Se connecterความรู้สึกตอนถูกทรมาน ยาที่ถูกกรอกลงคอ ทำให้มู่หรูเหยาหวาดกลัวจนต้องถอยหนี ทว่าเมื่อถอยไปจนสุดทางก็ชนเข้ากับผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ เมื่อหันไปมองก็ต้องตกใจจนตาเบิกกว้าง
ดวงตาสีแดงฉานเป็นสิ่งเดียวที่นางจำได้แม่น อีกฝ่ายจ้องมองกลับมา ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชาและอำมหิตจนทำให้เธอตกใจจนสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นจากฝัน เสียงหอบหายใจแรงเหมือนวิ่งหนีปีศาจมานับพันลี้ มู่หรูเหยามองไปรอบห้องที่แปลกตาด้วยความสงสัย หลายสิ่งดูไม่คุ้นเคยแต่แปลกประหลาดเหมือนกับอยู่ในยุคโบราณ “นี่ไม่ใช่ความฝันอย่างนั้นเหรอ?” มือที่อยู่ข้างลำตัวเริ่มสั่นอย่างหวาดระแวง ภาพที่ไม่คุ้นเคยทำให้เริ่มปวดศีรษะและมึนงงอีกครั้ง ความทรงจำของห้องห้องนี้ผุดขึ้นมาแบบไม่ปะติดปะต่อ รวมถึงภาพของดวงตาสีแดงคู่นั้นยังคงหลอกหลอนติดตา มันน่ากลัวราวกับมัจจุราชจะฉีกกระชากวิญญาณของผู้ที่พบเห็นให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ คนหวาดกลัวรู้แล้วว่าตอนนี้ตนเองไม่ได้อยู่ในห้องเช่าที่มีผีดุ และไม่ได้กำลังจะเดินทางไปเมืองโบราณเพื่อหาเพื่อน เพราะร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุแทบไม่มีให้เห็น มีเพียงแผลจากในคุกตอนถูกทรมานเท่านั้นที่ยังคงปรากฏอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่แห่งนี้มองไปทางไหนก็ไม่มีอะไรคุ้นตา หากจะบอกว่าเป็นโรงแรมที่ทำเลียนแบบยุคโบราณก็ขัดกับเรื่องถูกทรมานมากเกินไป คงไม่มีโรงแรมไหนต้อนรับลูกค้าด้วยวิธีเช่นนั้นแน่นอน แม้จะไม่ค่อยฉลาดแต่เรื่องนี้ก็พอคิดเองได้ “หรือจะเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ” มู่หรูเหยาอดนึกไม่ได้ว่าในชาติหนึ่งอาจจะไปสร้างความแค้นบางอย่างไว้กับผีในห้องตนนั้น จนถูกเอาคืนด้วยการลากมาแก้แค้นในชาตินี้ “ถ้าอย่างนั้นผีตัวนั้นก็คือผู้ชายน่ากลัวนั่นสินะ” เธอพูดพลางเอามือลูบไปยังรอยช้ำตามตัว รวมถึงรอยแดงถลอกที่เจ็บแสบอยู่ตามกระดูกข้อนิ้ว แค่นึกถึงเครื่องทรมาน ความหวาดกลัวก็แล่นจู่โจมเข้ามาในจิตใจ ความเจ็บแสบกลับมาจนน้ำตาแทบไหล มันแผ่ซ่านไปทั่วจนทำให้ร่างกายสั่นเทิ้ม ความหวาดกลัวสุดหัวใจจนเริ่มคิดอะไรไม่ออก สมองอื้ออึงไปหมด พลันสายตาเหลือบไปเห็นแหวนวงเล็กซึ่งยังคงอยู่บนนิ้วมือ มันคือสิ่งเดียวที่ยังคงรู้สึกคุ้นเคยต่างจากสิ่งของอื่น ๆ ทำไมแหวนวงนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้? ถึงตอนนี้ข่าวของเธอทุกคนคงก็รู้กันหมดแล้ว บางทีอุบัติเหตุใหญ่ครั้งนี้อาจจะออกข่าวใหญ่จนรู้ทั่วประเทศ มู่หรูเหยาลุกขึ้นช้า ๆ ลงจากเตียงยามก้าวเท้าเหยียบลงบนพื้น รู้สึกได้ว่าขาสั่นระริก อ่อนแรงจนแทบจะก้าวเดินไม่ไหว จำต้องเดินประคองตนเองด้วยการจับสิ่งของไปตลอดทาง คนเจ็บก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ผ่านโต๊ะและเก้าอี้จนไปถึงโต๊ะวางเครื่องประทินโฉม สายตามองบรรดาของใช้บนโต๊ะซึ่งดูประณีตเกินกว่าจะเป็นของเลียนแบบได้ มู่หรูเหยาสำรวจมองข้าวของแปลกตาไปเรื่อย ๆ จนเห็นเงาของตนเองสะท้อนกับแผ่นทองเหลืองที่ถูกขัดเงาจนใสชัดเหมือนกระจก “นี่ใครกัน” เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่งดงามอยู่ในแผ่นทองเหลือง ถึงกับต้องหยุดนิ่งเมื่อเห็นเงาสะท้อนของตนในนั้น “นี่... แล้วก็นี่ แล้วก็นี่ด้วย” มือเรียวจับไปตามใบหน้าแล้วหลุดพึมพำออกมาเบา ๆ ดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก เมื่อมั่นใจว่าเงาที่สะท้อนกลับมาเป็นเงาของเธอในตอนนี้ หากแต่ไม่ใช่ร่างจริงของตนเอง! ยามนี้มู่หรูเหยาไม่ใช่ผู้หญิงที่มีหน้าตาจืดชืดและรูปร่างธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นผู้หญิงที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา เพิ่งเข้าคำว่าผิวขาวเนียนผ่องดุจหิมะก็วันนี้ อีกทั้งดวงตากลมโตเหมือนดวงตากวางแฝงไปด้วยความอ่อนโยน คิ้วเรียวขอบบางเหมือนถูกวาดด้วยปลายพู่กัน ทว่าเมื่อลองแตะดูกลับไม่มีอะไรทาเอาไว้ ส่วนริมฝีปากแม้จะแตกแห้งไปบ้างแต่ก็แดงระเรื่อเหมือนกลีบดอกไม้… “นี่มันเกินคนไปแล้ว” มู่หรูเหยายังคงยกมือสัมผัสใบหน้าตนเอง ความรู้สึกที่ปลายนิ้วบอกว่าทุกอย่างเป็นความจริง แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ยากจะหาคำตอบ ระหว่างที่กำลังตื่นตะลึงกับความงามเหนือมนุษย์ เสียงประตูก็เปิดออก มู่หรูเหยาสะดุ้งตกใจจนต้องหันไปมอง สตรีในชุดเรียบง่ายเดินเข้ามาในห้อง พออีกฝ่ายเห็นมู่หรูเหยากำลังยืนอยู่ตรงโต๊ะประทินโฉม ก็รีบวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับร้องไห้ออกมาเสียงดัง “คุณหนู! ท่านฟื้นแล้ว… ท่านสลบไปหลายวันจนข้าร้อนใจนัก คิดอยากจะส่งจดหมายหาตระกูลมู่ให้ส่งหมอฝีมือดีที่สุดมารักษา ดีจริง ๆ ที่ท่านฟื้นขึ้นมา” อีกฝ่ายเอาแต่พูดไปร้องไห้ไปอยู่อย่างนั้น แต่มู่หรูเหยาก็ไม่ได้ห้ามแต่อย่างใด “คุณหนูไปพักที่เตียงก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไปพาท่านหมอมาตรวจอาการให้ท่าน” มู่หรูเหยายอมให้ผู้หญิงคนนั้นพยุงไปที่เตียง “เจ้า…?” คิดอยากจะเรียกชื่ออีกฝ่าย แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ไม่ใช่ว่าปกติคนที่ทะลุมิติมาจะได้ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมหรอกหรือ ทำไมเธอถึงไม่มีความทรงจำเหล่านั้นกันเมื่อเห็นจางเจิ้นอู่ยังคงขยับเท้าก้าวเข้ามาใกล้นาง มู่หรูเหยากลัวอีกฝ่ายเสียจนก้าวเดินถอยหลังไม่รู้ตัวถึงจะรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่วัดอวิ๋นซานแล้วอย่างไร ไม่ใช่ความผิดนางสักหน่อยที่มาผิด นั่นก็เพราะมู่หรูเหยาไม่รู้จักทางมันคือความผิดของเขาต่างหากที่ไม่ยอมส่งคนมานำทางพวกนางขึ้นไปบนวัดเขาอวิ๋นซาน“แต่ที่นี่ไม่ใช่วัดอวิ๋นซาน อัก แค่ก ๆ” จางเจิ้นอู่ที่กระอักเลือดออกมากัดฟันพูดกับสตรีตรงหน้า“ให้มาถือศีลที่วัด ข้าก็มาแล้ว จะวัดไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น” มู่หรูเหยาตัดสินใจจะหันหลังหนีอีกครั้ง ทั้งที่เห็นว่าอีกฝ่ายเจ็บหนักแค่ไหนแต่ก็ยังทำเมินเฉย หากเป็นคนอื่นนางคงยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่นี่เป็นเขา!บุรุษผู้โหดเหี้ยมที่คอยจ้องจะเอาชีวิตของนาง ทั้งทรมานทางร่างกายและจิตใจ ทำให้ไม่อาจข่มใจช่วยเหลือเขาได้จริง ๆถ้าช่วยเตะซ้ำก็อีกเรื่องหนึ่ง แม้จะคิดอยากจะทำมากแค่ไหน แต่มู่หรูเหยาก็ยังไม่มีความกล้าพอที่ทำเช่นนั้น แค่สายตาของจางเจิ้นอู่ที่มองมา นางก็สั่นกลัวไปทั้งตัวแล้วมู่หรูเหยาเบือนสายตาหันหน้าไปทางอื่นด้วยความรังเกียจเมื่อเห็นอ
เพียงแต่ความสงบนี้… จะอยู่กับนางได้นานแค่ไหนกันหลังจากมาอยู่วัดได้สองวัน มู่หรูเหยาก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตในยุคโบราณไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ที่วัดแห่งนี้ อันที่จริงอยากอยู่ต่ออีกสักเดือนสองเดือน จะได้ไม่ต้องไปเจอหน้าจอมมารตาแดงผู้นั้น เช่นไรนางก็เริ่มจะคุ้นชินทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่แล้ว อาจง่ายกว่าตอนเข้าไปอยู่ในจวนแม่ทัพเสียอีกทุกวันจะต้องตื่นมาแต่เช้าเพื่อจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง เสร็จแล้วถึงจะออกไปกินข้าวแล้วกวาดลานวัด พอสายก็เข้าไปนั่งท่องบทสวด กิจวัตรล้วนเป็นเช่นนี้เหมือนกับวันนี้ที่มู่หรูเหยากำลังกวาดใบไม้ในลานวัด แต่สิ่งที่แตกต่างคือมู่หรูเหยาได้เจอกับไต้ซือผู้รับนางเข้ามาอยู่นางหยุดไม้กวาดในมือก่อนจะก้มหัวให้อีกฝ่ายด้วยความเคารพ “ขอบคุณไต้ซือที่ต้อนรับพวกเรา เป็นโชคของพวกเราจริง ๆ ที่มาเจอที่แห่งนี้ ที่นี่เงียบสงบไร้ผู้คนเหมือนช่วยชำระล้างจิตใจได้”เสียงหวานกล่าวออกไปตามใจคิดเพราะสัมผัสได้เช่นนั้นจริง ๆ การได้มาใช้ชีวิตในสถานที่ทั้งเงียบและสงบทำให้จิตใจของนางได้ผ่อนคลายจากเรื่องราววุ่นวายต่าง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่
นางไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ทำเอาเสี่ยวชุ่ยถอนหายใจยาว“เรื่องนี้ก็ลืมด้วยหรือเจ้าคะ ฮูหยินท่านลืมทุกอย่างเลยหรือเจ้าคะ...”มู่หรูเหยายิ้มแห้ง หากบอกว่าลืมทั้งหมดเลยนางจะตกใจหรือไม่นะ“เอาเป็นว่า… คิดเสียว่าข้าไม่รู้อะไรเลยก็แล้วกัน หากมีอะไรที่ข้าควรรู้ก็บอกมาเถอะ”พูดจบริมฝีปากเล็ก ๆ ที่แดงเหมือนอิงเถาก็กัดแป้งทอดสีน้ำตาลจากการทอดต่อทีละคำ พลางมองธรรมชาติรอบตัวที่เงียบสงบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ“ที่จริง... ข้าว่าเรื่องของท่านแม่ทัพเรื่องนี้คุณหนูก็ควรจะรู้เอาไว้เจ้าค่ะ” เมื่อเสี่ยวชุ่ยบอกเช่นนั้น นางจึงหันมามองด้วยความสนใจ ฟังจากน้ำเสียงแล้วจะต้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน“เรื่องอะไรหรือ…” มู่หรูเหยาเอนตัวไปทางสาวใช้ที่กำลังขยับตัวเข้ามาใกล้นางเช่นกันสาวใช้ลดเสียงลงเล็กน้อยราวกับกลัวจะมีใครได้ยิน“เรื่องของอดีตแม่ทัพจาง บิดาบุญธรรมของท่านแม่ทัพ ในอดีตผู้คนร่ำลือกันว่าท่านแม่ทัพจางในตอนนั้นมีสตรีที่รักมั่นอยู่หนึ่งคน ว่ากันว่านางงดงามดุจเทพธิดา เช่นนั้นก็ไม่เคยมีใครได้เห็นหน้าของนางเลยแม้แต่ผู้เดียว มีเ
มู่หรูเหยายกแผ่นกระดาษขึ้นมาก่อนจะเป่าให้หมึกแห้งไว ๆ พร้อมกับยิ้มจนตาหยี บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มกว้างพลางมองดูผลงานตัวเองด้วยความภูมิใจคนที่แอบเฝ้ามองไม่อาจละสายตาได้เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกศิษย์คนใหม่ ทว่าพอรู้ตัวว่าจ้องมองนานไปก็ก้มหน้าหยิบตำราเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน หวังว่าจะเลิกสนใจนางได้ส่วนลูกศิษย์คนใหม่ที่ไม่รู้เรื่องว่ากำลังถูกจ้องมองก็นั่งคัดอักษรไปเรื่อย ๆ เหมือนจะเริ่มสนุกกับการคัดอักษรไปเสียแล้วแต่ก็เหมือนจะฉุกคิดขึ้นบางอย่างขึ้นมาได้ เป็นเรื่องสำคัญที่นางลืมไปเสียสนิท“แล้วเรื่องยาพิษท่านสืบไปถึงไหนแล้ว รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนทำ” จางเจิ้นอู่ละสายตาจากตำราที่กำลังอ่านเพื่อคั่นเวลาระหว่างที่สอน เงยหน้าขึ้นมามองนางมือหนาเอื้อมหยิบถ้วยชาที่ว่างเปล่าจนมู่หรูเหยาต้องปรี่เข้าไปเทน้ำชาให้ เห็นเช่นนั้นแม่ทัพจางก็ยิ้มมุมปากโดยรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะประจบประแจงเพื่อเรื่องสาวใช้ของตน“อีกไม่กี่วันคนร้ายก็น่าจะเผยตัวออกมา” ดวงตาของคนฟังเป็นประกายด้วยความยินดี ในที่สุดสาวใช้ของนางก็จะพ้นมลทินแล้ว“เจ้าดีใจราวกับรู้
บทสวดที่มู่หรูเหยาเคยเห็นบรรดานางเอกนั่งคัดเวลาถูกคนร้ายลงโทษคือสิ่งที่นางต้องนั่งท่องไปด้วย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบมีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเข้ามาเบา ๆ จากหน้าต่างไม้และเสียงนกร้องไกล ๆ กลิ่นธูปจาง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศช่วยทำให้จิตใจสงบอย่างแท้จริงเสี่ยวชุ่ยนั่งอยู่ด้านข้างและสวดมนต์ไปพร้อมกับฮูหยินของนาง เมื่อลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเห็นมู่หรูเหยายังคงนั่งอยู่อย่างสงบก็รู้สึกชื่นชมอดคิดไม่ได้ว่านายหญิงของนางช่างอดทนเก่ง นั่งอยู่นานขนาดนี้ก็ยังไม่บ่นสักคำ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่ตัวนางที่ทนลำบากได้ก็เริ่มรู้สึกปวดขา ปวดหลัง จนต้องขยับตัวไปมาเพื่อบรรเทาอาการล้าเมื่อหันไปมองฮูหยินอีกครั้ง พบว่าคนที่ตนนับถือตอนนี้กำลังนั่งคอพับ ศีรษะเอนเล็กน้อยราวกับกำลังหลับฝันดีเสี่ยวชุ่ยส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะลงมือปลุกอีกฝ่าย “ฮูหยินเจ้าคะ ตื่นเถอะเจ้าค่ะ”มู่หรูเหยาสะดุ้งก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยท่าทีงุนงง “ข้าหลับไปหรือ”“เจ้าค่ะ หลับสนิทเลยด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยยิ้มเจื่อนมู่หรูเหยายกมือขึ้นนวดขมับก่อนจะพึมพำเบา ๆ “เมื่
“ฮูหยิน เรามาถูกทางหรือเจ้าคะ” สาวใช้ซึ่งเดินตามมาทีหลังอดถามไม่ได้ คนถูกถามกวาดตามองไปรอบ ๆ แม้ว่าที่นี่จะมีไฟจุดนำทางแต่กลับร้างเหมือนไร้ผู้คน “ข้าเคยได้ยินมาว่าวัดอวิ๋นซานแม้จะอยู่บนเขาแต่ก็มีชาวบ้านศรัทธาและขึ้นมาถือศีลกินเจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ที่นี่เงียบมากเกินไป หรือเราจะมาผิดที่เจ้าคะ” “โยมมาหาใครกันหรือ” สตรีทั้งสองแทบจะกรีดร้องเมื่อได้ยินเสียงลอยมาตามลม พอหันไปมองก็พบกับไต้ซือและศิษย์ตัวน้อยเดินมาด้วยกัน หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ใช่ผี “ไต้ซือ ข้ามู่หรูเหยามาถือศีลบนเขาอวิ๋นซาน ทางจวนแม่ทัพจางคงแจ้งเรื่องมาแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มก่อนจะส่ายหน้า “เรามาผิดจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยที่เห็นไต้ซือส่ายหน้าหันไปบอกฮูหยินของตน “จิตใจบริสุทธิ์อยู่ที่ใดก็บริสุทธิ์” คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อเท่าใดนัก หรือหมายจะถึงถือศีลวัดไหนก็ไม่ต่างกัน? “เช่นนั้นไต้ซือ ข้าถือศีลที่นี่ได้ใช่ไหมเจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มและพยักหน้า “จะดีหรือเจ้าคะฮูหยิน” เสี่ยวชุ่ยจับแขนเ







