LOGINหลี่เหว่ยยังไม่คิดกลับเมืองหลวง วันต่อมาชายหนุ่มก็ขึ้นเขาเพื่อเดินทางไปยังอารามแห่งนั้นอีกครั้ง ไปครั้งนี้มีเพียงเขากับองครักษ์คนสนิทเท่านั้นเพื่อต้องการที่จะยืนยันอะไรบางอย่าง
ทางด้านมู่อิงเยว่ก็ในวันนี้นางก็ยังคงคัดลอกพระคัมภีร์เช่นเดิม หลังจากคัดลอกเสร็จก็เข้าไปในอารามเพื่อไหว้พระและขอพร
ในขณะที่ภายในอารามมีเพียงแม่ชีไม่กี่คนที่กำลังทำความสะอาดอยู่ มู่อิงเยว่คุกเข่าต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่จะหลับตาลงเพื่อขอพรอย่างตั้งใจ
“มู่อิงเยว่ขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ท่านย่าสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ อายุยืนยาว ขอให้ข้าได้พบแต่ความสุขทุกวัน อย่าได้พบกับความทุกข์ และขอให้มีความสุขในทุกวัน ขอให้ท่านแม่ทัพหลี่เป่ยโหวหลี่เหว่ยอย่าได้บาดเจ็บ ขอให้แข็งแรงสุขภาพสมบูรณ์ มีความสุข ได้พบเจอกับสตรีที่ดีงามครองคู่ชู้ชื่นทุกคืนวัน” หลังจากที่นางขอพรแล้วก็ก้มลงกราบสามครั้ง ก่อนที่สาวใช้จะเข้ามาพยุงหญิงสาวเดินออกจากอารามไป
ขณะเดียวกันหลี่เป่ยโหวหลี่เหว่ยที่หลบอยู่มุมหนึ่ง หลังจากที่นางจากไปเขาจึงได้เดินออกมาพร้อมกับองครักษ์
เฉียวอวี้องครักษ์คนสนิทที่ยืนอยู่ด้วยกันก็ได้ยินในสิ่งที่คุณหนูสี่มู่ผู้นั้นกล่าวขอพรอย่างชัดเจนเต็มสองหู แล้วนายท่านจะไม่ได้ยินได้อย่างไร หลังจากที่นางเดินจากไปแล้ว ชายหนุ่มก็ยังคงมองตามร่างบางจนกระทั่งลับสายตา
ก่อนจะคุกเข่าลงเพื่อขอพรแล้วออกจากอารามไปเช่นเดียวกัน วันนี้เขาตั้งใจว่าจะกลับเมืองหลวงแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจมอบนักโทษให้กับศาลต้าหลี่จัดการตนเองก็จะเดินทางกลับแดนเหนือ กลับไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าอีกนานเพียงใดจะได้กลับมาอีก ร่างสูงกระโดดขึ้นหลังม้าเพื่อจากไปแต่เขาก็ยังไม่วายหันกลับมามองยังอารามแห่งนี้ พลันหวนคิดถึงร่างเล็กที่คุกเข่าขอพรให้กับเขา
เขาไม่เคยคิดว่าหญิงสาวจะยึดมั่นรักต่อเขาถึงเพียงนี้ แม้ในยามที่ขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงนึกถึงเขา เมื่อเห็นท่าทางที่จริงใจของนางก็ทำให้รู้สึกผิดที่เคยกล่าววาจาร้าย ๆ ต่ออีกฝ่าย
“ไปกันเถิด” หลี่เหว่ยหันไปเอ่ยกับองครักษ์คนสนิทก่อนจะออกแรงควบม้าแล้วจากไป
ทางด้านมู่อิงเยว่
ที่เดินออกมาจากหลังพุ่มไม้ใหญ่ที่ไกลออกไปจากบริเวณตีนเขา นางมองร่างสูงที่จากไปด้วยสายตาลุ่มลึกยากจะคาดเดา แล้วเอ่ยกับคนสนิทของตนเอง
“เขาได้ยินแน่ใช่หรือไม่ ?”
“ได้ยินอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ดี ข้าก็อยากจะรู้นักว่าบุรุษเช่นเขาหัวใจดวงนี้จะแกร่งราวกับหินผาพันปีจริงแท้แน่นอนหรือไม่ ?”
“คุณหนูคิดที่จะ...”
“ข้าก็คงต้องยอมเสี่ยงมิใช่หรือ ? อย่างไรการแต่งเข้าจวนโหวก็ย่อมดีกว่าแต่งให้บุรุษธรรมดาสามัญ”
“แล้วหากว่า...”
“หากว่าไม่สำเร็จก็ไม่เห็นเป็นไร แค่เลือก ๆ มาสักคนก็พอ”“จะเลือกแบบส่ง ๆ ได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
“ต่อให้ไม่เลือกย่อมมีคนคอยเลือกให้อยู่แล้วมิใช่หรือ ? ช่างเถิด ! อย่างน้อยช่วงเวลาตลอดสามปีนี้ข้าก็ยังไม่ต้องกังวล อย่างไรหลานสาวเช่นข้าก็จำเป็นจะต้องไว้ทุกข์ให้ท่านปู่เสียก่อน” มู่อิงเยว่รู้ดีว่าหากนางไม่เลือกเอง แม่เลี้ยงผู้นั้นก็จะเป็นคนเลือกให้นาง แล้วคนเช่นนั้นจะยอมเลือกคนดี ๆ ให้นางได้อย่างไร นางไม่คิดว่าพวกเขาจะดีต่อนางขนาดนั้น มิสู้ถูกใจแล้วเลือกเองมิดีกว่าหรือ ?
แต่ติดตรงที่บุรุษที่นางตรงใจกลับไม่มีใจตรงกับนางเนี่ยสิ ! แล้วจะให้นางทำเช่นไร เช่นนั้นสู้แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของนางสักเล็กน้อย ให้นางค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในความรู้สึกของเขาโดยที่ไม่รู้ตัว หากสำเร็จเขาก็จะคิดถึงนาง ตลอดสามปีต่อจากนี้ก็คงต้องลองเสี่ยงดูสักครั้งแล้ว
หลังจากที่ชายหนุ่มเดินทางมาได้ครึ่งทางก็เกิดความคิดบางอย่างก่อนจะสั่งให้คนของเขาไปคอยติดตามดูมู่อิงเยว่
“สั่งองครักษ์เงาให้คอยติดตามคุณหนูสี่มู่เอาไว้” เฉียวอวี้ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจ ไหนนายท่านกล่าวว่าไม่ชอบนางอย่างไรเล่า ? แล้วเหตุใดจึงได้ให้คนไปเฝ้าติดตามนางกัน
“เอ่อ... ขอรับ” รับคำจบเขาก็นั่งจ้องใบหน้าด้านข้างของผู้เป็นนาย ท่านโหวทั้งรูปงาม หล่อเหลา สง่าผ่าเผย แม้จะติดปากร้ายตรงไปตรงมาสักหน่อยก็เถอะ กระนั้นเขาก็ไม่เคยเห็นท่านโหวต่อล้อต่อเถียงกับสตรีนางใดเลยแม้แต่คนเดียว ถึงจะใจร้ายเย็นชาแต่ก็เป็นเพียงฉากหน้าที่แสดงออกมาเท่านั้น
จะว่าไปคุณหนูสี่มู่ผู้นั้นก็นับได้ว่าเป็นสตรีคนแรกที่ถูกท่านโหวตอกหน้ากลับไป แต่ก็ดูเหมือนว่าตั้งแต่นั้นมานางจะอยู่ในความสนใจของท่านโหวไม่น้อย ซ้ำยังแอบส่งคนไปคอยติดตามเช่นนี้อีก ! ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีนายหญิงในเร็ววันก็เป็นได้
“เจ้าเลิกคิดเรื่องไร้สาระไปได้เลย !” หลี่เหว่ยกล่าวในขณะที่ยังนั่งหันข้างให้กับคนสนิทอยู่ เจ้าโง่นั่นนั่งจ้องหน้าเขามานานกว่าครึ่งเค่อแล้ว จะเป็นเรื่องใดไปได้อีกหากไม่ใช่กำลังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่
“แฮ่ นายท่านเริ่มมีใจให้คุณหนูสี่แล้วใช่หรือไม่ ?” เมื่อเฉียวอวี้เอ่ยจบ หลี่เหว่ยก็หันหน้าขวับถลึงตาใส่เขาทันที
“นี่เจ้ากำลังคิดบ้าอันใดอยู่กัน ? เจ้าคิดว่าทุกสิ่งที่นางทำนั้นจริงใจแน่หรือ ? เจ้าคิดว่ามันคือเรื่องบังเอิญ ? บนโลกใบนี้หาได้มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เสียเมื่อใดกัน”
“เช่นนั้น นายท่านกำลังจะหมายความว่าทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุณหนูสี่ตั้งใจให้ท่านเห็นงั้นหรือขอรับ ?” นี่มันความคิดแบบใดกัน ? คุณหนูสี่ที่ดูบอบบางอ่อนโยนผู้นั้นน่ะหรือจะมีความคิดที่ซับซ้อนเช่นท่านโหว นี่นายท่านโหวคิดมากเกินไปหรือไม่ ?
“จะใช่หรือไม่เดี๋ยวก็จะได้รู้เอง เจ้าก็ส่งคนไปติดตามนางเอาไว้ให้ดี !”
“แล้วจะให้ส่งคนไปคอยติดตามนางกี่คนดีขอรับ ?”
“สักสามคนก็พอ !”
สามคน ! ส่งองครักษ์ไปคอยติดตามสตรีนางหนึ่งกลับใช้งานถึงสามคน ? นะ นี่ท่านแม่ทัพจะส่งพวกเขาไปรุมสังหารคุณหนูสี่หรืออย่างไรกัน ?
“เจ้าจะตกใจสิ่งใดกัน ?”
“ปะ เปล่าขอรับ”
หลายวันต่อมา
มู่อิงเยว่ลงจากเขามาเพื่อเข้าไปในตัวเมือง สาวใช้คนสนิทก็มารายงานข่าวกับนางทันที
“คุณหนูเจ้าคะ ดูเหมือนว่าหลี่เป่ยโหวจะส่งคนมาติดตามคุณหนูเจ้าค่ะ”
“ส่งมาแล้วหรือ ?” มู่อิงเยว่ได้ยินก็แย้มยิ้มจนตาปิด ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่ม
“เอ๋ คุณหนูทราบอยู่ก่อนแล้วหรือเจ้าคะ ?”
“หลี่เป่ยโหวเป็นคนขี้ระแวง เขาต้องคิดว่าข้าพยายามเข้าใกล้เขาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ทั้งยังไม่เชื่อว่าความบังเอิญไม่มีอยู่จริง หึ ๆ ฉลาดสมกับคำร่ำลือจริง ๆ เช่นนี้ค่อยเหมาะสมที่จะเป็นตัวเลือกในการเพิ่มทายาทสักหน่อย” มู่อิงเยว่กล่าวออกมาโดยไม่อาย ทำเอาอันอันสาวใช้คนสนิทถึงกับหน้าแดง แท้จริงแล้วคุณหนูของนางก็เป็นสตรีใจกล้าเช่นนี้ ใช่จะอ่อนโยนบอบบางอย่างที่แสดงออกเสียเมื่อไหร่กัน
“คุณหนู...”
“เอาละ ๆ ข้ารู้แล้ว” มู่อิงเยว่ได้แต่กลอกตาไปมาเมื่อสาวใช้พยายามปรามไม่ให้นางเสียกิริยาความเป็นสตรีดีงาม
“แล้วเช่นนี้ คุณหนูจะทำงานอย่างสะดวกได้อย่างไรเจ้าคะ องครักษ์เงาของเรารายงานว่าดูเหมือนจะมีถึงสามคนเลย ท่านโหวส่งคนมาเยอะเช่นนี้จะมาลอบสังหารท่านหรืออย่างไรกัน ? พวกเรามิใช่นักโทษเสียหน่อยเจ้าค่ะ” หญิงสาวที่ได้ยินวาจาตัดพ้อของสาวใช้ก็หัวเราะออกมา
“นั่นสิ ! ให้ฟางฟางหาสตรีสักคนมาปลอมตัวเป็นข้าแล้วใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในอารามแห่งนั้นแทน”
“เจ้าค่ะ บ่าวทราบแล้ว”
มู่อิงเยว่ยังคงขึ้นเขาไปขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุก ๆ สามวัน ส่วนตัวปลอมให้ทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน เพราะการคัดลอกพระคัมภีร์ก็ยังเป็นนางที่ทำด้วยตนเองเหมือนเดิม
ในยามที่คุกเข่าขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นางก็ยังขอเช่นเดิมซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะขอให้ท่านย่า ให้กับตนเอง และยังไม่ลืมที่จะขอพรให้กับหลี่เหว่ยอีกด้วย นางเชื่อว่าคนของเขาจะต้องนำความเคลื่อนไหวของนางไปแจ้งกับเขาอย่างแน่นอน เช่นนั้นหากเขาอยากรู้นางก็จะทำให้เขาได้รู้ หากเขาอยากเห็นนางก็จะทำให้เขาได้เห็น
นางไม่เชื่อว่าจิตใจของคนเราที่เป็นเลือดเนื้อจะสามารถแข็งกระด้างจนไม่มีสิ่งใดสามารถทุบให้อ่อนลงได้ ในเมื่อน้ำหยดลงหิน หินยังถูกกัดกร่อนจนเป็นรูได้ฉันใด หัวใจคนเราก็สามารถเปลี่ยนได้ฉันนั้น
หลังจากผ่านไปกว่าสามเดือน
กิจวัตรในการดำเนินชีวิตของนางก็ยังเหมือนเดิม ในยามที่เดินทางลงเขาก็จะมาจัดการกิจการที่ม่อหยาอวิ๋นเซียง เมื่อถึงเวลาก็ขึ้นมาสวดมนต์คัดพระคัมภีร์ โดยช่วงเวลาที่นางไม่อยู่ก็ให้ตัวปลอมคอยทำหน้าที่แทน
สารลับถูกส่งกลับไปยังแดนเหนือทุก ๆ สิบวัน หากแต่กลับไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย นางยังคงทำอย่างเดิมซ้ำ ๆ แม้แต่ขอพรก็ยังคงมีเขาอยู่ในนั้นทุกครั้ง ยามที่ได้รับสารลับนั่นอ่านเสร็จเขาก็จะนั่งมองมันอยู่เช่นนั้นอย่างลืมตัว ทำเอาเฉียวอวี้ต้องเอ่ยเรียกอยู่หลายครั้งจึงจะตื่นจากภวังค์
“ท่านโหวจะยังให้คนของเราติดตามคุณหนูสี่ต่อหรือไม่ขอรับ ?”
“ตามต่อ...”
“แต่ว่า... ดูเหมือนว่านางจะไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย”
“เวลาเพียงแค่นี้จะพิสูจน์ได้อย่างไร สั่งให้คนของเราติดตามนางต่อไป อ้อ ! เช่นนั้นก็ให้เหลือเอาไว้แค่คนเดียวก็พอ”
“ขอรับ ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
หลังจากนั้นองครักษ์เงาของมู่อิงเยว่ก็มารายงานว่าคนของหลี่เหว่ยได้ถอนตัวออกไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น หญิงสาวรับรู้ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ ก็เท่านี้แหละที่นางต้องการ
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทำให้ผู้คนต่างออกมามุงดูอยู่บริเวณหน้าห้อง ภายในห้องมีองครักษ์หญิงผู้หนึ่งยืนไพล่หลังอยู่ก่อนจะกล่าวออกมาเสียงดัง“ท่านแม่ทัพของพวกข้าไม่ใช่คนที่พวกเจ้าจะมากล่าวหากันได้ง่าย ๆ กรุณาจำใส่ใจเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้แต่ละคนอยู่อย่างไม่เป็นสุข !” เมื่อกล่าวจบองครักษ์หญิงผู้นั้นจึงหันหลังเดินจากไปจนพบเข้ากับคุณหนูสี่มู่บริเวณหน้าห้อง นางคารวะหญิงสาวอย่างนอบน้อมทำเอามู่อิงเยว่ถึงกับงุนงงแล้วยกมือขึ้นลูบที่ต้นคอเบา ๆ อย่างคุ้นชิน“คารวะคุณหนูสี่”“อ้อ... อืม”“ข้าน้อยขอตัวก่อน” มู่อิงเยว่พยักหน้า หญิงสาวจำได้ว่าองครักษ์หญิงผู้นี้คือคนของหลี่เหว่ย ในขณะที่อวี้เต๋อจางซินก็แปลกใจที่ดูเหมือนว่าองครักษ์หญิงผู้นี้จะรู้จักมักคุ้นกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเขาหากเขาฟังไม่ผิดคำพูดที่องครักษ์ผู้นั้นกล่าวมา ย่อมหมายความว่านางคือคนของหลี่เป่ยโหว แต่นางกลับปฏิบัติกับมู่อิงเยว่อย่างนอบน้อม มีข่าวลือว่าหลี่เป่ยโหวมิชอบคุณหนูสี่มู่ผู้นี้มิใช่หรือ ? นี่เขาพลาดสิ่งใดไปหรือไม่“คุณหนูสี่รู้
หลายวันต่อมา“คุณหนูเจ้าคะ มีเทียบเชิญถึงท่านเจ้าค่ะ”“จากผู้ใดงั้นหรือ ?”“เทียบเชิญจากคุณหนูสามอวี้เจ้าค่ะ”“ข้าไม่เคยรู้จักกับนาง เหตุใดอยู่ ๆ นางจึงได้ส่งเทียบเชิญให้ข้าด้วยเล่า ?” มู่อิงเยว่ขมวดคิ้วแน่น นางไม่เคยรู้จักกับคุณหนูสามอวี้อะไรนั่นเสียหน่อย“คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายนี่แนบมาด้วยเจ้าค่ะ” อันอันส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งให้หญิงสาวก่อนที่นางจะรับมาแล้วคลี่มันออกอ่าน จึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้วคุณหนูสามอวี้ก็คือคุณหนูเจ็ดหรง หรงเจียวที่นางพบที่อารามในวันนั้นนั่นเอง มู่อิงเยว่เห็นว่าเทียบเชิญนี้ไม่ได้เสียหายอันใดจึงเขียนตอบรับไปสถานที่นัดหมายก็คือภัตตาคารเหลียนเสวียนชื่อดังของเมืองหลวง วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงตรง“อย่าลืมเตรียมชุดให้ข้าด้วย”“เจ้าค่ะคุณหนู” ฟางฟางรับคำ ตามปกติแล้วเรื่องความเป็นอยู่ เสื้อผ้า และอาหารนั้นจะเป็นฟางฟางที่ดูแลรับผิดชอบทั้งหมด ในส่วนอื่น ๆ อันอันจะเป็นผู้ดูแล ทั้
หลังจากที่ทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพวกนางก็แวะไปเยี่ยมคุณหนูเจ็ดหรงที่ตกบันไดได้รับบาดเจ็บ หากแต่หญิงสาวนั้นถูกส่งตัวกลับตระกูลหรงไปแล้ว พวกนางจึงเดินเข้างานแทน เมื่อมาถึงยังอารามหลักก็พบว่าเหล่าบัณฑิตและเหล่าคุณหนูกำลังประชันฝีไม้ลายมือในการคัดลอกพระคัมภีร์“ปีนี้คึกคักกว่าทุกปี หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าจะต้องได้รางวัลเป็นแน่” เถาเหยากล่าว“คุณหนูผู้นั้นคือใครงั้นหรือ ?” มู่อิงเยว่ไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงมานานกว่าสามปี สตรีบางคนที่พึ่งผ่านวัยปักปิ่นและเริ่มออกงานเลี้ยงนางจึงไม่รู้จัก แต่เมื่อเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังหัวเราะต่อกระซิกอยู่ข้าง ๆ บุรุษผู้หนึ่ง เถาเหยาพยายามมองตามมือที่ชี้ไปของสหายก่อนจะพบว่านางไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นจูเถาคุณหนูห้าตระกูลจูที่พึ่งนินทาเพื่อนนางตอนที่อยู่บันไดหน้าอารามนั่นเอง“ก็คุณหนูห้าจูที่ว่าเจ้าตรงบันไดอย่างไรเล่า”“ตระกูลจูยังมีคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนด้วยหรือ ?” มู่อิงเยว่เคยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลจูนั้นอายุมากกว่าพวกนางและแต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว ที่นางรู้จักก็เพราะอีกฝ่ายนั้น
“คุณหนู เหตุใดพวกเรายังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้ด้วยเจ้าคะ ?” อันอันไม่เข้าใจนายสาว พวกนางพึ่งถูกคนร้ายลอบทำร้ายมา แต่หลังจากปลอดภัยก็ยังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้อีก“อันอัน หากเราไม่มาที่นี่ก็จะไม่มีสิ่งยืนยันว่าพวกเราไม่ได้เสียเปรียบกลุ่มโจรเหล่านั้น ไม่นานก็จะเกิดข่าวลือขึ้น แม้ว่าข้าจะไม่ได้สนใจข่าวลือเหล่านั้นเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็อดทนมาได้ตลอด แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิม ข้าจะทำให้ข่าวลือเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้แล้ว เพราะมันจะทำให้การแต่งงานของข้ามีปัญหา และที่สำคัญ เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าข้าไม่เป็นไรย่อมต้องลงมือซ้ำอีกอย่างแน่นอน”คนที่อยู่ในที่มืดและนางที่อยู่ในที่แจ้งย่อมไม่อาจรับมือได้ตลอด เกิดเป็นสตรีล้วนแล้วแต่ยากเข็ญ เพราะมารดาตายจาก บิดาก็ลำเอียง นางทำได้เพียงต้องคอยปกป้องตัวเอง เติบโตมาได้ถึงเพียงนี้ในเรือนหลังที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว นางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง ต่อให้ฉลาดเฉลียวแต่จะไม่ให้มีผิดพลาดเลยคงจะเป็นไปไม่ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาต้องคอยรับมือกับคนที่วางแผนการทำร้ายนางอยู่ตลอด เพียงเท่
รถม้าทั้งสองคันที่วิ่งตามกันมาอยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างกันออกไปเรื่อย ๆ จนอันอันสาวใช้ของมู่อิงเยว่ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเปิดม่านออกไปสนทนากับคนบังคับม้า“เหตุใดรถม้าของคุณหนูรองกับคุณหนูสามจึงได้วิ่งเร็วนัก ?”“นั่นน่ะสิ ! ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างพวกเราไปเสียดื้อ ๆ”“เช่นนั้นเจ้าช่วยเร็วขึ้นอีกหน่อยได้หรือไม่ ?”“แม่นางอัน นี่ก็เร็วมากแล้วนะ หากเร็วกว่านี้ล้อรถม้าอาจจะเกิดปัญหาได้”“เอ๊ะ ! มองไม่เห็นรถม้าข้างหน้าแล้ว พวกเขาจะรีบอันใดกันนัก” นางถอนหายใจแรงออกมาก่อนจะเข้าไปรายงานกับนายสาว“คุณหนู บ่าวว่าคุณหนูรองกับคุณหนูสามกำลังกลั่นแกล้งท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ รถม้าของพวกนางวิ่งทิ้งห่างออกไกลแทบไม่เห็นฝุ่นแล้วเจ้าค่ะ”“ช่างเถิด แผนการทุกครั้งของพวกนางก็ล้วนเป็นแผนการโง่ ๆ เช่นนั้นก็ตามน้ำไปก่อนเถิด”“เจ้าค่ะคุณหนู”ก่อนที่รถม้าจะส่ายไปมาราวกับเกิดปัญหา อันอันโผล่หน้าออกไปด้านนอกอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามความกั
“อิงเยว่คารวะท่านพ่อ คารวะฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ” “อิงเยว่เจ้ามาแล้ว เร็วเข้า วันนี้ข้าให้ร้านผ้านำผ้ามาให้เจ้าเลือกเพื่อที่จะได้ตัดชุดไปงานร้อยบุปผา เจ้าชอบผ้าผืนไหนก็ลองเลือกที่เจ้าชอบได้เลย” มู่อิงเยว่เลื่อนสายตามองดูผ้าที่วางไว้ ดูเหมือนว่าจะมีให้นางเลือกไม่มากแล้ว เพราะผืนที่ดูดีก็ล้วนถูกพี่สาวทั้งสองคนเลือกไปหมดแล้ว แต่นางไม่ได้ใส่ใจนักจึงได้แต่เลือกส่ง ๆ ไป เป็นสีม่วงอ่อนไล่สีไปเข้ม ส่วนที่เหลือก็เป็นสีที่ดูอย่างไรก็ไม่ไหว ไม่ว่าจะสีแดงหรือสีเขียว เช่นนั้นก็เลือกเป็นสีม่วงผืนนั้นก็แล้วกัน “เช่นนั้นข้าเอาผืนนี้เจ้าค่ะ” “เจ้าไปเลือกแบบชุดที่ชอบแล้วให้ช่างวัดตัวเจ้าด้านโน้นเถิด” หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเดินตรงไปให้ช่างวัดตัวตัดชุด เพราะความว่าง่ายของนางทำให้หญิงสาวไม่เคยมีปัญหาและไม่เคยมีใครกล้าสร้างปัญ







