เข้าสู่ระบบ“พี่โยวหลัน คืนนี้ท่านหนีไปเถอะ”
“หา?”
“ใช่ๆ หนีไปเปิดร้านภัตตาคารเลยๆๆ”
งืม... ก็ไม่เลวนะ แต่ปัญหาคือฉันไม่มีเงิน จะว่าไปฉันจำได้เลาๆ ว่าตอนเด็กเคยคุยเรื่องเปิดร้านอาหารกับใครบางคนอย่างออกรส จำได้ว่าโม้เลอะเทอะไปหลายเรื่อง อย่างเช่น
“ข้าจะทำร้านอาหารที่มีแดนเซอร์เต้นๆ เอาแต่ผู้ชายนะ”
“แดนเซอร์คืออะไร”
“ก็นักเต้นไง แล้วลูกค้าทุกโต๊ะจะได้เผือกเส้นทอดเป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยฟรี แล้วข้าจะทำชาไข่มุกขาย แล้วก็เสี่ยวหลงเปา”
“เสี่ยวหลงเปา?”
“มันจะเป็นขนมกึ่งซาลาเปากึ่งขนมจีบ หน้าตาจะจับจีบปิดสนิทเหมือนซาลาเปา แต่ตัวแป้งจะบางคล้ายขนมจีบ จุดเด่นคือตัวไส้เนื้อนุ่มๆที่มีน้ำแกงที่อยู่ข้างในเจ้าค่ะ”
“โฮ่ ฟังดูน่าสนใจจริง เจ้าเปิดร้านวันไหน ชวนข้าไปหุ้นด้วยนะ ข้าอยากกินเสี่ยวหลงเปาของเจ้า”
“อื้อ!!!”
“เอาล่ะ ถึงบ้านเจ้าแล้ว อย่าหาเรื่องหนีออกไปเก็บของกินในป่าตอนมืดๆ ค่ำๆ อีกล่ะ ถ้าคราวหน้าข้าเจอเจ้ามุดท่อเข้าออกกำแพงเมืองอีก ข้าจะฟาดเจ้า ถ้าจะไปก็ไปตอนประตูเมืองเปิด แล้วก็พาผู้ใหญ่ไปด้วย ในป่ามีแต่สัตว์ร้ายทั้งนั้น”
“ข้าไม่กลัวอ่ะ”
“ยังจะเถียงอีก”
“ข้าไม่ได้เถียงนะ ก็ถ้าข้าไปตอนกลางวัน ข้าจะโดนฮูหยินตีนี่นา แล้วของที่ข้าไปเก็บมาก็มีแต่ของดีทั้งนั้น หมักกับเนื้อก็จะอร่อยขึ้น หรือจะต้มใส่น้ำแกงก็อร่อยเหาะ ข้ากำลังเก็บเงิน สะสมวัตถุดิบดีๆ แล้วก็เครื่องครัวด้วยล่ะ”
ฉันในวัยสิบขวบนำเสนอของในย่ามอย่างจริงจัง ร่ายละเอียดวิธีการทำอาหารแปลกใหม่แบบน้ำไหลไฟดับให้นายทหารเฝ้าประตูเมืองคนนั้นฟัง เขาเองก็ตั้งใจฟัง ท้องร้องดังโครกก
“เจ้าทำข้าหิว”
“งั้นข้าจะทำเสี่ยวหลงเปาให้ท่านชิมดีมั้ย”
“จริงรึ อย่าลืมสัญญาล่ะ”
“อื้ม! รอแปบนะ”
ฉันรีบปีนกลับเข้าไปในจวนสกุลจ้าว ตอนนั้นฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในครัว เพราะหน้าที่ของเด็กอย่างฉันคือปัดกวาดเช็ดถูและตักน้ำ คืนนั้นฉันแอบเข้าไปใช้ครัว มุมานะใช้สกิลเชฟทำเสี่ยวหลงเปาแสนอร่อยออกมาได้สำเร็จ แต่ก็ถูกจับได้เสียก่อน
ฮูหยินสั่งตีฉันจนนิ่มไปทั้งตัว แต่เสี่ยวหลงเปาในหม้อนึ่งที่ฉันทำก็ทำให้พวกเขาค้นพบความสามารถที่ฉันแอบซ่อนไว้ด้วย นับตั้งแต่นั้นมาฉันจึงได้เป็นแม่ครัวของจวนสกุลจ้าว กิตติศัพท์เป็นที่เลื่องลือไปทั่วว่าจวนสกุลจ้าวมีอาหารเลิศรส มีหลายสกุลสนใจอยากได้ฉันไป แต่ฮูหยินเอกต้องการจะเก็บฉันไว้จึงบอกปัดคำขอทิ้งทั้งหมดและวางแผนให้ฉันแต่งงานกับบ่าวในบ้าน จะได้เป็นคนครัวของสกุลจ้าวตลอดไป
ไม่รู้ทำไมนางถึงรีบร้อนปล่อยฉันไปสกุลเฉิน
ฉันนวดแป้งทำเส้นบะหมี่อย่างเหม่อลอย หากฝีมือทำครัวของฉันเป็นที่พอใจ ฉันก็คงจะได้ทำงานในครัวตระกูลเฉินเงียบๆ อย่างสงบไปจนกว่าจะแก่ตาย ตอนนี้ฉันต้องการเพียงเท่านั้น ไม่ตายเพราะอ๋องเกาจิ้งก่อนก็พอ
แต่แล้วเสียงฆ้องและเสียงประทัดที่แว่วมาอีกระลอกก็ปลุกฉันหลุดจากภวังค์เหม่อ ก่อนจะรับรู้ได้ว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลังไม่ไกลจากฉัน ฉันหันหน้าไปก็พบกับชายฉกรรจ์ เค้าโครงใบหน้าดูแข็งกร้าวและดุร้าย ตัวสูงใหญ่จนทำครัวแห่งนี้เล็กลงไปถนัดตา
“นึกแล้วว่าพวกเขาต้องหลอกข้า”
“เอ๊ะ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำฟังแล้วเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เขาสวมชุดลำลองเยี่ยงนายทหาร ยืนตระหง่านอย่างสง่างามอยู่ตรงหน้า ใบหน้าซึ่งหล่อเหลามองมาที่ฉัน ประกายในดวงตาทอแสงเจิดจ้าเมื่อเห็นซาลาเปาที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ เขาหยิบมันใส่ปากกินทั้งลูก เคี้ยวและครางเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ ส่วนฉันนั้นได้แต่นิ่งอึ้ง ปากไม่พองเหรอคะ
“ข้ามอบสิ่งนี้ให้เจ้า” เขาสวมเครื่องประดับให้ เป็นปิ่นปักผมทำจากทอง หินโมรา ทับทิมและปะการังแดง ขับเน้นใบหน้างดงามของฉันให้ยิ่งงามน่ามองมากขึ้น ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ยังไม่ทันตั้งสติเอ่ยถาม เขาก็กล่าวอวยพรเสียก่อน
“จากนี้ไปชีวิตเจ้าจะมีแต่ความสุขสมหวัง”
“...”
“ตอบรับคำอวยพรสิ”
“ข..ขอบคุณสำหรับคำอวยพร ขอให้ท่านสุขสมหวังเช่นกันเจ้าค่ะ” …ว่าแต่ นี่มันเรื่องอะไรคะ งง
“ขอบคุณ”
เขาเอ่ยแค่นั้นก่อนจะโน้มตัวลงมาจุมพิตริมฝีปากฉัน ประทับเนิ่นนานแล้วหอมแก้มฉันเบาๆ ก่อนจะจากไป สาวใช้กับคนงานทุกคนต่างอ้าปากค้าง มีหลายคนเคยเห็นคนผู้นี้มาก่อนก็ล้วนทำหน้าเหมือนเห็นภูตผี
“น...นั่นท่านอ๋องเกาจิ้ง”
ฉันรู้ แต่อึ้งอยู่ ฉันดูซีรีย์เรื่องนี้มาแล้ว อีเว้นท์นี้โผล่มาได้วะ แล้วท่านอ๋องมาจูบฉันได้ไง ช่วงพิธีหมั้นหมายบ่าวสาวยังไม่ได้รับอนุญาตให้พบกัน เขาต้องลอบเข้าเรือนคุณหนูเพื่อตามจีบนางเอกไม่ใช่เหรอ แล้วแวะมาที่ครัวทำไม
“พ..พี่โยวหลัน เสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว”
“?? อะไรหรือ ขั้นตอนอะไร”
“ข...ข้าจำขั้นตอนได้ พอฝ่ายชายส่งสินสอดถึงบ้านเจ้าสาว ญาติเป็นผู้หญิงของฝ่ายชายจะเปิดหีบสินสอด และเลือกเครื่องประดับมาสวมใส่ให้ว่าที่เจ้าสาว พร้อมกับอวยพรด้วยคำพูดที่เป็นมงคลแก่กัน ขั้นตอนนี้เป็นอันเสร็จสิ้นลง”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน ปิ่นล้ำค่าที่เสียบตรงมวยผมของฉันส่องประกายสวยงาม ส่วนฉันเอามือกุมหัว นี่ฉันหลบซ่อนตัวขนาดนี้แล้ว แต่พล็อตก็ยังดึงฉันให้ไปเข้ารูทตายห่าคาดาบท่านอ๋องอยู่ดีรึไงฟะเนี่ยยยย
หลายปีผ่านพ้น เป็นช่วงเวลาแสนอ่อนหวาน ฉันกับกวนจิ้งอ๋องช่วยกันสร้างครอบครัวเล็กๆ ด้วยกันอย่างมีความสุข เราต่างทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ และดูแลกันและกันด้วยความรัก “ดูนี่นะจ๊ะ ห่อเกี๊ยวง่ายนิดเดียว ตรุษจีนปีนี้เราจะกินเกี๊ยวหมูได้ไม่อั้นเลยนะ” ฉันกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ สองมือประคองแป้งบางๆ ห่อไส้เกี๊ยวด้วยความชำนาญ รอบตัวมีเด็กชายและเด็กหญิงตัวน้อยนั่งล้อมอยู่ ทั้งสองกำลังจ้องมองมือแม่ด้วยความตั้งใจ ดวงตากลมโตเปล่งประกายด้วยความอยากลองทำบ้าง “เสด็จแม่จ๋า แบบนี้หรือเปล่า?” อวิ๋นเจี๋ย ลูกชายคนโตถามพลางยื่นเกี๊ยวในมือขึ้นมาให้ฉันดู ชื่อของเขาแปลว่าเมฆผู้สง่างาม เป็นชื่อที่สะท้อนถึงความหวังว่าลูกชายจะเติบโตเป็นคนที่มีจิตใจสูงส่งและน่าเกรงขามเหมือนเมฆบนฟ้า ปีนี้อายุสี่ขวบแล้ว ชอบเข้าครัวและเรียนฟันดาบเป็นชีวิตจิตใจ เจ้าก้อนแป้งของเขาดูบูดเบี้ยวเสียจนฉันต้องกลั้นหัวเราะ “ยังไม่สวย แต่ลูกตั้งใจดีแล้ว ลองอีกครั้งนะ” ฉันลูบศีรษะลูกชายอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหยิบแป้งแผ่นใหม่ส่งให้ หรูอวี้ ลูกสาวที่นั่งข้างกันเงยหน้าขึ้นมอง แถมย่นจมูกเล็กๆ ชื่อของลูกสาวคนนี้
“งื้ออ... ท่านอ๋อง... ใหญ่จัง” “เด้าอร่อยด้วยนะ โยวหลัน เจ้าช่างน่ารักน่าขยี้ ปากบอกไม่ๆ แต่แฉะรอเชียวนะ” จ๊วบบบ... จ๊วบบบ... “อย่า... อ๊ะ ซี้ดด อูยยๆ อย่านะเพคะ อา...” ริมฝีปากอุ่นร้อนดูดกลืนหัวนมชูชันจนหายวับ กวนจิ้งอ๋องตั้งอกตั้งใจดูดจนเนื้อเต้าอวบกระเพื่อม แรงดูดมหาศาลทำเอาฉันผงะหงาย ไหนจะมือหยาบกร้านที่ดีดหัวนมของฉันอีกข้างอีกเล่า พระองค์ใช้ลิ้นสะกิดหัวนมของฉันรัวแรง ในขณะเดียวกันก็รูดแท่งหยกให้พร้อมสู้ศึกไปด้วย “งื้ออ... ท่านอ๋อง ข้าเสียว” “อา... เมียข้า น่ารักเกินไปแล้ว” กวนจิ้งอ๋องประกบปากจุมพิตอย่างดูดดื่ม พร้อมกันนั้นก็เอาท่อนเอ็นอวบมาจี้ตรงเม็ดทับทิม ถูไถงัดไปงัดมาเร็วๆ จนกลีบเนื้อแบะบาน น้ำหวานเยิ้มๆ เอ่อล้น โหนกนูนของฉันอวบอูมเกลี้ยงเกลา กลีบเนื้อสีชมพูสวย ปิดประกบสนิทราวกับเด็กน้อย น้ำหวานไหลรินน่าดูดเลีย ปากคอของกวนจิ้งอ๋องถึงกับสั่นระริก ช่วงท้องร้อนราวกับถ่านไฟแดงจัด ชีพจรเต้นแรงเพราะแท่งหยกกำลังเต้นตุบๆ ปั่นป่วนชุลมุนไปหมด เขาบดเอวทิ่มไปทิ่มมาจนฉันร้องคราง “ซี้ดด... โหนกอูมน่ากินจริงๆ ตอนนี้อยากได้
คุณหนูจ้าวจื่อ อาหารคือสิ่งที่ให้ชีวิตผู้คน หากเจ้าจะโยนของมีค่าเช่นนี้ลงพื้น ข้าจำต้องสั่งสอน” พูดจบก็ยกมือฟาดลงบนแก้มของจ้าวจื่อ เสียงดัง “เพียะ” จนทุกคนในร้านตะลึง “เจ้า... เจ้า... กล้าตบข้าหรือ!” คุณหนูจ้าวจื่อร้องกรี๊ด ลูบแก้มแดงก่ำด้วยความตกใจ ฉันยังคงยืนหยัด มองด้วยสายตาแน่วแน่ “ข้ากล้า หากเจ้ายังไม่เคารพสิ่งที่ควรเคารพ เช่นนี้เรียกว่าเตือนสติ บ้านเมืองยังมีผู้เดือดร้อนยากจนอยู่นับไม่ถ้วน เจ้าโยนข้าวปลาอาหารที่มีค่าทิ้งเพื่อระบายอารมณ์ไร้สาระของเจ้า สมควรแล้วรึ?” ถึงฉันจะไม่เคยมีปากมีเสียงกับใครเลยก็เถอะ แต่ในฐานะเชฟแล้ว ถ้าเห็นใครทิ้งขว้าง เอาอาหารมาเล่น หรือใส่อะไรก็ตามที่ส่งผลเสียต่อร่างกายคนกิน ฉันไฟว์แหลก กูไม่ยอมค่ะ จับตีมือหักเลย คุณหนูจ้าวจื่อไม่อาจเอ่ยคำใด น้ำตาคลอเบ้า กวนจิ้งอ๋องมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างนิ่งสงบ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น “จ้าวจื่อ กลับไปเสียเถิด เปล่าประโยชน์ที่เจ้าจะดึงดันและลดตัวลงไปกระทำเรื่องเหลวไหล เจ้าสูงส่งกว่านั้น” “เพคะ” คุณหนูจ้าวจื่อดูจะสงบใจลงได้บ้างแล้ว นางจึงคำนับและกล่าวขออภัย
คุณหนูจ้าวจื่อก้าวนำมา ใบหน้างดงามวันนี้กลับบึ้งตึงราวกับฟ้าครึ้มก่อนฝน นางโยนห่อผ้าลงบนโต๊ะกลางร้าน เสียงดังปึงจนคนทั้งร้านหันมามอง “นี่คืออะไร เจ้ารู้หรือไม่!?” น้ำเสียงนางเฉียบขาด มองฉันด้วยสายตาแหลมคมระคนชิงชัง แต่นางมีท่าทีหวาดเกรงกวนจิ้งอ๋องอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางของพระองค์สง่างามและเต็มไปด้วยอำนาจ ดวงเนตรคมกริบตวัดมองไปยังจ้าวจื่อ “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ จ้าวจื่อ?” น้ำเสียงต่ำลึกของกวนจิ้งอ๋องกดดันจนคนทั้งร้านเงียบกริบ “ข้าเคยเตือนเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าต้องอยู่ห่างๆ เมียข้า หรือเจ้าต้องการให้ข้ากำจัดสกุลจ้าวไปให้พ้นหูพ้นทาง” โห... พระเอก มึงไปขู่นางเอกไว้ขนาดนั้นเลยเรอะ “ข...ข้าไม่อาจทนความหยาบช้าของนางได้เพคะ ไม่อยากให้พระองค์ถูกล่อลวง... ข้าจึงเสี่ยงตายนำหลักฐานมาให้ท่านอ๋องตาสว่างเสียที” นางชี้ไปที่ห่อผ้าและเริ่มเค้นถาม “ยอมรับเสียดีๆ ว่านี่เป็นฝีมือของเจ้า” “นั่นคืออะไร” “เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ ยังจะทำเป็นไขสือ” “ข้าจะไปรู้หรือ” ฉันมองห่อผ้าที่คลี่ออก เผยให้เห็นกากสมุนไพรแห้งสีน้ำตาลแดง ฉันเลิกคิ้ว ค
“ท่านอ๋อง ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาท่าน” “หื้ม? ว่ามาสิ” “คือว่า... ข้าเอง ตอนนี้ก็พอจะทำมาหากิน เก็บเงินทองได้บางแล้ว ข้าจะหาเงินนำมาคืนทุนให้ท่านจนครบ แล้วหลังจากนั้นข้าคิดว่า...” ฉันกลืนน้ำลายอย่างลำบากใจ ก่อนจะเอ่ยต่อไป “ข้าคิดว่า... ข้าคิดว่าเมืองเซียงหยางก็มีลู่ทางดี ข้ากับลูก... ควรจะไป” “เจ้าไม่ใช่คนของโลกนี้สินะ” กวนจิ้งอ๋องยัดเสี่ยวหลงเปาใส่ปากฉัน ฉันพ่นเสี่ยวหลงเปาชิ้นนั้นออกจากปากทันที แปะบนพระพักตร์กวนจิ้งอ๋องพอดิบพอดี เหงื่อแตกซิก “ฮะๆๆ ท...ท... ท่าน... ท่านอ๋องพูดเรื่องอะไร ตล๊กตลก ฮะ ฮะ ฮะ ก๊าก ก๊าก” ดูออกง่ายจริงจริ๊ง กวนจิ้งอ๋องคิดขณะเท้าแขนมองดูฉันหัวเราะกลบเกลื่อน “เจ้าคิดจะขอหย่ากับข้า จะได้พาลูกหนีไปจากข้าให้ไกลๆ เพื่อเปิดทางให้ข้ากับคุณหนูจ้าวจื่อ” “เอ่อ...” “ข้าเดาถูกสินะ” “ท่าน... รู้ได้ยังไง” “เราเป็นผัวเมียกัน นอนข้างกัน ข้าย่อมสังเกตได้ว่าเจ้ามีความกังวลซ่อนอยู่” “ท่านรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่” “ตั้งแต่แรกแล้ว”
บทส่งท้าย เสี่ยวหลงเปา ในยามสาย วันนั้นแสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ของร้าน เสียงตะหลิวกระทบกระทะยังคงดังเป็นจังหวะคุ้นเคย กลิ่นหอมกรุ่นของเสี่ยวหลงเปาที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ ๆ ลอยออกจากครัว กวนจิ้งอ๋องประทับอยู่ที่โต๊ะมุมร้านตามปกติ ฉลองพระองค์เรียบง่าย แต่ท่วงท่าองอาจไร้ผู้ใดเทียบได้ ขณะที่พระหัตถ์ยกตะเกียบขึ้น ควันร้อนๆ ยังพวยพุ่งออกจากเสี่ยวหลงเปาเล็กๆ บนจานไม้ไผ่ “ค่อยๆ กินนะเพคะ มันร้อน” ฉันวุ่นอยู่กับการเตรียมของรอเปิดร้าน ตั้งแต่ไปออกงานเปิดตัว ยอดลูกค้าก็พุ่งไปสามเท่า แม่ครัวไมเกรนขึ้น ขายดีจนเจ๊งไม่เกินจริง “อร่อยมั้ยเพคะ” ฉันพักเหนื่อย แวะมานั่งกินด้วยกัน พระองค์ยิ้มบางๆ เทน้ำชายื่นให้ฉันคลายเหนื่อย “เจ้ากำลังท้อง ต้องระวังให้มากๆ มาๆ นั่งพักกับข้าก่อนเถอะ” “ยิ่งท้อง ยิ่งควรจะขยับร่างกาย จะได้แข็งแรงเพคะ” ฉันซดน้ำชา สามีก็รอเติมให้อย่างเอาใจใส่ “ไหนว่าจะต้องไปกินมื้อเที่ยงกับฮ่องเต้มิใช่หรือเพคะ” "อืม กินแล้ว แต่ไม่ถูกใจข้าเลย เสี่ยวหลงเปาของเจ้า ไม่ว่าเมื่อใดก็มิอาจเปรียบได้" “ท่านนี่ชอ
“พิสูจน์สิ” “หา?” “พิสูจน์ว่าเจ้าปลื้มใจที่ได้อยู่กับข้า” “พ...พิสูจน์? พิสูจน์ยังไงเพคะ” “ก็อย่างเช่น... จูบข้า ฟังดูอย่างไร” ต่อยให้สลบแล้วลากไปหานางเอกดีมั้ยนะ... ฉันยิ้มแข็งทื่อค้างอยู่แบบนั้น ซึ่งท่านอ๋องเอียงแก้มรอแล้ว “จูบข้าสิ”
“ท...ท่านอ๋อง ข้ามีงานต้องกลับไปทำ ท่านอ๋องเสด็จไปพบคุณหนู... ง่ะ” ท่านอ๋องกวนจิ้งตรงดิ่งไปยังศาลาริมสระน้ำซึ่งคุณหนูจ้าวจื่อนั่งเล่นอยู่ บรรดาสาวใช้เห็นท่านอ๋องผู้งามสง่าก้าวตรงมาอย่างองอาจ พวกนางต่างวี้ดว้ายหน้าแดง หยอกเย้าคุณหนูกันไม่หยุด “ดูสิเจ้าคะคุณหนู ท่านอ๋องร้อนพระทัย
“ผู้น้อยมาพบคุณหนู ไม่ทราบว่ามีธุระใดให้ผู้น้อยรับใช้เจ้าคะ” “เงยหน้าขึ้น” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน แฝงไปด้วยเมตตา “เจ้าเองก็นับว่าเป็นน้องสาวของข้า” “จ...เจ้าค่ะ” ฉันเงยหน้าขึ้น แสร้งทำตัวเงอะงะ เมื่อสบตากับพี่สาวต่างมารดา โอ้โห งามแท้ ฉันพบว่าเราพี่น้องมีเค้าโครงใบหน้าคล้ายคลึงกั
ฉันก็ว่าฉันซ่อนตัวดีแล้วนะ แต่ไม่รู้ทำไมท่านอ๋องถึงยังเล็งมาที่ฉัน หรือว่า... ฉันขมวดคิ้วอย่างปวดหัว เพราะตัวร้ายอย่างฉันไม่ทำตามที่กำหนดไว้ ระบบมันก็เลยพยายามบีบให้ฉันกลับเข้ารูทเชือดคอหอยให้จงได้สินะ ยุ่งฉิบ จู่ๆ พระเอกของซีรีย์ก็มาสร้างอีเว้นท์ใหม่ที่โคตรจะผิดปกติ แ







