Mag-log in
เสียงพูดคุยที่เริ่มดังเอะอะโวยวายแทบจะกลบดนตรีที่อึกทึกในหอจันทร์ฉาย ขณะที่บนเวทียกระดับเตี้ยๆ มีสาวงามนับสิบนาง ร่ายรำในชุดหลากสีตระการตา
หอนางโลมแห่งนี้เลื่องชื่อที่สุดในเมืองหลวงแคว้นหมิง ในหมู่บุรุษไม่ว่าระดับใดต่างปรารถนาจะมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง แต่ค่าบริการที่สูงลิ่วทำให้มีเพียงเหล่าคุณชายเงินหนากระเป๋าหนักเท่านั้นที่สามารถแวะเวียนเข้ามาใช้บริการได้
คืนนี้จวิ้นอ๋อง หมิงจิ้นเหอ แม่ทัพภาคเหนือผู้เกรียงไกร ฉายาปีศาจภูเขา เหมาหอจันทร์ฉายเพื่อเลี้ยงฉลองชัยชนะให้กับขุนศึกนายกองคนสำคัญที่ร่วมขับไล่ชนเผ่าที่รุกรานชายแดนออกไปได้สำเร็จ
“ข้าขอคารวะท่านแม่ทัพอีกหนึ่งจอก” มู่หลี่เจียง สหายคนสนิทและรองแม่ทัพฝ่ายซ้ายคู่ใจ ยกจอกเหล้าขึ้นชูตรงหน้าก่อนจะกระดกเข้าปากจนหมด
เสียงเฮฮาของบุรุษโต๊ะรอบๆ ดังลั่นขึ้นคราหนึ่ง นายทหารทั้งหมดพร้อมใจกันลุกขึ้นชูถ้วยสุราขึ้นระดับใบหน้าแล้วกล่าวพร้อมกันด้วยเสียงอันดัง
“พวกเราขอคารวะท่านแม่ทัพ”
“ดี! ดี! ข้าขอขอบใจพวกเจ้าอีกครั้งที่พร้อมใจกันสู้ศึกครั้งนี้แบบยอมตายถวายหัว จนเราได้ชัยชนะ” หมิงจิ้นเหอลุกขึ้นชูจอกเหล้าเหนือศีรษะ “ดื่ม!”
ฟ่านซิ่วอิงแอบมองชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่ยืนนำบุรุษทั้งหลายที่ล้วนดูบึกบึนดื่มสุราด้วยอาการตะลึง
‘เขาคือ หมิงจิ้นเหอ จวิ้นอ๋องคนนั้นหรอกรึนี่ ไหนว่าเป็นปีศาจภูเขารูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว หนวดเครารุงรัง ชอบแบกดาบใหญ่ ฆ่าคนราวผักปลาชนิดตาไม่กระพริบ’
นางนึกถึงเพลงพื้นบ้านที่นางเคยได้ยินชาวบ้านร้องขู่เด็ก เนื้อหานั้นบรรยายถึงความน่าเกลียดน่ากลัวของเจ้าของฉายาปีศาจภูเขา รวมถึงความโหดเหี้ยมของเขาในยามออกสู้ศึกสงคราม
....ไม่เห็นจะเหมือนบุรุษที่นางมองเห็นตรงหน้าสักนิด...
เมื่อท่านพ่อส่งจดหมายมาบอกข่าวให้นางเตรียมตัวหมั้นหมายกับเขาตามพระประสงค์ของฮองไทเฮา นางถึงกับตบอกด้วยความขัดเคือง
‘จะให้ข้าแต่งงานกับบุรุษป่าเถื่อนเยี่ยงนั้นน่ะหรือ แค่คิดก็สยดสยองแล้ว ไม่มีทางเสียหรอก คนอย่างฟ่านซิ่วอิงมีหรือจะยอมโดยง่าย ข้าจะต้องเป็นผู้ลิขิตชะตาของตนเองสิ’
หญิงสาวคิดแผนอยู่นาน นางหาทางจะทำให้บุรุษผู้นั้นเลิกคิดที่จะแต่งนางไปเป็นพระชายา แต่เพราะคนสนิทของนางทักท้วงว่าให้นางทำการอย่างรอบคอบ
...รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง...
เพราะฟ่านซิ่วอิงเชื่อคำสอนในตำราพิชัยสงคราม นางจึงต้องออกเดินทางเพื่อมาดูให้รู้ชัดว่า บุรุษที่นางตั้งข้อรังเกียจนั้นเป็นอย่างที่ผู้คนเล่าลือจริงหรือไม่
ฟ้าเริ่มมืดตอนที่นางสวมชุดเสี่ยวเอ้อ เดินมาถึงตรอกใกล้ๆ หอจันทร์ฉาย นักเลงสองคนขวางนางไว้เพราะอยากได้เงินไปดื่มสักเล็กน้อย
“พวกเจ้าเมาแล้วก็ควรจะกลับบ้านไปนอน มิใช่อยู่สร้างปัญหาให้ผู้อื่น”
“อ๊ะ! เจ้าหนุ่มนี่ เห็นทีคงอยากจะเจ็บตัวเสียกระมัง”
นักเลงทั้งสองย่างสามขุมเข้ามาหา ฟ่านซิ่วอิงไม่มีวรยุทธ์แต่นางก็มิใช่คนที่ผู้ใดจะรังแกได้โดยง่าย หญิงสาวจึงถอยหลังและมองหาสิ่งที่พอจะทดแทนอาวุธได้ นางนึกเสียใจที่ไม่พกเอามีดสั้นติดตัวมาด้วย
“คิดจะรังแกคนไม่มีทางสู้หรือ หันมาลงมือกับข้าดีกว่า”
น้ำเสียงทุ้มห้าวดังขึ้นเบื้องหลังนักเลงทั้งสอง มุมที่นางยืนอยู่ค่อนข้างสลัว บุรุษผู้นั้นจึงไม่ได้สังเกตใบหน้าของผู้ถูกรังแกชัดเจนนัก
เขาลงมือแค่ไม่กี่กระบวนท่าก็ซัดนักเลงสองคนลงไปนอนหมอบปากคาบดินอยู่บนพื้นถนน ครั้นพวกมันวิ่งหนีไปแล้ว ฟ่านซิ่วอิงจึงได้กล่าวขอบคุณ
“ทีหลัง ถ้าเจ้าไม่มีความสามารถจะปกป้องตนเองก็ไม่ควรมาแถวนี้ ย่านเหลาสุราและหอนางโลม ไม่เหมาะที่คนปวกเปียกอย่างเจ้าจะมาเดินเพ่นพ่าน”
ฟ่านซิ่วอิงก้มหน้ารับคำเบาๆ นางพยายามมิให้ผู้มีพระคุณมองเห็นใบหน้าของนางได้ถนัดเพราะเกรงเขาจะเดาออกว่านางเป็นสตรีปลอมตัวมา
“เอาเถอะ เรื่องเล็กน้อย ข้าไม่นับเป็นบุญคุณ”
คุณหนูสกุลฟ่านรู้สึกพอใจในรูปโฉมที่สง่างามของชายหนุ่มที่ช่วยเหลือนางไว้ แต่พอเห็นเขาเดินเลี้ยวเข้าไปในหอจันทร์ฉาย นางก็ร้องหึในลำคอ
‘น่าเสียดายนัก ใบหน้าราวเทพสลัก ต่อสู้ก็เก่งกาจ แต่กลับเป็นเพียงบุรุษเจ้าสำราญที่ชมชอบสถานที่เช่นนี้’
นางยิ่งผิดหวังในตัวบุรุษเมื่อครู่เป็นทวีคูณเมื่อนางเข้าไปในหอจันทร์ฉายในฐานะเสี่ยวเอ้อแล้วได้ยินผู้คนเรียกขานนามของเขาว่า ‘แม่ทัพหมิง’
‘เสียดายที่เป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ ผดุงคุณธรรม แต่หากชมชอบการมาหอนางโลมคงมิใช่สามีที่ข้าควรจะแต่งเข้าเรือนเสียแล้ว’
“เจ้าจะแอบอยู่ทำไม รีบเอาเหล้าไปส่งที่โต๊ะท่านแม่ทัพสิ ไม่เห็นรึว่า เหล้าหมดกาแล้ว” หัวหน้าเสี่ยวเอ้อ รีบไล่นางไปทำหน้าที่
คุณหนูฟ่านรีบยกกาเหล้าไปส่งที่โต๊ะ นางพยายามก้มหน้าเพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้ แต่ในเมื่อทุกคนล้วนดื่มเหล้า ชมโฉมนางรำบนเวที ใครเล่าจะมาสนใจสังเกตเสี่ยวเอ้อชายที่แต่งกายซอมซ่อ
“ท่านแม่ทัพ ข้าได้ยินว่า ที่ท่านเข้าวังเพราะฮองไทเฮามีพระประสงค์ให้ท่านหมั้นกับบุตรีท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายมิใช่หรือ ” รองแม่ทัพฝ่ายขวายิ้มเย้า
“ฉินอี๋นั่ว การข่าวของเจ้าดีเกินไป” ท่านอ๋องหน้าเคร่ง
“แม่ทัพหมิงไม่มีทางแต่งงานกับนางหรอก รูปร่างหน้าตานางสู้นางรำบนเวทีไม่ได้ สักคน แถมยังเติบโตที่บ้านนอกอีก ข่าวว่า นางเป็นคนไม่รู้กริยามารยาทแบบคุณหนู ซ้ำยังไม่รู้หนังสืออีกด้วย” มู่หลี่เฉียงหันไปตอบแทนนาย
ปัง!
หมิงจิ้นเหอทุบโต๊ะดังลั่นจนทุกคนที่นั่งดื่มอยู่ใกล้ๆ สะดุ้ง
“ข้าไม่มีวันแต่งกับนาง!” หมิงจิ้นเหอที่เริ่มมึนเมาประกาศกร้าว
องค์ชายผู้เย่อหยิ่งรู้สึกโมโหยิ่งนัก เขารู้ว่าที่ฮองไทเฮาต้องการยัดเยียดหลานสาวให้เพราะอยากจะเกี่ยวดองอำนาจทางการทหารไว้กับตัว ในฐานะที่เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคเหนือ มีทหารในสังกัดมากที่สุดในแคว้น
หากมีเขาเป็นหลานเขย ย่อมจะทำให้เหล่าข้าราชสำนักยำเกรงนางยิ่งขึ้น ฮองไทเฮาไม่ใช่มารดาที่แท้จริงของฮ่องเต้ นางจึงต้องรักษาฐานอำนาจอย่างเข้มแข็ง
ฟ่านซิ่วอิงตกใจที่เขาทำราวกับจงเกลียดจงชังนางนักหนา นางแอบเหลือบมองเขาก่อนถอยหลังไปเล็กน้อยรอฟังเรื่องราวต่อ
“ท่านเคยพบนางแล้วหรือ ข้าได้ยินมาว่า คุณหนูฟ่านร่างกายอ่อนแอต้องไปอยู่หัวเมืองเพื่อรักษาตัวตั้งแต่ยังเล็ก คุณชายใหญ่ตระกูลฟ่านหล่อเหลาปานเทพบุตรแล้วน้องสาวจะขี้เหร่ได้อย่างไร” ฉินอี๋นั่วยังเคลือบแคลงใจ ข่าวที่เขาได้ยินมากับสิ่งที่มู่หลี่เฉียงกล่าวช่างสวนทางกัน
หมิงจิ้นเหอส่ายหน้า ตั้งแต่มีคนส่งข่าวลือเกี่ยวกับตัวนาง เขาก็ไม่สนใจจะดูภาพที่จวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายส่งมาให้ เขาสั่งให้มู่หลี่เฉียงดูแล้วเอาไปทิ้ง
“ข้าดูแล้ว ภาพวาดของนาง หาความงดงามมิได้ ไม่คู่ควรกับแม่ทัพของเราแม้สักนิด” รองแม่ทัพมู่ประกาศกร้าว
บุรุษรอบโต๊ะส่งเสียงฮือฮา เห็นด้วยที่ท่านอ๋องปฏิเสธการหมั้นหมาย
“แต่ท่านเสนาบดีฟ่านน่ะสิ มาคอยดักท่านอ๋อง ขอให้พิจารณาบุตรีของตนครั้งแล้วครั้งเล่าจนข้ารำคาญแทน” มู่หลี่เฉียงยังคงสุมไฟในวงสุราต่อ
“แบบนี้ก็เท่ากับข่าวลือที่เกี่ยวกับนางมีมูลความจริงน่ะสิ บุตรสาวตนเองแย่ขนาดนี้ยังจะกล้ายัดเยียดให้ท่านอีก” ฉินอี๋นั่วส่ายหน้า
คนที่เหลือต่างหันไปวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองเดียวกัน
คุณหนูฟ่านที่ยืนก้มหน้ารอรับใช้อยู่ด้านหลังได้ยินทุกถ้อยคำ หน้าถึงกับหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธ
“ช่างเถอะ! ถึงอย่างไรข้า หมิงจิ้นเหอก็ไม่มีวันจะหมั้นหรือแต่งคุณหนูตระกูลฟ่านเด็ดขาด”
แม้จะเริ่มยืนเซ แต่จวิ้นอ๋องผู้มีรูปหน้าคมสันเหยียดร่างเต็มความสูง ชูจอกเหล้าขึ้นประกาศต่อหน้าเหล่าทหาร จนสร้างเสียงเฮรับดังสนั่น สะท้านสะเทือนใจฟ่านซิ่วอิงยิ่งนัก
นางไม่คิดฝันว่า ความดีใจที่ท่านอ๋องปฏิเสธการหมั้นกับนางกลับ กลายเป็นความอัปยศให้ผู้คนเหยียดหยันทั้งตัวนางและบิดา
“ในเมื่อท่านแม่ทัพปฏิเสธนางแบบนี้แล้ว คงไม่มีคุณชายตระกูลใดกล้ามาสู่ขอนางเป็นภรรยาแน่ จุ๊ๆ ช่างน่าสงสารเสียจริง ฟ่านซิ่วอิงผู้อาภัพ”
“พวกเจ้าเลิกพูดถึงนางได้แล้ว ท่านแม่ทัพไม่สนใจนาง พวกเราก็ไม่ควรสนใจ โน่นแน่ะ! แม่นางหลี่ใกล้จะออกมาให้ยลโฉมแล้ว”
บุรุษทั้งหมดเริ่มยุติการถกเถียงเมื่อนางรำเริ่มถอยเข้าหลังฉาก ไม่นานนักแม่นางหลี่ที่เป็นดาวเด่นหอจันทร์ฉายก็ปรากฏตัวในชุดสีชมพูสดสวย ที่ผ่านมานางขายเพียงฝีมือการเล่นพิณอันโดดเด่น แต่ไม่ยอมขายเรือนร่าง
จวบจนสองวันที่ผ่านมามีประกาศว่าหอจันทร์ฉายจะเปิดการประมูลตัวนาง
“ท่านแม่ทัพ ท่านน่าจะประมูลนะ แม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงก็ยังไม่มี ข้าว่าถือโอกาสเชยชมสาวงามบริสุทธิ์ผุดผ่องก่อนจะเดินทางกลับพยัคฆ์เหินเถอะ”
มู่หลี่เฉียง[1]กระเซ้า เขาเป็นคนเดียวที่กล้าหยอกล้อท่านอ๋องผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม หากไม่เติบโตมาด้วยกันและรักกันดุจพี่น้อง กล้าพูดจาเช่นนี้กับแม่ทัพหมิงคงถูกสั่งโบยจนไม่มีหลังจะให้ขาด
“ก็ดี ข้าสนใจ” หมิงจิ้นเหอที่หงุดหงิดมาทั้งวันก็นึกครึ้มใจ นานทีเขาจึงจะหลับนอนกับนางคณิกา แต่เพราะความถือตัว จึงเน้นเฉพาะรายที่เปิดประมูลครั้งแรกเท่านั้น
‘หึ! นินทาข้าจบแล้ว คิดจะประมูลหญิงงามไปร่วมหลับนอนรึ หมิงจิ้นเหอ อย่าหวังเลยว่า คืนนี้ท่านจะได้เสวยสุข’
[1] มู่หลี่เฉียง พระเอกจากเรื่อง “ทาสรักแม่ทัพมู่”
“หมิงจิ้นเหอ ท่านเป็นคนของหม่อมฉันแล้ว ห้ามให้คนอื่นแตะต้องเด็ดขาดนะเพคะ” นางเลื่อนตัวขึ้นมานั่งบนตักสามีสองแขนวางบนไหล่ สองมือลูบไล้ต้นคอด้านหลัง คนถูกลูบขนคอลุกเกรียว สัมผัสอ่อนโยนของนางทำให้เขาไม่อาจสงบใจ “ถ้าเช่นนั้น แขนที่คุณหนูจางจับแล้วนี่เล่า จะทำเช่นไรดี” “หม่อมฉันก็จะจูบประทับตราไว้แทน”นางจับมือของจวิ้นอ๋องข้างที่คุณหนูจางหมายจะเข้ามาฉวยขึ้นมา จุมพิตที่ข้อนิ้วทีละนิ้ว จากนั้นก็คลายเสื้อตัวนอกของชายหนุ่มออก“เจ้าเป็นคนท้าข้าเองนะ อย่าร้องขอให้หยุดก็แล้วกัน” เสียงกระซิบกระเส่าดังขึ้นที่ข้างหูของหญิงสาว“หม่อมฉันสุดแต่แท้ท่านอ๋องนะเพคะ”สาวใช้อุ่นเตียงของหมิงจิ้นเหอยิ้มหวาน ยื่นหน้ามาจูบปลายคางบึกบึนเบาๆ แล้วค่อยจูบไล้ไปใกล้ใบหู“เจ้าทำเช่นนี้ ตัวข้าเริ่มร้อนไปหมดแล้ว” ชายหนุ่มรีบถอดสายรัดเอวและเสื้อตัวนอกของตนเองออกเขาเอนกายลงไปด้านหลัง ปล่อยให้นางแหวกสาบเสื้อของเขาออกจากกัน เหอเจียอีจูบต่ำลงไปตามแนวคอ ท่านอ๋องครางอือๆ แผ่นอกแกร่งถูกนางจูบไซ้จนต้องแอ่นขึ้นด้วยความซาบซ่าน ฉินหวังหย่งหน้าแดงซ่านอยู่บนขื่อ‘อีกแล้ว ท่านอ๋องกับแม่นางเ
“ข้าดื่มแค่จอกเดียวเท่านั้นนะ” นางหน้าบึ้งแต่ยอมยกจอกเหล้าขึ้นดื่มกับเขา‘เจ้าหมีป่า คราวหน้าอย่าหวังว่าข้าจะให้เจ้ามานั่งใกล้’นางวางจอกแล้วขอตัวกลับเรือนรับรอง จวนแม่ทัพใหญ่โตมีโรงเรือนหลายหลัง เมื่อนางก้าวออกจากโถงใหญ่ไปด้านหน้ารู้สึกเหมือนมีเงาวูบผ่านครั้นหันมองตามไปเห็นแผ่นหลังกว้างของชายร่างสูงใหญ่ลับไปทางเรือนบรรทมของจวิ้นอ๋อง คลับคล้ายเหมือนจะมีร่างนั้นจะอุ้มอีกคนอยู่ นางไม่กล้าก้าวขาตามไปเพราะนางกำนัลหญิงสองคนเดินตรงมาพอดี“คารวะคุณหนู ข้าน้อยจะนำทางท่านไปเรือนรับรองแขกเองเจ้าค่ะ”ยังดีที่เรือนนี้ยังพอเหลือนางกำนัลอยู่บ้าง นางเคยได้ยินข่าวลือว่า จวนแม่ทัพของจวิ้นอ๋อง ไม่ชอบให้มีนางกำนัลรับใช้ดูแลอยู่ส่วนใน‘จวิ้นอ๋อง ท่านช่างดูแลตนเองเสียบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รู้ว่าตัดชอบตัดแขนเสื้อหรือไร ไม่แน่ว่าอยู่กับบุรุษมากมายนานๆ เข้า อาจจะชอบไม่รู้ตัว’ รองแม่ทัพมู่รู้สึกปวดเบาจึงขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำ พลันเงาสายหนึ่งพาดผ่าน องครักษ์เงาฉินจางหย่งกำลังเงื้อดาบต่อสู้กับชายชุดดำสองคนเคร้ง! เคร้ง! เหล่าองครักษ์รักษาการในจวนกรูกันเข้ามา กลับปรากฏชายชุดดำอีกหลายสิบชีวิตรายล้อม“มีคนร้าย!
บ่าวรับใช้และองครักษ์ส่วนหนึ่งต้องคอยดูแลความเรียบร้อยอยู่นอกรั้ว ส่วนองครักษ์เงาก็ต้องรักษาความปลอดภัยโดยเร้นกายอยู่ละแวกนั้นเหอเจียอีได้ผ่อนคลายร่างกายอย่างเต็มที่ นางกำนัลสองคนเข้ามาดูแล “เจ้าไม่ต้องดูแลข้า พวกเราเป็นบ่าวเหมือนกัน” “นี่เป็นคำสั่งของท่านอ๋อง พวกเราขัดไม่ได้นะเจ้าคะ มิฉะนั้นจะโดนโบย แม่นางเห็นใจพวกเราด้วย” ได้ยินเช่นนั้น เหอเจียอีจึงยอมให้พวกนางขัดผิว สระผมให้ตนโดยดี น้ำพุร้อนทำให้ร่างกายของนางผ่อนคลายสามวันที่ผ่านมา นางโดนหมิงจิ้นเหอรุกไล่ เคล้าคลึง เค้นเอาจนหมดแรงทุกคืน ทำเช่นไรเขาก็ดูเหมือนจะไม่เต็มอิ่มสักครา นางได้แต่โอดครวญฉอเลาะในยามที่จวนจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง เขาหัวเราะร่วนแล้วรวบตัวนางที่เปลือยเปล่ามากอดไว้ใต้ผ้าห่มหลับลงพร้อมกันนางกำนัลมองดูรอยผิวแดงจ้ำตามเนินอก หลังไหล่ และต้นขาของแม่นางเหอแล้วหัวเราะคิกคักเขินอาย“แม่นางเหอ ท่านอ๋องทรงโปรดปรานท่านจริงๆ เจ้าค่ะ พวกเราไม่เคยเห็นท่านอ๋องสนใจสตรีนางใดมาก่อน อย่าว่าแต่จะพามาที่จวนเลย” เหอเจียอีได้ยินก็ยิ้มกว้าง ซักไซ้พวกนางถึงเรื่องที่พวกนางรู้เกี่ยวกับจวิ้นอ๋อง เสียงหัวเราะข
เหอเจียอีอาบน้ำแต่งตัวจวนตะวันจะตรงศีรษะ นางรับประทานอาหารด้วยความสุขล้น นึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วอยากจะกลับไปเล่าให้แม่นมเหอฟังว่า เขาอ่อนโยนและรักใคร่นางเหลือเกิน“น้องเจียอี เจ้าช่างดูมีความสุขยิ่งนัก” จินวั่งซูเดินอาดๆ ถือพัดโบกไปมา มองซ้ายมองขวาเมื่อไม่รู้สึกสัมผัสได้ว่ามีองครักษ์เงาอยู่ในห้องจึงกล่าวต่อ “เจ้าช่างไม่นึกถึงข้าว่าเสี่ยงชีวิตเพื่อแผนเจ้าเพียงใด เจ้านี่มันข้ามแม่น้ำได้แล้วรื้อสะพาน[1]เห็นๆ”“ท่านอย่าเรียกชื่อข้าเช่นนี้ต่อหน้าท่านอ๋องเทียว ท่านไม่ควรแสดงความสนิทสนมกับข้าให้มากนัก ข้าไม่รับประกันความปลอดภัยของท่าน”“จุ๊ๆ เจ้าใจร้ายจริง” จินวั่งซูนั่งลงตรงข้าม “ข้ากินด้วยคน เมื่อเช้าองค์ชายสิบสองดึงข้าออกไปในเมืองแต่เช้าตรู่ได้กินไปนิดเดียว”จินวั่งซูสั่งบ่าวรับใช้ไปเอาถ้วยและตะเกียบมาเพิ่ม“องค์ชายสิบสองจะเสด็จกลับพรุ่งนี้แล้ว แต่ข้าจะรั้งอยู่ที่นี่ก่อนเพราะมีข่าวใหม่น่าสนใจ”เหอเจียอีเงยหน้าจากถ้วยข้าวขึ้นมองเพื่อนพี่ชาย“ข่าวนี้เกี่ยวพันกับข้าหรือไม่ ”จินวั่งซูยกยิ้มมีเลศนัย “เกี่ยวสิ ไม่งั้นข้าจะอยู่ทำไมกัน ” “พี่วั่งซู ท่านรู้เรื่องใดมา บอกข้าได้หรือไม
“หม่อมฉันไม่อยากจะหวังลมๆ แล้งๆ นี่เพคะ หากวันหน้าท่านอ๋องทรงมีสตรีอื่น หม่อมฉันคงทนไม่ได้”“ข้าให้สัญญา ข้าจะไม่มีสตรีอื่นอีก”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ “ขอบพระทัยเพคะ”“ต่อไปเจ้าเป็นคนของข้า ทุกอย่างข้าจะเชื่อเจ้า เข้าข้างเจ้า ไม่ว่าผู้ใดกล่าวร้ายเจ้า ข้าก็จะถามเจ้าก่อน”นางประคองใบหน้าของชายที่รัก เอียงคอตอบด้วยรอยยิ้ม “สัญญาแล้วเพคะ หากวันใดไม่รักษาสัญญาหม่อมฉันจะ......”“เจ้าจะทำอย่างไร ”“หม่อมฉันจะหนีพระองค์ไปแต่งงานกับชายอื่น” นางสบตาเขา กล่าวโดยไม่ยิ้มสักนิดดวงตาจวิ้นอ๋องวาววับ “เจ้ากล้ารึ” เขากดร่างนางลงกับแท่นบรรทม “เจ้าเป็นของข้าแล้ว ใต้หล้านี้ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังจะมาชิงเจ้า”เหอเจียอียิ้มหวาน ใจเต้นระริกรัวกับคำประกาศนั้น “เพคะ” นางโน้มคอของเขาลงมา เงยหน้าประกบริมฝีปากเย็นชืดกับริมฝีปากรุ่มร้อนนั้นจวิ้นอ๋องดูดเม้มริมฝีปากล่างของนาง มือค่อยลูบไล้ไปไปตามเรือนร่าง ค่อยกระตุกสายผูกเสื้อตัวนอกของนางออก สัมผัสผิวเนียนนุ่มด้านในจากหน้าท้องน้อยไปด้านหลังถึงบั้นสะโพกนางจูบตอบไม่ลดละ เขาสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของนาง หญิงสาวหมุนศีรษะไปตามจังหวะของเขาที่พลิกไปหัน
องค์ชายสิบสองได้ยินเรื่องแม่นางเหอจากองครักษ์เงาก็รู้สึกเห็นใจ เขาดูออกว่าพี่ชายของตนหลงใหลนางมากแต่เพราะตลอดชีวิตวัยหนุ่มเอาแต่รบทัพจับศึกจึงไม่เคยเข้าใจความคิดของเพศตรงข้ามความคลั่งไคล้หลงใหลที่หมิงจิ้นเหอมีต่อเหอเจียอีเห็นได้อย่างชัดเจน แต่คงเป็นเพราะไม่รู้จะแก้ปัญหาความรักเช่นไร จึงทำให้ต้องผิดใจกับสตรีที่ตนรัก ยามนี้แม่ทัพใหญ่หมิงคงกลัดกลุ้มอย่างหนัก...เช้านี้การฝึกทหารจึงเป็นไปอย่างดุเดือดกว่าปกติ... “รองแม่ทัพมู่ ท่านว่า พี่ชายข้าฝึกทหารเช่นนี้อยู่แล้ว หรืออารมณ์ไม่ดี ” “เอ่อ! กระหม่อมว่าอย่างหลัง พะยะค่ะ ปกติก็ทรงดุดันแต่ไม่ได้ดูหงุดหงิดอย่างนี้” หมิงเฉินกงหัวร่อออกมาเมื่อคนสนิทของจวิ้นอ๋องไม่ยั้งความคิดเห็น“เจ้านี่...ช่างไม่ไว้หน้าท่านแม่ทัพเลยแม้แต่น้อย” “กระหม่อมทูลไปตามความจริง” “พี่ชายของเปิ่นหวาง คงจะห่วงนางมากกระมัง” องค์ชายหมิงเฉินกงมองดูร่างสูงใหญ่ที่กวัดแกว่งดาบดุเดือดอยู่ท่ามกลางทหารหลายสิบนาย “ทั้งห่วงทั้งหวงเลยล่ะพะยะค่ะ หากมีคนเข้าใกล้นางก็จะทรงหงุดหงิด” “อืม ค่ำนี้แล้วสินะ” องค์





![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [ตัวประกอบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

