Masukตอนที่ 10 ตัดสินใจทำภารกิจ
ฝั่งด้านจางเซียงที่ตามมาจนถึงเรือนของเยว่ฉี เขาจดจำเส้นทางและเรือนของนางเอาไว้ ระหว่างทางกลับเห็นชาวบ้านกำลังกลับเรือนจึงเอ่ยสอบถามคร่าว ๆ จึงได้รู้มาว่านางมีนามว่าอะไรและอยู่กับผู้ในในตอนนี้ เมื่อรู้ทุกอย่างจึงรีบกลับไปแจ้งนายท่านตนเอง
จวนที่พักของแม่ทัพฉินเฟิง
เขาได้รู้เรื่องของเยว่ฉี ยิ่งมีเรื่องราวมากมายข้องใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นางตั้งครรภ์ไม่มีบิดา เมื่อเทียบอายุของเด็กน้อยเสี่ยวเถาเหมือนว่าจะเป็นช่วงที่เขาเดินทางมาที่นี่! หรือว่าเด็กชายคนนั้นจะเป็นบุตรชายของเขากัน
“จางเซียงพรุ่งนี้เช้าเจ้าเข้าไปที่หมู่บ้านสืบเรื่องราวของเหวินเยว่ฉีผู้นี้มาให้แน่ชัด ข้าอยากรู้เรื่องของนางมากกว่านี้มิใช่แค่ผิวเผิน หากเป็นไปได้ข้าอยากจะตรวจความสัมพันธ์พ่อลูกกับเด็กชายผู้นั้น”
“เอ่อ... แต่ว่าคุณชายจะตรวจเช่นไรหรือขอรับ จะให้ข้าบุกไปจับตัวเด็กคนนั้นมาอย่างนั้นหรือ ไม่อุกอาจเกินไปหรือขอรับ”
“ถึงข้าจะเป็นแม่ทัพที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมแต่ข้าก็ไม่ได้จะใช้วิธีเช่นนั้นกับเด็กน้อยหรอกนะ เจ้าไปสืบเรื่องนี้อย่างแน่ชัดก่อน แล้วค่อยหาเรื่องเข้าใกล้เด็กชาย เรามีเวลาอยู่ที่นี่ 5 วัน ใน 5 วันนี้ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จ”
“ขอรับ ” จางเซียนก้าวเท้าเดินออกไปจากห้องพักของฉินเฟิง เขาเดินไปที่หน้าต่างเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทราที่สาดส่อง ใบหน้าสตรีที่เขาหวนคำนึงส่องสว่างจ้าอยู่บนท้องนภา เขาจดจำนางได้และมั่นใจว่าสตรีที่เขาพบวันนี้คือนางแน่นอน ครั้งนี้เขาจะไม่ให้นางหลุดมือไปอีก
รุ่งเช้าวันต่อมา
เยว่ฉีตื่นแต่เช้าตรู่ หุงหาอาหารอย่างที่เคยทำทุกวัน หลังจากทำอาหารเสร็จนางคิดว่าจะไปหาหลู่เหย่าจึงเดินเข้าไปในสวนผักเก็บผักติดไม้ติดมือไปให้สหาย ส่วนเทียนมู่เขาไปที่สวนข้าวโพดเพื่อจัดการเก็บต้นและใบออกเพื่อเพาะปลูกสิ่งอื่นต่อไป เสี่ยวเถายังคงนอนอยู่บนเตียงนอนหนานุ่ม ไม่มีผู้ใดปลุกเพราะคิดว่าเมื่อคืนนี้เขาเที่ยวเล่นดึกดื่นจึงให้ตื่นสายได้หนึ่งวัน
ครั้นนั้นเองเสี่ยวเถาได้ฝันและพูดคุยกับมิติอีกครั้ง
“เสี่ยวเถาข้ามาเพื่อฟังการตัดสินใจของเจ้า เจ้าเลือกได้หรือยังว่าต้องการทำอย่างไรต่อไป”
“ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะตามหาท่านพ่อก็ได้ และจะทำให้ท่านแม่มีความสุข ดีกว่าจะให้ท่านแม่ต้องพบเจอคนไม่ดี” เสี่ยวเถาตอบกลับอย่างรวดเร็วเพราะเขาคิดว่าการพบเจอท่านพ่อ ดีกว่าจะให้มารดาตนเองเจอกับชายคนเมื่อคืนนี้ เขาเห็นสายตาก็เข้าใจทันทีว่าชายคนนั้นต้องสนใจท่านแม่ ไม่แน่เขากำลังวางแผนเข้าหาท่านแม่แน่ ๆ
“ดีในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วก็จงทำมันให้ดี เมื่อเจ้าทำภารกิจเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิม” สิ้นเสียงเสี่ยวเถาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา แสงแดดสาดส่องลอดช่องไม้ของฝาเรือนเข้ามาแยงตา เด็กชายลุกขึ้นอย่างสะลึมสะลืม มองซ้ายมองขวาไม่พบท่านตาเสียแล้ว เมื่อคืนนี้เขานอนที่ห้องท่านตาหลังจากที่กินขนมเสร็จสองเท้าก้าวลงจากเตียงพลันคิดได้ว่าวันนี้ท่านแม่จะเดินทางไปหาท่านป้าหลู่เหย่า ดวงตาของเสี่ยวเถาเบิกโพลงตกใจ กลัวว่าท่านแม่จะไม่รอตน รีบวิ่งออกไปข้างนอกร้องเรียกหามารดาทันที
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับท่านแม่อยู่ที่ใดขอรับ”
“เสี่ยวเถาจะตะโกนเสียงดังทำไมกัน ข้าอยู่ในครัว ตื่นแล้วรีบล้างหน้าแล้วมากินข้าวเราจะได้เดินทางไปหาป้าหลู่เหย่ากัน”
“ข้าตื่นขึ้นมาเห็นตะวันสูงท่วมหัวคิดว่าท่านแม่จะไปหนีข้าแล้วเสียอีก”
“ข้าจะไปผู้เดียวได้อย่างไรเล่าในเมื่อรู้ว่าบุตรชายแสนน่ารักของข้าชอบขนมมากขนาดไหน ” เยว่ฉีฉีกยิ้มในความคิดของเด็กชายและยังเอ็นดูเมื่อเห็นสีหน้าของเขา
ไม่นานทั้งสองก็เดินทางมาถึงจวนที่พัก เยว่ฉียื่นป้ายตามที่หลู่เหย่าบอก ทหารด้านหน้าพานางกับเสี่ยวเถาเข้ามาด้านใน เสี่ยวเถาตื่นตาเหลือเกิน ทหารมากมายที่เดินสำรวจความปลอดภัย อีกทั้งยังมีทหารหลายคนยืนตามที่ต่าง ๆ สาวใช้ในจวนแห่งนี้แต่งกายเหมือนกันหมด
“เยว่ฉีเจ้ามาแล้วสินะข้าคิดว่าเจ้าจะไม่กล้ามาหาข้าที่นี่เสียอีก พวกเจ้าไปทำงานต่อเถิด ส่วนเจ้าไปเตรียมน้ำชาและขนมมามาต้อนรับเยว่ฉีสหายของข้า” เมื่อมาถึงศาลากลางจวนก็พบหลู่เหย่ายืนรอต้อนรับ นางวาสนาดีเหลือเกินมีสาวรับใช้ข้างกายหลายคน เยว่ฉีแอบนึกน้อยใจเล็กน้อยในวาสนาของตนเอง
"ว้าว เสี่ยวเถามาด้วยสินะมานี่มา ป้าให้สาวใช้มาขนมมาให้เจ้าแล้ว "
"ขอรับ"ดวงตาเสี่ยวเถาประกายแวววาว
"เยว่ฉีนั่งลงที่เก้าอี้ด้านนั้นเถิด จิบน้ำชาไปพูดคุยกันไป" หลู่เหย่าผายมือไปด้านหน้า เยว่ฉีพยักกน้าก่อนจะยื่นตะกร้าผักส่งมอบให้หลู่เหย่า
"ข้านำผักที่ปลูกมาให้เจ้าไว้ทำอาหาร แม้ไม่มีมูลค่าแต่ผักของข้าปลอดภัยและสดสะอาด"
"ขอบใจเจ้ามากนะ" หลู่เหย่ารับตะกร้าส่งมอบให้สาวใช้ ก่อนจะพูดคุยถามไถ่ความเป็นมา เสี่ยวเถานั่งกินขนมอย่างสบายใจ และมีนักดนตรีมาเล่นผีผาให้รับชม ตอนนี้เยว่ฉีได้รู้ว่าหลู่เหย่ามีชีวิตที่สุขสบายเป็นพระชายารองของเจ้าเมืองแคว้นหยางไน่ แม้จะเป็นพระชายารองชีวิตของนางก็สุขสบายเพราะเจ้าเมืองหลงรักและดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
"นับเป็นวาสนาของเจ้า เช่นนี้ข้าควรเจ้าเรียกเจ้าและเอ่ยวาจากับเจ้าเหมือนเดิมมิได้แล้วสินะ"
"เยว่ฉีเจ้าคือสหายของข้าเอ่ยตามปกติเถอะ แล้วชีวิตของเจ้าเล่าเป็นเช่นไรบ้าง" เยว่ฉีก้มหน้าลงต่ำดวงตาเศร้าสร้อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้หลู่เหย่าฟัง นางยื่นมือไปแตะลงที่ฝ่ามือของเยว่ฉีเบา ๆ พรางปลอบใจ
"เยว่ฉีข้าไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าชีวิตเจ้าจะลำบากขนาดนี้ เจ้าต้องทนทุกข์ใจอยู่เพียงลำพังสินะ โธ่ ๆ เสี่ยวเถาเจ้าเองก็น่าสงสารไม่น้อย "
"ไม่หรอกหลู่เหย่า ตั้งแต่ข้ามีเสี่ยวเถาชีวิตของข้าดีขึ้นมากเลยละ จนคิดว่าเขาคือคนที่สวรรค์ส่งมาให้ข้ากับท่านพ่อ ยามนี้เรือนของข้ามีอยู่มีกินแม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ทุกข์ยากอีกต่อไป เจ้ามิต้องเป็นห่วง"
"เยว่ฉีแล้วเจ้าไม่คิดจะตามหาบิดาให้เสี่ยวเถาหรือ "
"ตามหาหรือ? หากเขาจริงใจต่อข้าเขาคงจะออกตามหาเอง แต่นี่วันเวลาผ่านไปหลายปีจนเสี่ยวเถาเติบโตมาขนาดนี้เขาคงไม่ได้ใส่ใจการมีอยู่ของข้านักหรอกเป็นเพราะความใจง่ายของข้าเอง " เยว่ฉีมองไปทางเสี่ยวเถาพร้อมเอ่ยออกมาน้ำเสียงแผ่วเบา แม้บางครั้งจะนึกสงสารบุตรชายที่ไม่มีบิดา แต่ครั้นนั้นก็นึกเจ็บใจขึ้นมาหากเขาจริงใจต่อนางจริง ๆ คงออกตามหานางแล้ว นางโง่เขลาเฝ้ารอเขาวันแล้ววันเล่าจนตัดใจไม่รอ และใช้ชีวิตที่เหลือกับบุตรชายจะดีกว่า
บทที่ 19 ขอโอกาส“แต่สำหรับฉันมันคือความรัก ฉันไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ฉันเฝ้าแต่มองหาจดหมายทุกสัปดาห์ ชอบที่เธอเขียนหาและเล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างสนุกสนานราวกับว่าตัวของฉันได้อยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์กับเธอ คืนนั้นครั้งแรกที่ได้เชยชม ฉันไม่เคยลืมมันได้สักครั้ง ไม่มีทางเลยหรือที่เราจะได้เคียงคู่""คุณอาเลิกพูดแบบนี้เถอะค่ะแค่นี้หนูก็ละอายใจมากพอแล้ว พรุ่งนี้หนูจะเดินทางกลับโรงเรียนต่อจากนี้ขอให้คุณอาดูแลสุขภาพและตามหาความสุขตามที่พี่ญาดาอยากให้คุณอาทำเถอะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ" แสงดาวพูดจบกำลังจะเดินหันหลังจากพัฒน์ไป เขารีบคว้าตัวของเธอเอาไว้และโอบกอดเธอแนบอก"แสงดาวไหนเธอเคยบอกว่ารักฉันไม่ใช่หรือ ? การที่เธอเอาตัวเองออกไปอยู่ที่อื่นและหลบหนีฉันไม่ใช่ว่าเธอรักฉันหรอกรึ ตอบมาสิว่าตอนนี้เธอรู้สึกยังไงกับฉัน เรื่องของฉันกับญาดาตอนนี้เธอเองคงรับรู้ทุกอย่าง ""ใช่ค่ะหนูรู้และตอนนี้หนูก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้รักคุณอามากขนาดนั้น มันเป็นเพียงความหลงใหลชั่วครู่เท่านั้น ปล่อยเถอะค่ะอย่าทำแบบนี้อีกเลย " แสงดาวหัวใจเต้นระรัวนานมากแค่ไหนกันนะที่เธอกับเขาไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ ยิ่งพัฒน์ยื้อแสงดาวยิ่งเ
บทที่ 18 ขอโทษร่างเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้น โผล่กอดญาดาแน่น“พี่ญาดาหนูขอโทษ ขอโทษหนูไม่คิดว่าเรื่องนั้นพี่จะรับรู้วันนั้นหนูเมาจนไม่ได้สติและทำเรื่องร้ายแรง หนูรู้สึกตัวและละอายใจที่ทำผิดต่อพี่ญาดาจึงไม่กล้าแม้แต่จะกล้าเผชิญหน้า ขอโทษที่ทำให้พี่เจ็บปวดอยู่เพียงลำพัง สิ่งที่พี่ขอหนูไม่สามารถทำมันได้หรอกค่ะ หนูจะกล้าทำร้ายพี่เป็นครั้งที่สองได้อย่างไร”“แสงดาว นั่นไม่ใช่ความผิดเธอ และไม่ใช่ความผิดใครอย่าคิดว่าเธอทำร้ายฉันแต่เป็นฉันต่างหากที่เป็นคนทำร้ายชีวิตของเธอกับพัฒน์ หากฉันไม่ป่วยและขอร้องให้เพื่อนเพียงคนเดียวของฉันแต่งงานกับฉันเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง ตอนนี้เธอกับพัฒน์อาจจะมีความสุขกันอยู่ก็ได้ อย่าโทษตัวเองทุกอย่างถูกกำหนดมาหมดแล้ว วาสนาของฉันคงไม่คู่ควรกับพัฒน์จึงมอบเวลาให้ฉันอยู่เคียงข้างเขาได้ไม่นาน รับปากสิว่าเธอจะทำตามความรู้สึกของเธอ” ญาดาลูบหลังแสงดาวเบา ๆ คำพูดของเธอดังกึกก้องในหูจนสมองของแสงดาวอื้ออึง ทั้งตกใจและไม่ทันได้ตั้งตัว“หนูรับปากค่ะว่าหนูจะทำตามความรู้สึก แต่ไม่รับปากนะคะว่าจะกลับไปอยู่เคียงข้างคุณอาพัฒน์”“เพียงเท่านี้แหละที่ฉันต้องการ ตอนนี้ฉันสามารถตายตาหลับอ
บทที่ 17 มาหาถึงที่เช้าวันนี้อากาศเย็นกว่าทุกวันที่ผ่านมา เด็ก ๆ ตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อแต่งหน้าแต่งตัวทำการแสดง เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวตื่นเต้นของเด็ก ๆ ครูเองก็ไม่ต่างกัน นานครั้งถึงจะมีผู้ใหญ่ใจดีมาเยือนที่ทุรกันดานอย่างนี้ แสงดาวเองก็อยากเห็นใบหน้าของผู้มีพระคุณจริง ๆ และอยากขอบคุณพวกเขาที่มอบโอกาสและของดี ๆ ให้กับเด็กนักเรียนไม่นานนักเสียงรถยนต์ได้ดังมาหน้าโรงเรียนครูใหญ่เดินเข้ามาแจ้งทุกคนให้เตรียมความพร้อมตอนนี้คนที่พวกเขารออยู่มาถึงแล้ว“ครูแสงดาวออกไปต้อนรับแขกกับผม ส่วนครูมุกจัดขบวนเด็กและดูความเรียบร้อยเมื่อไหร่ที่ฉันกล่าวต้อนรับเสร็จ เด็ก ๆ ต้องแสดงสิ่งที่ซ้อมไว้อย่างเต็มที่เข้าใจมั้ย”“ค่ะ/ครับ” ทั้งครูและเด็ก ๆ ต่างขานรับอย่างเข้าใจ แสงดาวออกไปต้อนรับพร้อมกับครูใหญ่ ส่วนครูอีกคนต้องอยู่กำกับเด็ก ๆเสียงรถยนต์ดับลง รถยนต์จำนวนสามคันจอดอยู่สนามเล็ก ๆ ในโรงเรียน แสงดาวตื่นเต้นจนเหงื่อออกเต็มมือไปหมด ทว่าเมื่อเธอเหลือบไปเห็นคนที่เดินลงจากรถหัวใจของเธอเต้นแรงระรั่วอีกครั้ง เธอไม่เคยติดต่อเขาไปอีกเลยตั้งแต่วันนั้นและไม่ได้บอกที่อยู่กับพี่มลเลยสักครั้งจดหมายที่เธอส่งให้พี่ม
บทที่ 16 เจ็บปวด“คุณอาคิดว่าแสงดาวเป็นคนแบบนั้นหรือคะ แม้ว่าแสงดาวจะมาจากสลัมแต่ไม่เคยคิดทำตัวต่ำตรมเหมือนดอกบัวอยู่ใต้โคลน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณอาเคยทำให้ แต่ต่อจากนี้แสงดาวจะหาเลี้ยงตัวเองและพาตัวเองประสบผลสำเร็จเอง “น้ำเสียงสั่นระรั่วด้วยความเจ็บปวด พัฒน์พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดแรงเกินไป เขายื่นมือไปด้านหน้าอยากจะคว้าแสงดาวเอาไว้พรางกล่าวคำขอโทษ ทว่าร่างเล็กก็วิ่งหนีเขาไปแล้ว“แสงดาวไม่ใช่แบบนั้นนะ ฉันขอโทษ”ไมค์กำลังพูดคุยกับพี่มลอย่างสนุกสนานส่วนป้าอิ่มไปดูแลคุณญาดาอยู่ที่เรือนใหญ่ แสงดาวหยุดวิ่งรีบปาดน้ำตากลัวคนอื่นจะจับได้ ก่อนจะตะโกนเรียกชักชวนไมค์กลับหอพัก“ไมค์ตอนนี้ตะวันตกดินแล้วกลับหอกันเถอะ พี่มลฉันกลับหอก่อนนะคะ ฝากบอกป้าอิ่มด้วย ”“แสงดาวเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย พี่จะห่อข้าวให้ไปกินที่หอดีมั้ย”“ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่ค่อยหิว ”ไมค์มองสีหน้าของแสงดาวก็รู้ทันทีว่าเธอผ่านการร้องไห้มา ดวงตาของเธอเอ่อแดง หยาดน้ำตาที่ยังคลั่งค้างอยู่ในเบ้ายังคลออยู่“พี่มลครับดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ ส่วนแสงดาวพี่ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวผมจะพาเธอแวะหาอะไรกินก่อนเข้าหอ อย่าลืมแต่งตัวสวย ๆ ไปงานรับปริญ
บทที่ 15 ป่วยพัฒน์เดินออกไปให้ทั้งสองได้อยู่กันอย่างที่ญาดาต้องการ แสงดาวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม เอ่ยถามญาดาด้วยความเป็นห่วงเกี่ยวกับอาการของเธอตอนนี้“พี่ญาดาทำไมถึงได้ป่วยขนาดนี้นะ เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่”“แสงดาวฉันนะมีโรคประจำตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ มีเงินแค่ไหนไม่มีทางรักษาก็เปล่าประโยชน์ตอนนี้ฉันยุติการรักษาทุกอย่างแล้วล่ะ ฉันเหนื่อยที่ต้องใช้ชีวิตในโรงพยาบาล ฉันเกลียดกลิ่นยาที่คละคลุ้ง เกลียดห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่พื้นที่สีขาว ฉันถูกส่งตัวไปรักษาที่ต่างประเทศหมดเงินไปมากแต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงหนทางการพยุงชีวิตของฉันเอาไว้เท่านั้น จนกระทั้งวันที่ฉันได้เจอกับพัฒน์ ฉันได้เจอแสงสว่างและการอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ฉันไม่เคยอิจฉาใครที่รวยและไม่เคยดูหมิ่นคนที่จนกว่า แต่ฉันอิจฉาคนที่เขามีชีวิตอยู่อย่างไร้ความโรคและมีความสุขกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ฉันปลงกับชีวิตแล้วละ และมีเพียงสิ่งเดียวที่ฉันเป็นห่วงคือพัฒน์ เพราะรักมากจึงห่วงมากเลยอยากขอฝากให้เธอช่วยดูแลวันที่ฉันไม่อยู่”“ทำไมถึงพูดแบบนี้คะ พี่ญาดาต้องอยู่ไปนาน ๆ อย่าพึ่งหมดหวังนะ หากไม่ใช่โรคร้ายแรง
บทที่ 14 เรียนจบหลายปีต่อมาแสงดาวกับไมค์เดินทางมาถึงจุดหมายของชีวิต ทั้งสองตั้งใจเรียนจนจบปริญญา เกียรตินิยมทั้งคู่“ในที่สุดเราสองคนก็เรียนจบกันจนได้ แสงดาวต่อจากนี้เราจะได้แยกทางกันจริง ๆ แล้วสินะ ฉันนะอยากไปเป็นครูอาสาอยู่บนดอยกับเธอจังเลย แต่ติดที่ว่าคุณแม่ของฉันท่านล้มป่วย ฉันต้องหาโรงเรียนใกล้ ๆ บ้านเพื่อจะได้ดูแลแม่ด้วย เพียงแค่นึกก็ใจหายแล้ว”“คิดถึงก็ติดต่อกันได้เอาไว้ฉันได้ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนฉันจะติดต่อนายกลับมานะ ฉันคิดว่าที่นั่นคงไม่มีสัญญาณมือถือแน่ ๆ เลย ต่อจากนี้ฉันขอให้นายโชคดีเจอกับคนดี ๆ นะไมค์”“เธอนี่นะ ใจร้ายจริง ๆ ใจร้ายไม่พอใจแข็งอีกต่างหาก ไม่ยอมเปิดใจให้ฉันเลย “ไมค์ขยี้หัวของแสงดาวอย่างเคยชิน เขายิ้มบาง ๆ ให้คนตรงหน้า สองปีที่แล้ว ไมค์เคยบอกความรู้สึกกับแสงดาวว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ และอยากเป็นแฟนของเธอมากกว่าเพื่อน ทว่าแสงดาวรับรู้มาตลอดและไม่ให้เขาเกินกว่าคำว่าเพื่อน แสงดาวบอกกับไมค์ว่าเธอไม่เคยคิดถึงเรื่องความรักเลย เธอต้องการตั้งใจเรียนและความรู้สึกที่มีต่อไมค์ก็มีได้เพียงเพื่อน เธอไม่ต้องการคบกันและเลิกกันหากยิ่งฝืนจะยิ่งทำให้ทั้งสองคนเจ็บปวดและต้องเลิ







