LOGINขณะกำลังจะเริ่มการประมูล แม่ทัพนายกองทั้งหลายต่างก็กระตือรือร้น พวกเขาส่วนหนึ่งเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ จึงมีกำลังทรัพย์อยู่มาก ทหารอีกส่วนหนึ่งในวันนี้ได้รับการปูนบำเหน็จจากฮ่องเต้มาพอสมควร ทุกคนจึงแลดูคึกคักอยากจะประมูลสาวงามกันจนเนื้อตัวสั่น
“เอาเหล้ามาเพิ่มอีก คืนนี้ท่านแม่ทัพจะได้อิงแอบสาวงามอันดับหนึ่งแห่งหอจันทร์ฉาย ฮ่าๆ” มู่หลี่เฉียงหัวเราะลั่น
รองแม่ทัพมู่รูปร่างสูงเกือบเท่าจวิ้นอ๋อง แต่เรือนร่างกำยำล่ำสันกว่า ใบหน้าแต่งแต้มด้วยหนวดเครา แม้จะตัดเล็มออกไปบ้างแล้วเพราะต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ แต่ก็ยังดูดุอยู่ดี หนำซ้ำคนผู้นี้มักชอบเสียงดังเอะอะ
เสี่ยวเอ้อฟ่านรีบนำเอากาสุราใหม่มาวางต่อหน้าหมิงจิ้นเหอ เขารินเหล้าแล้วกระดกเข้าปากแล้วจ้องมองไปบนเวที ท่านอ๋องรูปงามเอาแต่ออกรบสู้ศึก ตลอดชีวิตจึงมิได้หมายตาคุณหนูคนใด
แม้จะมีนางกำนัลในวังรูปร่างหน้าตาดีมากมายหมายมายั่วยวนเขาก็ไม่เคยสนใจแตะต้อง ทว่าด้วยวิสัยทหารหลังออกรบแล้วชนะศึก สุรากับสตรีเป็นเรื่องที่ไม่เคยขาด แต่เขาก็เน้นเสพสุราเสียมากกว่า
...พวกคุณหนูในห้องหอนั้น เขาคร้านจะไปเอาใจพวกนาง...
แม้จะอยู่หัวเมืองเหนือแต่จวนแม่ทัพของเขาก็แทบจะไม่มีสาวใช้ ส่วนหนึ่งเพราะเขาต้องระวังตัว และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขายังไม่อยากผูกพันกับสตรีนางใด หากจะต้องหลับนอนกับผู้หญิงคนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า นานไปเขาย่อมรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ ชายหนุ่มจึงเลือกนอนเฉพาะกับนางโลมประมูลมาได้ในบางครั้งก็เพียงพอระบายความพลุ่งพล่านของวัยฉกรรจ์
เมื่อเจ้าหอจันทร์ฉายกรีดกรายออกมาประกาศให้ชายหนุ่มทั้งหลายเตรียมตัว เสียงโห่ฮาดังสนั่น
“เริ่มการประมูลได้!”
แม่นางหลี่รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ส่วนหน้าอกนั้นมีขนาดอวบอัดแน่นจนทำให้สาบเสื้อส่วนบนปริ เมื่อนางเดินเยื้องกรายผ่านบรรดาทหารหนุ่ม ทุกคนล้วนลอบกลืนน้ำลาย ดวงตาลุกโชนเหมือนมองเห็นศัตรูตรงหน้า ต่างหมายจะตรงเข้าไปขย้ำให้สิ้นซาก บั้นท้ายงอนงามของนางกระเพื่อมโยกย้ายไปตามจังหวะการเดินได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
นายกองผู้หนึ่งลุกขึ้นเสนอราคา
“ข้าให้ห้าพันตำลึง”
สิ้นเสียงนั้น ทหารอีกโต๊ะส่งเสียงโห่ลั่น
“ข้าให้หกพันตำลึง” เหล่าทหารม้าอีกโต๊ะไม่ยอมแพ้
“เจ็ดพัน” อีกโต๊ะลุกขึ้นยืนประกาศ ทำเอาสองโต๊ะแรกหันไปมองพร้อมกัน สุราแรงฤทธิ์ทำให้พวกเขาล้วนเริ่มมึนเมา จนลุกชี้หน้ากันเยาะเย้ยอีกฝ่ายที่ให้ราคาน้อย
“แปดพัน” นายทหารราบโต๊ะใกล้ๆ กับจวิ้นอ๋องตะโกนขึ้น เสียงโห่ยิ่งดังสนั่น ในเมื่อคืนนี้ทั้งหมดโดนเหมาโดยกองทัพภาคเหนือ ย่อมต้องเต็มไปด้วยเสียงเอ็ดอึง ด่าทอกันหยาบคายตามประสาผู้นิยมใช้กำลัง
รองแม่ทัพฉินหันมา “ท่านแม่ทัพราคากำลังขึ้น ท่านว่ายังไง ”
หมิงจิ้นเหอยิ้มเย็น เขารอให้ทุกคนเริ่มสู้ราคาไม่ไหวแล้วค่อยตบราคาเพียงครั้งเดียวก็พอ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับท่านอ๋องอย่างเขา
“หนึ่งหมื่นตำลึงน่าจะพอ”
“ใจเย็นฉินอี๋นั่ว เจ้าไม่ต้องห่วง ระดับท่านแม่ทัพถ้าบอกว่าจะเอา ยังไงคืนนี้ก็ต้องได้” มู่หลี่เฉียงยกจอกเหล้าขึ้นชูต่อหน้าแล้วกระดกลงไป
หมิงจิ้นเหอกระดกเหล้าอีกจอก รู้สึกแปลกใจในรสชาติ เขาชำเลืองมองไปด้านข้างเห็นเสี่ยวเอ้อหน้าขาวที่ยืนอยู่เยื้องไปคล้ายจะมีรอยยิ้มเยาะติดอยู่ริมฝีปากยิ่งมองยิ่งรู้สึกมึนงงมากขึ้นจนเปลือกตาหนักอึ้ง ชายหนุ่มพยายามยันกายลุกขึ้นยืนเพื่อประมูลเป็นคนสุดท้าย
“หนึ่ง.....” เจ้าหอจันทร์ฉายยกพัดขึ้นชูเพื่อนับครั้งสุดท้ายก่อนสรุปว่าคืนนี้ ชายใดจะได้แม่นางหลี่ไปร่วมหอห้อง
พั่บ!
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ!” มู่หลี่เฉียงเขย่าร่างจวิ้นอ๋องในชุดน้ำเงินเข้มปักลวดลายงดงาม แต่อีกฝ่ายกลับไปขยับเขยื้อน
“ข้าว่าท่านแม่ทัพไม่ไหวแล้ว ฉินหวังหย่ง เจ้าส่งท่านแม่ทัพกลับจวนเถิด”
ชายหนุ่มในชุดทะมัดทะแมงสองคนที่ไม่รู้มาจากที่ใด จู่ๆ ก็ปรากฏกายอยู่ข้างหลังของฟ่านซิ่วอิงที่ยืนเมียงมองอาการของท่านอ๋องอยู่ คนคู่นั้นเดินออกมาประคองจวิ้นอ๋องออกไปด้านนอก
‘หึ! ดีนะที่ใส่ผงนิทรามากหน่อย ไม่เช่นนั้น ช้าอีกเพียงนิดท่านคงออกปากประมูลราคาทันแล้ว’
นางเป่าลมออกจากปากเบาๆ แสร้งเดินตามไปดูแลจนถึงรถม้า เมื่อเห็นว่าคนของแม่ทัพใหญ่แบกเขาขึ้นในรถม้าเรียบร้อย คุณหนูฟ่านรื่นรมย์ใจเดินกลับเข้าไปดูบรรยากาศในหอจันทร์ฉายต่อ คืนนี้นางจะต้องแอบดูบรรดาสาวงามออดอ้อนออเซาะชายหนุ่มสักหน่อยแล้วค่อยกลับจวน
จวิ้นอ๋องลืมตา ยังรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย เมื่อมองเห็นเพดานคุ้นตา ก็เริ่มทบทวนความจำ เมื่อวานเขากำลังประมูลหญิงงามอยู่ แล้วเหตุใดจึงกลับมานอนที่นี่ได้
“แมวดำ! ออกมานี่สิ” เขาเรียกไม่ดังนัก แต่อีกฝ่ายกลับมาอยู่ต่อหน้าอย่างรวดเร็ว ในฐานะองครักษ์เงา ฉินหวังหย่งกับฉินจางหย่งสองพี่น้องมีหน้าที่คอยอารักขาจวิ้นอ๋องไม่ให้คลาดสายตา ยกเว้นเพียงยามที่ท่านอ๋องออกสู้ศึกในสนามรบ
“ขอรับ”
“เมื่อวานเกิดเรื่องใด”
ฉินหวังหย่งเล่าเหตุการณ์ให้ท่านอ๋องฟังอย่างคร่าวๆ
จวิ้นอ๋องนึกเอะใจ “ข้าโดนผงนิทราเป็นแน่ เจ้าเสี่ยวเอ้อตัวแสบนั่น มันทำตัวลับๆ ล่อๆ ให้คนไปสืบเดี๋ยวนี้!”
องครักษ์คู่ใจรับคำ แล้วออกไปสั่งการให้ฉินจางหย่งผู้น้อง นำคนไปสืบหาตัวเสี่ยวเอ้อหน้าขาวที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่ใกล้ๆ จวิ้นอ๋อง
‘นอกจากจะไม่ได้เชยชมหญิงงามแล้ว ยังต้องมาเสียท่าให้เจ้าเสี่ยวเอ้อนั่นอีก ถ้าไม่ได้แก้แค้นเห็นทีข้าจะไม่ควรเป็นปีศาจภูเขา’
คุณหนูฟ่านตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น[1] นางแต่งกายแบบสาวใช้ออกไปตลาดในยามเหม่า[2] เพื่อซื้อวัตถุดิบในการทำอาหาร ในช่วงที่อยู่หัวเมือง นางมักจะขอให้แม่ครัวเหลยสอนทำอาหารจึงพอมีฝีมือติดตัว และชมชอบการไปเดินเลือกซื้อของด้วยตนเอง นางเพิ่งกลับมาเมืองหลวงได้ไม่ถึงสิบวัน ได้เวลาทำอาหารให้ท่านย่ากับท่านพ่อได้ชิมฝีมือของนางบ้าง
ฟ่านซิ่วอิงเดินชมตลาดอย่างเพลิดเพลิน นานมากแล้วที่นางมิได้ย่างกรายมาเมืองหลวง เป็นเพราะสุขภาพที่อ่อนแอในวัยเด็กทำให้ต้องเดินทางไปรักษาตัวถึงแดนไกล
ครั้นเดินผ่านร้านขายซาลาเปา คุณหนูฟ่านกลับได้ยินเรื่องที่ทำให้นางสะดุดหูจนต้องชะงักฝีเท้าเพื่อหยุดฟัง
“นี่ ข้าแถมให้เจ้า ดีใจจริงๆ ที่จวิ้นอ๋องปราบพวกชนเผ่าที่รุกรานแคว้นหมิงได้อีกแล้ว สมกับเป็นพระอนุชาคนโปรดของฮ่องเต้จริงๆ”
“ท่านอ๋องของข้าเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรนี่นา” อีกฝ่ายยิ้มรับอาหารใส่ลงในกล่องไม้ มีบ่าวรับใช้อีกสามคนยืนรออยู่ข้างหลัง
“ข้าได้ข่าวมาว่า ท่านอ๋องทรงปฏิเสธการหมั้นกับคุณหนูท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายหรือ”
“เจ้าไปได้ยินมาจากที่ใด”
“คนเขาโจษจันกันทั่วเมืองนั่นล่ะ บอกว่านางขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่รู้หนังสือ แถมยังไม่รู้กริยากุลสตรี ท่านอ๋องจึงรังเกียจ”
บ่าวรับใช้จากวังจวิ้นอ๋องหัวเราะร่า “ก็แน่ล่ะสิ ท่านอ๋องของเราทั้งสง่างามและเก่งกาจ จะให้รับพระชายาเอกแบบนั้นได้อย่างไร ยังมีคุณหนูโฉมงาม ตระกูลสูงศักดิ์อีกมากชม้ายตารอให้ท่านอ๋องสนใจ”
“อืม....ข้าได้เห็นท่านอ๋องครั้งแรกวันที่ขบวนทหารเดินทัพเข้ามาในเมืองหลวง นึกว่าจะเหมือนฉายาปีศาจภูเขา ที่ไหนได้หล่อเหลาสง่างามจนสาวน้อยสาวใหญ่อยากจะโยนผ้าเช็ดหน้าให้เป็นแถว”
ฝ่ายฟังหัวเราะชอบใจ “เจ้าไม่รู้อันใด จวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายน่ะ ตามตื้อน่าดู อยากจะได้ท่านอ๋องของพวกเราไปเป็นเขย”
“อ้อ....สงสัยคุณหนูฟ่านคนนี้จะขายไม่ออก”
เสียงหัวเราะประสานกันดังลั่น คนที่อยู่ล้อมรอบต่างก็มารอฟังด้วยความสนใจ เรื่องของจวิ้นอ๋องหมิงจิ้นเหอกลายเป็นเรื่องที่ทุกตรอกซอกซอยในเมืองหลวงล้วนกล่าวขวัญถึง
นับตั้งแต่การชนะศึกใหญ่แล้วยกพลเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ชาวเมืองหลวงล้วนประทับใจกับรูปโฉมอันงามสง่าและความเก่งกาจของพระอนุชาที่ลือกันว่า ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานยิ่งกว่าผู้ใด
คุณหนูฟ่านเผลอกำหมัดแน่น
‘นี่เรื่องของข้า กลายเป็นที่นินทาของชาวเมืองไปตั้งแต่เมื่อใด เป็นเพราะท่านแท้ๆ จวิ้นอ๋อง หากท่านไม่มาปรากฏตัวที่นี่จนเอิกเกริกเรื่องปฏิเสธการหมั้นคงไม่กลายเป็นเรื่องสนุกปากของผู้คนเช่นนี้’
นางนึกถึงรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมคร้าม ดวงตาสีนิลที่ดูลึกเกินหยั่ง
‘ถ้ามีโอกาสอีกครั้งข้าจะต้องเอาคืนให้สาสมกับที่ท่านทำให้ท่านพ่อและข้าถูกผู้คนหัวเราะเยาะเช่นนี้’[1] ยามอิ๋น ช่วงเวลา 03.00-04.59 น.
[2] ยามเหม่า ช่วงเวลา 05.00-06.59 น.
“หมิงจิ้นเหอ ท่านเป็นคนของหม่อมฉันแล้ว ห้ามให้คนอื่นแตะต้องเด็ดขาดนะเพคะ” นางเลื่อนตัวขึ้นมานั่งบนตักสามีสองแขนวางบนไหล่ สองมือลูบไล้ต้นคอด้านหลัง คนถูกลูบขนคอลุกเกรียว สัมผัสอ่อนโยนของนางทำให้เขาไม่อาจสงบใจ “ถ้าเช่นนั้น แขนที่คุณหนูจางจับแล้วนี่เล่า จะทำเช่นไรดี” “หม่อมฉันก็จะจูบประทับตราไว้แทน”นางจับมือของจวิ้นอ๋องข้างที่คุณหนูจางหมายจะเข้ามาฉวยขึ้นมา จุมพิตที่ข้อนิ้วทีละนิ้ว จากนั้นก็คลายเสื้อตัวนอกของชายหนุ่มออก“เจ้าเป็นคนท้าข้าเองนะ อย่าร้องขอให้หยุดก็แล้วกัน” เสียงกระซิบกระเส่าดังขึ้นที่ข้างหูของหญิงสาว“หม่อมฉันสุดแต่แท้ท่านอ๋องนะเพคะ”สาวใช้อุ่นเตียงของหมิงจิ้นเหอยิ้มหวาน ยื่นหน้ามาจูบปลายคางบึกบึนเบาๆ แล้วค่อยจูบไล้ไปใกล้ใบหู“เจ้าทำเช่นนี้ ตัวข้าเริ่มร้อนไปหมดแล้ว” ชายหนุ่มรีบถอดสายรัดเอวและเสื้อตัวนอกของตนเองออกเขาเอนกายลงไปด้านหลัง ปล่อยให้นางแหวกสาบเสื้อของเขาออกจากกัน เหอเจียอีจูบต่ำลงไปตามแนวคอ ท่านอ๋องครางอือๆ แผ่นอกแกร่งถูกนางจูบไซ้จนต้องแอ่นขึ้นด้วยความซาบซ่าน ฉินหวังหย่งหน้าแดงซ่านอยู่บนขื่อ‘อีกแล้ว ท่านอ๋องกับแม่นางเ
“ข้าดื่มแค่จอกเดียวเท่านั้นนะ” นางหน้าบึ้งแต่ยอมยกจอกเหล้าขึ้นดื่มกับเขา‘เจ้าหมีป่า คราวหน้าอย่าหวังว่าข้าจะให้เจ้ามานั่งใกล้’นางวางจอกแล้วขอตัวกลับเรือนรับรอง จวนแม่ทัพใหญ่โตมีโรงเรือนหลายหลัง เมื่อนางก้าวออกจากโถงใหญ่ไปด้านหน้ารู้สึกเหมือนมีเงาวูบผ่านครั้นหันมองตามไปเห็นแผ่นหลังกว้างของชายร่างสูงใหญ่ลับไปทางเรือนบรรทมของจวิ้นอ๋อง คลับคล้ายเหมือนจะมีร่างนั้นจะอุ้มอีกคนอยู่ นางไม่กล้าก้าวขาตามไปเพราะนางกำนัลหญิงสองคนเดินตรงมาพอดี“คารวะคุณหนู ข้าน้อยจะนำทางท่านไปเรือนรับรองแขกเองเจ้าค่ะ”ยังดีที่เรือนนี้ยังพอเหลือนางกำนัลอยู่บ้าง นางเคยได้ยินข่าวลือว่า จวนแม่ทัพของจวิ้นอ๋อง ไม่ชอบให้มีนางกำนัลรับใช้ดูแลอยู่ส่วนใน‘จวิ้นอ๋อง ท่านช่างดูแลตนเองเสียบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รู้ว่าตัดชอบตัดแขนเสื้อหรือไร ไม่แน่ว่าอยู่กับบุรุษมากมายนานๆ เข้า อาจจะชอบไม่รู้ตัว’ รองแม่ทัพมู่รู้สึกปวดเบาจึงขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำ พลันเงาสายหนึ่งพาดผ่าน องครักษ์เงาฉินจางหย่งกำลังเงื้อดาบต่อสู้กับชายชุดดำสองคนเคร้ง! เคร้ง! เหล่าองครักษ์รักษาการในจวนกรูกันเข้ามา กลับปรากฏชายชุดดำอีกหลายสิบชีวิตรายล้อม“มีคนร้าย!
บ่าวรับใช้และองครักษ์ส่วนหนึ่งต้องคอยดูแลความเรียบร้อยอยู่นอกรั้ว ส่วนองครักษ์เงาก็ต้องรักษาความปลอดภัยโดยเร้นกายอยู่ละแวกนั้นเหอเจียอีได้ผ่อนคลายร่างกายอย่างเต็มที่ นางกำนัลสองคนเข้ามาดูแล “เจ้าไม่ต้องดูแลข้า พวกเราเป็นบ่าวเหมือนกัน” “นี่เป็นคำสั่งของท่านอ๋อง พวกเราขัดไม่ได้นะเจ้าคะ มิฉะนั้นจะโดนโบย แม่นางเห็นใจพวกเราด้วย” ได้ยินเช่นนั้น เหอเจียอีจึงยอมให้พวกนางขัดผิว สระผมให้ตนโดยดี น้ำพุร้อนทำให้ร่างกายของนางผ่อนคลายสามวันที่ผ่านมา นางโดนหมิงจิ้นเหอรุกไล่ เคล้าคลึง เค้นเอาจนหมดแรงทุกคืน ทำเช่นไรเขาก็ดูเหมือนจะไม่เต็มอิ่มสักครา นางได้แต่โอดครวญฉอเลาะในยามที่จวนจะสิ้นไร้เรี่ยวแรง เขาหัวเราะร่วนแล้วรวบตัวนางที่เปลือยเปล่ามากอดไว้ใต้ผ้าห่มหลับลงพร้อมกันนางกำนัลมองดูรอยผิวแดงจ้ำตามเนินอก หลังไหล่ และต้นขาของแม่นางเหอแล้วหัวเราะคิกคักเขินอาย“แม่นางเหอ ท่านอ๋องทรงโปรดปรานท่านจริงๆ เจ้าค่ะ พวกเราไม่เคยเห็นท่านอ๋องสนใจสตรีนางใดมาก่อน อย่าว่าแต่จะพามาที่จวนเลย” เหอเจียอีได้ยินก็ยิ้มกว้าง ซักไซ้พวกนางถึงเรื่องที่พวกนางรู้เกี่ยวกับจวิ้นอ๋อง เสียงหัวเราะข
เหอเจียอีอาบน้ำแต่งตัวจวนตะวันจะตรงศีรษะ นางรับประทานอาหารด้วยความสุขล้น นึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วอยากจะกลับไปเล่าให้แม่นมเหอฟังว่า เขาอ่อนโยนและรักใคร่นางเหลือเกิน“น้องเจียอี เจ้าช่างดูมีความสุขยิ่งนัก” จินวั่งซูเดินอาดๆ ถือพัดโบกไปมา มองซ้ายมองขวาเมื่อไม่รู้สึกสัมผัสได้ว่ามีองครักษ์เงาอยู่ในห้องจึงกล่าวต่อ “เจ้าช่างไม่นึกถึงข้าว่าเสี่ยงชีวิตเพื่อแผนเจ้าเพียงใด เจ้านี่มันข้ามแม่น้ำได้แล้วรื้อสะพาน[1]เห็นๆ”“ท่านอย่าเรียกชื่อข้าเช่นนี้ต่อหน้าท่านอ๋องเทียว ท่านไม่ควรแสดงความสนิทสนมกับข้าให้มากนัก ข้าไม่รับประกันความปลอดภัยของท่าน”“จุ๊ๆ เจ้าใจร้ายจริง” จินวั่งซูนั่งลงตรงข้าม “ข้ากินด้วยคน เมื่อเช้าองค์ชายสิบสองดึงข้าออกไปในเมืองแต่เช้าตรู่ได้กินไปนิดเดียว”จินวั่งซูสั่งบ่าวรับใช้ไปเอาถ้วยและตะเกียบมาเพิ่ม“องค์ชายสิบสองจะเสด็จกลับพรุ่งนี้แล้ว แต่ข้าจะรั้งอยู่ที่นี่ก่อนเพราะมีข่าวใหม่น่าสนใจ”เหอเจียอีเงยหน้าจากถ้วยข้าวขึ้นมองเพื่อนพี่ชาย“ข่าวนี้เกี่ยวพันกับข้าหรือไม่ ”จินวั่งซูยกยิ้มมีเลศนัย “เกี่ยวสิ ไม่งั้นข้าจะอยู่ทำไมกัน ” “พี่วั่งซู ท่านรู้เรื่องใดมา บอกข้าได้หรือไม
“หม่อมฉันไม่อยากจะหวังลมๆ แล้งๆ นี่เพคะ หากวันหน้าท่านอ๋องทรงมีสตรีอื่น หม่อมฉันคงทนไม่ได้”“ข้าให้สัญญา ข้าจะไม่มีสตรีอื่นอีก”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ “ขอบพระทัยเพคะ”“ต่อไปเจ้าเป็นคนของข้า ทุกอย่างข้าจะเชื่อเจ้า เข้าข้างเจ้า ไม่ว่าผู้ใดกล่าวร้ายเจ้า ข้าก็จะถามเจ้าก่อน”นางประคองใบหน้าของชายที่รัก เอียงคอตอบด้วยรอยยิ้ม “สัญญาแล้วเพคะ หากวันใดไม่รักษาสัญญาหม่อมฉันจะ......”“เจ้าจะทำอย่างไร ”“หม่อมฉันจะหนีพระองค์ไปแต่งงานกับชายอื่น” นางสบตาเขา กล่าวโดยไม่ยิ้มสักนิดดวงตาจวิ้นอ๋องวาววับ “เจ้ากล้ารึ” เขากดร่างนางลงกับแท่นบรรทม “เจ้าเป็นของข้าแล้ว ใต้หล้านี้ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังจะมาชิงเจ้า”เหอเจียอียิ้มหวาน ใจเต้นระริกรัวกับคำประกาศนั้น “เพคะ” นางโน้มคอของเขาลงมา เงยหน้าประกบริมฝีปากเย็นชืดกับริมฝีปากรุ่มร้อนนั้นจวิ้นอ๋องดูดเม้มริมฝีปากล่างของนาง มือค่อยลูบไล้ไปไปตามเรือนร่าง ค่อยกระตุกสายผูกเสื้อตัวนอกของนางออก สัมผัสผิวเนียนนุ่มด้านในจากหน้าท้องน้อยไปด้านหลังถึงบั้นสะโพกนางจูบตอบไม่ลดละ เขาสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของนาง หญิงสาวหมุนศีรษะไปตามจังหวะของเขาที่พลิกไปหัน
องค์ชายสิบสองได้ยินเรื่องแม่นางเหอจากองครักษ์เงาก็รู้สึกเห็นใจ เขาดูออกว่าพี่ชายของตนหลงใหลนางมากแต่เพราะตลอดชีวิตวัยหนุ่มเอาแต่รบทัพจับศึกจึงไม่เคยเข้าใจความคิดของเพศตรงข้ามความคลั่งไคล้หลงใหลที่หมิงจิ้นเหอมีต่อเหอเจียอีเห็นได้อย่างชัดเจน แต่คงเป็นเพราะไม่รู้จะแก้ปัญหาความรักเช่นไร จึงทำให้ต้องผิดใจกับสตรีที่ตนรัก ยามนี้แม่ทัพใหญ่หมิงคงกลัดกลุ้มอย่างหนัก...เช้านี้การฝึกทหารจึงเป็นไปอย่างดุเดือดกว่าปกติ... “รองแม่ทัพมู่ ท่านว่า พี่ชายข้าฝึกทหารเช่นนี้อยู่แล้ว หรืออารมณ์ไม่ดี ” “เอ่อ! กระหม่อมว่าอย่างหลัง พะยะค่ะ ปกติก็ทรงดุดันแต่ไม่ได้ดูหงุดหงิดอย่างนี้” หมิงเฉินกงหัวร่อออกมาเมื่อคนสนิทของจวิ้นอ๋องไม่ยั้งความคิดเห็น“เจ้านี่...ช่างไม่ไว้หน้าท่านแม่ทัพเลยแม้แต่น้อย” “กระหม่อมทูลไปตามความจริง” “พี่ชายของเปิ่นหวาง คงจะห่วงนางมากกระมัง” องค์ชายหมิงเฉินกงมองดูร่างสูงใหญ่ที่กวัดแกว่งดาบดุเดือดอยู่ท่ามกลางทหารหลายสิบนาย “ทั้งห่วงทั้งหวงเลยล่ะพะยะค่ะ หากมีคนเข้าใกล้นางก็จะทรงหงุดหงิด” “อืม ค่ำนี้แล้วสินะ” องค์







