟังหรือไม่ก็ตาม “เฮ้อ ท่านแม่ช่วยลูกให้ได้เข้าไปพูดคุยกับท่านอ๋องด้วยนะเจ้าคะ” “ลี่เอ๋อร์ เชื่อฟังท่านพ่อของเจ้าเถิด งานในวันนี้เป็นงานสำคัญ เจ้าอย่าเสียมารยาทกับท่านอ๋องเลย” โจวฮูหยินเอ่ยปรามบุตรสาวเบา ๆ “เจ้าค่ะท่านแม่” ถึงแม้ในใจจะไม่ยอมรับ แต่โจวลี่เซียนก็จำต้องยอมรับปากมารดาไปเสียก่อน เอาไว้นางค่อยหาโอกาสเข้าใกล้ท่านอ๋องในภายหลังให้จงได้ เมื่อนั่งอยู่ในงานเลี้ยงนานจนรู้สึกเบื่อหน่าย โจวลี่เซียนจึงได้เอ่ยขออนุญาตมารดา ออกจากห้องโถงจัดเลี้ยง เพื่อออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์บริเวณสระบัวของวังหลวง เนื่องจากงานเลี้ยงในวังหลวงนั้น สาวใช้คนสนิทในจวนไม่สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยได้ โจวลี่เซียนจำต้องออกไปเดินเล่นเพียงลำพัง เพราะท่านแม่ต้องอยู่กับท่านพ่อของนาง ส่วนพี่ชายใหญ่ของนาง ก็ปลีกตัวไปนั่งรวมกลุ่มกับสหายสนิทของเขาแล้ว “ท่านแม่ ลูกอยู่ในงานเลี้ยงนี้ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก ขอออกไปเดินเล่นด้านนอกสักครู่นะเจ้าคะ” “ดูแลตัวเองดี ๆ เจ้าโตแล้ว แม่เลยอนุญาตให้ออกไปคนเดียวได้” “เจ้าค่ะท่านแม่ ยามนี้เป็นเวลากลางวันไม่มีอะไรน่ากังวล สตรีคนอื่น ๆ ก็ออกไปเดินเล่นชมสวนกันทั้งนั้น” โจวฮูหยินจำต้องปล่อยให้บุตรสาว ออกไปเดินเล่นที่สวนด้านนอกของพระราชวังเพียงลำพัง เพราะชีวิตก็เป็นเยี่ยงนี้ นางจำต้องฝึกฝนที่จะทำอะไรคนเดียวดูบ้าง เผื่อในภายภาคหน้าที่ไม่มีบิดามารดาอยู่เคียงข้างแล้ว นางจะได้เอาตัวรอดได้บริเวณสระบัวของพระราชวัง
ดวงตากลมโตจ้องมองไปยังหนึ่งบุรุษองอาจ ที่อยู่ในห้วงคะนึงฝันของนางอยู่ทุกค่ำคืน ยืนเคียงคู่อยู่กับสตรีที่เปรียบดั่งคู่แค้นของนางมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งสองยืนพูดคุยกันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มมีความสุข ช่างแตกต่างจากยามที่เขาเห็นหน้านางเสียเหลือเกิน ใจดวงน้อย ๆ เจ็บปวดจนแทบยืนไม่ไหว แต่ด้วยนิสัยไม่เคยยอมแพ้ใคร จึงได้เดินเข้าไปขัดจังหวะการสนทนา ที่ช่างหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกหลันฮวาในยามเช้านั้นเสีย “ท่านอ๋องเพคะ ทรงประทับอยู่ที่นี่เอง หม่อมฉันมองหาพระองค์อยู่ตั้งนาน” “มีอะไร ถ้าไม่มีข้าขอเวลาส่วนตัว” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้าสตรีที่เดินเข้ามาใหม่เลย เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องหนาน ไม่ต้องการเสวนากับนางมากเท่าไร ในใจก็ยิ่งเกิดความอิจฉาริษยา สตรีที่เขาเต็มใจพูดคุยด้วยมากเท่านั้น จึงได้หันไปจัดการศัตรูหัวใจแทนที่จะดันทุรังพูดคุยกับท่านอ๋องต่อ “หม่อมฉันขอพูดคุยกับจ้าวอิงเถาสักครู่นะเพคะ” เมื่อพูดขออนุญาตจบ โดยที่ไม่รอให้ใครตอบรับคำขอ โจวลี่เซียนก็ดึงแขนจ้าวอิงเถาให้เดินตามนางมา พอเห็นว่าอยู่ห่างจากจุดที่อ๋องหนานยืนอยู่แล้ว ลี่เซียนก็ตะคอกด่าจ้าวอิงเถาทันที “จ้าวอิงเถา ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่า อย่ามาเข้าใกล้ท่านอ๋องหนานของข้า” “ฮ่า ฮ่า เจ้าเป็นใครโจวลี่เซียน จึงมาสั่งการข้าแล้วข้าจักได้เชื่อฟังเจ้า เรื่องแบบนี้ห้ามข้าคนเดียวได้อย่างไร เจ้าก็เห็นแล้วว่าท่านอ๋องหนานพึงใจข้าสักแค่ไหน” “จะ….เจ้า สงสัยคงต้องได้เจ็บตัวก่อนใช่หรือไม่ ถึงจะยอมเชื่อฟังคำพูดของข้า” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจ ตวาดขึ้นเสียงดังยิ่งกว่าเดิม จนบุรุษสูงศักดิ์ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ได้ยินเสียงทะเลาะกันอย่างชัดเจน ลำขาแกร่งกำลังก้าวเดินเข้าไป เพื่อจะจัดการกับสถานการณ์อันน่ารำคาญตรงหน้า แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องได้กระโดดลงไปในน้ำ เพื่อช่วยชีวิตสตรีที่ร่างจมดิ่งลงไปในสระบัว ตูมมมมมมม!!!! “กรี๊ดดดดด”กาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์





