LOGIN“ท่านพี่…”
“ตื่นแล้วหรือน้องพี่” สายตาที่มองภรรยายังคงเต็มไปด้วยแววรักเปี่ยมล้นเหมือนวันแรกที่ได้รู้จักไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย “เจ้าค่ะ ท่านพี่มาทำอันใดในหอนอนของข้าหรือเจ้าคะ” เป่ยลี่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจว่าเหตุอันใดตอนนี้เขาถึงมิอยู่กับคุณหนูลู่ฟางเหนียนเล่า ไยถึงกล้าปล่อยให้นางอยู่ตามลำพังเช่นนี้ได้ “ห้องของเจ้าผู้เดียวเสียเมื่อไหร่ นี่เป็นห้องนอนของเจ้าและข้าต่างหากเล่าเป่ยลี่ เจ้าจำไม่ได้หรือเรามักจะนอนกอดแล้วหลับไปพร้อม ๆ กันบนเตียงนอนเตียงนี้ทุกคืน” ท่านแม่ทัพใหญ่ซือหยางลูบเส้นผมยาวสลวยสีดำขลับของภรรยาอย่างเอาใจคล้ายกับต้องการไถ่โทษที่เขาทำให้นางต้องเจ็บช้ำน้ำใจ “เป็นเช่นที่ท่านพี่พูดจริงหรือเจ้าคะ ข้านึกว่าท่านพี่ออกไปทำการศึกนานนับสามเดือนจะหลงลืมเตียงที่เคยใช้ร่วมนอนกับภรรยาผู้นี้สิ้นแล้วเสียอีก” เป่ยลี่พูดโดยเบนหน้าไปทางอื่นหาได้ใจแข็งพอกล้าสบสายตากับบุรุษไม่ เพราะกลัวว่าตนจะเผลอหลั่งน้ำตาให้คนที่มิได้เห็นคุณค่าในคำสัญญามองว่านางอ่อนแอ ยิ่งมองใบหน้าคมคายของเขาทีไร ความเจ็บปวดรวดร้าวก็แล่นปลาบเข้าสู้กระแสเลือดบีบรัดหัวใจนางจนหนักหน่วง ชอกช้ำเหลือเกิน ยากจะอัดอั้นไว้ไหว เมื่อก่อนมันเคยมอบให้นางแต่เพียงผู้เดียว ทว่าบัดนี้กำลังมีสตรีอีกคนได้รับรอยยิ้มเช่นเดียวกับนางด้วย… นางหาได้อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่! แต่จะให้นางทำใจยอมรับอย่างไรกันเล่าในเมื่อเขาเป็นผู้ลั่นสัจจะวาจาแก่นางด้วยตนเองว่าจะยกย่องนางแต่เพียงผู้เดียว…นางมิใช่สตรีที่จะยอมใช้บุรุษร่วมกับสตรีใด “ข้าจะลืมเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับสตรีที่ข้ารักได้อย่างไรกันเล่า” เขารู้ว่าทุกถ้อยคำ ทุกประโยคที่ถูกกล่าวออกมาจากริมฝีปากของภรรยา แม้ไม่ได้แสดงออกชัดเจนแต่ก็เต็มไปด้วยความประชดประชันน้อยเนื้อต่ำใจตามประสาสตรีทั่วไปที่มิได้ใจกว้างยอมใช้สามีร่วมกับผู้อื่น เขาคงคิดน้อยเกินไปใช่หรือไม่… “หรือเจ้าคะ” จะให้นางเชื่อได้อย่างไรกันเล่า แม้แต่สัจจะวาจาที่เคยให้ไว้ต่อหน้าท่านพ่อและท่านแม่ของนางเขาก็ยังทำไม่ได้ แล้วจะนับประสาอะไรกับลมปากที่พ่นออกมาเพื่อเอาใจนางเท่านั้นล่ะ “เจ้ากำลังกินน้ำส้มข้าหรือ” แม่ทัพใหญ่ซือหยางอมยิ้มเล็กน้อยแล้วดึงเรือนร่างของภรรยาเข้ามาโอบกอดเอาไว้จากทางด้านหลัง รัดเหนี่ยวด้วยอ้อมแขนแกร่งคล้ายกับกลัวนางจะหนีไปจากเขา “ข้าจะกินน้ำส้มท่านพี่ด้วยเหตุอันใดกันเจ้าคะ หรือท่านพี่อาจคิดว่าข้ากำลังไม่พอใจที่ท่านพี่มีภรรยารอง หากเป็นเรื่องนั้นจริงท่านพี่คลายกังวลได้เลยนะเจ้าคะ เพราะข้าหาใช่สตรีใจแคบไม่ ข้าเข้าใจสัจธรรมของมนุษย์ดีว่ากาลเวลาหมุนเปลี่ยน ใจคนก็ยอมเปลี่ยนเป็นธรรมดา วันนี้อาจรักข้า แต่วันหน้าอาจสิ้นรักแล้วก็ได้” นางเว้นช่วงหายใจครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “และที่สำคัญบุรุษมีภรรยามากก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดนี่เจ้าคะ นับเป็นเรื่องดีเสียอีกที่จะได้ผูกอำนาจ เกื้อหนุนระหว่างสองตระกูลได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน” “เป่ยลี่ มันไม่ใช่อย่างที่น้องคิด” “ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องอธิบายข้าให้มากความหรอกเจ้าค่ะ ฮึก…” แววตาของนางเริ่มแดงก่ำ “ขอข้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ามิอยากเป็นสตรีน่ารำคาญในสายตาท่านพี่จนท่านพี่สิ้นรักข้า ฮื่อ เพียงลำพังที่ท่านพี่มีภรรยาอีกคน ข้าก็กลัว กลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ กลัวว่าท่านพี่จะโปรดปรานนางกว่าข้า” “เป่ยลี่ ข้าไม่เคยคิดจะให้ผู้ใดมาแทนที่เจ้า เจ้ายังคงเป็นสตรีที่ข้ารักเพียงหนึ่งเดียวเช่นเดิม เจ้าจะเชื่อใจข้าอีกสักครั้งได้หรือไม่” ยามนี้บุรุษยอมขัดต่อคำร้องขอของนางเพราะเขาเองก็กลัว กลัวเหลือเกินว่าหากเขาก้าวขาออกไปจากเรือนแล้วกลับเข้ามาอีกครั้ง เขาจะพบเพียงความว่างเปล่า พบเพียงความทรงจำอันแสนเลือนลางจาง ๆ แต่ไร้ซึ่งร่างของสตรีที่เขารัก เขาคิดสภาพตนเองตอนไม่มีเป่ยลี่ไม่ออกจริง ๆ “ฮึก… ข้าไม่อยากเป็นคนงี่เง่าแบบนี้เลยค่ะเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าอย่างไรเหตุการณ์ในวันนี้ไม่ช้าก็เร็วอาจต้องเกิดขึ้นเป็นแน่…ท่านพี่เป็นถึงขุนน้ำขุนนางใหญ่ของแคว้นเหม่ยกวางย่อมหลีกเลี่ยงการมีภรรยาเพิ่มได้ยากนัก ทีแรกข้าเตรียมใจรับเรื่องเช่นนี้มาพอสมควรแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ แต่พอเอาเข้าจริงข้ากลับทำใจยอมรับมันไม่ได้ หากเพียงข้าคิดว่าวันหนึ่งท่านพี่จะทำกับสตรีนางอื่นเช่นเดียวกับที่ทำกับข้า หัวใจข้ามันเจ็บปวดเหลือเกินเจ้าค่ะ” นางระบายความทุกข์ทรมานใจให้แก่เขาได้รับฟังจนหมดสิ้น “เป่ยลี่ เจ้าฟังข้า เจ้าเป็นสตรีที่ข้ารักต่อให้เจ้าจะงี่เง่าหรือเป็นเช่นใดข้าก็จะรักเจ้าดังเดิม…เจ้ารู้หรือไม่ข้าเองก็เจ็บปวดไม่น้อยที่ข้าต้องผิดสัญญาต่อเจ้าและท่านพ่อท่านแม่ของเจ้า แต่ข้าไร้ซึ่งหนทางเลือก ทุกอย่างบีบบังคับให้ข้าต้องจำใจรับนางเข้ามาเป็นภรรยา เพราะบุญคุณของคนสกุลลู่ที่เคยช่วยชีวิตท่านพ่อข้าเอาไว้จากการปล้นฆ่าเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน หากไม่ได้พวกเขาป่านนี้ตระกูลเฉินของเราคงมิยิ่งใหญ่หรือสิ้นชื่อไปเสียแล้วก็ได้ ข้าหาได้อยากทำผิดต่อเจ้าเลยเป่ยลี่…ทว่าเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า ก่อนท่านพ่อจะสิ้นท่านพ่อสั่งเสียเอาไว้ว่าหากท่านเสนาบดีกรมโยธามีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอันใดไหว้วานให้เราช่วย เราจงอย่าปฏิเสธเพราะท่านพ่อติดหนี้ชีวิตพวกเขา…” ท่านแม่ทัพใหญ่ซือหยางกระชับกอดภรรยาแน่นขึ้นกว่าเดิม “ฮึก…” “ข้ามิได้มีใจรักใคร่หรือเสน่หาฟางเหนียนเลยสักนิดแต่ข้าเพียงต้องจำใจแต่งนางเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยารอง ซึ่งข้าอยากอธิบายให้เจ้าเข้าใจว่านางจะเป็นเพียงภรรยาในนามเพื่อรักษาชื่อเสียง รักษาเกียรติและช่วยเหลือสกุลลู่เท่านั้น…หากผู้คนลืมข่าวอื้อฉาวของนางไปเมื่อใด ข้าก็จะรีบขอหย่าขาดจากนางทันที” เขาไม่รู้ว่าควรทำเช่นใดที่จะสามารถเยียวยาความรู้สึกของเป่ยลี่ที่สูญเสียไปให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ “จริงหรือเจ้าคะ” “ข้าจะโกหกเจ้าด้วยเหตุอันใดกันเล่า ขอเพียงเจ้าเชื่อใจข้าอีกสักครั้ง ให้โอกาสข้าพิสูจน์ให้เจ้าเห็นได้หรือไม่” “เจ้าค่ะ” ในที่สุดทั้งสองคนก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้เสียที “อ๊ะ ท่านพี่ทำอันใดกันหรือเจ้าคะ” นางสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ เมื่อจู่ ๆ ฝ่ามือร้ายของบุรุษก็เลื่อนจากโอบเอวขึ้นมากอบกุมความนุ่มนิ่มทั้งสองข้างของนางแล้วบีบคลึงมันเบา ๆ “ข้าคิดถึงกลิ่นกายของเจ้าเหลือเกิน อ่า” แม่ทัพใหญ่โน้มตัวลงไปกระซิบกระซาบข้าง ๆ ใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะดันตัวนางให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่มโดยอยู่ใต้อาณัติของเขา ลมหายใจอุ่น ๆ กำลังพ่นรินรดพวงแก้มชมพูระเรื่อของสตรีก่อนริมฝีปากอวบอิ่มนั้นจะถูกฉกชิงยื้อแย่งลมปราณโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ใบหน้างดงามตอนนี้ร้อนผ่าวแทบปริแตกเหมือนสุมอยู่ในกองเพลิง ในขณะที่ริมฝีปากกำลังบรรจงจูบอย่างหิวกระหาย นิ้วเรียวยาวของบุรุษก็ค่อย ๆ แกะผ้าผูกเอวบนอาภรณ์สีชมพูซึ่งอยู่กลางกายสตรีออกอย่างทะนุถนอมจนมองเห็นความงาม ส่วนโค้งส่วนนูนจากคนใต้ร่างที่เขาพึงพอใจและมักขอกินซ้ำทุกครั้งจนนางหมดเรี่ยวหมดแรงนอนหลับคาอกไปเสียเองหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







