Masukเขาเคยสัญญากับนางว่าหัวใจและสายตาของเขาจะมิชายตาแลสตรีใดอีกนอกจากนางเพียงผู้เเดียว ทว่าเขาก็ไม่อาจปฏิเสธสมรสพระราชทานที่มีเรื่องหนี้ชีวิต หนี้บุญคุณหนุนหลังอยู่ได้ จึงจำต้องผิดสัจจะที่เคยให้ไว้แก่นาง
Lihat lebih banyakเหมันต์ตฤดูอันหนาวเหน็บปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวทั่วทั้งเมืองหลวงของแคว้นเหม่ยกวาง ทว่าความเย็นยะเยือกนี้ยังไม่สู้ความเปล่าเปลี่ยวของเป่ยลี่ที่เหม่อมองเกร็ดหิมะผ่านบานหน้าต่าง
เมื่อสามเดือนก่อนนางตัดสินใจแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะฮูหยินของแม่ทัพ บุรุษผู้คอยส่งขนมจีบให้นางทุกหลังมื้ออาหารจนนางใจอ่อนและยอมตบแต่งกับเขา ก่อนแต่งนางเคยวาดฝันว่าจะมีชีวิตที่สุขสมหวังเคียงข้างอยู่กับสามี แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่เป็นดั่งฝันเมื่อสามีของนางได้รับราชโองการด่วนจากฮ่องเต้ให้นำกำลังทหารออกรบรบโดยไม่รู้เลยว่าจะใช้เวลาร่วมกี่เดือน "รับชาอุ่นๆ สักจอกนะเจ้าคะฮูหยิน" หลิ่งจินเอ่ยกับเจ้านาย นางเป็นบ่าวรับใช้ที่นับว่าซื่อสัตย์และจริงใจต่อเป่ยลี่มากคนหนึ่งเนื่องจากนางเลี้ยงดูเป่ยลี่มาตั้งแต่เป่ยลี่ยังเป็นเพียงคุณหนูตระกูลเหวินจนตอนนี้กลายมาเป็นฮูหยินของแม่ทัพเฉินซือหยาง “ขอบใจเจ้ามาก” เหวินเป่ยลี่รับน้ำชาอุ่น ๆ จากสาวใช้หลิ่งจินขึ้นมาจิบให้พอช่วยคลายความหนาวเหน็บในร่างกายได้บ้าง “ท่านพี่ไปทัพคราวนี้ใช้ระยะเวลาร่วมแรมเดือนนานยิ่งนัก แล้วไยท่านพี่ถึงไม่ส่งจดหมายมาหาข้าบ้างเลยเล่าหลิ่งจิน หารู้ไม่ว่าข้าเป็นห่วงสักเพียงใดว่าป่านนี้จะเป็นเช่นใดบ้าง นอนหลับ กินอิ่มหรือไม่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางไปตามรับสั่งราชโองการก็แรมเดือนแล้วแต่มิมีวี่แววการเคลื่อนไหวว่าเขาจะส่งจดหมายมาหาภรรยาเช่นนางเลยสักฉบับเดียว “ท่านแม่ทัพอาจจะยุ่งกับการวางกลศึกและการฝึกซ้อมจนมิมีเวลาว่างมานั่งเขียนจดหมายส่งให้แก่ฮูหยินก็ได้นะเจ้าคะ ฮูหยินอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้หลิ่งจินรีบเร่งแก้ต่างให้แก่ท่านแม่ทัพ ลำพังคุณหนูของนางแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินอยู่เปล่าเปลี่ยวมิมีญาติพี่น้อง มิสนิทมักจี่กับผู้คนเว้นเสียแต่นางก็คงมิใคร่สุขใจสักเท่าใดแล้ว “อย่าพูดเพื่อให้กำลังใจคุณหนูของเจ้านักสิหลิ่งจิน ข้าว่าเจ้าควรจะมองในแง่ของความจริงเสียบ้าง ดูเอาเถิดพี่สะใภ้ท่านพี่ซือหยางของข้าเพิ่งจะแต่งพี่สะใภ้เข้ามาในจวนได้แค่สามเดือนเศษ แต่ยามออกคุมการศึกเช่นนี้กลับไม่มีจดหมายส่งมาถึงพี่สะใภ้สักฉบับเดียว หากเป็นคนสำคัญต่อให้จะยุ่งเพียงใดก็ต้องหาเวลามาติดต่อให้จนได้มิใช่หรือเจ้าคะ ข้าว่าท่านพี่อาจจะกำลังหลงระเริงมีความสุขอยู่กับสตรีิอีกเมืองจนลืมพี่สะใภ้เสียแล้วเป็นแน่” เฉินซูฮวา น้องสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยาง หนาวนี้เพิ่งอายุครบสิบหกปีเท่านั้น “คงไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ บางทีท่านพี่อาจจะไม่ว่างจริง ๆ ก็ได้นะเจ้าคะถึงไม่มีเวลาเขียนจดหมายติดต่อข้า” นางกำลังพยายามปลอบใจตัวเองอยู่อย่างนั้นหรือ “ข้าไม่ได้มีเจตนาจะยุแยงพี่สะใภ้เลยนะเจ้าคะ” ว่าแล้วเฉินซูฮวาก็รีบกระเถิบตัวนั่งชิดร่างบอบบางของเหวินเป่ยลี่พร้อมบีบคลึงข้อมือนางเบา ๆ “แต่พี่สะใภ้เจ้าคะ เกือบเดือนแล้วมิใช่หรือที่ท่านพี่ข้านำทหารไปรบแล้วไม่ติดต่อกลับมาเลย ซ้ำท่านพี่ข้าหาใช่แต่เพียงรูปหล่อประหนึ่งภาพวาดอย่างเดียวนะเจ้าคะ ทั้งฐานะ ชาติตระกูลสูงส่ง สตรีน้อยใหญ่คงพร้อมใจต่อแถวรอยาวเป็นพรวนแน่เจ้าค่ะ” “เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนี้เล่าซูฮวา พี่ชายของเจ้าหาใช่คนเช่นนั้นเจ้าก็ทราบดีมิใช่หรือ” เหวินเป่ยลี่แม้เสียหลักกับคำยุยงส่งเสริมของเฉินซูฮวาเล็กน้อย แต่นางก็พยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งเพราะรู้ดีแก่ใจว่าน้องสามีคนนี้ไม่ได้มีเจตนาดีเช่นใบหน้าที่กำลังแสร้งยิ้มคล้ายเห็นอกเห็นใจให้แก่นางเป็นแน่ “พี่สะใภ้รู้จักท่านพี่เท่าครึ่งที่ข้ารู้จักหรือไม่เล่าเจ้าคะถึงได้ดูมั่นใจว่าท่านพี่จะไม่มีสตรีนางอื่นจริง ๆ” เฉินซูฮวาและท่านแม่ไม่ค่อยจะชอบใจเป่ยลี่สักเท่าใดนัก เพราะถึงแม้นางจะเป็นสตรีที่มาจากจวนตระกูลเหวิน จวนแม่ทัพใหญ่ที่มีเชื้อสายราชวงศ์ ทว่านางก็เป็นเพียงบุตรบุญธรรมไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่ากาฝาก ฉะนั้นนางมิมีอันใดเหมาะสมกับเฉินซือหยาง! พวกเขาก็เลยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบีบไม่ให้เป่ยลี่อยู่ในจวนตระกูลเฉินอย่างมีความสุข โดยอาศัยช่วงเวลาที่แม่ทัพซือหยางนำทหารออกรบ ”ฮูหยินเป่ยลี่เจ้าคะ ฮูหยินซูเจียวต้องการพบเจ้าค่ะ” เหยี่ยนถิงบ่าวรับใช้คนสนิทของฮูหยินซูเจียวมารดาแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางที่มีอำนาจในการปกครองดูแลทุกคนในจวนตระกูลเฉินเอ่ยขึ้น “ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้” นางวางพู่กันลงจากมือ “เจ้าจะไปพบท่านแม่ของเจ้ากับข้าด้วยหรือไม่ซูฮวา” “เจ้าค่ะ” … ตุ้บ!! เสื้อผ้าอาภรณ์จำนวนมากถูกโยนใส่หน้าสะใภ้ตระกูลเฉินทันทีที่นางก้าวขาเข้ามาถึงท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของเหล่าสาวใช้ขี้ประจบประแจง “ท่านแม่โยนเสื้อผ้าพวกนี้ใส่ข้าด้วยเหตุอันใดกันเจ้าคะ” แววตาของนางไม่ได้ดุกร้าวแต่เต็มไปด้วยความสงสัย “ไยต้องทำกันถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าค่ะท่านแม่ ต่อหน้าสาวใช้ในเรือนปล่อยให้พวกนางหัวเราะเยาะข้า แม้ท่านแม่จะไม่ให้เกียรติข้าแต่อย่างไรข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินแม่ทัพ ช่วยให้เกียรติท่านพี่มิได้หรือเจ้าคะ” แม้ตามศักดิ์ในจวนตระกูลเหวิน เป่ยลี่อาจเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของแม่ทัพเหวินต้าเหลียนและฮูหยินเหมยอ้ายก็จริง แต่ทุกคนให้เกียรตินาง ไม่ได้มองนางเช่นกาฝากหรือสตรีที่ต่ำต้อย ในทางกลับกันพวกเขายกย่องนางเท่า ๆ กับบุตรตามสายเลือดของท่านพ่อท่านแม่ทุกอย่าง แต่นี่นางแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยาเอกของแม่ทัพเฉินซือหยาง นางก็สมควรได้รับการปฏิบัติจากคนรอบข้างที่ดีสมกับฐานะภรรยาไม่ใช่หรือ นางไม่ได้โอ้อวดหรือต้องการหยิ่งทะนง แต่หากคนเหล่านี้ ทำตัวไม่ให้เกียรตินางก็เท่ากับว่าไม่ให้เกียรติสามีของนางด้วยเช่นกัน เพี๊ยะ!! ฝ่ามือหนักของฮูหยินใหญ่ตระกูลเฉินฟาดลงบนใบหน้าบอบบางแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมงดงามของเป่ยลี่อย่างแรงจนเรือนร่างนางล้มลงไปกับพื้น “คุณหนู!!!” “ท่านแม่…” ฝ่ามือเล็ก ๆ เลื่อนขึ้นมาจับพวงแก้มฝั่งที่โดนตบเมื่อครู่จนเนื้อแดงก่ำพร้อมกับค่อย ๆ ปล่อยหยาดน้ำตาไหลพร่างพรูออกมา “เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าเช่นนั้นหรือ งั้นก็สมควรแล้วที่เจ้าจะต้องโดนเช่นนี้เจ้าจะได้ไม่กล้าลองดีกับข้าอีกอีก จำใส่หัวของเจ้าเอาไว้ว่าเจ้าเป็นเพียงกาฝากที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉิน แต่ข้าเป็นมารดาของซือหยาง หากมีอันใดเกิดขึ้นแม่ทัพซือหยางก็คงจะไม่เห็นเมียสำคัญกว่าแม่เป็นแน่” เอ่ยขึ้นจบฮูหยินซูเจียวก็ใช้ปลายนิ้วชี้ผลักศีรษะของนางให้ออกห่าง แล้วกระชากกลับมาอีกครั้งด้วยฝ่ามือที่กำลังบีบโครงหน้าจนเนื้อแก้มลุ่มยุบตามแรงกดจากนิ้วมือนาง “เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้แล้วเจ้าจะมีชีวิตที่สุขสบาย มีความสุข เพราะข้าจะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานเหมือนตกนรกทั้งเป็นจนเจ้าทนไม่ไหวต้องรีบเก็บข้าวเก็บของกลับจวนตระกูลเหวินของเจ้าเป็นแน่”หากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ

















