ANMELDENหว่านหว่านทะลุมิติมาเป็น ‘กู้หว่านชิง’ นางร้ายชาเขียว ที่มีจุดจบคือถูกพระเอก 'เหยียนอ๋อง' เทพสงครามผู้โหดเหี้ยมบั่นคอเพื่อชำระแค้นแทนคนรัก ปัญหาคือนางมาช้าไป เพราะเจ้าของร่างเดิมดันกลั่นแกล้งนางเอกไปแล้วสารพัด จนคนในครอบครัวผิดหวังและแทบไม่เหลือความเชื่อใจให้นาง หว่านหว่านจึงต้องหาทางกอบกู้ความสัมพันธ์กับครอบครัว และที่สำคัญที่สุด ห้ามเพิ่มความแค้นของพระเอกเด็ดขาด! ... ข้อความลอยขึ้นเหนือศีรษะของสมาชิกตระกูลกู้ [ข้าผิดหวังในตัวลูกสาว] [หว่านชิงจะแสดงอะไรอีก] [หวังว่าน้องสาวจะกลับตัวกลับใจ] เอ๊ะ...นี่นางอ่านความคิดคนอื่นได้งั้นเหรอ!? ดีเลย แบบนี้การซื้อใจพวกเขาก็ง่ายขึ้นแล้วสิ แต่พอเห็นข้อความเหนือศีรษะของเหยียนอ๋อง... [กำจัดนาง] กรี๊ดดดด วีรกรรมแกล้งนางเอกไม่ใช่ฝีมือของข้าน้า ท่านอ๋องเจ้าขา โปรดละเว้นข้าเถิด!
Mehr anzeigenบทนำ
“อาเถา เมื่อกี้ข้าเห็นคุณหนูขยับมือ!”
“จริงหรือ!”
“คุณหนู คุณหนูได้ยินบ่าวหรือไม่เจ้าคะ”
เสียงพูดคุยและเสียงเรียกข้างหูปลุกให้หว่านหว่านรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาตื่น ภาพเลือนลางของเพดานไม้ทำให้คิ้วบางขมวด แต่แล้วก็ต้องหลับตาลงเมื่อปวดหัวจี๊ดขึ้นมา ความทรงจำล่าสุดทะลักไหล
ภาพสุดท้ายก่อนหมดสติคือพื้นถนนรวมไปถึงทางเท้ายุบตัวกะทันหัน เธอร่วงลงไปข้างล่าง นึกแล้วก็ขนลุกซู่ แรงกระแทกที่หัวรุนแรงจนทำให้เธอหมดสติ
หลังจากนั้นคงมีกู้ภัยมาช่วยแล้วนำเธอส่งโรงพยาบาล แต่ภาพในครรลองตาเมื่อครู่...ทำไมเหมือนไม่ใช่โรงพยาบาลเลยล่ะ หนำซ้ำเสียงพูดคุยยังเป็นภาษาจีนอีกต่างหาก ทั้งที่เธออยู่เมืองไทย
เมื่ออาการปวดหัวทุเลาลงแล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นั่นทำให้เธอถูกใครคนหนึ่งคว้ามือไปแนบแก้ม เป็นหญิงสาวร่างเล็กในชุดฮั่นฝูสีเทาหม่น ดวงตาคลอด้วยน้ำใส ริมฝีปากแย้มยิ้มดีใจ
หว่านหว่านนิ่วหน้า พยายามนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เอ๋...ใครกันละเนี่ย
“คุณหนูของบ่าวฟื้นแล้ว บ่าวดีใจที่สุด” ก่อนจะกุลีกุจอออกจากห้องไป “บ่าวจะไปรายงานฮูหยินกู้เดี๋ยวนี้”
คล้อยหลังร่างที่วิ่งออกไป หญิงสาวผมมวยคู่อีกคนก็ก้าวเข้ามาแทนที่ทันที ทรุดตัวลงข้างเตียง
“คุณหนูมีอาการอย่างไรบ้างเจ้าคะ เจ็บตรงไหนหรือไม่”
หว่านหว่านไม่ได้ตอบอะไรกลับ คิ้วบางยิ่งขมวดเป็นปมแน่น สายตาของหญิงสาวตรงหน้าจ้องมองเธอด้วยความเป็นห่วง ท่าทางเหมือนรู้จักกันไม่ต่างจากคนแรก แต่เธอมั่นใจว่าไม่รู้จักแน่นอน ที่สำคัญคือ...
ดวงตากลมเลื่อนขึ้นมองเหนือศีรษะของอีกฝ่าย มันมีอักษรภาษาจีนสีเหลืองเรืองแสงนิด ๆ ลอยอยู่ว่า
[เป็นห่วงคุณหนู]
หว่านหว่านกะพริบตาปริบ งุนงงว่ามันคืออะไร ทำไมถึงมีข้อความลอยแบบนั้น ประกอบกับสังเกตเห็นว่าที่ที่ตนอยู่เป็นเรือนไม้ทรงจีน สถานที่แห่งนี้ไม่มีทางเป็นโรงพยาบาล
บางทีนี่อาจเป็นความฝัน...
เมื่อดันตัวลุกขึ้นนั่ง หญิงสาวแปลกหน้าก็รีบเข้ามาประคองและจัดหมอนให้เอนหลัง
สาวใช้เสี่ยวอวี๋จ้องมองความเงียบงันอย่างผิดวิสัยของคุณหนู อีกทั้งยังกวาดตาไปมาด้วยท่าทางงุนงง ทำให้มือป้อมที่กุมมือคุณหนูอยู่เริ่มสั่นเทาด้วยความวิตก
“คุณหนูพูดอะไรหน่อยสิเจ้าคะ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายน้ำตาไหล หว่านหว่านจึงถามกลับเป็นภาษาจีน พร้อมหยิกตัวเองให้ตื่น
“เอ่อ...น้องเป็นใครเหรอคะ”
“คุณหนู!?”
“...”
“คุณหนูอย่าเล่นแบบนี้สิเจ้าคะ” และข้อความบนหัวก็เปลี่ยนเป็น [วิตกกังวล] “บ่าวคือเสี่ยวอวี๋ของคุณหนูอย่างไรเจ้าคะ”
คำตอบยิ่งทำให้หว่านหว่านสับสน เธอไม่รู้จักคนชื่อนี้ ไหนจะคำเรียกขาน สถานที่ เครื่องแต่งกายฮั่นฝู และข้อความบนหัวนั่นอีก ฝันประหลาดเกินไปแล้ว
แต่แล้วประตูห้องก็เลื่อนออก เรียกความสนใจของเธอให้ผินหน้าไปหา ก่อนจะสะดุ้งโหยง ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อสตรีวัยกลางคนที่ไม่ได้พบเจอมานานเกือบสิบปีปรากฎตัวขึ้น
“กรี๊ดดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องตกใจและหวาดกลัวดังลั่น ส่งผลให้สตรีในชุดฮั่นฝูสง่าปรี่เข้าไปหาลูกสาวบนเตียง ใบหน้าหวานฉายชัดถึงความตื่นตระหนก
“หว่านหว่านเป็นอะไรไปลูก!”
ดูเหมือนเจ้าของชื่อดูจะอยู่ในสภาวะสับสนจึงไม่ได้ฟังอีกฝ่าย ทว่าเพียงพริบตาหญิงสาวก็ถลาตัวไปหาแม่ที่ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง คว้ามือมาจับไว้เหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“ม๊า!? นี่ม๊าจริงๆ เหรอ ม๊ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง จริงสิ นี่คือความฝัน หนูฝันอยู่”
“หว่านหว่าน...”
“ไม่สิ หนูตกรูถนนนี่นา แล้วหนูมาเจอม๊าได้ยังไง หรือหนะ...หนูตายแล้ว”
อย่างไรก็ตาม นอกจากความกลัวและตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เหลือเชื่อนี้แล้ว หว่านหว่านยังคิดถึงแม่สุดหัวใจ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นโผเข้ากอด
“แงม๊า! ฮือ หนูคิดถึงม๊าที่สุดเลย หนูไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้มาเจอม๊าอีกครั้ง”
“นี่ลูกพูดอะไร” สตรีวัยกลางคนงุนงงกับปฏิกิริยาของลูกสาวถึงอย่างนั้นก็โอบกอดกลับอย่างอ่อนโยน “ร้องไห้ทำไม เจ็บตรงไหนบอกแม่มา”
“ม๊าเป็นยังไงบ้างคะ ที่นี่คือสวรรค์งั้นเหรอ...”
ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนโผล่พรวดมาที่หน้าประตูห้อง เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น!”
“เอ๊ะ ป๊าเหรอ ทำไมป๊าก็ตายเหมือนกันล่ะ!” หว่านหว่านอ้าปากค้างเมื่อเจอพ่อในโลกแห่งความตายด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าพ่อของเธออยู่ที่บ้านหรอกเหรอ ห่างจากจุดถนนทรุดไปตั้งเยอะ หรือแผ่นดินไหวตึกถล่ม!?
หว่านหว่านผละตัวลุกขึ้นหมายจะไปหาแต่ต้องชะงักฝีเท้า ข้างหลังพ่อมีชายหนุ่มเค้าโครงหน้าเดียวกับพ่อและแม่ถึงสองคนทว่าอ่อนเยาว์กว่ายืนอยู่ รวมทั้งมีหญิงสาวอายุพอๆ กันกับเธออีกคนหนึ่ง
“พวกเขาเป็นใครคะ” เธอเป็นลูกคนเดียว คนเดียวมาตลอดยี่สิบสี่ปี หว่านหว่านสมองจะระเบิด ไม่เข้าใจสถานการณ์นี้เลย “นี่มันอะไร ตกลงที่นี่ที่ไหน ทำไมป๊ากับม๊าแต่งตัวแบบนั้นล่ะคะ”
“หว่านหว่าน!” ชายกลางวัยขึ้นเสียงเรียกสติของลูกสาวที่ยืนร้องโหวกเหวก ขณะที่ภรรยาก็คว้ามือเล็กมาลูบปลอบประโลม
“ลูกพูดอะไร แม่ไม่เข้าใจ”
คำถามของแม่ทำให้หว่านหว่านนิ่งงัน เพิ่งสังเกตว่าทั้งพ่อและแม่ต่างพูดภาษาจีน แม้ทั้งสองจะเป็นลูกคนจีนและเธอก็สืบเชื้อสายจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เพราะย้ายมาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่ก่อนเธอเกิด จึงไม่ได้พูดภาษาจีนกันเลยนอกจากเวลาไปเยี่ยมบ้านใหญ่
หว่านหว่านกวาดตามองทีละคน บนหัวต่างมีข้อความไปในทิศทางเดียวกัน
[เป็นห่วง] กับ [สงสัย]
หว่านหว่านกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก ถึงใบหน้าพ่อแม่จะคล้ายคลึงราวพวกเขาเป็นคนคนเดียวกันแต่ไม่ใช่... สุดท้ายจึงเอ่ยถามออกมาเป็นภาษาจีน
“พวกคุณเป็นใคร...”
...
หว่านหว่าน หรือตอนนี้เธออยู่ในร่างของ ‘กู้หว่านชิง’ นั่งนิ่งให้หมอชราประจำตระกูลกู้ตรวจชีพจรบนเตียงในห้องนอนเดิมที่ฟื้นขึ้นมา
ตอนนี้เธอสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ดวงตากลมโตไล่มองผู้คนที่ยืนอยู่ปลายเตียงและรอบห้อง พลางทบทวนรายชื่อทั้งหมดที่เพิ่งได้ยินจากบ่าวรับใช้ร่างเล็ก และพอเข้าใจแล้วว่าข้อความบนศีรษะของแต่ละคนคือความคิดของพวกเขา
นี่ไม่ใช่โลกความตาย และไม่ใช่ความฝัน
ชื่อของทุกคนทำให้หว่านหว่านใจเสีย เพราะชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นตัวละครในนิยายจีนโบราณที่เธออ่านบนรถโดยสารก่อนเกิดอุบัติเหตุ
สตรีวัยกลางคนผู้มีหน้าตาและน้ำเสียงเหมือนแม่ของเธอไม่มีผิดเพี้ยน ‘หลิวหว่านหรง’ ยืนกระสับกระส่ายและคอยสอบถามท่านหมอถึงอาการต่างๆ ของเธอด้วยความ [เป็นห่วงลูกสาว]
ต่อมาคือบุรุษร่างกำยำยืนกอดอก ‘กู้เจิ้งหยวน’ สีหน้าเข้มดุไม่ต่างจากพ่อของเธอในโลกเดิม เพียงแต่บารมีของเขาน่าเกรงขามกว่าหลายเท่า บนศีรษะมีข้อความสีเหลืองเรืองรองว่า [รอคอยผลการตรวจของหว่านชิง]
ข้างกันเป็นบุตรชายคนที่สาม ‘กู้เหวินชิง’ เจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิต ใบหน้าคล้ายมารดาถึงเจ็ดส่วนทำให้ดูอ่อนโยนและใจดีกำลังมองเธออย่าง [เป็นห่วงและสังเกตการณ์อาการน้องสาว]
เยื้องไปข้างหลังคือบุตรชายคนรอง ‘กู้จื่อเฉิน’ เตี้ยกว่าน้องชายหนึ่งชุ่น สวมชุดทะมัดทะแมง คิ้วหนาขมวดเป็นปม แววตาไม่มีความเป็นห่วง มีแต่การจับผิด และเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะบนหัวคือ [สงสัยพฤติกรรมของกู้หว่านชิง]
ส่วนสุดท้ายที่มุมห้องยืนอยู่ลำพัง ห่างไกลจากทุกคน
‘กู้ซูหนิง’ นางเอกนิยายเรื่องนี้
หญิงสาวร่างเพรียวระหง ใบหน้าสวยหวานและคมเฉี่ยวในเวลาเดียวกัน บนศีรษะมีข้อความที่ทำให้หว่านหว่านลมหายใจสะดุด และเผลอกำผ้าห่มแน่น
[เกลียดกู้หว่านชิง]
บทที่ 9 สหายผู้ดี แต่เหมือนจะคบไม่ได้“เจ้าจะเอาไปทำอะไร” กู้เจิ้งหยวนถามกับจำนวนเงินมากมายถึงเพียงนั้นเมื่อเห็นคิ้วของท่านพ่อเริ่มขมวด กู้หว่านชิงจึงรีบอธิบาย“ข้าอยากเก็บออมไว้เจ้าค่ะ มิได้จะนำไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย”ถึงตระกูลกู้จะมั่งคั่ง มีทรัพย์สินและที่ดินมากมาย อีกทั้งกู้เจิ้งหยวนยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นโหวหลังเกษียณจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ แต่เขากับฮูหยินไม่เคยหลงระเริงในอำนาจหรือความมั่งคั่ง ทั้งสองใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และปลูกฝังบุตรทุกคนให้ยึดถือแนวทางเดียวกันถึงอย่างนั้นก็ยังตามใจกู้หว่านชิงคนเดิมมิใช่น้อย แต่ไม่เคยให้มากถึงห้าสิบตำลึงทองกู้เจิ้งหยวนนิ่งไปชั่วครู่คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของลูกสาว จนกู้หว่านชิงอดคิดว่าตัวเองอาจจะขอมากเกินไป เพราะในอดีตนางร้ายคนเก่าก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนโดนตำ
บทที่ 8 กำแพงใส“ว้าย คุณชายใหญ่!”“คุณหนูกำลังหลับอยู่เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่โปรดใจเย็น ๆ”เสียงเอะอะปลุกกู้หว่านชิงตื่นจากนิทรา เป็นเวลาเดียวกับกู้เฉิงอวี้ที่หุนหันเข้ามาในห้องนอนนั่งลงข้างเตียง ตามด้วยหลังมือหนามาอังหน้าผากร้อนจัด นางไข้ขึ้นสูง ใบหน้าเกลี้ยงเกลาก็ขึ้นสีแดงระเรื่อกู้เฉิงอวี้คว้าข้อมือเล็กทั้งสองข้างมาสำรวจบาดแผล ก่อนจะกัดฟันกรอดกับตุ่มน้ำพองจากการโดนของร้อน อีกทั้งมือข้างขวายังพันผ้าพันแผลซึ่งมีเลือดซึม ไม่รีรอแกะออกดูบาดแผลลักษณะนี้ เขารู้ได้ทันทีว่าเกิดจากอะไรและเป็นฝีมือใครช่วงเช้าที่ผ่านมาเหยียนอ๋องเป็นคนเอ่ยถึงกู้หว่านชิงขึ้นมา ทำทีต้องการสอบถามบทลงโทษที่ทำร้ายกู้ซูหนิงจนต้องเลื่อนงานเปิดตัว ทว่าท้ายประโยคกลับพูดให้เขาฉุดคิดเรื่องอาการบาดเจ็บ“มิใช่ว่าล้มทั
กู้หว่านชิงค่อย ๆ มุดศีรษะออกมาจากด้านใน สมุนไพรตากแห้งติดเต็มเส้นผมจนแทบไม่เหลือเค้าคุณหนูรองแห่งจวนโหว“ข้าอยู่นี่”เซียวเหยียนมองนางนิ่ง ๆ “เจ้าเข้าไปทำอะไรในนั้น”“เข้ามาหลบการโจมตีอย่างไรเล่าเพคะ จะให้หม่อมฉันนั่งอยู่กลางที่โล่ง ๆ แล้วโดนลูกหลงหรือ”กู้หว่านชิงตอบอย่างมีเหตุผล พลางเหลือบมองไปทางเจ้าของร้านโธ่ ดูสิ เขามีบาดแผลเต็มตัว หนำซ้ำตกใจจนสลบเหมือดไปแล้ว หากนางยังอยู่ข้างนอก เกรงว่าสภาพคงไม่ต่างกันเท่าไรแต่แล้วหางตาก็เหลือบไปเห็นซากศพที่อยู่ไม่ไกล ของเหลวสีแดงทะลักเจิ่งนองบนพื้น ริมฝีปากอิ่มพลันเบะออก ขนลุกขนพองไปหมดกู้หว่านชิงรีบเบือนหน้าหนีจากภาพน่าสยดสยอง ก่อนช้อนสายตาขึ้นมองคนตรงหน้าแม้คนผู้นี้จะน่ากลัวกว่าซากศพตรงหน้าอยู่หลายส่วนก็ตาม
รัศมีอำมหิตแผ่ซ่านกดดันจนหายใจลำบากนางรู้ด้วยว่าเขามาด้วยเหตุผลใดหัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำด้วยความกลัว ขนลุกซู่ มือไม้เย็นเฉียบ ข้อความที่นางไม่เคยเห็นจากเขาปรากฏเด่นชัดเหนือศีรษะ เรืองรองท่ามกลางแสงสลัว ราวกับมัจจุราชมาเก็บเกี่ยววิญญาณของนาง[กำจัดนาง]ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงให้โอกาสคุณหนูรองสกุลกู้“อย่าได้คิดทำร้ายหรือแตะต้องกู้ซูหนิงอีก” เสียงทุ้มแหบต่ำดังขึ้นเป็นจังหวะจะโคนและเชื่องช้า ราวกับต้องการให้นางจดจำใส่สมอง“...” ปลายกระบี่ขยับเข้าใกล้ จนกู้หว่านชิงต้องเชิดคางขึ้นหลบคมโลหะ“หากกล้าก็ลองดู”“...” ความเย็นของโลหะสัมผัสที่ใต้คาง“กระบี่เล่มนี้ไม่มีความเมตตา”ดวงตากลมหลุบมองกระบี่เล่มงาม





