LOGIN
บทนำ
“อาเถา เมื่อกี้ข้าเห็นคุณหนูขยับมือ!”
“จริงหรือ!”
“คุณหนู คุณหนูได้ยินบ่าวหรือไม่เจ้าคะ”
เสียงพูดคุยและเสียงเรียกข้างหูปลุกให้หว่านหว่านรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาตื่น ภาพเลือนลางของเพดานไม้ทำให้คิ้วบางขมวด แต่แล้วก็ต้องหลับตาลงเมื่อปวดหัวจี๊ดขึ้นมา ความทรงจำล่าสุดทะลักไหล
ภาพสุดท้ายก่อนหมดสติคือพื้นถนนรวมไปถึงทางเท้ายุบตัวกะทันหัน เธอร่วงลงไปข้างล่าง นึกแล้วก็ขนลุกซู่ แรงกระแทกที่หัวรุนแรงจนทำให้เธอหมดสติ
หลังจากนั้นคงมีกู้ภัยมาช่วยแล้วนำเธอส่งโรงพยาบาล แต่ภาพในครรลองตาเมื่อครู่...ทำไมเหมือนไม่ใช่โรงพยาบาลเลยล่ะ หนำซ้ำเสียงพูดคุยยังเป็นภาษาจีนอีกต่างหาก ทั้งที่เธออยู่เมืองไทย
เมื่ออาการปวดหัวทุเลาลงแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้เธอถูกใครคนหนึ่งคว้ามือไปแนบแก้ม เป็นหญิงสาวร่างเล็กในชุดฮั่นฝูสีเทาหม่น ดวงตาคลอด้วยน้ำใส ริมฝีปากแย้มยิ้มดีใจ
หว่านหว่านนิ่วหน้า พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เอ๋...ใครกันละเนี่ย
“คุณหนูของบ่าวฟื้นแล้ว บ่าวดีใจที่สุด” ก่อนจะกุลีกุจอออกจากห้องไป “บ่าวจะไปรายงานฮูหยินกู้เดี๋ยวนี้”
คล้อยหลังร่างที่วิ่งออกไป หญิงสาวผมมวยคู่อีกคนก็ก้าวเข้ามาแทนที่ทันที ทรุดตัวลงข้างเตียง
“คุณหนูมีอาการอย่างไรบ้างเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือไม่”
หว่านหว่านไม่ได้ตอบอะไรกลับ คิ้วบางยิ่งขมวดเป็นปมแน่น สายตาของหญิงสาวตรงหน้าจ้องมองเธอด้วยความเป็นห่วง ท่าทางเหมือนรู้จักกันไม่ต่างจากคนแรก แต่เธอมั่นใจว่าไม่รู้จักแน่นอน ที่สำคัญคือ...
ดวงตากลมเลื่อนขึ้นมองเหนือศีรษะของอีกฝ่าย มันมีอักษรภาษาจีนสีเหลืองเรืองแสงนิด ๆ ลอยอยู่ว่า
[เป็นห่วงคุณหนู]
หว่านหว่านกะพริบตาปริบ งุนงงว่ามันคืออะไร ทำไมถึงมีข้อความลอยแบบนั้น ประกอบกับสังเกตเห็นว่าที่ที่ตนอยู่เป็นเรือนไม้ทรงจีน สถานที่แห่งนี้ไม่มีทางเป็นโรงพยาบาล
บางทีนี่อาจเป็นความฝัน...
เมื่อดันตัวลุกขึ้นนั่ง หญิงสาวแปลกหน้าก็รีบเข้ามาประคองและจัดหมอนให้เอนหลัง
สาวใช้เสี่ยวอวี๋จ้องมองความเงียบงันอย่างผิดวิสัยของคุณหนู อีกทั้งยังกวาดตาไปมาด้วยท่าทางงุนงง ทำให้มือป้อมที่กุมมือคุณหนูอยู่เริ่มสั่นเทาด้วยความวิตก
“คุณหนูพูดอะไรหน่อยสิเจ้าคะ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายน้ำตาไหล หว่านหว่านจึงถามกลับเป็นภาษาจีน พร้อมหยิกตัวเองให้ตื่น
“เอ่อ...น้องเป็นใครเหรอคะ”
“คุณหนู!?”
“...”
“คุณหนูอย่าเล่นแบบนี้สิเจ้าคะ” และข้อความบนหัวก็เปลี่ยนเป็น [วิตกกังวล] “บ่าวคือเสี่ยวอวี๋ของคุณหนูอย่างไรเจ้าคะ”
คำตอบยิ่งทำให้หว่านหว่านสับสน เธอไม่รู้จักคนชื่อนี้ ไหนจะคำเรียกขาน สถานที่ เครื่องแต่งกายฮั่นฝู และข้อความบนหัวนั่นอีก ฝันประหลาดเกินไปแล้ว
แต่แล้วประตูห้องก็เลื่อนออก เรียกความสนใจของเธอให้ผินหน้าไปหา ก่อนจะสะดุ้งโหยง ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อสตรีวัยกลางคนที่ไม่ได้พบเจอมานานเกือบสิบปีปรากฎตัวขึ้น
“กรี๊ดดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องตกใจและหวาดกลัวดังลั่น ส่งผลให้สตรีในชุดฮั่นฝูสง่าปรี่เข้าไปหาลูกสาวบนเตียง ใบหน้าหวานฉายชัดถึงความตื่นตระหนก
“หว่านหว่านเป็นอะไรไปลูก!”
ดูเหมือนเจ้าของชื่อดูจะอยู่ในสภาวะสับสนจึงไม่ได้ฟังอีกฝ่าย ทว่าเพียงพริบตาหญิงสาวก็ถลาตัวไปหาแม่ที่ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง คว้ามือมาจับไว้เหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“ม๊า!? นี่ม๊าจริงๆ เหรอ ม๊ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง จริงสิ นี่คือความฝัน หนูฝันอยู่”
“หว่านหว่าน...”
“ไม่สิ หนูตกรูถนนนี่นา แล้วหนูมาเจอม๊าได้ยังไง หรือหนะ...หนูตายแล้ว”
อย่างไรก็ตาม นอกจากความกลัวและตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เหลือเชื่อนี้แล้ว หว่านหว่านยังคิดถึงแม่สุดหัวใจ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นโผเข้ากอด
“แงม๊า! ฮือ หนูคิดถึงม๊าที่สุดเลย หนูไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้มาเจอม๊าอีกครั้ง”
“นี่ลูกพูดอะไร” สตรีวัยกลางคนงุนงงกับปฏิกิริยาของลูกสาวถึงอย่างนั้นก็โอบกอดกลับอย่างอ่อนโยน “ร้องไห้ทำไม เจ็บตรงไหนบอกแม่มา”
“ม๊าเป็นยังไงบ้างคะ ที่นี่คือสวรรค์งั้นเหรอ...”
ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนโผล่พรวดมาที่หน้าประตูห้อง เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น!”
“เอ๊ะ ป๊าเหรอ ทำไมป๊าก็ตายเหมือนกันล่ะ!” หว่านหว่านอ้าปากค้างเมื่อเจอพ่อในโลกแห่งความตายด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าพ่อของเธออยู่ที่บ้านหรอกเหรอ ห่างจากจุดถนนทรุดไปตั้งเยอะ หรือแผ่นดินไหวตึกถล่ม!?
หว่านหว่านผละตัวลุกขึ้นหมายจะไปหาแต่ต้องชะงักฝีเท้า ข้างหลังพ่อมีชายหนุ่มเค้าโครงหน้าเดียวกับพ่อและแม่ถึงสองคนทว่าอ่อนเยาว์กว่ายืนอยู่ รวมทั้งมีหญิงสาวอายุพอๆ กันกับเธออีกคนหนึ่ง
“พวกเขาเป็นใครคะ” เธอเป็นลูกคนเดียว คนเดียวมาตลอดยี่สิบสี่ปี หว่านหว่านสมองจะระเบิด ไม่เข้าใจสถานการณ์นี้เลย “นี่มันอะไร ตกลงที่นี่ที่ไหน ทำไมป๊ากับม๊าแต่งตัวแบบนั้นล่ะคะ”
“หว่านหว่าน!” ชายกลางวัยขึ้นเสียงเรียกสติของลูกสาวที่ยืนร้องโหวกเหวก ขณะที่ภรรยาก็คว้ามือเล็กมาลูบปลอบประโลม
“ลูกพูดอะไร แม่ไม่เข้าใจ”
คำถามของแม่ทำให้หว่านหว่านนิ่งงัน เพิ่งสังเกตว่าทั้งพ่อและแม่ต่างพูดภาษาจีน แม้ทั้งสองจะเป็นลูกคนจีนและเธอก็สืบเชื้อสายจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เพราะย้ายมาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่ก่อนเธอเกิด จึงไม่ได้พูดภาษาจีนกันเลยนอกจากเวลาไปเยี่ยมบ้านใหญ่
หว่านหว่านกวาดตามองทีละคน บนหัวต่างมีข้อความไปในทิศทางเดียวกัน
[เป็นห่วง] กับ [สงสัย]
หว่านหว่านกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ถึงใบหน้าพ่อแม่จะคล้ายคลึงราวพวกเขาเป็นคนคนเดียวกันแต่ไม่ใช่... สุดท้ายจึงเอ่ยถามออกมาเป็นภาษาจีน
“พวกคุณเป็นใคร...”
...
หว่านหว่าน หรือตอนนี้เธออยู่ในร่างของ ‘กู้หว่านชิง’ นั่งนิ่งให้หมอชราประจำตระกูลกู้ตรวจชีพจรบนเตียงในห้องนอนเดิมที่ฟื้นขึ้นมา
ตอนนี้เธอสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ดวงตากลมโตไล่มองผู้คนที่ยืนอยู่ปลายเตียงและรอบห้อง พลางทบทวนรายชื่อทั้งหมดที่เพิ่งได้ยินจากบ่าวรับใช้ร่างเล็ก และพอเข้าใจแล้วว่าข้อความบนศีรษะของแต่ละคนคือความคิดของพวกเขา
นี่ไม่ใช่โลกความตาย และไม่ใช่ความฝัน
ชื่อของทุกคนทำให้หว่านหว่านใจเสีย เพราะชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นตัวละครในนิยายจีนโบราณที่เธออ่านบนรถโดยสารก่อนเกิดอุบัติเหตุ
สตรีวัยกลางคนผู้มีหน้าตาและน้ำเสียงเหมือนแม่ของเธอไม่มีผิดเพี้ยน ‘หลิวหว่านหรง’ ยืนกระสับกระส่ายและคอยสอบถามท่านหมอถึงอาการต่างๆ ของเธอด้วยความ [เป็นห่วงลูกสาว]
ต่อมาคือบุรุษร่างกำยำยืนกอดอก ‘กู้เจิ้งหยวน’ สีหน้าเข้มดุไม่ต่างจากพ่อของเธอในโลกเดิม เพียงแต่บารมีของเขาน่าเกรงขามกว่าหลายเท่า บนศีรษะมีข้อความสีเหลืองเรืองรองว่า [รอคอยผลการตรวจของหว่านชิง]
ข้างกันเป็นบุตรชายคนที่สาม ‘กู้เหวินชิง’ เจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิต ใบหน้าคล้ายมารดาถึงเจ็ดส่วนทำให้ดูอ่อนโยนและใจดีกำลังมองเธออย่าง [เป็นห่วงและสังเกตการณ์อาการน้องสาว]
เยื้องไปข้างหลังคือบุตรชายคนรอง ‘กู้จื่อเฉิน’ เตี้ยกว่าน้องชายหนึ่งชุ่น สวมชุดทะมัดทะแมง คิ้วหนาขมวดเป็นปม แววตาไม่มีความเป็นห่วง มีแต่การจับผิด และเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะบนหัวคือ [สงสัยพฤติกรรมของกู้หว่านชิง]
ส่วนสุดท้ายที่มุมห้องยืนอยู่ลำพัง ห่างไกลจากทุกคน
‘กู้ซูหนิง’ นางเอกนิยายเรื่องนี้
หญิงสาวร่างเพรียวระหง ใบหน้าสวยหวานและคมเฉี่ยวในเวลาเดียวกัน บนศีรษะมีข้อความที่ทำให้หว่านหว่านลมหายใจสะดุด และเผลอกำผ้าห่มแน่น
[เกลียดกู้หว่านชิง]
ตอนพิเศษ 5เนื่องจากเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ สมาชิกตระกูลกู้จึงนัดหมายกลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า เพื่อรับประทานอาหารร่วมกันและชมจันทร์ในคืนนี้กู้หว่านชิงเดินทางมาถึงจวนสกุลกู้ตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมกับเซียวเหยียนและลูก ๆ ทั้งสองคนบรรยากาศภายในจวนครึกครื้นกว่าปกติ หลายปีมานี้ทุกคนต่างเติบโต มีครอบครัวและหน้าที่ของตนเอง กระนั้นเมื่อถึงเทศกาลสำคัญ ทุกคนก็ยังหาเวลากลับมารวมตัวกันที่จวนแห่งนี้เสมอ“ขอบคุณเพคะพี่หญิง”กู้หว่านชิงยิ้มหวานให้กู้ซูหนิงที่ยกจานผลไม้มาวางบนโต๊ะ นางกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นข้างสวนหย่อมกู้ซูหนิงยิ้มตอบแล้วนั่งฝั่งตรงข้ามข้างพระสวามี รัชทายาทเซียวเหิงที่กำลังอุ้มบุตรชายวัยสองขวบเอาไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยหลับตาพริ้มอย่างสบายใจถัดจากบิดาคือเด็กหญิงวัยห้าขวบ เซียวอวี้หนิง นางดูขี้อายไม่น้อย เอาแต่จับชายแขนเสื้อของเซียวเหิงไว้แน่น ไม่ยอมพูดจาทักทายผู้ใดง่าย ๆ บางทีก็หลบสายตาหลบไปอยู่ข้างหลังบิดาส่วนเซียวหนิงเยว่ บุตรสาวคนโตของทั้งคู่ ออกไปวิ่งเล่นกับเซียวหว่านหลิงและเซียวจิ่งอวี๋ในสวนข้าง ๆ“หว่านหว่าน” เสียงทุ้มดังขึ้นเรียกกู้หว่านชิงหันไปหา เซียวเหยียนใช้ตะเกียบคีบลู
ตอนพิเศษ 4ทันทีที่กู้หว่านชิงเดินเข้ามาในสวนหย่อมข้างเรือนประธาน เสียงเล็กสดใสก็ตะโกนดังลั่นไปทั่วบริเวณ“เสด็จแม่กลับมาแล้ว!”‘เซียวหว่านหลิง’ เด็กหญิงวัยห้าขวบวางพู่กันในมือลง ก่อนจะกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งออกจากศาลาไม้โดยไม่สนใจเสียงร้องห้ามของเสี่ยวเถาแม้แต่น้อย“คุณหนู! ช้าก่อนเพคะ ระวังจะหกล้ม!”ทว่าเด็กน้อยวิ่งเร็วจนชายกระโปรงปลิวไสว ดวงตากลมเป็นประกายมองตรงไปหามารดาที่อยู่ไม่ไกล“เสด็จแม่!”กู้หว่านชิงกางแขนรับร่างเล็กที่โผเข้ามา ใบหน้าหวานคลี่รอยยิ้มกว้าง รู้สึกอบอุ่นหัวใจเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วมีคนดีใจที่ได้เห็นนางเช่นนี้เด็กหญิงมีหน้าตาพิมพ์เดียวกับมารดา ทั้งดวงตากลม จมูกเล็ก และแก้มยุ้ยนุ่มนิ่ม โดยเฉพาะเวลายิ้ม แก้มจะพองขึ้น ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนกู้หว่านชิงในวัยเด็กไม่มีผิด“ลูกกำลังทำอะไรอยู่ฮึ” กู้หว่านชิงถามพลางอุ้มลูกสาวขึ้นลอยจากพื้นเซียวหว่านหลิงรีบรายงานทันที สีหน้าภาคภูมิใจเต็มที่“วันนี้หลิงหลิงคัดอักษรจีนไปหนึ่งหน้ากระดาษแล้ว!”“หนึ่งหน้าเองหรือ”รอยยิ้มบนใบหน้าเด็กน้อยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบแก้ตัวเสียงอ่อน“หลิงหลิงเขียนชื่อตัวเองเป็นแล้วด้วย แล้วก็...แล้วก็
ตอนพิเศษ 3[ก่อนแต่งงานสองเดือน]“คุณหนูเจ้าคะ เหยียนอ๋องมาแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวี๋เดินมาบอกกู้หว่านชิงที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดขนมใส่ถาดอยู่หลังร้านขนมแม่หว่านกู้หว่านชิงพยักหน้ารับ วางมือจากขนม คว้าจานขนมชั้นที่ตนคิดและปรับสูตรมาถือไว้ แล้วออกไปต้อนรับนายทุนหลักของตนหากมีจุดไหนต้องการซ่อมแซมหรือปรับปรุง เซียวเหยียนจะเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง อิอิหญิงสาวออกจากร้านหลังพร้อมรอยยิ้มสดใส วันนี้เขามาแต่หัววันเชียวสองขามุ่งหมายไปยังโต๊ะด้านในและริมสุดของร้าน อีกทั้งยังมีแผงไม้และต้นไม้กั้นสายตาเพื่อความเป็นส่วนตัว แท้จริงเป็นตำแหน่งที่นางจัดเตรียมให้สำหรับแม่ทัพใหญ่ผู้มีรัศมีน่ากลัวนั่งก็เดี๋ยวลูกค้าไม่เข้าร้านนี่นา...กริ๊ง...เสียงกระดิ่งที่ประตูร้านก็ดังขึ้น บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดฮั่นฝูสีม่วงเดินเข้ามาข้างในด้วยท่วงท่าสุภาพอ่อนโยน เมื่อเจอหน้าเจ้าของร้านก็ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย“คุณหนูกู้”“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะอาจารย์เหอ วันนี้มารับขนมไปให้เด็ก ๆ ที่สำนักหรือเจ้าคะ” กู้หว่านชิงทักทายอย่างเป็นกันเอง อาจารย์เหอเป็นเพื่อนสนิทของพี่สาม ดังนั้นจึงเคยพบเจออยู่บ่อยครั้ง เพราะเขาชอบมาซื้อขนมไปให้ล
ตอนพิเศษ 2[ก่อนแต่งงานหนึ่งปี]“หว่านหว่านขอเป็นคนร้ายบ้าง” กู้หว่านชิงกล่าวขึ้นหลังจากไม่สามารถแย่งมีดจากเขาได้สักที มาเป็นเวลากว่าสองเค่อแล้ว เหนื่อยแล้วใบหน้าจิ้มลิ้มบึ้งตึงไม่สดใส ริมฝีปากอิ่มคว่ำเบะ ทำให้คนเป็นอาจารย์ใจอ่อน“เอาสิ”“ถ้าหว่านหว่านแทงโดนเหยียนอ๋อง พระองค์จะต้องพาหว่านหว่านไปเที่ยวนอกเมือง”กู้หว่านชิงต่อรอง ดวงตาเริ่มกลับมาเปล่งประกายระยิบระยับ เห็นเช่นนี้ เซียวเหยียนจึงรับปากโดยทันทีแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า เด็กน้อยหาเรื่องอู้เสียแล้ว“ย่อมได้”“สามวัน เอ๊ะ ห้าวัน ห้าวันที่เหยียนอ๋องต้องไม่จับหว่านหว่านมาทรมาน”“ไปเที่ยวห้าวันเลยหรือ”“สามวันเพคะ อีกสองวันกลับมาพักผ่อน” กู้หว่านชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ถึงจะบอกว่าไปเที่ยว แต่การเดินทางก็ทำให้เหน็ดเหนื่อยได้นะ ยิ่งสมัยนี้มีแต่รถม้าเท่านั้นเซียวเหยียนพยักหน้ารับยอมยื่นมีดสั้นให้นางกู้หว่านชิงรับมีดไม้มาถือแล้วก็ถอยเท้าตั้งท่า สองมือกำด้ามแน่น ชี้มีดไปทางเหยื่อร่างใหญ่ ไม่ยอมให้เขาได้ฉกฉวยหรือปลดอาวุธได้ง่าย ๆ“เอาละ นั่นหมูบินดะ... เหวอ!”ยังพูดหลอกล่อไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ เซียวเหยียนก็คว้าข้อมือเล็ก กดลงต่ำแ
ตอนพิเศษ 1[ก่อนแต่งงานสองปี]“อ๊ะ ๆ ๆ”กู้หว่านชิงครวญครางเสียงหวาน ร่างกายบิดเร่าอยู่บนเตียงด้วยความรัญจวน ตั้งแต่ที่เหยียนอ๋องได้จับนางกินตลอดตัว ก็ไม่มีคืนไหนที่ได้นอนหลับเร็วอีกเลย ร่างสูงใหญ่เคี่ยวกร่ำนางอย่างหนักดวงตากลมปรือขึ้น เผยแววตาหยาดเยิ้มจ้องมองเรือนร่างกำยำเบื้องหน้า เซียวเหยียนจับขานางข้างหนึ่งพาดหน้าตักแกร่ง ส่วนอีกข้างถูกจับพาดบ่ากว้าง แท่งลำใหญ่ทะลวงมิดทุกการกระแทกปั้ก...ปั้ก!สร้างความเสียวซ่านให้นางจนไม่อาจหยุดสะโพกให้ขยับส่ายประสานจังหวะอีกทั้งเขายังหันไปพรมจูบน่องขาของนาง ใช้จมูกโด่งลากไล้ไปทั่ว เรียวตาคมกริบยามปรายมองมาเต็มไปด้วยแรงปรารถนาและลุ่มหลงงื้อ หลังมือเล็กยกขึ้นปิดหน้าเขาจะยั่วยวนกันเกินไปแล้ว“อื้อออ เหยียนอ๋อง”“ว่าอย่างไร” เสียงทุ้มแหบพร่าพาให้คนได้ยินวาบหวาม“หว่านหว่าน อ๊ะ เสียว”เซียวเหยียนกระตุกยิ้มมุมปาก กระแทกอีกครั้งก่อนเอ่ยตอบ“ข้าก็เสียว อา... ถ้ำของเจ้ารัดข้าแรงนัก”“เหยียนอ๋อง อื้อ ไม่พูด” กู้หว่านชิงเขินจนตัวจะระเบิดกับคำพูดลามกของเขาคนขี้แกล้งหัวเราะร่วน ชอบเวลาที่นางเขินนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงปลั่ง ดวงตากลมที่พยายามขึงดุแต่กลับมีแ
บทส่งท้ายท่านอ๋องเจ้าขา โปรดละเว้นข้าเถิด “ร่วมเรียงเคียงหมอนตราบฟ้าดิน ครองรักชั่วนิรันดร์ มีบุตรหลานเต็มเรือน!” เสียงอวยพรดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะครื้นเครง ทุกคนกล่าวคำมงคลส่งท้าย ก่อนส่งคู่บ่าวสาวเข้าสู่เรือนหอ กู้หว่านชิงคลี่ยิ้มกว้างพลางมองไปทางครอบครัว หลิวหว่านหรงยืนซับน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ โดยมีกู้เจิ้งหยวนยืนปลอบโยนอยู่เคียงข้าง พี่ชายทั้งสามต่างส่งยิ้มยินดีให้น้องสาว และร่วมตะโกนอวยพรแข่งกับคนอื่นอย่างครึกครื้น กู้ซูหนิงยืนเคียงกับพระสวามีเซียวเหิง ใบหน้างดงามเปี่ยมด้วยความสุข หน้าท้องที่แบนราบบัดนี้นูนขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งคู่มาร่วมแสดงความยินดีแก่คู่บ่าวสาวเช่นกัน เซียวเหยียนค่อย ๆ ปิดประตูเรือนลง กั้นเสียงหยอกล้อจากด้านนอกไว้เบื้องหลัง ห้องทั้งห้องกลับคืนสู่ความสงบ เหลือเพียงบรรยากาศหวานละมุนอบอวลอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ร่างสูงโปร่งในชุดมงคลสีแดงคว้ามือของพระชายามากุมไว้แน่น นัยน์ตาสีนิลสวยเปล่งประกายระยับแสดงความรู้สึกของเจ้าของว่ามีความสุขมากแค่ไหน ภาพในแววตาสะท้อนใบหน้าโฉมสะคราญงดงามของสตรีผู้เป็นที่รัก “ในที่สุดเจ้าก็ได้มาอยู่กับข้า” กู้หว่านชิงหลุดหัวเราะออก







