Mag-log in“พะย่ะค่ะ”
“ที่ข้าเรียกเจ้าเข้ามาพบล่วงหน้าก่อนจะเข้าเฝ้าในท้องพระโรงเพื่อรายงานข่าวการคว้าชัยชนะกลับเเคว้นเหม่ยกวางและพระราชทานรางวัลตอบแทนตามขนบธรรมเนียมนั่นก็เพราะข้าต้องการให้เจ้าแต่งลู่ฟางเหนียนเข้าจวน” ฮ่องเต้ตรัสถึงพระประสงค์ของพระองค์ที่เรียกท่านแม่ทัพมาในวันนี้ “หาใช่ว่ากระหม่อมเย่อหยิ่ง จองหอง และต้องการท้าทายอำนาจพระองค์ไม่ แต่กระหม่อมสัญญากับภรรยาของกระหม่อมเอาไว้แล้วว่าตำแหน่งภรรยาเอกจะต้องเป็นนางแต่เพียงผู้เดียวพะย่ะค่ะ” ผู้ใดจะไม่รู้ขนบธรรมเนียมแคว้นเหม่ยกวางกันเล่า…สตรีที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานรางวัลเป็นภรรยาพระราชทานย่อมถือเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ถูกยกยอไว้ในตำแหน่งภรรยาเอกแม้บุรุษจะมีภรรยาอยู่แล้วหรือไม่ก็ตาม “เจ้าหาต้องกังวลเรื่องนั้นไม่ เพราะข้าหวังเพียงให้ลู่ฟางเหนียนออกเรือนไปกับเจ้าเพื่อรักษาชื่อเสียงของนางเท่านั้น และก็ถือเสียว่าตำแหน่งภรรยารองนับเป็นการให้เกียรติพระสนมและท่านเสนาบดีกรมโยธา ไม่ได้หมายจะยื้อแย่งตำแหน่งภรรยาเอกของสตรีที่เจ้ารักไม่ซือหยาง” ฮ่องเต้ตรัสพระบรมราชาธิบายให้แม่ทัพใหญ่ซือหยางเข้าใจถึงพระประสงค์อันแท้จริงจากพระองค์ “แต่กระหม่อม…” “เจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวาง การที่เจ้ามีภรรยาเอก ภรรยารองหรือนางเล็กนางน้อยย่อมเป็นเรื่องดีเพราะเป็นการเกื้อหนุน ค้ำชูกันของทั้งสองตระกูล บ้างก็สามารถใช้ประโยชน์หรือกุมอำนาจไว้ในมือได้” ฮ่องเฮาเสริม “กระหม่อม เอ่อ…กระหม่อม” แม่ทัพใหญ่ซือหยางยามจับมีดจับดาบฟาดฟันลงบนบ่า คอ ลำตัว หรือแขนขาของข้าศึกล้วนเต็มไปด้วยความมั่นใจแน่วแน่มิเคยเกรงกลัว แต่บัดนี้กลับจนตรอก พยายามสรรหาถ้อยคำเรียบเรียงในหัวเพื่อเอ่ยปฏิเสธสิ่งของพระราชทานสิ่งนี้ “ถือว่าข้าขอเถิดนะท่านแม่ทัพ เช่นใดข้ากับบิดาเจ้าก็เป็นสหาย เป็นพี่น้องร่วมสาบานที่ฝ่าฟันอุปสรรคผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันมากมาย และที่สำคัญข้าเคยเสี่ยงตายเข้าไปช่วยชีวิตพ่อของเจ้าเอาไว้จากการโดนปล้นฆ่าเมื่อตอนเจ้าอายุได้สักเก้าขวบกระมัง ตอนนั้นข้าเองก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ต้องนอนรักษาร่างกายมิสามารถเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้ร่วมเดือน ๆ หากมิเหนือบ่ากว่าแรง ข้าหาได้อยากหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นบุญคุณเพื่อบีบบังคับให้เจ้ารับบุตรสาวของข้าแต่งไปเป็นสะใภ้ตระกูลเฉินไม่ เจ้าอาจนึกหัวเราะเยาะสมเพชข้า ทว่าหัวใจของความเป็นพ่อคงทนไม่ได้หากให้ผู้อื่นมาครหาติฉินนินทาบุตรสาวว่านางแปดเปื้อนมลทินทั้ง ๆ ที่ความจริงนางไม่ได้ทำอันใดผิดเลย…เจ้าจะตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณแก่พ่อเจ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้หรือซือหยาง” ถึงขั้นที่เสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่จนตรอก มิมีทางเลือกจนต้องใช้วิธีน่าสมเพชหยิบยกบุญคุณขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อบีบบังคับบุรุษให้จำใจรับปากเพราะแม้ฮ่องเฮา ฮ่องเต้ และพระสนมจะกล่าวเช่นใดก็มิอาจทำให้ความคิดของแม่ทัพใหญ่ซือหยางเปลี่ยนแปลงได้เลยไม่ ซ้ำในแววตาเขายังคงหนักแน่นว่าจะมิมีวันยินดียอมรับบุตรสาวของตนเป็นอันขาด… ก่อนที่ท่านพ่อของแม่ทัพใหญ่ซือหยางจะหมดลมหายใจเหลือเพียงวาระสุดท้าย ท่านได้สั่งเสียบุตรและภรรยาทุกคน รวมถึงกำชับเขาเรื่องการตอบแทนบุญคุณสกุลลู่ที่เคยช่วยชีวิตท่านเอาไว้ “ซือหยางวันข้างหน้าหากเจ้าได้ดิบได้ดีแล้วท่านเสนาบดีกรมโยธาสหายของพ่อมีเรื่องเดือดร้อนไหว้วานให้เจ้าช่วยเหลือ ขอเจ้าจงอย่าปฏิเสธเพราะครอบครัวเราเป็นหนี้ชีวิตคนสกุลลู่ หากวันนั้นท่านเสนาบดีไม่เสี่ยงตายมาช่วยข้า ข้าก็คงโดนฆ่าไปแล้ว เจ้า น้องเจ้า และแม่เจ้าอาจลำบากมิน้อย” จริงแท้อย่างที่ท่านพ่อพูดทุกประการ หากวันนั้นท่านเสนาบดีกรมโยธาไม่เสี่ยงตายมาช่วยชีวิตเอาไว้ ท่านพ่อก็คงจะโดนฆ่าแล้วครอบครัวของเขาอาจต้องประสบพบเจอกับความลำบากตรากตรำมิใช่น้อย เพราะตอนนั้นท่านแม่ทัพเองยังเล็กนักอายุเพียงแปดเก้าขวบ ลำพังมารดาเป็นเพียงสตรีมิสามารถทำงานหาเลี้ยงคนทั้งจวนตระกูลเฉินได้… หากสิ้นแต่ท่านพ่อไปก็คงไม่รู้ว่าจะเกิดอันใดขึ้นบ้าง…พวกเราเป็นหนี้ชีวิตคนสกุลลู่ บัดนี้พวกเขามีเรื่องเดือดร้อนใจ ไหว้วานขอความเมตตา บุญคุณอันใหญ่หลวง “หนี้ชีวิต” ที่เราติดไว้กับสกุลลู่ จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือตอบแทนน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการรับลู่ฟางเหนียนแต่งเข้ามาเป็นภรรยามิได้หรือ ความคิดสองความคิดใหญ่ในหัวของท่านแม่ทัพกำลังตีกันมั่วไปหมด แล้วเป่ยลี่เล่า? เขาเคยลั่นวาจาสัญญากับนางว่าจะยกย่องและเชิดชูนางให้เป็นสตรีหนึ่งเดียวในหัวใจ…แต่หากเขาทดแทนบุญคุณสกุลลู่ นางก็คงเจ็บช้ำน้ำใจมิใช่น้อย “พะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีรับลู่ฟางเหนียนเป็นภรรยาพะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เชื่อว่าสตรีที่เขารักนางเป็นคนใจกว้างมากพอที่จะยินดีรับฟังเหตุผลของเขาในการแต่งสตรีอีกคนหนึ่งเข้ามา “ข้าขอบใจเจ้ามาก” เสนาบดีกรมโยธารู้สึกโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาใหญ่ที่มันขวางกั้นจนหายใจหายคอมิใคร่สะดวกออกจากอกเสียที “ขอรับท่านลุง” … วันต่อมาแม่ทัพใหญ่ซือหยางก็เข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อกราบทูลข่าวการคว้าชัยชนะกลับแคว้นเหม่ยกวางตามปกติ พร้อมทั้งรับรางวัลตอบแทนเป็นทรัพย์สินเงินทองหลายหีบ โฉนดที่ดิน และภรรยาพระราชทานบุตรสาวเสนาบดีกรมโยธา แล้วจัดพิธีแต่งงาน ยกน้ำชา บูชาฟ้าดินจนเสร็จสิ้นก่อนจะเดินทางกลับจวนตระกูลเฉิน บรรยากาศภายในรถม้าค่อนข้างอึมครึม ต่างฝ่ายต่างนั่งเงียบทอดสายตามองออกไปด้านนอกหน้าต่าง มิมิผู้ใดกล้าเริ่มบทสนทนาเพราะคงรู้สึกแปลกไม่น้อยที่จู่ ๆ ก็ดันถูกคลุมถุงชนกันเช่นนี้ “ข้าต้องขอโทษด้วยนะเจ้าคะ ที่ข้าเป็นต้นเหตุทำให้ท่านพี่ต้องลำบากใจและจำใจแต่งข้าเข้าจวนตระกูลเฉิน” และแล้วก็เป็นลู่ฟางเหนียนที่ไม่สามารถทนอยู่กับบรรยากาศอันแสนอึดอัดนี้ได้ จนต้องเป็นฝ่ายพูดเปิดหัวข้อสนทนาเพื่อลบล้างความอึมครึม “คุณหนูอย่าคิดมากเลยขอรับ” “ท่านพี่พูดกับข้าเสียห่างเหินเลยนะเจ้าคะ” นางหัวเราะกลบเกลื่อน แต่แลดูเหมือนว่ามิได้ทำให้บรรยากาศในรถม้ากลับมาเป็นปกติไม่ “ข้าอยากจะพูดกับคุณหนูให้เข้าใจแจ่มแจ้งได้หรือไม่ขอรับ” ท่านแม่ทัพต้องการที่จะสร้างข้อตกลงก่อนจะพานางเข้าจวนตระกูลเฉิน “เจ้าค่ะ” “หากอยู่กันตามลำพัง ข้าจะเรียกเจ้าว่าฟางเหนียน หรือ คุณหนู แต่หากอยู่ต่อหน้าผู้อื่นข้าก็จะให้เกียรติเจ้าในฐานะภรรยาด้วยคำว่าฮูหยินรองดีหรือไม่” ลู่ฟางเหนียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ท่านแม่ท้พไม่เพียงแต่ให้เกียรตินาง แต่ต้องการรักษาระยะห่างระหว่างนางกับเขาเพื่อมิได้ผู้ใดล้ำเส้นกันต่างหากเล่า “เจ้าค่ะ” “ข้าจะให้สาวรับใช้เข้าไปทำความสะอาดเรือนเล็กซึ่งอยู่ถัดไปจากเรือนของข้าและภรรยา หากเจ้าต้องการปรับเปลี่ยนหรือแต่งเติมสิ่งใดเจ้าก็แจ้งพวกนางได้เลย” นั่นเท่ากับว่า เขามิได้คิดจะหลับนอนกับนางในฐานะสามีภรรยาใช่หรือไม่ เพียงแต่ต้องจำยอมแต่งนางเข้ามาเพราะหนี้บุญคุณของท่านพ่อเท่านั้นหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







