LOGINจู่ ๆ ก็ดันทะลุมิติมาอยู่ในร่างของนางเอกที่แสนอ่อนแอ แถมพระเอกก็โคตรโง่เง่า หูเบา เชื่อคำสตรีอื่นมากกว่าคนรักตน แล้วไยนางต้องทนเล่า? เกี้ยวท่านตัวร้ายที่ซิกแพกซ์แน่นเยี่ยงก้อนขนมปังผู้นี้มิดีกว่าหรือ
View Moreประเทศไทย , พุทธศักราช ๒๕๖๖
กรุงเทพมหานคร ดินแดนแห่งความวุ่นวาย รถราวิ่งสัญจรไปมาเต็มท้องถนน แออัดไปด้วยผู้คนนับแสน นับล้านชีวิตที่จากบ้านจากเมืองเข้ามาหางานทำประทังชีวิตด้วยเป็นแดนศิวิไลซ์ ใจกลางกรุง เมืองหลวงแห่งประเทศไทย “ไปตลาดน้ำตลิ่งชันจ้าพี่” หญิงสาววัยสามสิบปีที่ต้องจำใจโบกมือลาคนทางบ้านไกลห่างกว่าร้อยกิโลเมตรเข้ามาหางานทำเป็นพนักงานตัวน้อย ๆ ในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งกำลังยืนคุยกับวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยห้องพักราคาถูก “จากนี่กว่าจะไปถึงตลาดน้ำตลิ่งชันใช้เวลาร่วมชั่วโมง ขืนให้คนอ้วนอย่างกับช้างน้ำแบบมึงนั่งซ้อนท้ายเนี่ย ยางแบนตายห่า” พูดจบวินมอเตอร์ไซค์คนนั้นก็หันไปหัวเราะกับเพื่อนร่วมอาชีพสนุกปาก “…” “ถามหน่อยเหอะว่ะยายหมูหวาน ตอนเด็ก ๆ แม่มึงให้แดกอะไรเข้าไปวะ ทำไมโตมาถึงได้อ๊วนอ้วนอย่างกะช้าง ชาตินี้คงขึ้นคาน แก่ตาย เพราะหาผัวไม่ได้” ผลั๊วะ!!!! หมัดหนัก ๆ ของหมูหวานซัดเข้าไปที่เบ้าหน้าของวินคนนั้นอย่างแรง ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างอวบอั๋น เนื้อเน้น ๆ พละกำลังเกินร้อย จึงทำให้ร่างบางผอมแห้งหงายหลังตึงร่วงหล่นจากเบาะมอเตอร์ไซค์โดยไม่ทันตั้งตัว “ฉันอ้วนแล้วไปหนักหัวพ่องใครไม่ทราบ!!! ถ้าเกิดมาพูดจาหมา ๆ แบบนี้ให้ได้ยินอีก รับรอบเลยว่าขาอีหมูหวานคนนี้จะฟาดให้คอหักตายเลย เอาไหม! เอาไหม!!” หมูหวานกระฟัดกระเฟียด หมดอารมณ์จะไปเดินหาขนมกินเล่นที่ตลาดน้ำตลิ่งชันแล้วจึงหมุนตัวกลับไปห้องเช่าตนเอง @ห้องเช่า “หน็อย! คำก็อ้วน สองคำก็อีอ้วน สามคำก็อีช้าง อีหมูหวานอยากกรี๊ด! นี่มันยุคไหนสมัยไหนแล้ว ทำไมยังไม่หยุดบูลลี่กันสักที” หมูหวานทิ้งตัวลงบนฟูกเตียงขนาดเล็กพร้อมถอนหายใจเฮือกฮากอย่างนึกหงุดหงิดไม่หาย หมูหวานถูกเพื่อน ถูกคนรอบตัวบูลลี่เรื่องรูปร่างหน้าตาที่ค่อนข้างอ้วนท้วนอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่เล็กจนโต เพียงเพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามบิวตี้สแตนดาร์ดค่านิยมของคนไทยก็เท่านั้น ช่วยไม่ได้นี่นะ ทำงานประจำเป็นพนักงานตัวน้อย ๆ ในบริษัท นั่ง ๆ นอน ๆ บนเก้าอี้ พอหิวก็หยิบขนมคุกกี้ เบเกอรี่ที่ตัวเองทำขายเป็นอาชีพเสริมเอามากินเคี้ยวเข้าปาก จะเอาเวลาที่ไหนไปย่อยทันกัน “อ่านนิยายดีกว่า” หมูหวานเอื้อมแขนหยิบหนังสือนิยายจีนโบราณบนหัวเตียงที่เธออ่านค้างเอาไว้เมื่อคืนนี้ขึ้นมาอ่านต่อเพราะอยากรู้ว่าแม่นางร้าย และแม่ผัวตัวยุแยงตะแคงรั่วให้บ้านแตกสาแหรกขาดจะมีจุดจบอย่างไร “โหหห!!!!! ควาย เล่อเยี่ยนเฉิน นายเป็นพระเอกภาษาอะไรเนี่ยทำไมหูเบา โง่ดักดานขนาดนี้” อ่านไป หมูหวานก็ด่าพระเอกนิยายจีนโบราณไปอย่างกัดเขี้ยวกัดฟัน หมั่นไส้เต็มที “ถามจริง ปากบอกว่ารักลูกสาวชั้น ไป๋หลานนักหนา กำลังเข้าพิธีสมรสด้วยกันแล้วแท้ ๆ แต่แค่แม่นี่พูดหน่อยเดียวก็เชื่อแล้วเนี่ยนะ ย้อนแย้งโคตร! เลิกเป็นพระเอกเถอะ โอ๊ย อีหมูหวานหนหวยเด้” “ลูกสาวชั้นนี่ก็เหมือนกัน จะเป็นคนดีอะไรขนาดน้านน อ่อนแอ ยอมคน หัวอ่อน เจ้าน้ำตา ร้องไห้ทั้งเรื่องตามแบบฉบับนางเอกไทยเป๊ะ!” ทันทีที่หยิบหนังสือจีนโบราณเรื่องนี้ขึ้นมาอ่าน หมูหวานต้องเอามือนวดขมับรอบที่ล้าน! ไม่รู้ว่าจะทนอ่านต่อจนจบเล่มโดยที่ไมเกรนไม่กินหัวก่อนได้หรือไม่ "โห นี่นางเอกเหรอ สู้สิไป๋หลาน! เอาแต่ร้องไห้ให้มันได้อะไรขึ้นมาห๊ะ" บทนางเอกของนวนิยายจีนโบราณเรื่องนี้ช่างน่ารันทด เวทนาเหลือล้น ถึงแม้โฉมสะคราญจะมีหน้าตา ผิวพรรณสวยสดหมดจดไร้ตำหนิติเตียนจนชื่อเสียงเรียงนามเลื่องลือกันไปทั่วหัวเมืองท้ายเมืองกลายเป็นที่หมายตาของบุรุษมากมาย ทว่าโชคร้าย เลือกเกิดไม่ได้ บิดามารดาเป็นเพียงคนหาบฟืน พ่อค้าขายเร่ธรรมดา ๆ จึงโดนว่าที่แม่สามีอคติ พยายามหาหนทางเขี่ยนางให้ออกไปจากชีวิตพระเอกอย่างเล่อเยี่ยนเฉิน ที่เป็นถึงแม่ทัพฝ่ายประจำการทางทิศใต้ มิหนำซ้ำ! คนที่บอกว่ารักนาง เชื่อมั่นในตัวนางอย่างเล่อเยี่ยนเฉิน พอโดนมารดาและหลินฟางเหมย ว่าที่คู่หมั้นคู่หมายพูดจาปั่นหัวเข้าหน่อยก็หูเบา หลงเชื่อ โดยไม่ฟังความอะไรจากนางเลย เอาแต่ผลักไสไล่ส่ง เหยียบย่ำหัวใจสารพัด "โอ๊ย อีหมูหวานคนนี้ล่ะอยากเข้าไปสิงร่างนางเอกเหลือเกิน!" ว่าแล้วก็ตบเข่าฉาดเสียงดัง 'เพี๊ยะ' ลั่นสนั่น "คันไม้คันมือนัก หงุดหงิด ไม่องไม่อ่านมันละ" หมูหวานปิดหนังสือเก็บอย่างแรง ก่อนจะโยนใส่ลิ้นชักเคาน์เตอร์ข้าง ๆ เตียงนอนนุ่ม นี่อ่านเพียงครึ่งเล่ม ก็เล่นเอาไมเกรนขึ้นแปล๊บ ๆ ปวดหัวกับชีวิตอันน่ารันทดของไป๋หลานยังทรหดรันทน โดนกระชำจนบอบช้ำแต่ทว่าเลือกที่จะนิ่งเงียบ ไม่คิดตอบโต้กลับไปราวกับกลัวดอกพิกุลทองร่วงหล่นจากปาก ความอดทนในการอ่านหมูหวานขาดสะบั้น! ก็ตอนคืนเข้าหอหลังพิธีมงคลสมรส กุ้ยไป๋หลานดันโง่เง่ารับน้ำชาที่มียาสลบของหลินฟางเหมยขึ้นมาดื่ม จากนั้นก็ให้ 'เล่อหยางหลง' ท่านผู้ร้ายกาจที่สุดของเรื่อง ซึ่งมีศักดิ์เป็นบุตรชายคนโตของเสนาบดีกรมกลาโหมมาลักพาตัวไปหมายให้มีมลทิน แล้วพูดเป่าหูเยี่ยนเฉินคนรักนางว่านางลักลอบหนีตามไปกับชายชู้และทิ้งจดหมายร่ำลาไว้หนึ่งฉบับ! แน่นอนว่าพระเอกหูเบาคนนั้น เชื่อคำหลินฟางเหมย และ อี้หนิงเหอ มารดาของตนจนพาลโกรธเกลียดชังน้ำหน้ากุ้ยไป๋หลาน จากคำโปรยด้านหลังบวกกับคำรีวิวของนักอ่าน นางได้อ่านคร่าว ๆ ว่า วันหนึ่งที่ผ่านไปนานกว่าสามเดือนเล่อเยี่ยนเฉินบุกเข้าไปที่จวนแม่ทัพเล่อหยางหลงเพราะอีกฝ่ายส่งคนไปลอบทำร้ายมารดาตนระหว่างการเดินทางไปเยี่ยนท่านยายที่บ้านเกิดจึงได้พบเจอกับกุ้ยไป๋หลานที่กำลังหาบน้ำอยู่เข้า แม่นางไป๋หลานบอกว่านางโดนแม่ทัพหยางหลงลักพาตัวมา ครานั้นเกิดการต่อสู้ระหว่างสองพี่น้องร่วมสายเลือด และเยี่ยนเฉินก็สามารถพาตัวคนรักกลับไป แต่กลับมิอาจทำใจร่วมรักหลับนอนกับนางได้เต็มตาเลยสักคืนเพราะไม่มั่นใจว่านางตกต้องเป็นของพี่ชายตนแล้วหรือไม่ด้วยฟังคำยุแยงจากหลินฟางเหมย อี้หนิงเหอ และแม่ทัพหยางหลงที่พูดจาเยาะเย้ยปั่นประสาทเล่น แม้นกระทั่งตอนที่กุ้ยไป๋หลานตั้งท้อง เขายังไม่มั่นใจเลยว่า เด็กในครรภ์ คือ บุตรของตนเองหรือไม่!! หลงเชื่อคำแม่นางหลินฟางเหมยจนหลวมตัวได้เสียกับนางอีกคน บัดซบ!! ไอ้สามีเฮงซวย พระเอกโง่เง่า "กินขนมดีกว่า เยียวยาจิตใจ" หญิงสาวหยิบขนมเบเกอรี่ ทั้งเค้กช็อคโกแลต คุกกี้ โอริโอ้ เเพนเค้ก มัฟฟินออกมาจากตู้เย็น แล้วนั่งกินอยู่ตรงนั้นจนหมดเกลี้ยง "ฝีมือสุดยอดเลยหมูหวาน!" เธอเก่งทั้งของคาว ของหวานทุกอย่าง เพราะตั้งแต่ตัดสินใจเข้ามาทำงานในเมืองหลวงก็ต้องพึ่งพาสองแขนสองขาของตน และประหยัดอดออม ลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุดด้วยการเข้าครัวเอง เนื่องด้วยเรทราคาที่นี่ค่อนข้างสูงลิ่ว! "อิ่มแปล้!" พอหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อนยาน หญิงสาวค่อย ๆ พริ้มตาปิดลงอย่างเชื่องช้าและเข้าสู่ภวังค์นิทราในท้ายที่สุด ... "!!!!" หมูหวานสะดุ้งตัวโยนราวกับฝันร้าย เมื่อจู่ ๆ ก็ดันสัมผัสได้ถึงแรงสั่นไหวเป็นจังหวะเท่า ๆ กันเฉกเช่นขณะนั่งบนหลังม้าที่กำลังวิ่งควบด้วยความเร็ว ซ้ำทัศนวิสัยยังมืดมิด ดำสนิท มองไม่เห็นอะไรเลย นางกำลังรู้สึกเวียนหัว เพราะศีรษะห้อยโตงเตงอยู่บนหลังของใครสักคน! สายลมหนาวเหน็บพัดโกรกผิวกายจนเย็นยะเยือก บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ที่นี่คงไม่ใช่เตียงนอนกระด้าง ๆ ในห้องเช่าราคาถูกที่มีเพียงพัดลมเพดานเก่า ๆ ของเธออย่างแน่นอน หรือเธอจะโดนผีอำ! "อื้อ!! อ่อย อ๊วย อ้วยย" หมูหวานพยายามขยับเขยื้อนดิ้นพล่าน ส่งเสียงร้อง เพื่อให้ตัวเองตื่นขึ้นมาพ้นจากอาการผีอำ ที่เคยเป็นสมัยเด็ก "อยู่นิ่ง ๆ ซะ ถ้าไม่อยากตาย!" สุ้มเสียงโหดเหี้ยม แลดูน่าหวาดกลัวจนเธอรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวเอ่ยขึ้นมาอย่างมีน้ำโหเล็กน้อย "อ๋อยย!!!" หมูหวานที่นึกว่าตนเองคงโดนผีอำจึงพยายามดิ้น พยายามแหกปากโวยวายเช่นเดิม "ข้าบอกว่าให้เจ้าหุบปากอย่างไรเล่าไป๋หลาน! หรือจะให้ข้าใช้คมดาบตัดลิ้นเจ้าทิ้งจะได้เลิกสร้างความรำคาญใจแก่ข้าเสียที" ถุงที่ครอบใบหน้างดงามอยู่เมื่อครู่ถูกกระชากออกจนศีรษะเล็กแทบหลุดออกจากบ่าไปด้วย วินาทีนี้ทำให้ หมูหวาน ในร่างของกุ้ยไป๋หลาน นางเอกนิยายจีนโบราณสุดแสนจะโง่เง่า ได้เพ่งสายตามองเจ้าของเสียงน่ากลัวชัด ๆ ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วโก่งราวกับใช้พู่กันแต้มวาด ปลายจมูกสันโด่งอย่างกับผ่านมีดหมอมาร้อยครั้ง ริมฝีปากหยักแฝงความหยาบกระด้างเอาไว้ ส่วนดวงตาคู่นั้นเฉี่ยวคมน่าดึงดูดใจทว่ากลับเต็มไปด้วยความน่าหวาดกลัวจนต้องหลบหลีกหนี แต่! รอยคมดาบบนพวงแก้มข้างซ้าย เล่อหยางหลง!!! พรึ่บ! ภาพดับไป เขาใช้ท่อนแขนใหญ่นั่นทุบเข้ามาที่ท้ายทอยของนางเขาต้องงอนง้อนางเป็นแน่! มิได้! นางต้องห้ามแสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเป็นอันขาด ควรสงวนที่ท่าสงบเสงี่ยมเอาไว้ให้สมบทบาทนางเอกนวนิยายเสียหน่อย เล่นตัวเล็กน้อยให้พอเป็นพิธี มิต้องมากความ เสียเวล่ำเวลา! "เอาบัวลอยน้ำขิงของเจ้ากลับไปด้วย ข้ามิอยากเห็นมันดูรกหูรกตา" เพล๊ง!!!! ใบหน้านางแตกกระจายแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี ริมฝีปากอวบอิ่มเน้นเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียงชิชะในลำคออย่างนึกขัดใจแล้วคว้าถ้วยขนมหวานแล้วเดินสะบัดส่ายสะโพกโยกย้ายออกไปจากเรือนแม่ทัพเล่อหยางหลง "เดี๋ยว!""มีอันใดอีก" กุ้ยไป๋หลานตะคอกตอบนางด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน "ข้าหาได้มีอารมณ์มาทะเลาะกับเด็กเอาแต่ใจเช่นเจ้าหรอกนะซือเหย่" นางเหนื่อยหน่ายกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตนของแม่นางซือเหย่ผู้นี้เต็มทีแล้ว เหตุใดพี่น้องที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่เดียวกัน ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากคนคนเดียวกันจึงได้มีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า แม่นางซืออิ๋ง ผู้พี่ ยามเจอหน้านางก็ยิ้มทักทายแล้วเข้ามาชวนพูดคุยอย่างเป็นมิตรในฐานะสหายคนหนึ่ง นางขาดเหลือสิ่งใดอีกฝ่ายก็คอยช่วยมิเคยปริปากบ่นเลยสักครา แต่ไยแม่นางซือเหย่ผู้เป็นน้องสา
เพี๊ยะ!!!! ฝ่ามือเล็ก ๆ ของแม่นางซือเหย่ฟาดลงบนใบหน้านุ่มนิ่มกุ้ยไป๋หลานอย่างแรงด้วยความโมโหที่จู่ ๆ ก็ดันเข้ามาเห็นภาพบาดตาบาดใจที่ชายในดวงใจกำลังกอดจูบลูบคลำอยู่กับสตรีนางที่ตนเกลียดชังน้ำหน้ายิ่งกว่ากระไรดี จึงหาได้มีความสามารถมากเพียงพอพอในการควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้ไหวไม่“ซือเหย่!” แม่ทัพเล่อหยางหลงเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกตกใจ แต่ยังมิทันที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดก็ดันเจอเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากกว่าเมื่อครู่เท่าตัว เมื่อกุ้ยไป๋หลาน หญิงสาวผู้ที่มิเคยโต้ตอบยืนแน่นิ่งปล่อยให้ผู้อื่นกระทำตนอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดกำลังกระชากเส้นผมยาวสลวยของซือเหย่ แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังแรงจนเรือนร่างบอบบางล้มหัวคะมำลงไปบนพื้น “เจ้า!!! เจ้าถือดีอย่างไรกล้าตบหน้าข้า” ฝ่ามือเล็กประคองพวงแก้มนุ่มนิ่มที่โดนกระทำเมื่อครู่แล้วทำท่าจะพุ่งหลาวเข้าใส่สตรีอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง “มา!! มึงเข้ามา แน่จริงก็เข้ามาสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ประเคนฝ่ามือให้งาม ๆ เลยเชียวเอาหรือไม่!!!!” นางท้าวสะเอวและยกฝ่ามืออีกข้างหนึ่งง้างเอาไว้สุดแขนเพื่อตั้งท่าหมายจะตบแม่นางซือเหย่อีกรอบ“จะ…เจ้า!!! น
“แล้วท่านแม่จะเก็บใบชาพวกนี้ไว้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ หากมีผู้อื่นที่มิรู้ความพลั้งเผลอดื่มกินเข้าไปเล่า ลูกเกรงว่ามันจักกลายเป็นเรื่องใหญ่” ซืออิ๋งอดสงสัยไม่ได้ว่ามารดานางจะมีใบชาที่เป็นพิษแก่ร่างกายไว้ใกล้ตนเองด้วยเพราะสิ่งใด แม้นางที่คอยช่วยมารดาคัดแยกใบชามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มองด้วยตาเปล่า สัมผัส และสูดดมเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็แทบจะมิรู้หรือผิดสังเกตเลยว่าใบชาใบนี้มีสรรพคุณทางยาที่ก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ฉะนั้นหากเป็นผู้อื่นที่มิเคยคุ้นชินกับใบชา นางมั่นใจว่าไม่มีทางทราบเป็นแน่“ใบชาเหล่านี้ถึงแม้จะก่อให้เกิดโทษเป็นพิษแก่ร่างกายก็จริงแต่นั่นหากใช้ในกรณีที่มากเกินความจำเป็นต่างหากเล่า…ดื่มกินเพียงน้อยนิดก็จะมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและรู้สึกสดชื่น” นางอธิบายไขข้อข้องใจให้แก่บุตรสาวได้ฟัง “แล้วโทษของมันรุนแรงหรือไม่เจ้าคะ” “มันหาได้ก่อให้เกิดโทษในชั่วพริบตาที่ดื่มกินเข้าไปไม่ แต่ใบชาชนิดนี้หากดื่มกินบ่อยครั้งและสะสมกันภายในร่างกายเป็นระยะเวลายาวนานมันก็จะค่อย ๆ กัดกินทำลายส่วนของระบบประสาทและก่อให้เกิดภาพหลอน” “น่ากลัวเสียจริงเจ้าค่ะท่านแม่” ซืออิ๋งหวาดผวาไม่น้อย "รีบคัดแยกเถิด" นางเ
เรือนใหญ่ตระกูลเล่อ"ข้า่ล่ะขัดใจยิ่งนัก เมื่อใดพ่อคนนั้นจะเลิกโง่เสียที" เล่อฮูหยินกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักแล้วหยิบชาดอกท้อขึ้นมายกซดจนหมดจอกรวดเดียวเพราะทุกคราที่ได้ลิ้มลองรสสัมผัส ก็มักจะทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายทุกครา แต่หากวันใดที่มิได้ดื่ม วันนั้นนางก็คล้ายจะมีอาการเหวี่ยงวีน ไฟออกหู มองสิ่งใดก็ดูขัดหูขัดตาไปเสียหมดมิเว้นแม้กระทั่งบุตรชายหรือสามี "ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านป้า หลานเกรงว่าเดี๋ยวอาการจะกำเริบขึ้นมาอีกนะเจ้าคะ" หลินฟางเหมยพยายามเกลี้ยกล่อมว่าที่แม่สามีเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะชิงตายไปเสียก่อนช่วยส่งเสริมจนนางได้ตบแต่งเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของบุรุษที่นางหมายตาต้องใจเยี่ยงเล่อเยี่ยนเฉินสำเร็จ เพราะหากสิ้นเล่อฮูหยิน นางก็มิเหลือผู้ใดคอยถือหางแล้วเช่นเดียวกัน ให้หวังพึ่งใบบุญว่าที่พ่อสามีก็หามีแววไม่ รายนั้นหูตามืดบอดหลงแม่นางกุ้ยไป๋หลานกระไรนั่นเหมือนบุตรชายตนมิมีผิด "นางเฟย ไปเอาชาดอกท้อมาให้ข้าอีก" "ชาหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน..." นางเฟยบ่าวรับใช้จากโรงครัวอีกคนหนึ่งที่คอยรองมือรองตีนและรองรับอารมณ์เล่อฮูหยินขานตอบ"อีเฟย!!!!" เพล๊ง!!! จอกชาถ

















