LOGINจางเจิ้นอู่มองอีกฝ่ายด้วยสายตารังเกียจ ถึงจะไม่รู้เรื่องเรือนหลังตระกูลมู่มากนัก แต่ก็รู้ว่าฮูหยินผู้นี้มิได้สนใจไยดีอะไรภรรยาของตนนักหรอก ไม่แน่ว่าจุดประสงค์ของการที่นางมาในครั้งนี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับมู่หรูเหยาและหยกจันทราที่หายไป
“…หรือท่านจะขัดขวาง” จางเจิ้นอู่มองอีกฝ่ายที่มองมาด้วยสายตารู้ทัน “หากไม่ได้ปิดบังอะไร ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องห้ามไม่ให้ข้าเจอกับนาง โรคติดต่อมีวิธีป้องกันมากมาย” ตอนนี้เขามั่นใจถึงสิบส่วน หากไม่ให้คนตรงหน้าเจอมู่หรูเหยาก็คงไม่ยอมกลับไปโดยง่าย ใบหน้าเย็นชาเริ่มฉายแววรำคาญใจ “ข้าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง เป็นท่านมากกว่ากระมังที่เลือกเดินทางไกลในยามนี้ ทั้งยังไม่แจ้งล่วงหน้าถึงการมาเยี่ยมเยือน ราวกับปิดบังการกระทำ...” มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างพอใจเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป จากเมืองหลวงจนถึงเมืองตงหยางใช้เวลาเดินทางร่วมสิบวัน แต่กงหว่านซินผู้นี้กลับมาถึงในช่วงเวลาที่เกิดความวุ่นวายในจวน หากไม่ใช่เพราะมู่หรูเหยาส่งข่าวให้ ก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะมีเหตุผลใดอีก หรือจะเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ…? คนตระกูลมู่ช่างสร้างเรื่องบังเอิญเก่งเสียจริง ริมฝีปากจางเจิ้นอู่เหยียดยิ้มร้ายเมื่อคิดได้เช่นนั้น “ท่านแม่ทัพกำลังกล่าวหากันอย่างนั้นหรือ ข้าเพิ่งรู้ว่ามารดาต้องการพบหน้าบุตรสาวจะต้องส่งเทียบแจ้งล่วงหน้า หรือว่าท่านทำอะไรนางจึงไม่อาจให้ข้าพบเจอได้ ท่านแม่ทัพคงไม่ได้ใช้ความโหดเหี้ยมที่มีในสนามรบกับภรรยาของตนหรอกใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคงเป็นเรื่องที่น่าอดสูยิ่งนัก” ดวงตาเย็นชาตวัดสายตามองไปยังผู้พูด จางเจิ้นอู่ขบกรามแน่นแต่ยังคงรักษาท่าทีสุขุม “หากท่านต้องการพบหรูเหยา ข้าก็ไม่ขัดข้อง แต่คงต้องมีเงื่อนไขบางประการ” “ข้าต้องการเพียงพบหน้าบุตรสาวของข้า ย่อมต้องมีเงื่อนไขในการพบด้วยหรือ” กงหว่านซินหัวเราะเบา ๆ ราวกับไม่ใส่ใจ “เงื่อนไขไม่ได้มีอะไรมาก ข้าเพียงแค่เป็นกังวล กลัวมารดาของภรรยากลับไปเมืองหลวงจะล้มป่วยเพราะติดโรคร้าย ถึงครานั้นกลายเป็นโรคติดต่อร้ายแรง คงสิ้นชื่อตระกูลมู่แล้ว” ถ้วยน้ำชาถูกกระแทกวางลงบนโต๊ะ กงหว่านซินใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมเช็ดร่องรอยน้ำชาที่หกรดมือ “คำพูดของลูกเขยนั้นไม่น่าฟังเสียจริง หากนางติดโรคร้ายจริง มิใช่ว่าจวนตระกูลท่านแม่ทัพจะสิ้นชื่อก่อนหรือ” “เช่นนั้นคงต้องมารอดูว่าภายหน้าใครจะสิ้นชื่อก่อนกัน” พ่อบ้านหม่าที่ยืนฟังมานานได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ เหตุใดจึงเปิดศึกกันเช่นนี้ สงสารก็แต่ฮูหยินที่อยู่ตรงระหว่างสองตระกูล กงหว่านซินถูกพามายังเรือนเสวี่ยเยว่เรือนพักของมู่หรูเหยา แม้จะเพียงครู่เดียวที่ได้เห็นบุตรสาวนอนไร้เรี่ยวแรงอยู่หลังผ้าโปร่งแสง ก็ทำให้พอรู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายคงเจ็บป่วยจริงอย่างที่จางเจิ้นอู่กล่าวไว้ เพียงแต่อาการนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือเป็นเพราะลูกเขยของนาง กงหว่านซินก็ไม่อาจจะรู้ได้ ทั้งที่อยู่ตรงนี้แล้วแต่ไม่รู้จะจัดการเช่นไร สุดท้ายจึงหันไปบอกกับสาวใช้ประจำตัวของมู่หรูเหยาที่ติดตามมาจากจวนตระกูลมู่ “ดูแลคุณหนูของเจ้าให้ดี หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นก็ส่งข่าวไปยังตระกูลมู่ได้เลย ข้าจะเร่งส่งคนมา” คำพูดที่ไม่เบาและไม่ดังจนเกินไปแต่ก็ได้ยินทั่วถึงทุกคน ราวกับจะบอกคนที่ยืนเฝ้านางอยู่มากกว่าบอกกับสาวใช้ คำพูดที่แฝงด้วยความนัย เหมือนเป็นการเตือนท่าทีตระกูลจางที่มีต่อบุตรสาวของนาง “ในเมื่อล้มป่วยจนไม่ได้สติ วันนี้คงไม่อาจจะพูดคุยได้ เช่นนั้นข้าก็คงจะต้องขอตัวกลับก่อน” กงหว่านซินหันไปมองจางเจิ้นอู่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล “หากท่านแม่ทัพไม่สามารถดูแลภรรยาให้ดีได้ เช่นนั้นถ้าข้าส่งคนมาดูแลนาง ท่านก็คงจะไม่ค้านใช่หรือไม่” ถึงแม้เสียงฝีเท้าของกงหว่านซินจะก้าวออกไปไกล แต่คำพูดก่อนกลับยังคงสร้างความรู้สึกรำคาญใจเอาไว้ให้จางเจิ้นอู่ อดคิดไม่ได้ว่าคนที่อีกฝ่ายอยากส่งมาเพื่อดูแลบุตรสาวของตน หรือเพียงเพื่อมาสืบเรื่องในตระกูลจางกันแน่ เรือนเสวี่ยเยว่ ร่างของสตรีที่เคยนอนนิ่งสงบจากอาการบาดเจ็บ ตอนนี้กลับดิ้นไปมาราวกับกำลังหวาดกลัวทั้งที่ยังหลับใหล เมื่อไม่มีบ่าวเฝ้าอยู่ข้างเตียงจึงไม่มีผู้ใดสามารถปลุกนางให้ตื่นจากฝันร้ายครั้งนี้ได้ เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลซึมตามไรผม ใบหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ดวงตาปิดสนิทเหมือนพยายามถอยหนีจากอะไรสักอย่างราวกับหวาดกลัว ในความฝัน มู่หรูเหยาเห็นภาพของตนเองถูกหามขึ้นเปลท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่มายืนมุง เศษซากจากรถบัสที่พังยับเยินเห็นแค่นี้ก็รู้ว่าผู้โดยสารที่มากับรถคงจะรอดยาก ภาพเหล่านั้นฉายอยู่เพียงครู่เดียวก่อนแสงสีแดงสว่างจ้าจะแผ่ปกคลุมทุกอย่าง เปลี่ยนจากภาพอุบัติเหตุเป็นเหตุการณ์ในคุกก่อนหน้านี้เพียงแต่ความสงบนี้… จะอยู่กับนางได้นานแค่ไหนกันหลังจากมาอยู่วัดได้สองวัน มู่หรูเหยาก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตในยุคโบราณไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ที่วัดแห่งนี้ อันที่จริงอยากอยู่ต่ออีกสักเดือนสองเดือน จะได้ไม่ต้องไปเจอหน้าจอมมารตาแดงผู้นั้น เช่นไรนางก็เริ่มจะคุ้นชินทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่แล้ว อาจง่ายกว่าตอนเข้าไปอยู่ในจวนแม่ทัพเสียอีกทุกวันจะต้องตื่นมาแต่เช้าเพื่อจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง เสร็จแล้วถึงจะออกไปกินข้าวแล้วกวาดลานวัด พอสายก็เข้าไปนั่งท่องบทสวด กิจวัตรล้วนเป็นเช่นนี้เหมือนกับวันนี้ที่มู่หรูเหยากำลังกวาดใบไม้ในลานวัด แต่สิ่งที่แตกต่างคือมู่หรูเหยาได้เจอกับไต้ซือผู้รับนางเข้ามาอยู่นางหยุดไม้กวาดในมือก่อนจะก้มหัวให้อีกฝ่ายด้วยความเคารพ “ขอบคุณไต้ซือที่ต้อนรับพวกเรา เป็นโชคของพวกเราจริง ๆ ที่มาเจอที่แห่งนี้ ที่นี่เงียบสงบไร้ผู้คนเหมือนช่วยชำระล้างจิตใจได้”เสียงหวานกล่าวออกไปตามใจคิดเพราะสัมผัสได้เช่นนั้นจริง ๆ การได้มาใช้ชีวิตในสถานที่ทั้งเงียบและสงบทำให้จิตใจของนางได้ผ่อนคลายจากเรื่องราววุ่นวายต่าง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่
นางไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ทำเอาเสี่ยวชุ่ยถอนหายใจยาว“เรื่องนี้ก็ลืมด้วยหรือเจ้าคะ ฮูหยินท่านลืมทุกอย่างเลยหรือเจ้าคะ...”มู่หรูเหยายิ้มแห้ง หากบอกว่าลืมทั้งหมดเลยนางจะตกใจหรือไม่นะ“เอาเป็นว่า… คิดเสียว่าข้าไม่รู้อะไรเลยก็แล้วกัน หากมีอะไรที่ข้าควรรู้ก็บอกมาเถอะ”พูดจบริมฝีปากเล็ก ๆ ที่แดงเหมือนอิงเถาก็กัดแป้งทอดสีน้ำตาลจากการทอดต่อทีละคำ พลางมองธรรมชาติรอบตัวที่เงียบสงบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ“ที่จริง... ข้าว่าเรื่องของท่านแม่ทัพเรื่องนี้คุณหนูก็ควรจะรู้เอาไว้เจ้าค่ะ” เมื่อเสี่ยวชุ่ยบอกเช่นนั้น นางจึงหันมามองด้วยความสนใจ ฟังจากน้ำเสียงแล้วจะต้องเป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน“เรื่องอะไรหรือ…” มู่หรูเหยาเอนตัวไปทางสาวใช้ที่กำลังขยับตัวเข้ามาใกล้นางเช่นกันสาวใช้ลดเสียงลงเล็กน้อยราวกับกลัวจะมีใครได้ยิน“เรื่องของอดีตแม่ทัพจาง บิดาบุญธรรมของท่านแม่ทัพ ในอดีตผู้คนร่ำลือกันว่าท่านแม่ทัพจางในตอนนั้นมีสตรีที่รักมั่นอยู่หนึ่งคน ว่ากันว่านางงดงามดุจเทพธิดา เช่นนั้นก็ไม่เคยมีใครได้เห็นหน้าของนางเลยแม้แต่ผู้เดียว มีเ
มู่หรูเหยายกแผ่นกระดาษขึ้นมาก่อนจะเป่าให้หมึกแห้งไว ๆ พร้อมกับยิ้มจนตาหยี บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มกว้างพลางมองดูผลงานตัวเองด้วยความภูมิใจคนที่แอบเฝ้ามองไม่อาจละสายตาได้เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกศิษย์คนใหม่ ทว่าพอรู้ตัวว่าจ้องมองนานไปก็ก้มหน้าหยิบตำราเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาอ่าน หวังว่าจะเลิกสนใจนางได้ส่วนลูกศิษย์คนใหม่ที่ไม่รู้เรื่องว่ากำลังถูกจ้องมองก็นั่งคัดอักษรไปเรื่อย ๆ เหมือนจะเริ่มสนุกกับการคัดอักษรไปเสียแล้วแต่ก็เหมือนจะฉุกคิดขึ้นบางอย่างขึ้นมาได้ เป็นเรื่องสำคัญที่นางลืมไปเสียสนิท“แล้วเรื่องยาพิษท่านสืบไปถึงไหนแล้ว รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนทำ” จางเจิ้นอู่ละสายตาจากตำราที่กำลังอ่านเพื่อคั่นเวลาระหว่างที่สอน เงยหน้าขึ้นมามองนางมือหนาเอื้อมหยิบถ้วยชาที่ว่างเปล่าจนมู่หรูเหยาต้องปรี่เข้าไปเทน้ำชาให้ เห็นเช่นนั้นแม่ทัพจางก็ยิ้มมุมปากโดยรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะประจบประแจงเพื่อเรื่องสาวใช้ของตน“อีกไม่กี่วันคนร้ายก็น่าจะเผยตัวออกมา” ดวงตาของคนฟังเป็นประกายด้วยความยินดี ในที่สุดสาวใช้ของนางก็จะพ้นมลทินแล้ว“เจ้าดีใจราวกับรู้
บทสวดที่มู่หรูเหยาเคยเห็นบรรดานางเอกนั่งคัดเวลาถูกคนร้ายลงโทษคือสิ่งที่นางต้องนั่งท่องไปด้วย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบมีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเข้ามาเบา ๆ จากหน้าต่างไม้และเสียงนกร้องไกล ๆ กลิ่นธูปจาง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศช่วยทำให้จิตใจสงบอย่างแท้จริงเสี่ยวชุ่ยนั่งอยู่ด้านข้างและสวดมนต์ไปพร้อมกับฮูหยินของนาง เมื่อลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเห็นมู่หรูเหยายังคงนั่งอยู่อย่างสงบก็รู้สึกชื่นชมอดคิดไม่ได้ว่านายหญิงของนางช่างอดทนเก่ง นั่งอยู่นานขนาดนี้ก็ยังไม่บ่นสักคำ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่ตัวนางที่ทนลำบากได้ก็เริ่มรู้สึกปวดขา ปวดหลัง จนต้องขยับตัวไปมาเพื่อบรรเทาอาการล้าเมื่อหันไปมองฮูหยินอีกครั้ง พบว่าคนที่ตนนับถือตอนนี้กำลังนั่งคอพับ ศีรษะเอนเล็กน้อยราวกับกำลังหลับฝันดีเสี่ยวชุ่ยส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะลงมือปลุกอีกฝ่าย “ฮูหยินเจ้าคะ ตื่นเถอะเจ้าค่ะ”มู่หรูเหยาสะดุ้งก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยท่าทีงุนงง “ข้าหลับไปหรือ”“เจ้าค่ะ หลับสนิทเลยด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยยิ้มเจื่อนมู่หรูเหยายกมือขึ้นนวดขมับก่อนจะพึมพำเบา ๆ “เมื่
“ฮูหยิน เรามาถูกทางหรือเจ้าคะ” สาวใช้ซึ่งเดินตามมาทีหลังอดถามไม่ได้ คนถูกถามกวาดตามองไปรอบ ๆ แม้ว่าที่นี่จะมีไฟจุดนำทางแต่กลับร้างเหมือนไร้ผู้คน “ข้าเคยได้ยินมาว่าวัดอวิ๋นซานแม้จะอยู่บนเขาแต่ก็มีชาวบ้านศรัทธาและขึ้นมาถือศีลกินเจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ที่นี่เงียบมากเกินไป หรือเราจะมาผิดที่เจ้าคะ” “โยมมาหาใครกันหรือ” สตรีทั้งสองแทบจะกรีดร้องเมื่อได้ยินเสียงลอยมาตามลม พอหันไปมองก็พบกับไต้ซือและศิษย์ตัวน้อยเดินมาด้วยกัน หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ใช่ผี “ไต้ซือ ข้ามู่หรูเหยามาถือศีลบนเขาอวิ๋นซาน ทางจวนแม่ทัพจางคงแจ้งเรื่องมาแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มก่อนจะส่ายหน้า “เรามาผิดจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยที่เห็นไต้ซือส่ายหน้าหันไปบอกฮูหยินของตน “จิตใจบริสุทธิ์อยู่ที่ใดก็บริสุทธิ์” คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อเท่าใดนัก หรือหมายจะถึงถือศีลวัดไหนก็ไม่ต่างกัน? “เช่นนั้นไต้ซือ ข้าถือศีลที่นี่ได้ใช่ไหมเจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มและพยักหน้า “จะดีหรือเจ้าคะฮูหยิน” เสี่ยวชุ่ยจับแขนเ
หลังจากเดินทางอย่างทรมานมาหลายชั่วยาม ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง มู่หรูเหยาถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก ขณะที่นางและสาวใช้กำลังเตรียมตัวลงจากรถม้า ลมเย็นของภูเขาพัดผ่านเข้าหน้าจนรู้สึกขนลุก“พวกเจ้าสองคนเดินขึ้นเขาไปทางนี้ ใช้เวลาอีกสองชั่วยามก็คงถึง หากโชคดีพวกท่านอาจจะไปถึงได้ก่อนมืด แต่ถ้าไม่ถึงก็จุดไฟเสียไม่เช่นนั้นสัตว์ป่าคงได้มาคาบเอาไปกิน” จบคำพูดที่น่ากลัว คนขับรถม้าก็ฟาดแส้ใส่สะโพกม้าและรถม้าก็วิ่งออกไป ไม่สนสตรีทั้งสองซึ่งดูจะงุนงงกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน“เดี๋ยวก่อนสิ จะให้พวกข้าขนของทั้งหมดนี้ขึ้นเขากันสองคนหรือ!” เสี่ยวชุ่ยตะโกนไล่หลังจนอีกฝ่ายตอบกลับมา“คนที่จ้างข้ามาบอกว่าข้ามีหน้าที่แค่นี้ อีกเจ็ดวันข้าจะกลับมารับ” บอกแค่นั้นก็ตีแส้ใส่ม้าเร่งฝีเท้าออกไปไกลจนลับสายตาปล่อยให้สาวใช้ต่อว่าตามหลัง ไม่ต่างจากมู่หรูเหยาที่กำลังสาปแช่งสามีใจร้ายอยู่ในใจดวงตากลมมองไปยังทางเดินรกร้างซึ่งน่าจะทอดตัวยาวจนถึงยอดเขาอวิ๋นซานที่นางต้องไป แถมยังใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วยาม‘นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ!’เห็นหนท







