เข้าสู่ระบบหลิงอันหันมองผู้มาใหม่ สิ่งที่นางเห็นคือเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง อีกฝ่ายมีท่าทางถือดีแต่งตัวภูมิฐาน เขาหยักริมฝีปากขึ้นเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่ สองมือไขว้หลัง
“ข้าชอบคำพูดเจ้ายิ่งนัก ในเมื่อคนเหล่านั้นกล่าวหาเจ้าเช่นนั้นเจ้าจะพูดออกไปบ้างหาใช่เรื่องไม่สมควร”กล่าวจบดวงตาคู่นั้นก็เหลือบมองสตรีสูงวัย อีกฝ่ายสะดุ้งกับสายตาคู่นั้น ท่าทีพลันเปลี่ยนเป็นเกรงใจหลายส่วน
เหอะ คนพวกนี้หวาดกลัวเฉพาะคนที่มีบารมีมากกว่าสินะ
หลิงอันคิดพลางส่ายหัวไปมา
“ท่านแม่พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ”ขยับปากเอ่ยพร้อมยกมือดึงมารดาเดินออกจากบริเวณนี้ นางไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง !
“จางเหวินข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”หลิงซุนเอ่ยกับบุตรชายตระกูลจางด้วยท่าทีขออภัยเดินตามการจับจูงของบุตรสาวไปยังทางขึ้นเขา
“เดี๋ยว ! เจ้าจะไปที่ใด ไม่เห็นหรือว่าข้าเข้ามาพูดคุยกับเจ้า”หลิงอันยังคงไม่สนใจ จนกระทั่งเด็กชายตัวน้อยวิ่งมากางแขนออกขวางไม่ให้เดินต่อไปได้อีก
“ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่ !”สายตาเขากลับมาเป็นเหมือนเด็กปกติแล้ว ไม่ได้วางมาดเหมือนคุณชายใหญ่บ้านใด
“แต่ข้าไม่มี หลบเจ้ากำลังขวางทางข้า”
“เจ้ากล้าออกคำสั่งกับข้า รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร !”คราวนี้หลิงอันถึงขั้นถอนหายใจเหนื่อยหน่าย เหลือบตามองอีกฝ่าย
“เจ้าไม่รู้ว่าตนเองคือใครหรือ ?”
“เหตุใดข้าจะไม่รู้ว่าตนเองคือใคร !”
“ในเมื่อรู้แล้วจะถามข้าให้ได้อะไรขึ้นมา รู้หรือไม่ว่าตอนนี้เจ้ากำลังขวางทางข้าอยู่”
“เจ้า ! เจ้ากล้ายอกย้อนข้า!!”
“จะให้ข้ารำย้อนหรือยังไง”
“เจ้าว่าอะไรนะ !”
เพราะหลิงอันพึมพำกับตนเองอีกฝ่ายจึงไม่ได้ยิน เด็กชายที่ไม่พอใจกับการปฏิบัติของนางหน้าแดง โกรธขึ้นมาแล้ว
“เจ้าจะโกรธข้าให้ได้อันใดขึ้นมา คนที่เข้าพูดคุยเรื่องของข้าก่อนก็คือเจ้าหาใช่ข้า อีกทั้งตอนนี้เจ้าก็กำลังขัดขวางข้าไม่ให้ไปตามทางที่ต้องการ คนที่ควรโกรธเพราะใครก็ไม่รู้เข้ามายุ่มย่ามควรเป็นข้ามิใช่หรือ ? แต่อย่างน้อยข้าก็ขอบใจที่เจ้าเห็นด้วยกับคำพูดข้า”หลิงอันไม่โกรธ
ให้นางโกรธตอบเด็กที่อายุใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนะหรือ ? ก็จะนิสัยเด็กเกินไปหน่อยนะ
ผู้ใหญ่สองคนมองเด็กทะเลาะกันด้วยสีหน้าหลากหลาย ใจหนึ่งลำบากใจเพราะท่าทีของเด็กชายตัวน้อย อีกใจล้วนประหลาดใจกับความช่างพูดและใจเย็นของเด็กสาวตัวน้อย
“...”
“ในเมื่อเจ้าเข้าใจทุกอย่างที่ข้าพูดแล้วรบกวนช่วยหลบทางให้ข้าด้วย”
ครานี้หลิงอันไม่รอให้อีกฝ่ายหลบทางให้ เด็กสาวจูงมือมารดาเป็นฝ่ายเดินหลบเด็กชายตัวน้อยไปเอง
หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กสาวเดินผ่านเด็กชายตัวน้อยไปทั้งอย่างนั้น ไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้เจ้าตัวน้อยกำลังทำสีหน้าเช่นไร
ครั้งแรก ! ครั้งแรกเลยที่ข้าถูกผู้อื่นหมางเมิน นับตั้งแต่จำความได้ไม่ว่าใครล้วนทำดีกับข้าทั้งหมด เพราะพวกเขาหวังอะไรบางอย่างในครอบครัวของข้า แต่ว่าครั้งนี้ เด็กสาวร่างกายมอมแมมคนหนึ่งกับกล้าโต้ตอบข้าอย่างจริงใจ !!
เด็กชายตัวน้อยคิด ใบหน้าที่เคยโกรธขึงยกยิ้มขึ้นมา
“ข้าให้อภัยเจ้า และข้าจะไปกับเจ้าด้วย !”คำพูดด้านหลังทำฝีเท้าหลิงอันหยุดชะงัก
อะไรให้อภัยนะ !? นางไปทำความผิดต่อผู้อื่นตั้งแต่เมื่อใด
และพอหันศีรษะกลับไปมองด้านหลังก็เห็นว่าเด็กชายคนนั้นหันมาหยักยิ้มให้ สองมือเท้าเอว เชิดหน้าขึ้น
เฮ้อ...เหตุใดออกจากบ้านครั้งแรกก็เหนื่อยแล้ว
“แม่นางหลิงข้าเห็นด้วยกับหยงซ่างเปา มีคนไปด้วยคงจะดีกว่า ข้าอาสาจะไปเป็นสหายเดินป่ากับเจ้าและบุตรสาวตัวน้อย”
ยังไม่ทันที่จะได้หันหลังก้าวเดินต่อ เสียงจางเหวินก็ดังขัดจังหวะการก้าวเดินของทั้งสองคนอีกครั้ง ครั้งนี้หลิงอันหันมาประจันหน้ากับบุรุษทั้งสองคน จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
“พวกท่านจะไปกับข้าและท่านแม่ให้ได้เลยใช่หรือไม่ ?”
ทั้งสองคนพยักหน้าขึ้นลง
“ใช่ข้าจะไปกับเจ้า ในป่าออกจะอันตรายเจ้าจะไปกับมารดาเจ้าสองคนได้อย่างไร !”
“จริงอย่างที่หยงซ่านเปาพูด ลุงคิดว่าแม่หนูน้อยไปกับมารดาสองคนนั้นอันตรายเกินไป”
ตอนนี้ข้ากำลังคิดว่าพวกท่านสองคนต่างหากที่อันตราย
หลิงอันมองหน้าพวกเขาในหัวคิดว่าจะเอายังไงต่อดี หากไม่ยอมให้ไปด้วยผู้ใหญ่อย่างจางเหวินยังพอพูดคุยกันได้ แต่กับหยงซ่านเปาดูจากนิสัยแล้วไม่มีทางยอมทำตามคำพูดนางง่าย ๆ แน่
ไม่รู้ว่าตั้งแต่ออกจากบ้านมาตนถอนหายใจไปแล้วกี่ครั้ง แต่พอคิดไตรตรองอะไรหลาย ๆ อย่างแล้วหลิงอันจึงยอมพยักหน้าตกลง
คนอยู่เยอะขนาดนี้พวกเขาคงไม่กล้าทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรกับนางสองแม่ลูก อีกอย่างเด็กชายตรงหน้าก็ดูจะเป็นลูกหลานของตระกูลที่ชาวบ้านเคารพนับถือ นางยอมให้ทั้งสองคนตามไปด้วยคงจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นมา...มั้ง ?
“หากพวกท่านอยากจะไปด้วยต้องช่วยเหลือข้ากับท่านแม่ และอย่าได้รบกวนในสิ่งที่ข้าคิดจะทำ”
“เรื่องแค่นี้ง่ายนิดเดียว ข้าแค่อยากไปดูว่าเจ้าจะหลงเข้าไปในพื้นที่อันตรายหรือไม่”หยงซ่านเปา
“แม่หนูหลิงคิดได้ดีแล้ว มีคนไปด้วยจะปลอดภัยมากกว่า”
เถ้าแก่ร้านซาลาเปาชั่งใจเล็กน้อย ตนไม่เคยเห็นสัตว์หน้าตาประหลาดเช่นนี้มาก่อนจึงอดลังเลไม่ได้ แต่เมื่อสายตามองสบนัยน์ตาใสซื่อของเด็กสาว เหลือบมองประกายแวววาวตรงหน้า สีเขียวแดงของพริกตัดกันได้ดีกับสีขาวกระจ่างของตัวเนื้ออึก !!กลืนน้ำลายลงคอไปอึกหนึ่ง“ท่านลุงไม่กินหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นหลิงอันกินเองเจ้าค่ะ!!” ว่าพลางขยับตะเกียบกลับมาหาตน ทว่าอีกฝ่ายกับเร็วกว่า เพียงพริบตาเดียวกุ้งตัวใหญ่ก็เข้าไปอยู่ในปากรสชาติเผ็ดเปรี้ยวกำลังดี ความเด้งนุ่ม และหวานที่ปลายลิ้นทันทีที่รสชาติมากมายตีกันอยู่ในโพรงปากเถ้าแก่เจ้าของร้านซาลาเปาถึงกับเบิกตากว้าง ยกมือปิดปาก ก่อนเอ่ยออกมาว่า“อร่อยมาก!! อาหารอะไรกันเหตุใดถึงได้มีรสชาติเลิศล้ำขนาดนี้!! แม่หนูเจ้าขายหรือไม่ลุงยินดีซื้อทั้งหมด!!”ปฏิกิริยาของเขากระตุ้นผู้คนมากมายซึ่งให้ความสนใจอยู่ก่อนแล้ว ผู้คนเริ่มขยับเข้ามาใกล้แสดงความสนใจกันมากขึ้น“มีขายเจ้าคะ แต่เป็นของร้านท่านลุงสือนะเจ้าคะ ท่านลุงสามารถเดินเข้าไปสั่งซื้อในร้าน ชื่อรายการอาหารคือกุ้งเผาน้ำปรุงรสเด็ดเจ้าค่ะ”ได้ยินดังนั้นเถ้าแก่ร้านถึงกับเข้าใจอย่างถ่องแท้ ที่แท้พวกเขาสองคนมาหน้าร้านเพื่อเร
งานแต่งงานของท่านแม่ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยไม่ต้องการขัดขวางช่วงเวลาหวานล้ำของคนทั้งคู่หลิงอันจึงขันอาสาออกจากบ้านมาดูอาหารชนิดใหม่กับสือกัง“แม่หนูอันเจ้าช่างเป็นเด็กรู้ความยิ่งนัก” สือกังเอ่ยยิ้ม ๆ ขณะเดินตรวจสัตว์ทะเลที่ได้มาวันนี้ด้วยกัน“เพราะข้ารู้ความไม่ใช่หรือเจ้าคะท่านลุงสือถึงได้ชื่นชอบข้า” ตอบออกไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม รอยยิ้มเต็มไปด้วยความถือดี“ฮ่า ฮ่า ใช่ เพราะเจ้าเป็นเช่นนี้ลุงถึงได้ชื่นชอบ” ว่าพลางก้าวขาตามหลังไปวันนี้ถือเป็นวันแรกที่ร้านมีสุขจะเปิดขายอาหารทะเล หลิงอันจึงเข้ามาตรวจความพร้อมทั้งมาคอยชิมรสชาติอาหารที่ทางพ่อครัวเป็นคนทำครึ่งเดือนนับจากวันแรกที่ได้พูดคุยกับท่านลุงชาวประมง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร้านมีสุขได้นำอาหารทะเลเข้ามาหลายรอบให้พ่อครัวได้ลองฝีมือทำอาหารทะเล หลังผ่านพ้นความพยายามทั้งการปรับปรุงรสชาติและปรับปรุงรูปแบบการขนส่งในที่สุดวันนี้ร้านมีสุขก็พร้อมสำหรับเปิดขายอาหารทะเลเสียที“แม่หนูอันเจ้าพูดจริงใช่ไหม? คิดจะทำอย่างนี้จริง ๆ หรือ?” สือกังเอ่ยถามด้วยใจเป็นกังวลเขาไม่ได้กังวลว่าของจะขายไม่ได้ แต่กำลังกังวลกับวิธีการของเด็กสาวต่างหาก ถึงของจะขายไม่อ
“หลิงซุนข้ารู้ว่าการพูดเช่นนี้ในยามที่เจ้าอ่อนไหวนั้นถือว่าขี้ขลาดแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังคงต้องการจะพูด”ฝ่ามือใหญ่ติดแห้งกร้านจากการทำงานหนัก นัยน์ตาดำขลับแสนจริงจัง ท่าทางของเขาที่คุกเข่าข้างหนึ่งยื่นมือออกมาจับมือหลิงซุนไปกุมไว้ล้วนสะท้อนภายในนัยน์ตาหลิงอัน“เจ้ายินดีจะให้ข้าดูแลเจ้านับจากวันนี้ไปจนกว่าชีวิตจะดับสูญหรือไม่?”จางเหวินยิ้มบางเบา จ้องมองนางไม่วางตาคนถูกขอกะทันหันตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง หญิงสาวที่สะอื้นไห้น้ำตาถึงกับหยุดชะงัก เบิกตากว้างมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง“ขะ...ข้า คือว่าข้า...” หลิงซุนอ้ำอึ้งสายตาเหลือบมองบุตรสาวข้างกาย ทำให้ได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยน สายตาเชื่อมั่นความมั่นใจที่ถูกโยนทิ้งไปพลันถูกเก็บขึ้นมาอีกครั้งยามหันมองสบนัยน์ตาดำขลับตรงหน้า สายตาสั่นไหวจึงเปลี่ยนเป็นหนักแน่น“ข้ายินดี”ผ้าแพรสีแดงปลิวไสว บรรยากาศครื้นเครงวันนี้ถือเป็นวันดีของสองแม่ลูกหลิง รวมถึงเป็นวันดีของจางเหวินชายหนุ่มผู้ครองตัวเป็นโสดมานานหลายปี ไม่เคยมีข่าวข้องเกี่ยวกับบุตรสาวบ้านใด ตอนนี้กำลังแต่งตัวเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงสาวที่ตนพึงใจด้วยเป็นงานแต่งของชาวบ้านธรรมดาจึงไม่ได้จัดงานอย่
หลิงซุนไม่พูดจาเอาแต่ร้องไห้เงียบ ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาทั้งอย่างนั้นไม่สนใจกระทั่งยกมือเช็ดคราบน้ำตาออกจากห่างตา หญิงสาวยิ้มเยาะตนเองในใจพลางคิดไปถึงความคาดหวังเล็กน้อยแสนริบหรี่ที่เคยเกิดขึ้นทั้งที่รู้ว่าพวกเขานั้นหาได้สนใจ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาคาดหวังอะไรกับนาง ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบคาดหวังราวกับคนโง่คิดว่าพวกเขามาหาเพราะนึกได้ว่ามีบุตรสาวเช่นนาง หรือไม่ก็คิดว่า นางยังเป็นบุตรสาวหากเปรียบความคาดหวังเป็นความฝันคงเป็นฝันแสนสั้นที่เพียงหลับตาก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นมารับรู้ความเป็นจริงเด็กสาวก้าวเข้ามาในบ้านมองภาพมารดาถูกบุรุษผู้หนึ่งประคองไหล่ไม่ให้ทรุดตัวลงไปด้วยหัวใจปวดหนึบแผ่นหลังที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งบัดนี้นางกลับมองเห็นรอยปริแตกบางเบา“ท่านแม่...” น้ำเสียงเจือนัยกังวลเอ่ยขึ้นขยับขาเข้าไปใกล้ หลิงซุนหลุบตามองบุตรสาวตัวน้อยแสนแข็งแกร่ง เด็กสาวที่คอยปกป้องตนอยู่เสมอ“อันเอ๋อร์ลูก ฮึก แม่ ฮึก ทั้งที่แม่คิดว่าทำใจได้แล้วแท้ ๆ แต่พอได้ยินคำพูดเหล่านั้นจากปากพวกเขาแม่ก็ยังอดรู้สึกเจ็บหน่วงที่ใจไม่ได้ ฮึก” หญิงสาวย่อตัวลงโอบกอดบุตรสาวหลิงอันยกมือกอดตอบ“ท่านแม่ ที่ท่านยังรู้สึกเพราะ
เนิ่นนานไม่หวาดกลัว พอมองเห็นอำนาจแล้วถึงพึ่งมานึกเสียใจสองแม่ลูกตระกูลหวังรับรู้แล้วว่าหลิงอันรู้เห็นในการกระทำของพวกนางถึงขั้นรีบหันหลังกลับออกไปไม่กล้ามอง ด้วยหวาดกลัวว่าหากยังอยู่ต่อจะอาจจะโดนลูกหลงเข้าก็เป็นได้ฝ่ายเจียลี่ที่ถูกคำพูดสือกังทำให้บื้อใบ้ใบหน้าซีดเผือด ปลายนิ้วที่ชี้ไปยังชายหนุ่มถูกดึงกลับมา“ใจจริงข้าไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของครอบครัว แต่ในเมื่อพวกท่านเล่นละครไร้คุณธรรม คิดหวังในทรัพย์สินของผู้อื่น ก็คงต้องให้ศาลตัดสินความผิดแล้ว”“ศาล!! ไม่ ข้าไม่อยากไปศาลอะไรทั้งนั้น!!”“ในเมื่อท่านไม่ต้องการเช่นนั้นก็มาคุยกันดี ๆ ดีกว่า ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้าแล้วกัน”ถึงตอนนี้แล้วนางจะยังทำอะไรได้อีก ชาวบ้านธรรมดามักหวาดกลัวสถานที่ที่เรียกว่าศาลกันทั้งนั้น หากต้องไปจริง ๆ มีหวังได้เป็นลมล้มไปเสียตอนนี้เจียลี่ที่หวาดกลัวอำนาจเบื้องหลังสือกังพยักหน้าราวแม่ไก่จิกหาของกิน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรล้วนเชื่อฟัง“เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะให้พวกเจ้าเขียนหนังสือแยกบ้านออกมายืนยันการตัดสัมพันธ์เสีย”ไม่ว่าเปล่าสือกังหันไปสั่งให้คนของตนไปนำหนังสือสัญญาออกมา ปกติเขามักจะพกหน
“ไม่จริง!! พวกเจ้ารวมหัวกันหลอกข้า โกหกเรื่องกฎแคว้น กลัวว่าข้าจะนำเงินบ้านหลิงซุนไปจนหมด พวกเจ้าโกหกข้า!!”ยืนรอหน้าบ้านมานานหลายวัน ทั้งยังต้องทนกับสายตาของชาวบ้าน นางจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ตนต้องนำตัวหลิงซุนกลับไปให้ได้พอกลับไปแล้วจะต้องสั่งสอนลูกคนนี้ให้รู้จักเชื่อฟังเช่นเดิม ออกจากบ้านมานานปีกกล้าขาแข็งถึงขั้นไม่เชื่อฟังแม่อย่างนางแล้ว!!“หลิงซุนเจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไม รีบเชิญข้าเข้าไปในบ้าน เรื่องนี้ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง เจ้าต้องกลับบ้านไปกับข้าหรือไม่ก็ปล่อยให้ข้ากับพี่ชายเจ้าเข้ามาอาศัยอยู่ด้วย เจ้ามีเงินแล้วสมควรเลี้ยงดูครอบครัว อย่าได้ปล่อยให้อดอยาก!!”หากเป็นเมื่อก่อนชาวบ้านหลายคนคงจะยืนข้างฝั่งบ้านเดิมหลิงซุน แต่หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากพวกนาง ได้เห็นว่าครอบครัวที่ทำดีต่อครอบครัวหลิงนั้นมีความเป็นอยู่เช่นไร ทั้งยังได้เห็นว่าครอบครัวที่หันหลังให้ครอบครัวหลิงนั้นจะเป็นเช่นไร ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหันเหไปทางสองแม่ลูกหลิงพวกเขาเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยเกี่ยวกับการกระทำของเจียลี่ นึกย้อนไปยังไม่กี่เดือนก่อนที่สองแม่ลูกหลิงต้องใช้ชีวิตกันอย่างขัดสนพว







