LOGIN"ข้าลืมอะไรหรือ" หลิวหรงผิงขมวดคิ้วถาม"อาเฟยอย่างไรล่ะ เจ้าจะทำอย่างไรกับเขา… เจ้าจะทิ้งเขาไว้ที่นี่เพียงลำพังอย่างนั้นหรือ"คำว่าอาเฟยราวกับเข็มเล่มเล็กนับพันที่แทงทะลุขั้วหัวใจของหลิวหรงผิง อยู่ๆ มือของนางก็สั่นสะท้านขึ้นมาในทันที"เจ้าจะทิ้งเขาไปได้จริงๆ หรือ" มู่อิงเถากุมไหล่เพื่อนรักบังคับให้สบตา"ข้ารู้ว่าเจ้ารักอิสระ และข้ารู้ว่าเจ้ายอมรับเรื่องระบบสามีมากภรรยาไม่ได้... ข้าเองก็เห็นด้วยที่เจ้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงทางการเมืองของรัชทายาท" มู่อิงเถากระชับมือสหายแน่นขึ้น"แต่เจ้าอย่าลืมนะว่าเวลานี้เจ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อาเฟยคือลูกชายของเจ้ากับเขา เด็กคนนั้นเพิ่งจะกี่ขวบกันเชียว แล้วเจ้าจะทิ้งเขาจากไปตอนนี้เลยอย่างนั้นหรือ""อิงเถา... ข้า" น้ำเสียงของหลิวหรงผิงเริ่มสั่นเครือ ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด"ที่นี่คือวังหลวงที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์นะหรงผิง! หากเจ้าหนีกลับยุคปัจจุบันไปตอนนี้ องค์รัชทายาทอาจจะเสียใจแต่เขาคือมังกร คือเจ้าเหนือหัวของแผ่นดินนี้คนต่อไป อย่างไรเขาก็ต้องก้าวเดินหน้าต่อเพื่อบัล
แสงแดดยามบ่ายทอดเงาไม้ลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบหลิวหรงผิงนั่งทอดสายตามองใบบัวเขียวขจีผ่านหน้าต่างของห้องบรรทม ดวงตาคู่สวยหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดในมือของนางยังคงถือเทียบรายชื่อหญิงสูงศักดิ์ที่ฮองเฮาประทานมาให้"เจ้าจะยอมทำตามคำบัญชาของพระนางจริงๆ น่ะหรือหรงผิง จะเดินไปบอกให้รัชทายาทรับสตรีอื่นเข้ามานอนร่วมเตียงเดียวกันได้จริงๆ น่ะหรือ"คำพูดแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความกังวลดังมาจากมู่อิงเถาสหายคนสนิท หลิวหรงผิงคลี่ยิ้มออกมาแต่ใบหน้านั้นกลับขมขื่นที่สุดในสายตาของนางแล้วมู่อิงเถามองใบหน้าเศร้าหมองนั้นพลางคิดในใจ ในยุคที่พวกนางจากมานั้น… เรื่องที่ทำร้ายจิตใจของสหายผู้นี้มากที่สุดก็แค่ถูกสั่งงดวันลางานเท่านั้น แต่พอมาอยู่ในยุคนี้กลับต้องมาลำบากใจเพราะบุรุษผู้เป็นสวามี ยิ่งตอนนี้นางกลายเป็นแม่คนแล้วก็ยิ่งยากเกินกว่าจะถอยกลับไปตั้งหลักใหม่หลิวหรงผิงถอนหายใจออกมาเบาๆ นางละสายตาจากสระบัวตรงหน้า ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะไม้จันทร์กลางห้องบรรทมแล้ววางเทียบรายชื่อลงก่อนจะตอบสหายรักว่า"แล้วข้าเลือกอะไรได้ล่ะอิงเถา ที่นี่คือยุคโบราณ… บัลลังก์มังกรของเข
บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรเงียบสงบมีเพียงเสียงพู่กันตวัดลงบนฎีกาและกลิ่นอายอุ่นจางๆ ของชาอู่หลงลอยอบอวลทั่วห้องฮ่องเต้ในฉลองพระองค์มังกรสีเข้มประทับนั่งบนบัลลังก์ตั่งทองอย่างน่าเกรงขาม แววตาคมปลาบกวาดมองข้อความตรงหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่งเบื้องพระพักตร์คือฎีกาฉบับสำคัญที่เหล่าเสนาบดีต่างถกเถียงกันจนท้องพระโรงแทบแตกเมื่อยามเช้า ทว่าในยามนี้กลับมีเพียงความเงียบสงัดภายในห้องทรงพระอักษรและเสียงพลิกกระดาษแผ่วเบาเท่านั้นพระหัตถ์เรียวยาวหยิบพู่กันขึ้นมากำลังจะตวัดหมึกสีชาดลงไปทว่ากลับทรงชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อหวางกงกงขันทีคนสนิทก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานข่าวอย่างนอบน้อม"ทูลฝ่าบาท... คนของตำหนักบูรพารายงานมาว่าเมื่อครู่องค์รัชทายาททรงมีปากเสียงกับฮองเฮาที่ตำหนักเหยียนเหอ ทรงปฏิเสธการรับชายารองอย่างเด็ดขาดจนฮองเฮาทรงกริ้วมากพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้..."หวางกงกงเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกราบทูลต่อ"ยามนี้ฮองเฮาทรงเรียกตัวพระชายารัชทายาทเข้าไปพบ และมอบเทียบรายชื่อสตรีสูงศักดิ์ให้นางนำกลับไปโน้มน้าวองค์รัชทายาทด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ"มือที่กำลังตวัดพู่กันชะงักไปเพียงเ
ยามนั้นเอง องค์หญิงเพ่ยเพ่ยที่นั่งเงียบอยู่นานก็ค่อยๆ วางจอกชาในมือลงบนโต๊ะเบาๆ พลางทอดถอนหายใจออกมาด้วยรอยยิ้มกวนๆ"เสด็จแม่ทรงอย่าได้ทรมานตนเองไปเลยเพคะ... ลูกว่าเรื่องนี้จบลงเช่นนี้ก็นับว่าเสด็จพี่ทรงถนอมน้ำพระทัยเสด็จแม่มากแล้วนะเพคะ หากเสด็จพี่คิดจะรับชายารองหรือยัดเยียดใครเข้าตำหนักบูรพาได้จริงๆ คงยอมรับสตรีอื่นไปนานแล้ว ตั้งแต่ยามที่พี่สะใภ้หนีหายไปในตอนนั้นแล้ว"องค์หญิงเพ่ยเพ่ยเอ่ยพลางยักไหล่น้อยๆ ยิ่งเพิ่มความขุ่นเคืองให้ฮองเฮาเข้าไปอีก"เพ่ยเพ่ย! เจ้าเป็นลูกข้า หรือเป็นพวกของรัชทายาทกันแน่""ลูกย่อมเป็นลูกของเสด็จแม่สิเพคะ เพียงแต่... ลูกแค่รู้จักเสด็จพี่ดีเกินกว่าจะหาเรื่องใส่ตัวก็เท่านั้นเอง" องค์หญิงใหญ่ระบายยิ้มบางๆ พลางยกจอกชาขึ้นจิบต่ออย่างไม่แยแสฮองเฮาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ แววตาขุ่นเคืองแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากคาดเดา"ในเมื่อข้ากดดันเจ้าไม่ได้... ย่อมต้องมีวิธีอื่น"พระนางหันไปสั่งการขันทีคนสนิทด้วยสุรเสียงเรียบนิ่ง ทว่าเย็นเยียบ"ไปตามตัวพระชายารัชทายาทมาพบข้าที่นี่... เดี๋ยวนี้!"&ld
การใช้พิษไร้รูป ไร้กลิ่นลอบปองร้ายองค์รัชทายาท พระชายารวมไปถึงหลานรักของพระองค์ในครานี้จึงเป็นสิ่งทำลายความอดทนสุดท้าย และทำให้ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยลงทัณฑ์อย่างเด็ดขาดโดยไร้ซึ่งความปรานีแม้ว่าพิษร้ายนี้จะย้อนกลับเข้าตัวของผู้คิดร้ายด้วยฝีมือขององค์รัชทายาท ทว่ากับฮ่องเต้แล้วสิ่งนี้กลับเป็นจุดจบที่เขาสมควรได้รับโทษฐานที่คิดทรยศแผ่นดินโดยแท้จริงที่สำคัญ ‘เว่ยอวิ๋นเซียน’ พระชายาข้างกายของเขาก็สิ้นใจลงด้วยโรคประหลาด ซึ่งพวกเขามาทราบในภายหลังว่าอาการของนางช่างคล้ายคลึงกับรุ่ยอ๋องในเวลานี้ไม่มีผิดเพี้ยนเว่ยอวิ๋นเซียนผู้ไร้วรยุทธ์ย่อมจบชีวิตลงอย่างง่ายดาย ทว่าในครั้งนี้ผู้ที่เคยประทานยาพิษร้ายให้นาง กลับต้องมาทุรนทุรายใกล้ตายด้วยพิษของตนเองเสียอย่างนั้น"ฝ่าบาท… รุ่ยอ๋องสวรรคตอย่างปริศนา อาการป่วยสอดคล้องกับข่าวลือเรื่องพิษในตำหนักบูรพา เช่นนี้มิใช่ความอำมหิตขององค์รัชทายาทหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ! โปรดทรงลงอาญาเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่รุ่ยอ๋องด้วยพ่ะย่ะค่ะ"เสนาบดีฝ่ายซ้ายก้าวออกมาคุกเข่ากราบบังคมทูลด้วยน้ำเสียงดุดันสั่นเครือ คว
ความเจ็บปวดลึกในช่องท้องที่เคยทนได้ เวลานี้แปรเปลี่ยนเป็นความแสบแผดเผาราวกับถูกน้ำกรดสาดซัด อวัยวะภายในทั้งห้าบิดม้วนจนแทบกระอัก โลหิตสีคล้ำข้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเริ่มหลุดรอดออกมาตามไรฟันและมุมปากร่างกายที่เคยสง่างามซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว ผิวพรรณเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำและเน่าเปื่อยจากภายใน ทำเอาเหล่าข้ารับใช้และสายลับต่างตื่นตระหนกตกใจกับภาพตรงหน้ารุ่ยอ๋องเงยหน้าจ้องมองข้ารับใช้ที่เขาคิดว่าซื่อสัตย์ ทว่าเวลานี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้หรือคิดจะประคองเขาแม้แต่เพียงคนเดียวสายตาของเขาพร่ามัว เรี่ยวแรงทั้งหมดหดหายไปจนแทบประคองกายไว้ไม่อยู่ ยามนี้เองที่ความหวาดกลัวอันแท้จริงคืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจอย่างถึงที่สุดในชั่วขณะหนึ่งที่สติเริ่มหลุดลอย เขามองเห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สายตาที่พร่ามัวมิอาจมองภาพตรงหน้าได้ชัดเจน ทว่าเมื่อร่างนั้นมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า... เขาถึงได้รู้ว่าคนผู้นี้คือใคร"เว่ยอวิ๋นเซียน..."เขาพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวตรงหน้าคลี่ยิ้มบาง พลางยื่นมือเรียวเย็นชืดขึ้นมาแตะใบ







