LOGIN“ดูเหมือนว่าคุณหนูมู่จะมาสวดมนต์ขอพรให้กับนายท่านผู้เฒ่ามู่ขอรับ”
“นั่นสิ ! ต้องไว้ทุกข์ถึงสามปี ถึงตอนนั้นอายุก็ไม่น้อยแล้วจริง ๆ” เฉียวอวี้กล่าวออกมาลอย ๆ การไว้ทุกข์ให้ผู้อาวุโสในเรือนที่ยาวนานถึงสามปี บางครั้งก็ทำให้หญิงสาวที่ถึงวัยออกเรือนต้องกลายเป็นสาวเทื้อ ถึงตอนนั้นการหาบุรุษสักคนก็ไม่ง่ายนัก
หลี่เหว่ยได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบพลางครุ่นคิด จริง ๆ สามปีของหญิงสาวที่ถึงวัยออกเรือนมันก็ยาวนานจริง ๆ นั่นละ เช่นนี้ไม่ค่อยยุติธรรมนัก
“แล้วเรื่องที่ข้าให้พวกเจ้าไปตรวจสอบได้ความว่าอย่างไร ?”
“เรียนนายท่าน ดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ทางผู้ตรวจการจงผู้นั้นก็ดูเหมือนว่าจะพยายามช่วยพวกเขาปกปิดความผิดโดยการขนย้ายเกลือเหล่านั้นไปไว้ที่อื่นแทนขอรับ”
“วันเวลาเล่า ?”
“เป็นคืนวันนี้ขอรับ”
“รีบร้อนถึงเพียงนั้น ?”
“พวกเขาเป็นพวกวัวสันหลังหวะ จะต้องร้อนรนจนนั่งไม่ติดเป็นแน่ขอรับ”
“เตรียมคนของเราให้พร้อม จับเป็นไม่ได้ก็จับตายให้หมด !”
“ข้าน้อยรับบัญชา !”
ทางด้านมู่อิงเยว่ที่ตอนนี้พึ่งสนทนาธรรมกับแม่ชีเหลียนจบก็ขอตัวกลับเรือนพักของตน นางวางแผนไว้ว่าจะตั้งใจปฏิบัติธรรม สวดมนต์ ทั้งคัดลอกพระคัมภีร์เพื่อเป็นกุศลให้ท่านปู่ ก่อนจะเดินทอดน่องไปตามเส้นทางที่ปูด้วยหินลาดยาวไปจนสุดทาง ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงบางอย่างราวกับมีการปะทะกันอยู่แถวนี้
หญิงสาวมองซ้ายแลขวาเพื่อหาที่หลบภัยอย่างเอาตัวรอด ก่อนจะไปแอบอยู่ที่พุ่มไม้ข้างทาง หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวยามที่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งมาทางที่นางหลบอยู่ทั้งยังมีการไล่ตามกันมาติด ๆ
มู่อิงเยว่ได้แต่กล่าวโทษตนเองที่ใจเย็นนั่งอยู่ในอารามนานเกินไปไม่ยอมรีบออกมาตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน แม้ว่าที่นี่จะดูปลอดภัยแต่อย่างไรก็ไม่อาจวางใจได้ สถานการณ์ที่ดูอันตรายมากเหตุใดนางจะต้องมาตกอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย ต้องโทษความสะเพร่าของนางโดยแท้
มู่อิงเยว่หลบอยู่ตรงนี้นานพอควร แต่นางยังไม่กล้าไว้ใจเดินออกไปเพราะกลัวว่าตนเองจะเดินไปพบกับคนร้ายเข้า ก่อนจะสงบใจให้ใจเย็นและมีสติอยู่ตลอด
ในยามนั้นมีชายคนหนึ่งล้มลงต่อหน้านางก่อนจะถูกสังหารด้วยคมดาบครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาของเขาหันมาปะทะกับหญิงสาวที่นั่งซุ่มอยู่ตรงนั้นเข้าพอดี นางจึงทำได้แค่เพียงใช้มือทั้งสองข้างปิดปากตนเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ตกใจจนกระทั่งส่งเสียงออกมา หากว่าถูกจับได้นางจะต้องถูกคนเหล่านั้นจัดการเป็นแน่ !
อ๊ากกก
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดทำให้หญิงสาวรู้สึกขนลุก แม้แต่ในอารามก็ยังกล้าที่จะฆ่ากันตายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้จะต้องไม่ธรรมดาแน่
“จับตัวมาให้ได้ หากจับเป็นไม่ได้ก็จับตายเสียให้หมด !”
“ขอรับ !”
มู่อิงเยว่มองดูร่างของคนเหล่านั้นวิ่งผ่านไปมาพร้อมกับคบไฟ เห็นได้ชัดว่าเป็นชุดธรรมดาสามัญแต่ท่าทางกลับมิใช่ชาวบ้าน ดูเหมือนกับพวกทหารเสียมากกว่า หญิงสาวพยายามสังเกตการณ์อย่างเงียบ ๆ ข้างพุ่มไม้
จนกระทั่งนางรู้สึกถึงความเย็นวาบของอาวุธที่พาดอยู่ที่ลำคอของนาง แต่มู่อิงเยว่ก็ยังคงรักษาความนิ่งสงบได้เป็นอย่างดี ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับไปแล้วพบกับชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดูน่ากลัว นางคิดว่าตนเองนั้นซวยแล้ว !
“แม่นาง... เจ้ามาทำอันใดตรงนี้งั้นหรือ ?”
“ท่านต้องการอันใด หากเป็นเงินทองละก็ข้าไม่มีหรอก ข้าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่อยู่ในอารามแห่งนี้เท่านั้น” เมื่อชายผู้นั้นได้ยินว่านางเป็นเด็กหญิงกำพร้าที่อาศัยอยู่ในอารามก็ชะงัก ทำให้มู่อิงเยว่จับผิดท่าทางของเขาได้ทันที คนผู้นี้อ่อนไหวกับเรื่องกำพร้าอย่างนั้นหรือ ? ก่อนจะใช้ความอ่อนโยนและน่าสงสารเข้าสู้
“พี่ชาย... ท่านอย่าทำข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าเพียงผ่านมาทางนี้แล้วหวาดกลัวก็เลยมาหลบอยู่ตรงนี้เท่านั้น”
“เจ้าเป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในอารามนี้จริงแท้แน่หรือ ?”
“จะ จริงเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดข้าจึงไม่เคยพบหน้าเจ้า !” ชายผู้นั้นเอ่ย ก่อนที่มู่อิงเยว่จะคิดว่าคนผู้นี้ต้องรู้จักอารามนี้เป็นอย่างดีแน่ นางจึงเอ่ยต่อว่า
“บิดามารดาจากไป ป้าสะใภ้ต้องการขายข้าให้ชายแก่แต่ข้าไม่ยินยอมจึงหนีมาพึ่งพาอารามแห่งนี้ได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น พี่ชาย... ท่านปล่อยข้าไปเถิด ข้าสัญญาว่าจะไม่พูด ไม่เห็นสิ่งใดในคืนนี้ทั้งนั้น” โชคดีที่หลังจากมาถึงอารามมู่อิงเยว่ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของสาวชาวบ้านธรรมดาเพื่อจะได้ไม่เป็นที่สนใจของใคร
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบไปเสีย หลบดี ๆ เล่า อย่าให้ผู้ใดจับได้”
“ขอบคุณพี่ชาย” เมื่อกล่าวจบนางก็รีบหนีออกมาจากตรงนั้นทันที หญิงสาวกึ่งวิ่งกึ่งเดินไม่หยุด เมื่อครู่หัวใจนางเกือบจะหลุดออกมาแล้ว ต้องขอบคุณใบหน้านี้ที่ทำให้นางดูน่าสงสารในสายตาผู้อื่นเสมอ หากไม่ได้ท่านปู่ท่านย่าช่วยฝึกปรือให้นางเป็นเช่นนี้ สตรีที่มีฉากหน้างดงามเพียบพร้อมอย่างนางคงตายไปนานแล้ว จวนติ้งอันโหวหาใช่สถานที่ที่ดีเสียเมื่อไหร่ หากเปรียบก็คงเรียกว่าดงเสือดงจระเข้ได้กระมัง ไหนจะเหล่าอนุภรรยาของบิดา ไหนจะเหล่าพี่สาวเหล่านั้นของนางอีก แค่คิดก็ไม่อยากจะอยู่ต่อแม้เพียงครึ่งลมหายใจ หากไม่เป็นเพราะนางยังมีท่านย่าอยู่ นางคงจะจ้างบุรุษสักคนมาแต่งงานกับนางไปแล้ว
หลังจากเดินมาได้สักพักก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนที่เรียกชื่อนาง… เสียงที่นางไม่เคยลืม
“ไม่คิดว่าคุณหนูสี่มู่จะแสดงบทบาทได้สมจริงขนาดนี้”
หลี่เหว่ย… หญิงสาวนึกในใจก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมาหาเขาอย่างช้า ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
“หลี่เป่ยโหว”
“หลี่เป่ยโหว ?” นางเรียกเขาว่าหลี่เป่ยโหว
“ท่าน... มาทำอันใดที่นี่ ?” มู่อิงเยว่เอ่ยทักทายอีกฝ่าย เพราะทั้งคู่ไม่ได้สนิทกันนางไม่รู้ว่าจะต้องทักทายเขาด้วยประโยคใดจึงจะเหมาะสม คำถามพื้นฐานเช่นนี้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
“ข้าจะทำอันใดต้องคอยรายงานเจ้า ?” หญิงสาวถอนหายใจออกมา เพราะนางบอกรักเขาอย่างนั้นหรือ ? เขาจึงได้มีท่าทีรังเกียจนางถึงเพียงนี้ !
“ข้าก็แค่ถามตามมารยาทเท่านั้น หากท่านไม่อยากตอบก็ช่างเถิด ถ้าไม่มีอันใดแล้ว ข้าขอตัวเจ้าค่ะ” นางเหนื่อยที่จะต่อปากต่อคำกับคนเช่นเขา จึงได้เอ่ยตัดบทแล้วคิดจะจากไป ไม่กล้าอยู่ให้ขวางหูขวางตาเขา แต่ไม่รู้ทำไมเขาจึงไม่คิดจะปล่อยนางไป
“ดึกดื่นป่านนี้แล้วเจ้าไม่ควรออกมาเดินเพ่นพ่าน” ชายหนุ่มติเตียนนาง มู่อิงเยว่รู้ดีว่ามันอันตราย โดยปกติแล้วนางก็เป็นคนที่ดูแลตัวเองอย่างดี ไม่เคยเอาตนเองเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงอันตรายแม้แต่ครั้งเดียว
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว ขอบคุณหลี่เป่ยโหวที่เตือนเจ้าค่ะ” หญิงสาวยอบกายแล้วหันหลังเดินจากไปทันที ไม่รอให้เขารั้งเพื่อบ่นด่านางได้ต่อ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับเลิกคิ้ว ท่าทางแข็งกระด้างนั่นคืออันใด นางใช่สตรีอ่อนโยนที่เคยบอกรักเขาคนนั้นหรือไม่ ? เหตุใดจึงได้แตกต่างจากวันนั้นนัก ดวงตาที่ไม่ยินยอมคู่นั้นบ่งบอกว่านางกำลังไม่พอใจเขาอย่างนั้นหรือ ?
“หึ สตรีงดงามก็เหมือนบุปผาที่มีหนามแหลมคม” ชายหนุ่มส่ายหน้าก่อนที่จะละความสนใจจากหญิงสาวแล้วเดินจากไป
ณ คุกหลวง ศาลาว่าการเมืองอู๋จิ้ง
คนร้ายคดีค้าเกลือกำลังถูกลงโทษอย่างหนักด้วยการทรมานหลากหลายวิธี โดยผู้คุมการสอบสวนครั้งนี้ก็คือ หลี่เป่ยโหวหลี่เหว่ย หลังจากที่คนร้ายถูกทรมานจนยินยอมรับสารภาพก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของเขา จากนั้นจึงเตรียมตัวกลับเมืองหลวง
“ท่านแม่ทัพ ทุกอย่างจัดเตรียมพร้อมแล้วขอรับ”
“ให้รองแม่ทัพหยางควบคุมนักโทษกลับเมืองหลวงด้วยตนเอง”
“แล้วท่านแม่ทัพจะไปไหนหรือขอรับ ? ท่านไม่กลับพร้อมพวกเราหรือ ?”
“มาถึงอู๋จิ้งแล้ว ยังมีธุระที่จะต้องไปจัดการ”
“เช่นนั้น ข้าน้อยขอตัว” หลี่เหว่ยพยักหน้าก่อนที่จะแยกตัวออกไปจัดการธุระสำคัญของตนเอง
ชายหนุ่มกระโดดขึ้นหลังม้าก่อนจะควบม้าด้วยความเร็วตรงไปยังหอการค้าม่อหยาอวิ๋นเซียง กิจการการค้าที่ค้าขายเกี่ยวกับเสบียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นทุกสิ่งอย่าง และเป็นการค้าเดียวที่ถือครองสิทธิ์การแปรรูปอาหารเพื่อการศึกสงครามส่งให้กับกองทัพของจงหยวน เขารู้จักกับหอการค้าแห่งนี้เมื่อสองปีก่อน ในยามที่กองทัพขาดแคลนเสบียง หอการค้าแห่งนี้ก็ยื่นข้อเสนอนี้ให้แก่เขา ก่อนที่ทั้งสองจะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ร่วมกัน
การเดินทางมาในครั้งนี้ของเขาก็เพื่อต้องการที่จะได้พบกับเจ้าหอแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยินยอมให้เขาเข้าพบหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็ล้วนแล้วแต่ไม่เคยพบหน้ากัน มีเพียงจดหมายที่ส่งถึงกันไปมาเท่านั้น !
ชายหนุ่มควบม้ามาจนถึงด้านหน้าหอการค้าที่ฉากหน้าเป็นภัตตาคารและโรงเตี๊ยม ส่วนการบริการจะอยู่ในส่วนด้านหลัง เขาเดินตรงเข้าไปก่อนจะชูป้ายหยกที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ให้กับหลงจู๊ อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าและนำทางเขาเข้ามาจนถึงเรือนชั้นในแล้วให้ชายหนุ่มนั่งรอ
ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าสุขุม ไม่อ่อนน้อมหรือแข็งกระด้างจนเกินไป
“คารวะหลี่เป่ยโหว” ชายผู้นี้รู้แม้แต่ฐานะของเขา กระทั่งการมาครั้งนี้ของเขาสำหรับที่นี่ก็คงจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้วกระมัง ชายหนุ่มได้แต่สอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ เฝ้าสังเกตทุกสิ่งอย่างพร้อมกับจดจำเอาไว้มั่น ก่อนจะเอ่ยทักทายอีกฝ่ายเช่นกัน
“ท่านผู้ดูแล”
“เชิญท่านโหวนั่งก่อนเถิด ไม่ทราบว่าที่ท่านโหวมาวันนี้มีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้หรือขอรับ ?”
“ข้าอยากจะพบเจ้าหอของท่านได้หรือไม่ ?”
“เอ่อ... ต้องขออภัยท่านโหว กฎของหอการค้าม่อหยาอวิ๋นเซียงก็คือลูกค้าทุกคนจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าพบเจ้าหอ เรื่องนี้ท่านน่าจะทราบดีอยู่แล้ว”
“ข้าทราบดี เพียงแต่...”
“หากว่าท่านโหวมีสิ่งใดที่ต้องการเป็นพิเศษ ได้โปรดแจ้งกับข้าน้อยได้เลยไม่ต้องเกรงใจ หากว่าเราสามารถจัดหาให้ท่านได้ก็จะทำให้ในทันทีขอรับ”
“จริง ๆ แล้วก็ไม่มีอันใด เพียงแค่แวะผ่านมาที่อู๋จิ้งจึงอยากจะขอพบเจ้าหอสักครั้ง เผื่อว่าวันนี้จะได้คบหากันอย่างเปิดเผย” ชายหนุ่มกล่าวอย่างลองเชิง ในขณะที่จางกุ้ยโจวที่เป็นผู้ดูแลหอการค้าก็เข้าใจในเจตนาของเขา ก่อนจะแสร้งหัวเราะออกมาพร้อมกับเอ่ยทีเล่นทีจริง
“ท่านโหวล้อเล่นแล้ว หอการค้าของเราเป็นเพียงกิจการเล็ก ๆ จะกล้าเทียบชั้นคบหากับท่านโหวได้อย่างไรกันขอรับ มิกล้า ๆ”
“หึ ๆ ท่านผู้ดูแลกล่าวหนักไปแล้ว หอการค้าม่อหยาอวิ๋นเซียงของพวกท่านมีความดีความชอบมากมายนัก จะนับว่าต่ำต้อยได้อย่างไรกัน”
“มิกล้า ๆ การค้าแลกเงิน รับเงินมาแล้วย่อมทำอย่างเต็มกำลังเป็นการแลกเปลี่ยน ย่อมไม่ใฝ่สูงเกินตัว ท่านโหวได้โปรดอย่าล้อเล่นอีกเลยขอรับ”
“เฮ้อ ! คิดว่าจะมีโอกาสได้พบเจ้าหอสักครั้ง น่าเสียดายนัก แต่ก็ช่างเถอะ สักวันคงจะมีวาสนาได้คบหากันอย่างเปิดเผย”
“เพียงเท่านี้หอการค้าของพวกเราก็ต้องขอบคุณท่านโหวมากแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นไม่รบกวนท่าน ข้ายังมีเรื่องที่จะต้องสะสางอีกมาก ขอตัวก่อน”
“ท่านโหวเดินทางปลอดภัยขอรับ”
คล้อยหลังหลี่เป่ยโหวจากไปแล้วจางกุ้ยโจวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะหันกลับไปเมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านหลังของเขา
“ท่านเจ้าหอ” เขาทำความเคารพอีกฝ่ายอย่างนอบน้อมพร้อมกับเรียกขานว่าท่านเจ้าหอ
“หลี่เหว่ยผู้นั้นคิดจะทำอันใดกันแน่ !”
“คิดว่าคงเป็นการหยั่งเชิง”
“ท่านลุงจาง ท่านบอกคนของเราให้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของเขาเอาไว้ ข้าไม่ต้องการให้เขาสร้างปัญหาให้กับเรา”
“แม้ว่าคนผู้นั้นจะมีนิสัยร้ายกาจไปบ้างแต่ไม่เคยทำสิ่งใดลับหลัง ท่านเจ้าหออย่าได้กังวล ข้าจะส่งคนไปคอยจับตาดูเขาเอาไว้เอง” หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันหลังกลับเข้าเรือนในเช่นเดิม
มู่อิงเยว่ก้าวเข้าเรือนผ่านม่านสีขาวหลายต่อหลายชั้น ก่อนจะผ่านเข้าประตูแล้วประตูเล่า และถึงห้องชั้นในสุดที่เอาไว้ทำการทดลองบางอย่าง
กิจการของม่อหยาอวิ๋นเซียงนอกจากอาหารแปรรูปแล้ว นางยังขายยารักษาโรคและยาทำแผลที่เอาไว้ใช้ในการศึกทั้งหมดด้วย
ม่อหยาอวิ๋นเซียงเกิดขึ้นมาได้ด้วยความช่วยเหลือของท่านปู่เมื่อสามปีก่อนในตอนที่นางสูญเสียมารดา ยามนั้นท่านปู่บอกความลับของกิจการที่เป็นของมารดาให้นางได้รับรู้ ครานั้นนางอายุเพียงสิบสี่เท่านั้น ม่อหยาอวิ๋นเซียงในตอนนั้นเป็นเพียงหอการค้าเล็ก ๆ ที่พอจะสร้างรายได้สำหรับเลี้ยงชีพนางไปได้ชั่วชีวิตโดยไม่ลำบากเท่านั้น หากแต่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับตอนนี้
จะว่าไปก็เป็นเพราะการค้ากับกองทัพ จึงทำให้ม่อหยาอวิ๋นเซียงรุ่งเรืองเช่นตอนนี้ นับว่าหลี่เป่ยโหวนั้นมีบุญคุณกับหอการค้าแห่งนี้ไม่น้อย
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทำให้ผู้คนต่างออกมามุงดูอยู่บริเวณหน้าห้อง ภายในห้องมีองครักษ์หญิงผู้หนึ่งยืนไพล่หลังอยู่ก่อนจะกล่าวออกมาเสียงดัง“ท่านแม่ทัพของพวกข้าไม่ใช่คนที่พวกเจ้าจะมากล่าวหากันได้ง่าย ๆ กรุณาจำใส่ใจเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้แต่ละคนอยู่อย่างไม่เป็นสุข !” เมื่อกล่าวจบองครักษ์หญิงผู้นั้นจึงหันหลังเดินจากไปจนพบเข้ากับคุณหนูสี่มู่บริเวณหน้าห้อง นางคารวะหญิงสาวอย่างนอบน้อมทำเอามู่อิงเยว่ถึงกับงุนงงแล้วยกมือขึ้นลูบที่ต้นคอเบา ๆ อย่างคุ้นชิน“คารวะคุณหนูสี่”“อ้อ... อืม”“ข้าน้อยขอตัวก่อน” มู่อิงเยว่พยักหน้า หญิงสาวจำได้ว่าองครักษ์หญิงผู้นี้คือคนของหลี่เหว่ย ในขณะที่อวี้เต๋อจางซินก็แปลกใจที่ดูเหมือนว่าองครักษ์หญิงผู้นี้จะรู้จักมักคุ้นกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเขาหากเขาฟังไม่ผิดคำพูดที่องครักษ์ผู้นั้นกล่าวมา ย่อมหมายความว่านางคือคนของหลี่เป่ยโหว แต่นางกลับปฏิบัติกับมู่อิงเยว่อย่างนอบน้อม มีข่าวลือว่าหลี่เป่ยโหวมิชอบคุณหนูสี่มู่ผู้นี้มิใช่หรือ ? นี่เขาพลาดสิ่งใดไปหรือไม่“คุณหนูสี่รู้
หลายวันต่อมา“คุณหนูเจ้าคะ มีเทียบเชิญถึงท่านเจ้าค่ะ”“จากผู้ใดงั้นหรือ ?”“เทียบเชิญจากคุณหนูสามอวี้เจ้าค่ะ”“ข้าไม่เคยรู้จักกับนาง เหตุใดอยู่ ๆ นางจึงได้ส่งเทียบเชิญให้ข้าด้วยเล่า ?” มู่อิงเยว่ขมวดคิ้วแน่น นางไม่เคยรู้จักกับคุณหนูสามอวี้อะไรนั่นเสียหน่อย“คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายนี่แนบมาด้วยเจ้าค่ะ” อันอันส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งให้หญิงสาวก่อนที่นางจะรับมาแล้วคลี่มันออกอ่าน จึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้วคุณหนูสามอวี้ก็คือคุณหนูเจ็ดหรง หรงเจียวที่นางพบที่อารามในวันนั้นนั่นเอง มู่อิงเยว่เห็นว่าเทียบเชิญนี้ไม่ได้เสียหายอันใดจึงเขียนตอบรับไปสถานที่นัดหมายก็คือภัตตาคารเหลียนเสวียนชื่อดังของเมืองหลวง วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงตรง“อย่าลืมเตรียมชุดให้ข้าด้วย”“เจ้าค่ะคุณหนู” ฟางฟางรับคำ ตามปกติแล้วเรื่องความเป็นอยู่ เสื้อผ้า และอาหารนั้นจะเป็นฟางฟางที่ดูแลรับผิดชอบทั้งหมด ในส่วนอื่น ๆ อันอันจะเป็นผู้ดูแล ทั้
หลังจากที่ทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพวกนางก็แวะไปเยี่ยมคุณหนูเจ็ดหรงที่ตกบันไดได้รับบาดเจ็บ หากแต่หญิงสาวนั้นถูกส่งตัวกลับตระกูลหรงไปแล้ว พวกนางจึงเดินเข้างานแทน เมื่อมาถึงยังอารามหลักก็พบว่าเหล่าบัณฑิตและเหล่าคุณหนูกำลังประชันฝีไม้ลายมือในการคัดลอกพระคัมภีร์“ปีนี้คึกคักกว่าทุกปี หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าจะต้องได้รางวัลเป็นแน่” เถาเหยากล่าว“คุณหนูผู้นั้นคือใครงั้นหรือ ?” มู่อิงเยว่ไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงมานานกว่าสามปี สตรีบางคนที่พึ่งผ่านวัยปักปิ่นและเริ่มออกงานเลี้ยงนางจึงไม่รู้จัก แต่เมื่อเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังหัวเราะต่อกระซิกอยู่ข้าง ๆ บุรุษผู้หนึ่ง เถาเหยาพยายามมองตามมือที่ชี้ไปของสหายก่อนจะพบว่านางไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นจูเถาคุณหนูห้าตระกูลจูที่พึ่งนินทาเพื่อนนางตอนที่อยู่บันไดหน้าอารามนั่นเอง“ก็คุณหนูห้าจูที่ว่าเจ้าตรงบันไดอย่างไรเล่า”“ตระกูลจูยังมีคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนด้วยหรือ ?” มู่อิงเยว่เคยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลจูนั้นอายุมากกว่าพวกนางและแต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว ที่นางรู้จักก็เพราะอีกฝ่ายนั้น
“คุณหนู เหตุใดพวกเรายังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้ด้วยเจ้าคะ ?” อันอันไม่เข้าใจนายสาว พวกนางพึ่งถูกคนร้ายลอบทำร้ายมา แต่หลังจากปลอดภัยก็ยังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้อีก“อันอัน หากเราไม่มาที่นี่ก็จะไม่มีสิ่งยืนยันว่าพวกเราไม่ได้เสียเปรียบกลุ่มโจรเหล่านั้น ไม่นานก็จะเกิดข่าวลือขึ้น แม้ว่าข้าจะไม่ได้สนใจข่าวลือเหล่านั้นเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็อดทนมาได้ตลอด แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิม ข้าจะทำให้ข่าวลือเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้แล้ว เพราะมันจะทำให้การแต่งงานของข้ามีปัญหา และที่สำคัญ เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าข้าไม่เป็นไรย่อมต้องลงมือซ้ำอีกอย่างแน่นอน”คนที่อยู่ในที่มืดและนางที่อยู่ในที่แจ้งย่อมไม่อาจรับมือได้ตลอด เกิดเป็นสตรีล้วนแล้วแต่ยากเข็ญ เพราะมารดาตายจาก บิดาก็ลำเอียง นางทำได้เพียงต้องคอยปกป้องตัวเอง เติบโตมาได้ถึงเพียงนี้ในเรือนหลังที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว นางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง ต่อให้ฉลาดเฉลียวแต่จะไม่ให้มีผิดพลาดเลยคงจะเป็นไปไม่ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาต้องคอยรับมือกับคนที่วางแผนการทำร้ายนางอยู่ตลอด เพียงเท่
รถม้าทั้งสองคันที่วิ่งตามกันมาอยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างกันออกไปเรื่อย ๆ จนอันอันสาวใช้ของมู่อิงเยว่ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเปิดม่านออกไปสนทนากับคนบังคับม้า“เหตุใดรถม้าของคุณหนูรองกับคุณหนูสามจึงได้วิ่งเร็วนัก ?”“นั่นน่ะสิ ! ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างพวกเราไปเสียดื้อ ๆ”“เช่นนั้นเจ้าช่วยเร็วขึ้นอีกหน่อยได้หรือไม่ ?”“แม่นางอัน นี่ก็เร็วมากแล้วนะ หากเร็วกว่านี้ล้อรถม้าอาจจะเกิดปัญหาได้”“เอ๊ะ ! มองไม่เห็นรถม้าข้างหน้าแล้ว พวกเขาจะรีบอันใดกันนัก” นางถอนหายใจแรงออกมาก่อนจะเข้าไปรายงานกับนายสาว“คุณหนู บ่าวว่าคุณหนูรองกับคุณหนูสามกำลังกลั่นแกล้งท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ รถม้าของพวกนางวิ่งทิ้งห่างออกไกลแทบไม่เห็นฝุ่นแล้วเจ้าค่ะ”“ช่างเถิด แผนการทุกครั้งของพวกนางก็ล้วนเป็นแผนการโง่ ๆ เช่นนั้นก็ตามน้ำไปก่อนเถิด”“เจ้าค่ะคุณหนู”ก่อนที่รถม้าจะส่ายไปมาราวกับเกิดปัญหา อันอันโผล่หน้าออกไปด้านนอกอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามความกั
“อิงเยว่คารวะท่านพ่อ คารวะฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ” “อิงเยว่เจ้ามาแล้ว เร็วเข้า วันนี้ข้าให้ร้านผ้านำผ้ามาให้เจ้าเลือกเพื่อที่จะได้ตัดชุดไปงานร้อยบุปผา เจ้าชอบผ้าผืนไหนก็ลองเลือกที่เจ้าชอบได้เลย” มู่อิงเยว่เลื่อนสายตามองดูผ้าที่วางไว้ ดูเหมือนว่าจะมีให้นางเลือกไม่มากแล้ว เพราะผืนที่ดูดีก็ล้วนถูกพี่สาวทั้งสองคนเลือกไปหมดแล้ว แต่นางไม่ได้ใส่ใจนักจึงได้แต่เลือกส่ง ๆ ไป เป็นสีม่วงอ่อนไล่สีไปเข้ม ส่วนที่เหลือก็เป็นสีที่ดูอย่างไรก็ไม่ไหว ไม่ว่าจะสีแดงหรือสีเขียว เช่นนั้นก็เลือกเป็นสีม่วงผืนนั้นก็แล้วกัน “เช่นนั้นข้าเอาผืนนี้เจ้าค่ะ” “เจ้าไปเลือกแบบชุดที่ชอบแล้วให้ช่างวัดตัวเจ้าด้านโน้นเถิด” หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเดินตรงไปให้ช่างวัดตัวตัดชุด เพราะความว่าง่ายของนางทำให้หญิงสาวไม่เคยมีปัญหาและไม่เคยมีใครกล้าสร้างปัญ







