INICIAR SESIÓN“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเป่ยลี่” ท่านแม่ทัพใหญ่จุมพิตลงบนใบหน้างามด้วยความโหยหา ก่อนจะก้มหน้าลงตวัดโลมเลียซาลาเปานุ่มนิ่มสองลูกแล้วดูดดึงขบเม้มปลายเนินปทุมถันจนสีชมพูระเรื่อนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแดงเถือก ทำให้นางต้องส่งเสียงร้องรัญจวน ออกมาเบา ๆ “อ๊า ท่านพี่ อื้อ”
“ท่านพี่เจ้าคะ” นางหยุดชะงักการกระทำของเขา “ว่าอย่างไรเล่าเป่ยลี่” เขาตอบอย่างขัดใจ “ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้เจ้าค่ะ จากคำพูดที่ท่านพี่บอกข้าว่าหากผู้คนลืมข่าวอื้อฉาวของนางไปเมื่อใด ท่านพี่ก็จะรีบขอหย่าขาดจากนางทันที เเต่ท่านพี่เจ้าคะ สมรสพระราชทานจากฮ่องเต้หาได้สามารถหย่าขาดได้มิใช่หรือ ต่อให้ข้าจะไม่ใช่ขุนน้ำขุนนางแต่ข้าก็เป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพใหญ่ ความรู้พื้นฐานเช่นนี้ข้าก็พอจะทราบมาบ้างนะเจ้าคะ” เมื่อครู่นางหลงมัวเมาในคำพูดของสามีจนลืมฉุกใจคิดไป “หากเรื่องนี้เจ้าหาได้ต้องเป็นกังงวลไม่ เพราะสมรสพระราชทานระหว่างข้ากับฟางเหนียน ฮ่องเต้ทรงเขียนพระราชโองการข้อยกเว้นต่อท้ายไว้ด้านหลังว่าหากทั้งสองมิสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้พระองค์ก็จะ พระราชทานราชานุญาตให้หย่าขาดจากกันทันที” ท่านแม่ทัพลูบหัวภรรยาด้วยความเอ็นดู “ข้าเพิ่งเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ครั้งแรก ถ้าทำเช่นนั้นจะมิเป็นการขัดพระราชโองการของฮ่องเต้หรือเจ้าคะ” นางขมวดคิ้ว ยังคงตั้งคำถามไม่เลิกเพราะต้องการให้แน่ใจก่อนว่าจะไม่มีปัญหาใหญ่ตามมาทีหลัง หากไม่สามารถหย่าขาดได้นางอาจเป็นฝ่ายเดินออกไปจากชีวิตเขาเองก็ได้ นางน่ะใจคับแคบ คับแคบมากด้วย หากต้องใช้ชีวิตสามคนผัวเมียในจวนแห่งนี้ นางขอเป็นหม้ายกลับไปใช้ชีวิตในจวนตระกูลเหวินเสียยังดีกว่าต้องทนทุกทรมานไม่จบไม่สิ้น “หากทั่วไปก็คงจะมิมีผู้ใดทำกันหรอก แต่อย่างที่เจ้าทราบข้าเป็นคนสนิทของฮ่องเต้และฮ่องเต้ก็ทรงโปรดปรานไว้วางพระทัยข้ายิ่งนัก ข้าทำความดีความชอบ คว้าชัยชนะกลับแคว้นเหม่ยกวางหลายต่อหลายครั้งแต่ข้าก็ยังมิเคยทูลขอพระราชทานรางวัลใด ๆ ตอบแทนจากฮ่องเต้เลยสักครั้ง ข้าก็เลยใช้โอกาสนี้ขอพระราชทานเขียนพระราชโองการข้อยกเว้นกรณีพิเศษเช่นนี้ขึ้นมาอย่างไรเล่า” ท่านแม่ทัพอธิบายไขข้อข้องใจให้คนรักฟัง “แล้วฮ่องเต้ก็ทรงยอมหรือเจ้าคะ” “คราวแรกก็มีเสียงคัดค้านจากเหล่าขุนนางเสนาบดีมากมาย แต่จะทำอย่างไรได้เล่า หากมิยินยอมข้าก็จะปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือสกุลลู่ ซึ่งใคร ๆ ต่างก็ทราบดีว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานพระสนมสกุลลู่รองลงมาจากพระสนมเจี้ยซึ่งเป็นรักแรก หากเป็นความต้องการของพระสนเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาลกรณีพิเศษเพียงเท่านี้พระองค์ก็ทรงยอม” สารภาพตามตรงว่าคราวแรกเขาเองก็โง่เขลาตอบรับสมรสพระราชทานโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี ทว่าเมื่อฉุกใจขึ้นได้จึงเดินทางย้อนกลับไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นการส่วนพระองค์อีกครั้งเพื่อต่อรอง “ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็โล่งใจเจ้าค่ะ อื้อ!!!” ริมฝีปากของนางถูกครอบด้วยความรุนแรงของผู้เป็นสามีที่โน้มลงมาบิดขยี้อย่างหนักหน่วง แล้วค่อย ๆ ไล้ลงต่ำประโคมความวูบโหวงโถมเข้าใส่ก้อนซาลาเปา นางก็มิวายที่จะขยับเขยื้อนตัว แอ่นหน้าอกรับสัมผัสอันแสนช่ำชองของบุรุษด้วยความรู้สึกวูบวาบไปทั่วร่างกายเพราะรสรักอันหนักหน่วงที่สามีกำลังประโคมให้อย่างอิ่มหนำสำราญคล้ายเสือร้ายที่หิวกระหายมิได้กินอาหารอันโอชะมานานแสนนาน พอถึงคราวจึงรีบตะปบจ้วงเข้าปากอย่างมูมมาม “ท่านพี่ อื้อ” นางร้องเรียกชื่อบุรุษด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมขบเม้มริมฝีปากเพื่อระบายความเสียวซ่านตามประสาสตรีไร้เดียงสา อ่อนด้อยประสบการณ์ในด้านนี้นัก จึงหาได้รู้เลยไม่ว่าการกระทำเหล่านี้ของนางเป็นชนวนชั้นดีช่วยปลุกกระตุ้นเลือดกระสันในกายเขาให้สูบฉีดพลุ่งพล่าน “เจ้างาม งามจนข้ามิสามารถอดใจไหว” ท่านแม่ทัพแทรกตัวลงไปกลางกายสตรี ดันสองขาเรียวยาวให้แยกออกจากกัน ก่อนจะใช้ลิ้นสากแตะลงบนเนินเนื้อขาวอวบลากไล้ผ่านรอยแยกบุปผางามแล้วค่อย ๆ สอดแทรกเข้าไปทีละน้อยทีละน้อยอย่างใจเย็นเพื่อหยอกล้อนาง ทำให้หญิงสาวที่มีความต้องการเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ เป็นฝ่ายบดเบียดตัวเข้าประชิดเพื่อให้เขาสัมผัสมากกว่านี้เสียเอง “อ๊ะ อื้อ ทะ…ท่านพี่เจ้าขา อ๊า” นางส่งเสียงกระเซ่าร้องครวญครางเอ่ยเรียกชื่อบุรุษอย่างเอาใจซึ่งขณะนี้กำลังปรนเปรอสตรีด้วยการตวัดดูดเลียน้ำหวานที่เจิ่งนองออกมาด้วยท่าทางหิวกระหายจนเกิดเสียงลามกขึ้น “ท่านพี่เจ้าขา ข้า ข้ามิไหวแล้วเจ้าค่ะ” “บอกข้าเถิดว่าเจ้าต้องการให้ข้าทำอันใด” แม่ทัพใหญ่ซือหยางกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตากรุ้มกริ่มของเขาเหลือบมองใบหน้าแดงก่ำมีไรเลือดฝาดสูบฉีดอยู่ตามพวงแก้มแล้วขยับฝ่ามือลูบไล้เนินเนื้ออวบด้านล่างที่ชื้นแฉะเพราะฝีมือเขาเมื่อครู่ด้วยความพึงพอใจ “ทะ…ท่านพี่ แกล้งข้าหรือเจ้าคะ” นางเม้มปากเล็กน้อยมิกล้าสบสายตากับบุรุษที่คล้ายจะกลืนกินโลมเลียนางเสียแทบหลอมละลายลงตรงนี้ แล้วจะให้กล้าพูดได้อย่างไรเล่าว่านางต้องการสิ่งใด! ละอายแก่ใจยิ่งนัก “ข้าหาได้กลั่นแกล้งเจ้าไม่” แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเมื่อเห็นว่านางทุกข์ทรมานจนแทบทนมิไหว จึงยืนหยัดลุกขึ้นปลดเปลื้องอาภรณ์สีฟ้าสะอาด แล้วใช้ฝ่ามือชักรูดแท่งหยกขนาดใหญ่โตต่อหน้านาง ก่อนจะเคลื่อนขึ้นไปคล่อมบนสองบัวตูมอวบอูมที่เขาพึงพอใจในตัวสตรียิ่งนัก “เจ้าช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่” “จะ…เจ้าค่ะ” ปลายแท่งหยกถูกเคลื่อนเข้าไปในโพรงปากของสตรีซึ่งนอนอยู่ใต้ร่างของบุรุษ ก่อนที่คนด้านบนจะเริ่มขยับสะโพกกระทุ้งกระแทกระบายอารมณ์อัดอั้นที่มิได้ปลดปล่อยมานานนับสามเดือน “อ๊ะ อื้อ” “อ่าห์ เจ้าช่างยั่วยวนข้าเสียจริงเป่ยลี่ อื้อ” ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่เขาออกไปตั้งฐานทัพคุมการศึก ยามปลดปล่อยอารมณ์สุขสมของตนเองด้วยฝ่ามือทีไรก็มักจะจินตนาการคิดถึงใบหน้าของนางในยามที่กำลังมีสิ่งใหญ่โตเคลื่อนที่เข้าไปในโพรงปากอยู่ทุกครั้ง “อ่าห์…” บุรุษถอดถอนแท่งหยกอวบอิ่มออกจากโพรงปากนุ่มนิ่มแล้วเคลื่อนตัวลงไปสอดแทรกกลางกายสาวเคล้นคลึงสะโพกกลมกลึงของนางเล่น จากนั้นจึงประคองปลายหัวหยักถูไถกับช่องทางรักคับแคบแต่มิยินยอมสอดใส่เข้าไปเสียที “อ่า ท่านพี่ อื้อ ทะ…ท่านพี่ ข้าต้องการท่านพี่เจ้าค่ะ” นางเป็นฝ่ายโน้มตัวขึ้นไปประกบริมฝีปากกับบุรุษ ใช้แขนเรียวบางคล้องคอเขาเอาไว้มิให้ถอยห่าง แล้วเริ่มขยับสะโพกควงร่อนหมายจะให้เสียดสีกับแท่งร้อนของเขาที่ขณะนี้ขยายตัวใหญ่เต็มที่ แม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางจับแท่งร้อนฟาดลงบนเนินเนื้ออวบอูมที่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ สอดแทรกเข้าไปในรอยแยกกุหลาบงามจนมิดด้ามในคราวเดียว “อื้อ…ทะ…ท่านพี่” “อย่าเกร็งเป่ยลี่ ทำตัวสบาย ๆ จ้าเองก็ปวดมิใช่น้อย” แม้ทั้งสองจะร่วมรักกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ช่องทางรักของนางยังคงคับแคบตอดรัดแก่นกายใหญ่จนเขาแทบปริแตกตั้งแต่ทีแรก ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเริ่มขยับเอวถอดถอนแท่งหยกออกมาจนเกือบสุดด้ามแต่มิได้ให้ทั้งสองส่วนแยกออกจากกัน ก่อนจะกระทุ้งแทกเสยเข้าไปใหม่อีกครั้งจนใบหน้างามเหยเกส่งเสียงรัญจวนครางครวญด้วยความจุกหส่วงไปทั้งร่าง “อ๊ะ อื้อ!” ความรัญจวนเริ่มเล่นงานร่างกายของสตรีใต้ร่างจนนางรู้สึกวูบวาบบริเวณช่องท้องคล้ายกับมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินผ่านไปผ่านมา เสียงเนื้อกระทบเนื้อเริ่มดังขึ้นทีละนิดทีละนิด เมื่อความใหญ่โตบดขยี้กลีบบุปผาที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำดังกึกก้องน่าละอายนัก “อ่า ร่างกายเจ้ายั่วยวนข้าเหลือเกิน อื้อ” ท่านแม่ทัพตะบี้ตะบันถาโถมแท่งหยกอุ่นร้อนชำแรกเข้าไปในกลีบบุปผางามอย่างถี่กระชั้นจนร่างกายของนางสั่นคลอนก้อนนุ่มนิ่มคล้ายซาลาเปาทั้งสองลูกไหวกระเพื่อมตามแรงอัดกระแทกจากคนบนร่าง ทว่ากลับเป็นเขาเองที่อดใจไม่ไหวโน้มหน้าลงมาใช้ริมฝีปากครอบเข้าไปจนครึ่งเต้า “อ๊า ท่านพี่” ยิ่งท่าที่เขายกสองขาเรียวยาวของนางขึ้นมาพาดไว้บนบ่า แล้วกดแทรกความใหญ่โตเข้าไปจนชิดสุดด้านในจนผนังความอ่อนนุ่มของนางบีบรัดหมายจะให้เขาสุขสมเสร็จตั้งแต่ตอนนี้ “ท่านพี่เจ้าขา อื้อ” “เจ้าอยากสลบคาเตียงหรืออย่างไรเล่า” ท่านแม่ทัพพยายามข่มกลั้นอารมณ์ของตนเอาไว้มิให้กระทำรุนแรงต่อนางเพราะเกรงว่าร่างนุ่มนิ่มที่เขาพยายามทะนุถนอมจะมีรอยบอบช้ำ ทว่า…กลับเป็นการกระทำของนางเสียเองที่ทำให้ความอดทนเขาขาดสะบั้นมิเหลือชิ้นดี “อยากเจ้าค่ะ” นางพยักหน้าเล็กน้อย ดึงฝ่ามือของเขาลงมาวางทาบบนก้อนนุ่มนิ่ม แล้วร่อนสะโพกบดเบียดเสียดสีสู้รบกับแท่งขีปนาวุธใหญ่อย่างยวนยั่วหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







