LOGINคำโปรย เมิ่งเมิ่งข้ามมิติเข้ามายังโลกอดีต ราวกับความฝัน มาเป็นฮูหยินผู้ไร้ค่าของท่านเสนาบดีกลาโหม ที่ทั้งอำมหิตและเลือดเย็น ปล่อยทิ้งภรรยาไว้ในเรือนที่ห่างไกลพร้อมกับลูกน้อยในครรภ์!
View More"ฮูหยินพยายามเข้าเจ้าค่ะ ฮูหยิน! ฮูหยิน! ท่านอย่าพึ่งหลับนะเจ้าคะ ฮูหยิน!"
"แย่แล้ว! นางสลบไปแล้ว เร็วเข้าเจ้าไปนำน้ำร้อนเข้ามาอีกเร็วเข้า!"
"เจ้าค่ะๆ ท่านหมอท่านต้องช่วยฮูหยินของข้าให้ได้นะเจ้าคะ"
"เจ้าอย่ามัวแต่มาพิรี้พิไร รีบไปนำน้ำร้อนเข้ามาเดี๋ยวนี้"
"เจ้าค่ะท่านหมอ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ"
เสียงดังโวยวายถกเถียงกันระหว่างคนสองคนทำให้หลิวเมิ่งหรันรู้สึกตัวขึ้นมา ก่อนหญิงสาวจะค่อยๆลืมตา ก็พบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ ๆแปลกประหลาดยิ่งนัก แม้กระทั่งภาษาที่คนทั้งสองใช้สื่อสารกันก็ดูโบราณราวกับนางหลุดเข้ามาอยู่ในยุคโบราณอย่างนั้น
ความเจ็บปวดเข้าครอบงำก่อนจะบีบรัดจนนางอยู่สึกร้าวระบบไปหมด ก่อนจะหันไปเห็นสาวใช้และหญิงชราผู้หนึ่ง ความรู้สึกที่ได้รับเป็นไปตามธรรมชาติเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้น แล้วทุกๆอย่างก็ค่อยๆดับมืดลง
“อุ๊แว๊ อุ๊แว๊”
“คลอดแล้วๆ ฮูหยินคลอดแล้ว”
หญิงสาวรู้สึกตัวก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศที่แตกต่างไปจากปกติเมื่อคิดได้เช่นนั้น ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นทันที ก่อนจะพยุงตัวให้ตนเองลุกขึ้นจากเตียงแล้วมองไปรอบ ๆด้วยหัวใจที่เต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก เมิ่งเมิ่งก้มมองดูตัวเองก่อนจะสัมผัสร่างกายของตนจนสามารถเข้าใจได้แล้วว่าสิ่งนี้มิใช่ความฝัน
นางเดินเข้ามานั่งอยู่ตรงกันข้ามกับกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นโฉมสะคราญล่มเมืองผู้หนึ่ง ใบหน้าที่งดงามราวกับหยกสลักชั้นดี แม้จะดูทรุดโทรมไปมากแต่ก็ยังคงเค้าความงามมิสร่าง
หลิวเมิ่งหรันได้แต่นั่งทบทวนหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง จู่ ๆก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาเสียดื้อๆ ระหว่างนั้นก็ปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งที่คาดว่าคงมีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดเท่านั้น เมื่ออีกฝ่ายมองเห็นนางที่ใกล้จะล้ม ก็รีบเข้ามาพยุงร่างบางของหลิวเมิ่งหรันในทันที
"ฮูหยิน ท่านฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ ท่านไปพักผ่อนที่เตียงก่อนเถิด"
"ขะ ขอบใจ"
"เอ๋!" เสี่ยวจูที่เป็นสาวใช้ของหญิงสาวมานานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอ่ยคำขอบคุณก็รู้สึกตระหนกยิ่งนัก แต่ก็ทำได้เพียงเก็บงำทุกสิ่งเอาไว้ภายในใจมิได้เอ่ยออกมา
"ดื่มน้ำก่อนเถิดเจ้าค่ะ" หญิงสาวยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ขณะที่หลิวเมิ่งหรันเอาแต่ทอดสายตามองไปที่ร่างของหญิงสาวอยู่นั้น ความทรงจำที่ผ่านมาก็ได้เคลื่อนย้ายผ่านเข้ามาในหัวของนางและสิ่งหนึ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งนั่นก็คือ หญิงสาวผู้นี้มีชื่อแซ่เดียวกันกับนาง
หลิวเมิ่งหรันคือบุตรสาวของแม่ทัพหลิวเมิ่งหลิงและฮูหยินเอกเฉินรุ่ยเอ๋อ สตรีผู้เพียบพร้อมและเอาแต่ใจตนเอง จนทำให้นางเดินทางมาพบกับจุดจบที่แสนเศร้าเช่นนี้ หลิวเมิ่งหรันเจ้าของร่างตายจากไปเพราะเสียเลือดมากหลังจากคลอดบุตรชาย ก่อนที่วิญญาณของนางจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้
นางได้พบกับบุรุษผู้หนึ่งก่อนที่นางจะตกหลุมรักเขา หญิงสาวใช้ทุกวิถีนางเพื่อให้ได้ครอบครองชายหนุ่มแต่เพียงผู้เดียว แม้ว่าแผนการจะทำให้มาได้ซึ่งความสมหวังดั่งที่นางปรารถนา แต่กลับมิได้ครอบครองหัวใจของสามี แม้ว่าหญิงสาวจะเพียรทุ่มเททำสิ่งใดก็ล้วนแต่เสียเปล่า สิ่งที่ได้กลับคืนมามีเพียงความเย็นชาที่ส่งผ่านมาเพียงเท่านั้น
แต่เพราะคำว่ารัก หลิวเมิ่งหรันจึงได้มองข้ามทุกสิ่งทั้งยังเดินหน้าเพื่อดูแลเอาใจใส่อีกฝ่าย แม้ว่าสามีจะแสดงท่าทีรำคาญนางเพียงใด หลิวเมิ่งหรันก็ใช้ความหน้าด้านไร้ยางอายเข้าสู้
จนกระทั่งวันนั้นที่นางเข้าไปพบชายหนุ่มกำลังโอบกอดกับหญิงคนรักเก่าของเขา ภายในใจก็เกิดโทสะสูงปรี๊ด ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปกระชากร่างบางออกมาแล้วฟาดฝ่ามือเข้าที่ใบหน้างามราวกับหยกสลักของหญิงสาว ใบหน้าของนางหันไปตามแรงตบก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น ในขณะที่หลิวเมิ่งหรันกำลังจะเข้าไปตบซ้ำก็ถูกมือของสามีกระชากจนร่างของนางแทบจะหลุดติดมือเขาออกมา ก่อนจะกระเด็นไปกองที่พื้นเช่นเดียวกับหญิงสาวอีกคน แต่ต่างกันตรงที่สตรีผู้นั้นมีสามีของนางคอยโอบประคองร่างให้ลุกขึ้นมา แต่นางมีเพียงเสี่ยวจูเท่านั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าบรรดาสาวใช้ในจวน ชายหนุ่มพยุงร่างของหญิงสาวอีกคน ก่อนจะเดินผ่านหน้าของหลิวเมิ่งหรันไปโดยที่ไม่หันมามองนางอีกเลย
ความเจ็บปวดใจในครั้งนั้นทำให้หลิวเมิ่งหรันคลุ้มคลั่งราวกับคนบ้า ก่อนจะอาละวาดทำลายข้าวของในเรือน หญิงสาวร่ำไห้ไม่หยุดโดยที่ผู้เป็นสามีไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ชายหนุ่มได้มีการลงโทษหลิวเมิ่งหรันด้วยการส่งหญิงสาวไปสำนึกผิด ณ หมู่บ้านตระกูลหยางอันห่างไกล ทั้งยังมิยินยอมให้มีผู้อื่นติดตามไปดูแลหญิงสาวแม้แต่คนเดียว ที่เรือนอันห่างไกลนี้จึงมีเพียงหลิวเมิ่งหรันและสาวใช้นามว่าเสี่ยวจูเท่านั้น
เมื่อหญิงสาวย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหยาง ในเหลียนถงแห่งนี้ได้สองเดือนก็พบว่าตนเองตั้งครรภ์ได้ราวสี่เดือนกว่าแล้ว หลิวเมิ่งหรันเพียรพยายามที่จะส่งข่าวให้สามีได้รับรู้ แต่เมื่อส่งจดหมายไปที่จวนครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่มีการตอบกลับมาแต่อย่างใด หลิวเมิ่งหรันได้แต่เสียใจและเก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือน จนกระทั่งวันคลอด ร่างกายที่อ่อนแอเพราะเจ็บป่วยจากโรคทางใจทำให้นางฝืนพยายามที่จะคลอดบุตรชายออกมาได้เพียงเท่านั้น แต่ไม่อาจพยุงร่างนี้ให้มีชีวิตรอดเพื่ออยู่ต่อไปได้ ก่อนจะสิ้นใจเพราะสูญเสียเลือดมากเกินไปหลังจากคลอดบุตร ทำให้วิญญาณของหลิวเมิ่งหรันคนปัจจุบันได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน
เสี่ยวจูเดินเข้ามาพร้อมกับอุ้มร่างของบุตรชายตัวน้อยของหลิวเมิ่งหรันเข้ามาภายในห้อง หญิงสาวทอดมองที่ร่างเล็กในห่อผ้าอย่างไม่วางตา ก่อนจะยื่นมือออกไปรับเด็กน้อยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด
เด็กน้อยผู้นี้ช่างอาภัพยิ่งนัก บิดามิต้องการ มารดาก็มาตายจาก ไม่เป็นไร! ต่อไปนี้ข้าจะดูแลเจ้าเอง
"คุณชายน้อยรู้ความยิ่งนักเจ้าค่ะ ตั้งแต่ฮูหยินล้มป่วย คุณชายก็มิงอแงเลยแม้แต่น้อย"
"แล้วเจ้าเอาอันใดให้เขากินหรือ"
"เอ่อ... เป็นเพราะแม่นางเหลียวที่อยู่เรือนข้างๆเองก็มีลูกอ่อน บ่าวจึงไปขอให้นางช่วยเจ้าค่ะ ในตอนแรกนางเอกก็มิกล้าเพราะกลัวว่าจะถูกฮูหยินว่ากล่าว แต่เพราะเห็นคุณชายน้อยน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งและมีท่าทีหิวยิ่งนัก นางจึงยอมช่วยเจ้าค่ะ บ่าว บ่าวผิดไปแล้ว ฮูหยินได้โปรดอภัยด้วย"
"ขอบใจเจ้ามาก! ข้าฝากไปขอบใจแม่นางเหลียวด้วย หากไม่มีนางลูกชายของข้าต้องอดตายเป็นแน่"
"ฮะ ฮูหยิน" เสี่ยวจูที่มองเห็นท่าทีและแววตาที่เปลี่ยนไปของหลิวเมิ่งหรันก็ได้แต่น้ำตาคลอ คงเพราะพึ่งผ่านประตูนรกมาได้ฮูหยินจึงได้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ ทั้งอ่อนโยนและเข้มแข็งไปในที ต่างจากเมื่อก่อนที่ภายนอกฮูหยินจะเป็นสตรีแข็งกร้าวแต่ภายในใจนั้นบอบบางยิ่งนัก เมื่อยามที่ถูกนายท่านทอดทิ้งนางก็ตรอมใจจนมิยอมทานอะไร วันๆได้แต่นั่งซึมเศร้าไม่ออกไปเจอผู้คน
ฮูหยินที่เป็นเช่นนี้...ย่อมดีกว่าเมื่อก่อนนัก
หลายวันต่อมาหลินเมิ่งหรันได้สั่งการให้ท่านหานเข่อไปติดต่อช่างไม้เพื่อมาทำการซ่อมแซมตึกร้างริมท่าเรือทั้งห้าคูหา จนกระทั่งได้พบกับกลุ่มช่างฝีมือที่เป็นที่น่าพอใจ ก่อนจะตกลงราคากันเรียบร้อยแล้วจะทำการลงมือซ่อมแซมได้ในทันทีหลิวเมิ่งหรันนำแบบแปลนที่นางร่างไว้เพื่อให้ช่างไม้ได้ดูเป็นแบบ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้สึกตกตะลึงไม่น้อย โรงเตี๊ยมเช่นนี้ตั้งแต่เกิดมาเขายังมิเคยพบเห็นที่ใดมาก่อนเลย ทั้งห้าคูหาถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้ความรู้สึกกว้างขวางโอ่โถงยิ่งนัก ด้านล่างสุดแบ่งออกเป็นสามส่วน โดยส่วนแรกที่อยู่ตรงกลางคือในส่วนของพนักงานต้อนรับ ด้านซ้ายคร
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวผ่านจวนผู้ว่าก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้าจวนที่หลิวเมิ่งหรันได้ทำการซื้อไว้เมื่อหลายวันก่อน สองผู้เฒ่าที่ขายจวนแห่งนี้ให้กับนางได้ออกเดินทางไปเมืองหลวงตั้งแต่หลังจากวันที่ทำการซื้อขาย ทำให้จวนทั้งหลังยังคงสะอาดเอี่ยม"คุณหนูจวนแห่งนี้ดูดียิ่งนักเจ้าค่ะ" หลันมามาเอ่ยชมเมื่อเห็นว่าจวนแห่งนี้ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างนี้ ทั้งยังกว้างขวางไม่แพ้จวนแม่ทัพที่เมืองหลวง เนื้อที่กว่าห้าสิบหมู่ ด้านหลังกว้างขวางไปจนสุดลูกหูลูกตา พร้อมเรือนอีกแปดหลัง ช่างใหญ่โตเสียจริง
หลิวเมิ่งหรันอุ้มบุตรชายเข้ามาในเรือนก่อนจะนั่งลงบนเตียงแล้วเริ่มให้บุตรดื่มนมจากเต้าของนาง ความรู้สึกที่เป็นมารดาเช่นนี้ทำให้หญิงสาวลืมเลือนทุกสิ่งไปชั่วขณะ ลืมเลือนแม้กระทั่งเมื่อสักครู่นางพึ่งเขียนจดหมายหย่าส่งให้กับสามีหยางลู่ชิงมิใช่บุรุษใจดีหรืออ่อนโยน ในความทรงจำของร่างเดิมชายหนุ่มติดจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำ ทำให้นางนึกถึงชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีนิสัยคล้ายคลึงกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหลิวเมิ่งหรันจึงนึกภาพใบหน้าของผู้เป็นอดีตสามีของร่างเดิมไม่ออก ไม่ว่าจะพยายามนึกเพียงใดร่างเงาที่เห็นก็ไม่เคยชัดเจนเลยสักครั้ง จนนางล้มเลิกที่จะพยายามนึกถึง
หลิวเมิ่งหรันคิดเอาไว้ว่า วันนี้จะออกไปพบท่านผู้เฒ่าหรือท่านผู้นำผู้บ้านตระกูลหยางเสียหน่อย นางยังมีหลายเรื่องที่ต้องหวังพึ่งพาอีกฝ่ายไม่น้อย ในขณะที่หญิงสาวแต่งกายอยู่นั้น หลันมามาก็เดินเข้ามาแจ้งว่ามีคนมาขอพบนาง"ฮูหยิน มีคนมาขอพบท่านเจ้าค่ะ""ผู้ใดหรือ" หญิงสาวเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย อยู่ที่นี่นางไม่ค่อยรู้จักผู้ใด แล้วใครกันที่มาหานาง"เอ่อ... เป็นคนของท่านเสนาบดีเจ้าคะ""คนของหยางลู่ชิงเช่นนั้นหรือ พวกเขามาทำไมกัน""บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพียงแต่มีข้าวของหลายอย่างมาด้วยเจ้าค่ะ""เช่นนั้นก็ออกไปดูกันเถิด"ร่างระหงของหลิวเมิ่งหรันเดินออกไปหน้าเรือน ก่อนจะพบกับองครักษ์จำนวนสามคน ทั้งสามมองมาที่หลิวเมิ่งหรันด้วยสายตาแปลกใจอยู่ไม่น้อย เขาพอทราบดีว่าฮูหยินน้อยนั้นเป็นสตรีที่งดงามมากเพียงใด แต่อีกฝ่ายมักจะแต่งหน้าหนาจนแทบจะมองไม่เห็นใบหน้าจริง ๆของนาง แต่ในตอนนี้กลับเห็นเพียงใบหน้าที่ปราศจากแป้งสีขาวหนาเตอะหรือชาดสีแดงเหล่านั้น ทำให้เผยให้เห็นผิวที่แท้จริง ๆที่ขาวเนียนราวกับหิมะ ทำเอาองครักษ์ทั้งสามรู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ก่อนจะค้อมตัวทำความเคารพหญิงสาวอย่างนอบน้อม"ผู้น้อยคารวะฮูหยิ





