LOGINหลินเสี่ยวเยว่หมุนตัวกลับมา คราวนี้รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป เหลือเพียงแววตาจริงจังและมั่นคง
นางเดินตรงเข้ามาหาเขาโดยไม่หวั่นเกรงสีหน้าเย็นชานั้นแม้แต่น้อย ก่อนคว้ามือใหญ่ของเซี่ยอวิ๋นเฉิงมากุมไว้แน่น
ฝ่ามือของนางอุ่นจัด อุ่นเสียจนหัวใจของเขากระตุกวูบ
"ฟังข้าให้ดีนะเจ้าคะ ท่านโหว" หลินเสี่ยวเยว่สบตาเขาตรงๆ ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
"ชีวิตนี้ข้าเป็นคนของท่านโหว ตายไปก็เป็นผีของจวนโหว ใครหน้าไหนอยากจะหย่าก็หย่า แต่ข้า หลินเสี่ยวเยว่... ไม่-หย่า-เด็ด-ขาด"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงนิ่งอึ้ง หัวใจในอกซ้ายพลันกระแทกแรงอย่างไม่มีสาเหตุ
‘ตายไปก็เป็นผีของจวนโหว...’
ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำกลับดังวนเวียนอยู่ในหัวจนเขาไม่อาจสลัดทิ้งได้
"เจ้า..." เซี่ยอวิ๋นเฉิงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนถามเสียงเบาลง
"เจ้าไม่ได้รักบัณฑิตจางผู้นั้นแล้วหรือ"
หลินเสี่ยวเยว่เลิกคิ้ว
"เจ้าเต่าซื่อบื้อนั่นน่ะหรือเจ้าคะ"
นางแค่นเสียงในลำคอ ก่อนขยับเข้าใกล้สามีอีกนิด จนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ
"เทียบกับท่านพี่แล้ว เขาเป็นเพียงเศษฝุ่นริมทาง สามีข้าทั้งหล่อเหลา ทั้งมีอำนาจ สายตาคมกริบ รูปร่างสูงสง่า แข็งแรงกำยำถึงเพียงนี้ ข้าจะทิ้งทองคำแท้ไปคว้าก้อนหินทำไมกัน ข้ายังไม่ได้สติฟั่นเฟือนนะเจ้าคะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงถึงกับพูดไม่ออก
เขาผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน เคยเผชิญคมหอกคมดาบโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย แต่กลับรับมือกับคำชมอย่างโจ่งแจ้งของภรรยาตัวเองไม่ถูก
ความร้อนแล่นจากลำคอขึ้นไปจนถึงใบหู ยิ่งนางยังจับมือเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ความรู้สึกประหลาดก็ยิ่งแล่นพล่านไปทั่วร่าง
เซี่ยอวิ๋นเฉิงพยายามชักมือกลับ แต่หลินเสี่ยวเยว่กลับไม่ยอมปล่อย
นางยังเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย แถมรอยยิ้มตรงมุมปากยังดูเจ้าเล่ห์เสียจนเขารู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังสนุกกับการเห็นเขาเสียอาการ
"เจ้า... สตรีหน้าหนา พูดจาเพ้อเจ้อ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงตวาดกลบเกลื่อน ทว่าน้ำเสียงกลับไม่หนักแน่นเท่าที่ควร
หลินเสี่ยวเยว่ยิ่งยิ้มกว้าง
"ข้าไม่ได้หน้าหนา ข้าแค่น่ารักและรักสามีเจ้าค่ะ"
"หลินเสี่ยวเยว่"
"เจ้าคะ ท่านพี่"
"เจ้า..."
"ข้าทำไมหรือเจ้าคะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงเงียบกริบ
เขาเพิ่งค้นพบวันนี้เองว่า หากภรรยาของเขาตั้งใจจะทำให้คนพูดไม่ออก นางก็มีความสามารถเหลือร้ายจริงๆ
หลินเสี่ยวเยว่เห็นเขาหาคำมาตอบไม่ได้ ในที่สุดจึงยอมปล่อยมือ ก่อนถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"หนังสือหย่าแผ่นนั้นเผาทิ้งไปแล้ว หากท่านพี่อยากหย่าอีก ก็เขียนขึ้นมาใหม่ได้เลยเจ้าค่ะ แต่ข้าก็จะเผามันทิ้งอีกร้อยรอบ" เซี่ยอวิ๋นเฉิงจ้องนางเขม็ง
"เจ้ากล้าหรือ"
"เหตุใดจะไม่กล้าเจ้าคะ" หลินเสี่ยวเยว่ยิ้มหวาน
"หากท่านเขียนหนึ่งแผ่น ข้าก็เผาหนึ่งแผ่น หากเขียนสิบแผ่น ข้าก็เผาสิบแผ่น หากเขียนร้อยแผ่น..."
"เจ้าก็จะเผาร้อยแผ่น"
"ไม่เจ้าค่ะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงเลิกคิ้ว
หลินเสี่ยวเยว่ฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม
"ข้าจะหักพู่กันท่านทิ้งเสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลานั่งเผา"
"หลินเสี่ยวเยว่" เสียงเรียกชื่อดังลั่นห้องหนังสือ
แต่เจ้าของชื่อกลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี นางยักคิ้วให้สามีหนึ่งครั้งราวกับผู้ชนะ ก่อนหมุนตัวเดินออกไป
เมื่อถึงประตู หลินเสี่ยวเยว่ยังไม่วายหันกลับมา
"ท่านพี่อย่าทำงานดึกนักนะเจ้าคะ รีบพักผ่อนด้วย หากคืนนี้เปลี่ยนใจอยากไปนอนเรือนข้า ประตูไม่ได้ลงกลอนนะเจ้าคะ"
"ออกไป"
"เจ้าค่า" เสียงหัวเราะสดใสค่อยๆ ห่างออกไปตามทางเดิน
ภายในห้องหนังสือจึงเหลือเพียงเซี่ยอวิ๋นเฉิงที่ยังยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะ
เขาก้มมองมือข้างที่เมื่อครู่ถูกนางกุมไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือเล็กๆ ราวกับยังหลงเหลืออยู่
เซี่ยอวิ๋นเฉิงยกมือขึ้นกุมอกซ้ายของตนเอง หัวใจยังคงเต้นระรัวอย่างไม่ยอมกลับคืนสู่จังหวะปกติ
สายตาคมเหลือบมองเถ้าถ่านของหนังสือหย่าในเตา ก่อนเลื่อนไปยังประตูที่ภรรยาเพิ่งเดินจากไป
ครู่หนึ่ง... รอยยิ้มบางๆ ที่พยายามกดไว้อย่างไรก็ไม่อยู่ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
ใบหูของท่านโหวยังคงแดงจัด
"สตรีร้ายกาจ..." เซี่ยอวิ๋นเฉิงพึมพำกับตัวเอง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ อย่างจนปัญญา
"ตกลงข้ากำลังถูกเจ้าตบตาหรือกำลังถูกเจ้าตกกันแน่"
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเสี่ยวเยว่ไม่คิดปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ในเมื่อนางตัดสินใจแล้วว่าจะยึดตำแหน่งฮูหยินโหวให้มั่นคง สิ่งแรกที่ต้องทำย่อมหนีไม่พ้นการกุม ‘อำนาจการเงิน’ ภายในจวนเอาไว้ในมือ
ยามนี้หลินเสี่ยวเยว่นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเก้าอี้ประธานภายในห้องโถงใหญ่ บนโต๊ะด้านข้างมีสมุดบัญชีของจวนวางกองสูงพะเนิน ส่วนเบื้องหน้าคือผู้ดูแลบัญชีเฉินกับเหล่าข้ารับใช้ที่เคยเป็นคนสนิทของสวี่หลาน ทุกคนต่างยืนก้มหน้าก้มตา ท่าทางไม่สู้ดีนัก
"ฮูหยินขอรับ" ผู้ดูแลบัญชีเฉินผู้ไว้หนวดเหนือริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือดูแคลน แม้ใบหน้าจะพยายามประจบประแจงเต็มที่
"สมุดบัญชีเหล่านี้ซับซ้อนนัก ฮูหยินไม่เคยดูแลงานเรือนมาก่อน เกรงว่าจะอ่านแล้วไม่เข้าใจ ให้ข้าน้อยช่วยอธิบาย..."
"ไม่ต้อง" หลินเสี่ยวเยว่ขัดขึ้นเสียงเรียบ ปลายนิ้วเคาะลงบนปกสมุดบัญชีเบาๆ
"ข้าดูเองได้" ชาติที่แล้วนางทำงานเกี่ยวข้องกับบัญชีและตัวเลขมานาน เรื่องเพียงเท่านี้มีหรือจะทำให้นางครั่นคร้าม
หลินเสี่ยวเยว่เปิดสมุดบัญชีทีละเล่ม กวาดสายตามองตัวเลขและรายการรับจ่ายที่จดบันทึกไว้อย่างรวดเร็ว แม้วิธีลงบัญชีในยุคนี้จะยุ่งเหยิงและตรวจสอบย้อนกลับได้ยากอยู่บ้าง แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ช่องโหว่ต่างๆ โผล่ออกมาเด่นชัดในสายตาของนาง
เพียงน้ำชาในถ้วยพร่องไปไม่ถึงครึ่ง หลินเสี่ยวเยว่ก็ขมวดคิ้ว ก่อนรอยยิ้มเย็นจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
"ผู้ดูแลบัญชีเฉิน ข้ามีเรื่องอยากถาม"
ปัง!
นางปิดสมุดบัญชีลงบนโต๊ะเสียงดัง ทำเอาทุกคนในห้องโถงสะดุ้งพร้อมกัน
ผู้ดูแลบัญชีเฉินหน้ากระตุก
"ฮูหยินมีสิ่งใดจะถามหรือขอรับ"
"เดือนที่แล้ว จวนโหวของเราจ่ายค่าฟืน ถ่าน และน้ำร้อนสำหรับเรือนพักที่แม่นางสวี่หลานเคยใช้ไปถึงสามร้อยตำลึง..." หลินเสี่ยวเยว่เลิกคิ้ว มองอีกฝ่ายด้วยแววตาใสซื่อ
"จวนโหวของเราตั้งอยู่บนยอดเขาหิมะหรืออย่างไร หรือว่าแม่นางสวี่เป็นหม้อน้ำร้อนกลับชาติมาเกิด ถึงต้องต้มน้ำอาบวันละแปดร้อยโอ่ง"
บ่าวบางคนรีบก้มหน้ากลั้นหัวเราะ
ผู้ดูแลบัญชีเฉินกลับเหงื่อแตกพลั่ก
"เอ่อ... คือว่า แม่นางสวี่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ ต้องใช้น้ำอุ่นอยู่เสมอขอรับ..."
"อ่อนแอ"
หลินเสี่ยวเยว่หัวเราะ ‘เหอะ’ ในลำคอ
"อ่อนแอแต่เมื่อวานยังลากสังขารที่เพิ่งถูกโบยมาหาเรื่องข้าถึงเรือนได้แต่เช้าเชียวนะ ร่างกายเช่นนี้ หากเรียกว่าอ่อนแอ คนทั้งเมืองหลวงคงใกล้ลงโลงกันหมดแล้วกระมัง" เสียงหัวเราะหลุดดังมาจากมุมหนึ่งของห้องโถง
ผู้ดูแลบัญชีเฉินหน้าเสียทันที
หลินเสี่ยวเยว่หมุนตัวกลับมา คราวนี้รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป เหลือเพียงแววตาจริงจังและมั่นคงนางเดินตรงเข้ามาหาเขาโดยไม่หวั่นเกรงสีหน้าเย็นชานั้นแม้แต่น้อย ก่อนคว้ามือใหญ่ของเซี่ยอวิ๋นเฉิงมากุมไว้แน่นฝ่ามือของนางอุ่นจัด อุ่นเสียจนหัวใจของเขากระตุกวูบ"ฟังข้าให้ดีนะเจ้าคะ ท่านโหว" หลินเสี่ยวเยว่สบตาเขาตรงๆ ก่อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ"ชีวิตนี้ข้าเป็นคนของท่านโหว ตายไปก็เป็นผีของจวนโหว ใครหน้าไหนอยากจะหย่าก็หย่า แต่ข้า หลินเสี่ยวเยว่... ไม่-หย่า-เด็ด-ขาด"เซี่ยอวิ๋นเฉิงนิ่งอึ้ง หัวใจในอกซ้ายพลันกระแทกแรงอย่างไม่มีสาเหตุ‘ตายไปก็เป็นผีของจวนโหว...’ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำกลับดังวนเวียนอยู่ในหัวจนเขาไม่อาจสลัดทิ้งได้"เจ้า..." เซี่ยอวิ๋นเฉิงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนถามเสียงเบาลง"เจ้าไม่ได้รักบัณฑิตจางผู้นั้นแล้วหรือ"หลินเสี่ยวเยว่เลิกคิ้ว"เจ้าเต่าซื่อบื้อนั่นน่ะหรือเจ้าคะ"นางแค่นเสียงในลำคอ ก่อนขยับเข้าใกล้สามีอีกนิด จนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ"เทียบกับท่านพี่แล้ว เขาเป็นเพียงเศษฝุ่นริมทาง สามีข้าทั้งหล่อเหลา ทั้งมีอำนาจ สายตาคมกริบ รูปร่างสูงสง่า แข็งแรงกำยำถึงเพียงนี้ ข้าจะทิ้งทองคำแท้ไปคว้าก้อ
"ส่งมา""ไหนบอกว่าพอใช้ได้อย่างไรเล่า" มือที่กำลังยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อของเซี่ยอวิ๋นเฉิงชะงักทันทีเขาเงยหน้าขึ้นมองนาง หลินเสี่ยวเยว่เม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น"ขำอะไร""เปล่าเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ขำเลยสักนิด""หลินเสี่ยวเยว่""เจ้าคะ ๆ ข้าไม่ขำแล้ว ท่านพี่กินต่อเถิดเจ้าค่ะ"กว่ามื้อเย็นจะจบลง อาหารบนโต๊ะก็แทบไม่เหลือเซี่ยอวิ๋นเฉิงเอนหลังเล็กน้อย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลอกินอาหารที่บอกว่า ‘พอใช้ได้’ เสียจนเกือบหมด จึงรีบวางตะเกียบแล้วปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมตามเดิม"อืม... รสชาติถือว่าใช้ได้ แก้ขัดยามหิวได้ดี"หลินเสี่ยวเยว่ก้มมองหม้อที่แทบเหลือแต่น้ำซุป‘แก้ขัดยามหิว’‘หากอร่อยจริงๆ ท่านคงกินหม้อเข้าไปด้วยกระมัง’เซี่ยอวิ๋นเฉิงทำเป็นมองไม่เห็นสายตาล้อเลียนของนาง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย"เห็นแก่ความตั้งใจของเจ้า เรื่องเมื่อวานข้าจะไม่รื้อฟื้นเอาความอีก""ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านพี่"หลินเสี่ยวเยว่ยิ้มกว้าง ก่อนดวงตาจะกลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์โอกาสดีเช่นนี้จะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไรนางขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ก่อนยื่นหน้าเข้าไปถามด้วยรอยยิ้มหวาน"แล้ว... คืนนี้ท่านพ
"ทหาร!" เซี่ยอวิ๋นเฉิงไม่คิดเสียเวลาฟังคำแก้ตัวแม้แต่น้อย"ลากสตรีผู้นี้ออกไปจากจวนโหว หากนางกล้าเหยียบเข้ามาในเขตจวนแห่งนี้อีกแม้แต่ก้าวเดียว ให้จับส่งศาลอาญาในข้อหาบุกรุกและก่อความวุ่นวายในจวนขุนนาง""ท่านโหว! ไม่นะเจ้าคะ เสี่ยวเยว่ ช่วยข้าด้วย"สวี่หลานถูกทหารสองนายหิ้วปีกขึ้นจากพื้น ก่อนลากตัวออกไปทั้งน้ำตา เสียงกรีดร้องโวยวายค่อยๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิทถูกลากออกจากจวนเป็นครั้งที่สองในเวลายังไม่พ้นหนึ่งวันหลินเสี่ยวเยว่ได้แต่มองตามพลางส่ายหน้า‘เหตุใดต้องลำบากตัวเองเช่นนี้ด้วยนะ’เมื่อความวุ่นวายสงบลง นางจึงค่อยๆ คลายมือออกจากแขนของเซี่ยอวิ๋นเฉิง ก่อนเงยหน้าส่งยิ้มหวานให้อย่างประจบประแจง"ขอบพระคุณท่านพี่มากนะเจ้าคะที่ปกป้องข้า ท่านพี่ช่างดียิ่งนัก สมแล้วที่เป็นสามีประเสริฐอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน"เซี่ยอวิ๋นเฉิงก้มมองแขนข้างที่เพิ่งถูกนางปล่อยความรู้สึกว่างเปล่าแปลกๆ ผุดขึ้นในใจเพียงชั่วครู่ ก่อนเจ้าตัวจะรีบกดมันลงแล้วปรับสีหน้าให้เรียบตึงดังเดิม"อย่ามาประจบข้า แล้วเรื่อง ‘รูปวาด’ ของบัณฑิตจางนั่นเล่า"หลินเสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆเซี่ยอวิ๋นเฉิงหมุนตัวกลับมาจ้องหน้านางเต็มตา น้ำเส
"ท่านพี่ ข้าทำความดีความชอบ ปราบคนชั่วให้จวนโหว ท่านไม่มีรางวัลให้ข้าสักหน่อยหรือเจ้าคะ"เซี่ยอวิ๋นเฉิงไม่ได้ตอบชายหนุ่มเพียงก้าวเข้ามาหานางช้าๆหนึ่งก้าว...สองก้าว...จนระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่เหลือเพียงคืบเดียวหลินเสี่ยวเยว่ต้องเงยหน้าขึ้นมองเขา ขณะที่เซี่ยอวิ๋นเฉิงก้มลงเล็กน้อย ดวงตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนางราวกับต้องการมองให้ทะลุไปถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน"หลินเสี่ยวเยว่ เจ้าเล่นละครอะไรอยู่กันแน่""ข้าไม่ได้เล่นละครนะเจ้าคะ ข้าพูดจริงทุกคำ" หลินเสี่ยวเยว่ยกมือทาบอก ทำตาปริบๆ อย่างจริงใจที่สุด"ต่อให้ฟ้าผ่า หรือโลกนี้ดับสูญ ข้าก็ไม่มีวันหย่า และไม่มีวันทิ้งท่านพี่ไปไหนเด็ดขาด"เซี่ยอวิ๋นเฉิงนิ่งไป ภรรยาที่เคยมองหน้าเขาราวกับเห็นศัตรู จู่ ๆ กลับยืนประกาศว่าจะไม่ยอมหย่าต่อหน้าเขาเสียอย่างนั้นใบหน้าคมยังคงเย็นชาเช่นเดิม ทว่าใบหูกลับค่อยๆ ร้อนผ่าวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เขากระแอมเบาๆ ก่อนรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมกว่าเดิม"หวังว่าเจ้าจะจำคำพูดของตัวเองเอาไว้ เพราะหากเจ้าคิดจะหนีอีกแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะหักขาเจ้าเสีย"พูดจบ ท่านโหวหนุ่มก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินออกจากห้องไปทันที ร
หลินเสี่ยวเยว่เบิกตาโพลง มองเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณเหนือศีรษะด้วยความมึนงง กลิ่นกำยานจางๆ ลอยแตะปลายจมูก พร้อมเสียงกระซิบแหลมเล็กข้างหูที่ฟังแล้วชวนให้หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก"เสี่ยวเยว่ มัวเหม่ออะไรอยู่ รีบขนก้อนทองกับเครื่องประดับหยกพวกนี้ใส่ถุงผ้าเร็วเข้าสิ บัณฑิตจางรอเจ้าอยู่ที่ประตูหลังจวนแล้วนะ"เสี่ยวเยว่หันขวับไปตามเสียง ก่อนจะพบหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดฮั่นฝูสีชมพูอ่อน กำลังกุลีกุจอหยิบเครื่องประดับบนโต๊ะใส่ห่อผ้าอย่างลับๆ ล่อๆ‘สวี่หลาน’ทันใดนั้น ความทรงจำมากมายก็ประเดประดังเข้าสู่สมองจนหลินเสี่ยวเยว่แทบตั้งตัวไม่ทันนี่มันนิยายจีนโบราณเรื่อง ‘ลิขิตรักจวนโหว’ ที่นางเพิ่งอ่านจบไปเมื่อคืนชัดๆส่วนร่างที่นางกำลังอาศัยอยู่ในตอนนี้ก็คือ ‘หลินเสี่ยวเยว่’ ภรรยาพระราชทานผู้โง่เขลาของท่านโหว นางหลงเชื่อคำยุยงของสวี่หลาน เพื่อนรักดอกไม้ขาวจอมเสแสร้ง จนคิดหอบสมบัติหนีตามบัณฑิตยากจนที่ตนหลงใหลและจุดจบในนิยายก็คือ หลังหลินเสี่ยวเยว่หนีออกจากจวนได้ บัณฑิตจางกลับกวาดเงินทองทั้งหมดแล้วทอดทิ้งนางอย่างไม่ไยดี ขณะที่สวี่หลานรีบนำเรื่องนี้ไปบอกท่านโหว สุดท้ายหลินเสี่ยวเยว่ถูกจับกลับมารับโท







