เข้าสู่ระบบ“ฮ่าๆๆ ป่านนี้หลิวหรงผิงคงเอาแต่ร้องไห้ขี้มูกโป่งด้วยความอับอายขายหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้วกระมัง ใช่หรือไม่เพคะองค์หญิง”
“ฮึ ก็นางอยากดันทุลังแต่งกับท่านพี่จวิ้นอ๋องไปทำไมกันเล่า รู้ทั้งรู้ว่าเขามีสตรีในดวงใจอยู่แล้วทั้งยังไปมาหาสู่กันจนเรียกได้ว่าอีกไม่นานพี่หญิงเว่ยก็คงจะได้ขึ้นครองตำแหน่งชายาเอกของท่านพี่อย่างแน่นอน”
“แต่นางกลับใช้อำนาจของบิดาบีบบังคับให้เสด็จพ่อพระราชทานสมรสให้ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง”
“จริงเพคะองค์หญิง แต่ว่านี่ก็จวนจะเลยยามโหย่ว[1] แล้ว ไม่สู้ท่านรีบกลับเข้าวังดีหรือไม่เพคะ ฮองเฮาก็เสด็จกลับไปตั้งนานแล้วด้วย”
“ข้ายังอยากดื่มต่ออยู่เลยนี่นา”
“กลับไปดื่มที่ตำหนักก็ได้นี่เพคะ หากกลับช้ากว่านี้องค์หญิงสิบสามได้หาเรื่องค่อนแคะท่านอีกเป็นแน่”
“เฮอะ! ก็ได้”
เมื่อได้ยินสหายพูดถึงองค์หญิงสิบสาม องค์หญิงบุญธรรมผู้ได้รับความโปรดปรานจากพระมารดานางก็ถึงกับหัวเสียไม่ต่างจากการได้ยินชื่อของหลิวหรงผิงสักนิด
นางบ่นอุบอิบกับกลุ่มสหายอีกเล็กน้อยก่อนที่ทุกคนจะพากันแยกย้ายกลับออกไปจากจวนจวิ้นอ๋องจนหมดสิ้น
หลิวหรงผิงที่ยืนฟังบทสนทนาของพวกนางตั้งแต่ต้นได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
‘เจ้าของร่างเดิมที่นอนรอเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอถูกผู้คนรังเกียจถึงเพียงนี้ บางทีการที่นางสิ้นใจไปก็น่าจะเป็นเรื่องดีแล้วกระมัง ไม่ต้องอยู่คอยรบรากับสตรีน่ารังเกียจพวกนี้ให้เสียสุขภาพจิต’
‘ไม่สิ! ข้าจะมาดีใจกับเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ’
หลิวหรงผิงยกมือกุมขมับตัวเองแน่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบรรยากาศโถงรับแขกที่ใช้จัดพิธีมงคลสมรส
“ดูสิงานแต่งงานที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต กลับถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายจนน่าใจหาย แบบนี้ไม่ดูถูกกันเกินไปหน่อยหรือ แล้วนี่เจ้าบ่าวตัวดีหายหัวไปไหนกันนะ”
นางเดินลัดเลาะเข้าไปยังเรือนพักด้านใน ทันใดนั้นหูก็แว่วได้ยินเสียงครวญครางแผ่วเบาลอยมาตามสายลม เมื่อก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดภาพของคนสองคนที่กำลังนั่งอิงแอบคลอเคลียกันก็ปรากฏแก่สายตา
หลิวหรงผิงรีบยกมือปิดปากของตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อกักเก็บเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนก
“อ๊ะ... อ๊า”
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าช่างคับแน่นเหลือเกิน”
“อ๊า ขะ ข้าไม่ไหวแล้วเพคะ”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังสะท้อนมาตามลมทำเอาใบหน้าของหลิวหรงผิงร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด หัวใจของนางเต้นระทึกรัวกลองอย่างนึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอภาพบทรักอันเร่าร้อนของชายหญิงในจวนอ๋องแห่งนี้
แต่เพราะมั่นใจว่าในเวลานี้นางเป็นเพียงดวงวิญญาณที่ไม่มีใครมองเห็น หญิงสาวจึงตัดสินใจยื่นหน้าเข้าไปแอบดูใกล้ๆ ยิ่งขยับเข้าไป เสียงครางกระเส่าเหล่านั้นก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
‘ให้ตายสิ! ไม่อายฟ้าดินผีสางเทวดาบ้างเลยหรืออย่างไรกันนะ’
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมา ภาพของบุรุษที่กำลังคร่อมกายอยู่เหนือร่างหญิงสาวทำเอาเลือดลมในกายของนางพลุ่งพล่านใบหน้าของสตรีใต้ร่างแดงก่ำด้วยฤทธิ์เสน่หา
จังหวะโหมกระแทกกระทั้นของชายหนุ่มส่งผลให้สตรีผู้นั้นต้องแหงนเงยใบหน้าขึ้นด้วยความเสียวซ่าน ไม่ต่างจากบุรุษเบื้องบนที่เริ่มเร่งเร้าจังหวะถี่กระชั้น จนกระทั่งร่างของคนทั้งสองกระตุกเกร็งและปลดปล่อยเสียงร้องครวญครางออกมาพร้อมกันอย่างสุขสม
“อ๊าาา...”
เสียงครางยาวสลับกับเสียงหายใจหอบกระเส่าดังระงมอย่างไม่อายฟ้าดิน ทำเอาหลิวหรงผิงรีบปิดหูปิดตาแทบไม่ทัน
“นี่พวกเขากล้าทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้ในจวนของจวิ้นอ๋องได้อย่างไรกันนะ”
หญิงสาวขยับกายหลบเข้ามุมมืดอีกครั้ง ทว่าในตอนนั้นเองสมองก็พลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“หรือว่า...”
นางหันกลับไปมองคนทั้งคู่อีกครั้งก็เห็นว่าชายหนุ่มผู้นั้นกำลังช้อนอุ้มร่างไร้เรี่ยวแรงของหญิงสาวขึ้นมาแนบอก ก่อนจะขยับกายไปพิงเสาเรือนพลางโอบกอดเอวคอดกิ่วเอาไว้ไม่ยอมปล่อย นั่นจึงทำให้นางตระหนักได้ทันทีว่า บุรุษที่กำลังเริงรักอยู่ในศาลากลางสวนแห่งนี้ไม่ใช่จวิ้นอ๋อง แล้วคนผู้นั้นเป็นใครกัน
ทว่าไม่ทันที่นางจะได้ตั้งคำถาม คำตอบที่คาดเดาก็หลุดออกมาจากปากของสตรีผู้นั้น ท่ามกลางบทรักรอบใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“อื้อ...ท่านอ๋องทำแบบนี้ไม่ดีเลยนะเพคะ”
“ไม่มีใครเห็นหรอกน่า...จวิ้นอ๋องเองก็ต้องออกไปตรวจตราลาดตระเวนนอกเมืองเวลานี้เขายังไม่กลับมาหรอก เพราะฉะนั้นเราสองคนยังมีเวลาฟื้นความหลังกันอีกมากมายนัก”
“แต่ว่านี่มัน จะ จวนของจวิ้นอ๋องนะเพคะ อ๊า...เบาๆ หน่อยสิเพคะ”
“จวนของจวิ้นอ๋องแล้วอย่างไร”
“หะ หากมีบ่าวไพร่ในจวนมาเห็นเข้าล่ะเพคะ อ๊า...ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ไหวแล้วเพคะ”
“คนของข้าคอยเฝ้าอยู่ภายนอกไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก อืม อวิ๋นเอ๋อร์เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน”
สิ้นคำกล่าวทั้งสองก็ส่งรอยยิ้มหยาดเยิ้มให้แก่กัน ก่อนจะเริ่มเปิดฉากบทรักอันร้อนแรงขึ้นอีกหน หลิวหรงผิงรีบสาวเท้าก้าวหนีออกมาจากตรงนั้นด้วยความรวดเร็ว
“กล้าดีอย่างไรถึงมาทำเรื่องพรรค์นี้ในบ้านของคนอื่นกันนะ!”
- - - - - - - - -
[1] ยามโหย่ว 17.00 - 19.00 น.
"ในใจของข้า... เจ้าคือภรรยาเพียงคนเดียว และอาเฟยคือผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของข้าตลอดไป เช่นนี้แล้วเจ้ายังคิดจะทิ้งพวกเราไปอีกหรือ"น้ำตาที่หลิวหรงผิงพยายามสะกดกลั้นไว้พังทลายลงมาเป็นสาย นางมองดูราชโองการในมือสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ยอมสยบแทบเท้านางเพื่อร้องขอความรักความรักที่เขาโยนเกราะกำบังอันแน่นหนาที่สุดมาปกป้องนางทำให้นางซาบซึ้ง ทว่าลึกๆ ในใจของหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ก็ยังคงกรีดร้องด้วยสัจธรรมอันโหดร้าย"ท่านพี่... ท่านช่างแสนดีกับข้าเหลือเกิน" นางเอ่ยปนสะอื้น"แต่ท่านคิดบ้างหรือไม่ การที่ท่านกักขังพวกนางไว้ให้ไร้รัก ไร้สิทธิ์ ไร้ทายาทมันไม่เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูที่เคียดแค้นข้าและอาเฟยเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่าพันทวีหรือเพคะ และสำหรับข้า… การที่ต้องแบ่งปันพื้นที่บ้านหลังนี้กับสตรีที่ข้ารู้ดีว่าท่านต้องรับผิดชอบชีวิตพวกนางตามหน้าที่ มันคือการทรมานใจกันไปชั่วชีวิต"องค์รัชทายาทนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวเข้าไปสวมกอดร่างบางไว้แน่นหนา ซบใบหน้าลงบนซอกคอของนาง"ข้ารู้... ข้ารู้ว่ามันไม่ยุติธรรมต่อเจ้า" เขาซุกหน้าสะอื้นเบาๆ"แต่นี่คือโลกของข้า ผิงเอ๋อ... ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้จริงๆ หากเจ
"หึ!... ข้าในยามนั้นยังไม่ใจกล้าและเจ้าแผนการเท่าเขาเลยเสียด้วยซ้ำ"ฮ่องเต้ทรงถอนพระทัยยาวพลางเคาะพระดัชนีลงบนเทียบรายชื่อสีแดงชาดบนโต๊ะทรงงานเสียงดัง กึก... กึก..."ในตอนแรก ข้านึกว่าเขาจะดื้อรั้นแข็งทื่อจนยอมหักไม่ยอมงอเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเหมือนพวกคนเขลาทั่วไป ทว่าที่ไหนได้… เขากลับยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อกลืนสตรีตระกูลใหญ่เหล่านั้นเข้ามา แล้วใช้อำนาจที่มีผนึกอำนาจพวกนางให้อยู่ในกรงขังที่เขาเป็นผู้คุมกฎแต่เพียงผู้เดียว"ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเทียบรายชื่อนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าและยากจะหยั่งถึง"การรับชายารองและอนุในครั้งนี้ ขุนนางเหล่านั้นคิดว่าตนเองได้ส่งลูกสาวมาเสวยสุขและกุมอำนาจร่วมกับมังกร... แต่แท้จริงแล้วลูกชายของข้ากลับตลบหลังใช้ลูกสาวของพวกเขามาเป็นตัวประกันทางการเมืองเพื่อคานอำนาจพวกนั้นเสียเองต่างหาก""ยอมทำตามประเพณีเพื่อปิดปากราชสำนักแต่ในขณะเดียวกันก็กางปีกปกป้องเมียรักและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนได้อย่างหมดจด... ช่างเป็นหมากที่ไร้ช่องโหว่และเหี้ยมเกรียมสิ้นดี”"องค์รัชทายาททรงปรีชาสามารถยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ แผ่นดินนี้ภายใต้การปกครองของพระองค์ในวันข้างหน้าย่อมต้องเกรียงไกรและมั่นคงดั
กลิ่นหมึกและกระดาษอบอวลไปทั่วห้องทรงพระอักษรฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสผู้เย็นชาที่กำลังคุกเข่าอยู่อย่างสงบนิ่ง เบื้องพระพักตร์ขององค์เหนือหัวคือม้วนเทียบรายชื่อหญิงงามจากตระกูลใหญ่ที่ฮองเฮาส่งมา"เจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องสตรีเหล่านี้ใช่หรือไม่"ฮ่องเต้ตรัสทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นคำแรก สุรเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจและยากจะหยั่งถึง"ฮองเฮารายงานข้าว่าเจ้าต่อต้านอย่างหนัก... รัชทายาท เจ้าเป็นผู้ชนะในศึกรุ่ยอ๋อง ทว่าเจ้าจะพ่ายแพ้พังพินาศเพียงเพราะเรื่องสตรีฝ่ายในไม่ได้ จารีตนี้มีมาแต่โบราณก็เพื่อค้ำจุนราชบัลลังก์ของตัวเจ้าเองทั้งสิ้น""ลูกทราบดีพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ"องค์รัชทายาททูลตอบพลางประสานมือถวายบังคม สุรเสียงเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นและกังวานไปทั่วห้องทรงพระอักษร"ลูกไม่ได้มาเพื่อปฏิเสธสมรสพระราชทาน ลูกยินดีจะรับสตรีจากทั้งสองตระกูลเข้าสู่ตำหนักบูรพาตามจารีตประเพณีทุกประการ"ฮ่องเต้เลิกพระขนงขึ้นด้วยความแปลกพระทัย"โอ้? แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงอาละวาดจนฮองเฮาต้องปวดหัวกันเล่า""เพราะลูกต้องการข้อแลกเปลี่ยนพ่ะย่ะค่ะ" องค์รัชทายาทเงยพระพักตร์ขึ้นสบตาผู้เป็นบิดาอย่างไม่เกรงกลัว"ลูกยอมรับพว
"เจ้าพูดอะไรออกไป" มู่อิงเถารีบขยับเข้าไปใกล้ พลางจ้องมองใบหน้าเพื่อนรักเขม็ง"ข้าบอกเขาว่า… ให้เขาทำเพื่อตัวเองและอาเฟย และข้ามีวิธีของข้าเอง"พูดจบนางก็ถอนหายใจยาว แววตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด"พยัคฆ์อย่างเขา... ไวต่อกลิ่นอายอันตรายเสมอ พอได้ยินเช่นนั้นเขาคงสั่งเพิ่มกำลังทหารเพื่อกักบริเวณข้าทันที เป็นการบีบบังคับกลายๆ ไม่ให้ข้าก้าวขาออกจากตำหนักบูรพาแห่งนี้แม้แต่ก้าวเดียว"มู่อิงเถาสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้างามซีดเผือดลงทันใดเมื่อตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย"นี่มันไม่ใช่การอารักขาธรรมดาแล้วนะหรงผิง... แต่มันคือกรงขังทองคำชัดๆ องค์รัชทายาทกำลังใช้กำลังทหารทั้งหมดที่มีเพื่อล่ามเจ้าไว้ใต้ปีกของเขา แล้วหากกองกำลังทหารหนาแน่นถึงเพียงนี้ แผนการเดินทางไปหุบเขาซีหยวนในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าจะเริ่มลงมือได้อย่างไรกัน"หลิวหรงผิงไม่ได้ตอบคำถาม นางเพียงแต่ลดสายตาลงมองฝ่ามือของตนเองที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย"ถึงอย่างไร ข้าก็แค่ย้อนถามเจ้าไปอย่างนั้น วันก่อนข้าก็ย้ำกับเจ้าไปแล้วเรื่องของอาเฟย... เจ้าทำใจทิ้งเด็กค
“ท่านพี่ ในเมื่อจารีตของที่นี่กักขังท่านไว้และกำลังจะบดขยี้ข้า ข้าก็คงต้องขอเลือกเส้นทางของข้าเอง เพื่อให้ท่านได้เป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยไม่มีข้าเป็นจุดอ่อนอีกต่อไป”องค์รัชทายาทตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยินนางเอ่ยออกมา ดวงตาคู่คมเบิกกว้างพลางจ้องมองใบหน้าหวานของหญิงสาวที่เพิ่งเอ่ยวาจาคล้ายการลาจาก หัวใจของเขาบีบรัดรุนแรงจนแทบหยุดหายใจ"เจ้าหมายความว่าอย่างไร" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือหนาเอื้อมไปจับบ่าทั้งสองข้างของนางเอาไว้แน่น"มีวิธีของเจ้าเองอย่างนั้นหรือ ผิงเอ๋อ... เจ้ากำลังคิดจะทำอะไร!”หลิวหรงผิงไม่ได้หลบสายตา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของสวามีด้วยแววตาที่นิ่งสงบอย่างน่าใจหาย"ท่านเพียงแต่รับรู้ไว้ว่าจากนี้ไปจงทำเพื่อตัวท่านเองและเพื่ออาเฟย อย่าทำให้เขาต้องลำบาก ส่วนตัวข้าๆ มีวิธีของข้าเอง""วิธีของเจ้าคืออะไร ตอบข้ามา!" ชายหนุ่มคาดคั้น เวลานี้เสียงของเขาเริ่มสั่นด้วยความกลัว…. กลัวว่าจะเสียนางไปอีกครั้ง"เจ้าจะหนีข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าแผ่นดิ
ภายในนั้นนอกจากตำรายาโบราณ กลับมีม้วนกระดาษผ้าไหมสีแดงชาดหรูหราขอบทองคำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของทางตำหนักเหยียนเหอ ตำหนักส่วนพระองค์ของฮองเฮาซุกซ่อนอยู่ชั้นล่างสุดชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะดึงม้วนผ้าไหมนั้นขึ้นมาคลี่ออกทันที แสงเทียนสาดส่องกระทบตัวอักษรหวัดสีทองที่เรียงรายอยู่ด้านใน‘รายชื่อบุตรีขุนนางผู้เพียบพร้อม เพื่อคัดเลือกตำแหน่งชายารองและอนุ’ไล่มาตั้งแต่บุตรีมหาเสนาบดีซ้ายไปจนถึงบุตรีแม่ทัพรักษาพระนคร หัวใจขององค์รัชทายาทพลันกระตุกวูบ เมื่อพอจะรับรู้ความจริงทุกอย่างที่ทำให้นางแปรเปลี่ยนไปสัญลักษณ์ตราประทับสีแดงฉานของฮองเฮาที่มุมกระดาษ เปรียบเสมือนตราบาปที่เหยียบย่ำหัวใจของภรรยาเขาอย่างทารุณ"ฮองเฮา!"สุรเสียงขององค์รัชทายาทแหบพร่าและสั่นเทาด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นในอก ลำคอแกร่งปรากฏเส้นเลือดปูดโป่ง พระหัตถ์หนาบีบม้วนเทียบเชิญคัดเลือกชายารองในมือแน่นจนกระดาษยับย่นแทบแหลกคามือเขารู้ทันทีว่าเหตุใดนางจึงได้ทำตัวแปลกแยกและโศกเศร้าถึงเพียงนี้นางได้รับแรงกดดันและคำข่มขู่จากแม่เลี้ยงใจยักษ์ของเขามาโดยตรงอย่างหลีกเ







