LOGINท่ามกลางทุ่งกุลาร้องไห้ที่บัดนี้ไร้ซึ่งเสียงสะอื้นของมนุษย์ มีเพียงสายลมแห้งแล้งที่หอบเอาละอองสีทองจางๆ พัดผ่านซากปรักหักพังของเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่หักโค่น แสงสว่างบนฟากฟ้ามิได้มาจากดวงอาทิตย์ตามธรรมชาติ แต่มาจากกิ่งก้านมหึมาของ “มหาโพธิ์ทอง” ต้นไม้ทองคำยักษ์ที่รากของมันหยั่งลึกลงไปถึงแกนโลก และกิ่งก้านของมันค้ำยันสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เอาไว้
แต่แสงนั้นบัดนี้กลับหม่นแสงลง... มันมิใช่สีทองบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เป็นสีเหลืองซีดคล้ายสีผิวกายของคนตาย สิงขร ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับศตวรรษ ร่างของเขาซุกตัวอยู่ในกองเถ้าธุลีใต้ถุนศาลาวัดเก่าที่ผุพัง ผิวหนังของเขาแห้งกร้าน แผ่นหลังมีรอยสักยันต์ที่ขาดวิ่นไปตามบาดแผลเก่าจากการสู้รบในอดีต เขาคือหนึ่งใน “ผู้ไร้บุญ” เหล่านักรบและขุนนางที่เคยถูกเนรเทศออกจากแผ่นดินขัณฑสีมาเพียงเพราะแสงแห่งบุญบารมีในดวงตาได้มอดดับลง แต่บัดนี้ เมื่อ “มหาธรรมจักร” อันเป็นกฎเกณฑ์แห่งโลกได้แตกสลาย ก้อนธาตุแห่งความตายจึงไหลย้อนกลับ ความตายมิใช่จุดสิ้นสุด และเสียงเพรียกจากเถ้าธุลีได้เรียกพวกเขากลับมาทวงคืนบัลลังก์ ชายหนุ่มยันกายขึ้น ความทรงจำของเขายังคงพร่าเลือนเหมือนหมอกยามเช้า เขารู้เพียงว่าเขาเคยเป็น "จาตุรงคบาท" ผู้พิทักษ์เท้าช้างศึก แต่ในมือตอนนี้มีเพียงดาบเหล็กน้ำพี้ที่บิ่นหักและสนิมเขรอะ เขาเดินออกจากศาลาวัด สายตามองไปที่เส้นขอบฟ้า ที่นั่นเขาเห็นร่างของสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่บนยอดเสาอโศกที่หักพัง เธอมิใช่คน... แต่เป็นวิญญาณที่กึ่งโปร่งแสง สวมชุดห่มสไบสีนิล ดวงตาข้างหนึ่งของเธอถูกปิดทับด้วยรอยสักรูปกลีบบัวสีม่วง “เจ้าก็กลับมาด้วยหรือ... นักรบผู้ถูกทอดทิ้ง” เสียงของเธอเยือกเย็นคล้ายลมฤดูหนาว “แผ่นดินที่เจ้าเคยรู้จัก บัดนี้มิใช่แผ่นดินเดิมอีกต่อไป เหล่ากึ่งเทพผู้เป็นโอรสและธิดาของ พระนางมณีรัตน์ ต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความคลุ้มคลั่ง พวกเขาแย่งชิงเศษเสี้ยวของมหาธรรมจักรไปครอบครอง บ้างกลายเป็นยักษ์ปักหลั่นที่กัดกินศพ บ้างกลายเป็นอสุรกายในคราบกษัตริย์” สิงขรไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่กำด้ามดาบแน่นขึ้น แสงสีทองเล็กๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา มันคือ “ประทีปแห่งบุญ” ที่ผุดขึ้นจากพื้นดินที่แตกระแหง แสงสว่างนั้นชี้ทางไปยังทิศตะวันตก... มุ่งหน้าสู่เขาพระสุเมรุและนครหลวงที่ล่มสลาย “ข้ามีนามว่า มาลี...” วิญญาณสาวกล่าวต่อขณะที่เธอเลือนหายไปในอากาศ “หากเจ้าปรารถนาจะขึ้นเป็น ธรรมราชา และเยียวยาโลกที่บิดเบี้ยวนี้ เจ้าต้องข้ามผ่านทุ่งสังหารนี้ไปให้ได้... แต่ระวังตัวด้วย เงามืดที่อยู่ใต้ร่มเงาพฤกษาทองคำนั้น หิวกระหายบุญบารมีของเจ้ายิ่งกว่าสิ่งใด” สิงขรเริ่มก้าวเดินผ่านทุ่งหญ้าสีเลือด เขาพบเห็นซากศพของเหล่าทหารอาสาในชุดเกราะหวายที่เดินโซเซราวกับหุ่นเชิด ดวงตาของพวกมันว่างเปล่าและมีแสงสีเหลืองอ่อนลุกโชนอยู่ภายใน พวกมันคือผู้ที่ตายไปแล้วแต่ถูกพันธนาการไว้ด้วยอำนาจของมหาโพธิ์ทอง ไม่สามารถไปสู่สุคติได้ สิงขรเบี่ยงตัวหลบหลังซากเกวียนไม้ กลิ่นเหม็นเน่าและกลิ่นธูปไหม้โชยมาตามลม ที่ด้านหน้าของเขา คือด่านประตูเมืองโบราณที่มีร่างมหึมาของ "ทวารบาลศิลา" ยืนเฝ้าอยู่ มันมิใช่หินสลักธรรมดา แต่เป็นอสุรกายที่ถูกสร้างขึ้นจากศิลาแลงและอาคมไสยดำ มือของมันถือกระบองยักษ์ที่พันด้วยสายสิญจน์โชกเลือด นี่คือบททดสอบแรกของผู้ไร้บุญในแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นนรก สิงขรสูดลมหายใจเข้าลึก รอยสักยันต์ที่กลางหลังของเขาเริ่มเรืองแสงสีแดงจางๆ ความร้อนจากวิชาอาคมที่ถูกสะกดไว้เริ่มสูบฉีดไปตามกระแสเลือด เขาไม่ใช่แค่นักรบที่ฟื้นจากความตาย แต่เขาคือความหวังสุดท้ายที่จะรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งธรรมจักร เพื่อกำหนดชะตากรรมของไตรภูมิใหม่อีกครั้ง “หากสวรรค์ทอดทิ้งข้า... ข้าก็จะสร้างสวรรค์ขึ้นมาใหม่ด้วยคมดาบของข้าเอง” เขาวิ่งทะยานออกไปจากเงามืด ดาบเหล็กน้ำพี้กรีดผ่านอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว การเดินทางสู่บัลลังก์ธรรมราชาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วท่ามกลางเสียงสวดส่งวิญญาณที่ไม่มีวันจบสิ้นของแผ่นดินสยามที่ล่มสลายกำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเป็นสัญลักษณ์ของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่าการงอกของเขี้ยวบนร่างกายคือพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทว่าในสายตาของมหาโพธิ์ทอง สิ่งเหล่านั้นคือความวิปริตที่ต้องถูกชำระล้างด้วยเปลวเพลิงสิงขรและมาลินหมอบซ่อนตัวอยู่หลังซากรูปปั้นสิงโตหินที่ถูกทุบทำลายจนเหลือเพียงครึ่งซีก สายตาของสิงขรทอดมองผ่านช่องแคบๆ ไปยังลานกว้างหน้าประตูใหญ่ของเมือง ที่นั่นเนืองแน่นไปด้วย "นักรบเผ่าเขี้ยวเขา" พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่สลักลวดลายบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่และเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังชั่วกัปชั่วกัลป์ ในมือของพวกมันถือดาบโค้งคู่และง้าวศิลาที่อาบเวทมนตร์สีทองหม่น เสียงสวดมนต์ที่ฟังดูคล้ายเสียงครวญครางและสาปแช่งดังประสานกันเป็นจังหวะที่ชวนให้ขนลุก"ทางเข้าหลักถูกปิดตายด้วยกองกำลังที่พร้อมจะสับเราเป็นชิ้นๆ" สิ
ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวทอดมองผ่านม่านหมอกสีหม่นไปยังทิศตะวันออก ที่ซึ่งมีแสงสีทองอันคุ้นเคยสว่างไสวทะลุความมืดมิดของ "แดนทมิฬใต้เงา"ทัศนียภาพรอบกายของพวกเขาในยามนี้ ช่างแตกต่างจากมัชฌิมโลกที่พวกเขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ได้เปิดกว้างรับแสงตะวันหรือแสงจันทร์ ทว่ามันถูกบดบังด้วย "เงามืดขนาดยักษ์" ที่บิดเบี้ยวและหนักอึ้ง มันคือเงาสะท้อนของมหาโพธิ์ทอง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ ยางไม้สีคล้ำประดุจเลือดเสียหยดทะลักลงมาจากรอยแตกของกิ่งก้านที่ไร้ใบเบื้องบน ร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินแห่งนี้ราวกับหยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันเหือดแห้งพื้นดินที่พวกเขาย่ำเดินนั้นอ่อนนุ่มและชื้นแฉะ ไม่ใช่เพราะหยาดฝน แต่เป็นเพราะมันซึมซับเอาความโศกเศร้าและเศษซากของดวงวิญญาณน
เมื่อปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของสิงขรและมาลินแตะลงบนท่อนแขนที่เหี่ยวแห้งของ มิคศิรา ประสาทสัมผัสทั้งมวลก็พลันดับวูบลง ไม่ใช่การเดินทางผ่านมิติด้วยแสงสว่าง หรือสายลมที่พัดพา ทว่ามันคือการถูกดูดกลืนให้จมดิ่งลงสู่ "ห้วงลึก" ที่มืดมิดและหนาวเหน็บจนถึงแก่นวิญญาณ ราวกับถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ซึ่งแสงตะวันความรู้สึกแรกที่ปลุกสิงขรให้ฟื้นคืนสติ คือกลิ่นของดินปืน ขี้เถ้า และความโศกเศร้าที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหนาทึบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความมืดสนิท ทว่ากลับเป็นทัศนียภาพที่งดงามทว่าน่าขนลุกจนแทบหยุดหายใจสิงขรและมาลินไม่ได้ยืนอยู่ใต้ดินอีกต่อไป พวกเขากำลังยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าแห้งแล้งที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา แต่สิ่งที่ปกคลุมทุ่งกว้างแห่งนี้ไม่ใช่ต้นไม้หรือดอกไม้ ทว่ามันคือ "ป้ายหลุมศพศิลา" นับแสนตั้งเรียงรายระเกะระกะไปทั่วทุกสารทิศ ป้ายวิญญาณเหล่านั้นโปร่งแสงและเรืองแสงสีฟ้าอมเขียวอ่อนๆ ประดุจแสงหิ่งห้อยที่กำลังไว้อาลัยแด่คนตาย"ทุ่งสุสานศิลา"เหนือทุ่งสุสานแห่งนี้ ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีเทาหรือสีเลือดเหมือนในมัชฌิมโลก แต่มันถูกปกคลุมด้วย "ม่านเงาขนาดยักษ์" ที่
กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกระซิบไร้สัพสำเนียงที่ดึงรั้งจิตวิญญาณ ราวกับกำลังเพรียกหาให้เขาก้าวข้ามขอบเหวแห่งความว่างเปล่าสิงขรยื่นมือซ้ายที่สั่นสะท้านออกไป ปลายนิ้วห่างจากแขนของครึ่งเทพเพียงคืบ ไอเย็นจากเวทมนตร์ดวงดาวในกายของเขาปะทะกับม่านพลังงานสีดำสนิทที่ห่อหุ้มแขนนั้น บังเกิดเสียงซ่าเบาๆ ประดุจน้ำหยดลงบนเหล็กวิูดร้อนจัด"สิงขร..."เสียงเรียกอันแผ่วเบาของมาลินดึงสติของเขากลับมา หญิงสาวเดินกะเผลกเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อมองลึกเข้าไปในความมืดที่แผ่ออกมาจากรังไหม "อย่าแตะมันนะ... ข้าสัมผัสได้ถึงความตายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพิษมรณะชาด มันเป็นดินแดนที่ไม่มีแม้แต่แสงสว่างจอมปลอมของทวยเทพ หากเจ้ายื่นมือเข้าไปในสภาพที่ร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้... วิญญาณของเจ้าจะถูกฉีกกระชากจนไม่ได้กลับมาเกิดอ
ละอองเลือดที่สาดกระเซ็นจากการปะทะ ถูกความร้อนของเพลิงโลหิตแผดเผาจนกลายเป็นหมอกควันสีแดงคลุ้งไปทั่ววิหารบาดาล มฆวาน ราชันย์โลหิต ผู้สยายปีกสีดำขลับที่หยาดเยิ้มไปด้วยเลือดลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นศิลา ท่าทีหยิ่งผยองของมันทวีความบ้าคลั่งขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อรับรู้ว่าพิธีกรรม ถูกขัดขวาง"เมื่อเจ้าปฏิเสธที่จะมอบเลือดให้แก่ข้าแต่โดยดี... ข้าก็จะบดขยี้เจ้าและคั้นมันออกมาจากซากศพของเจ้าเอง!"มฆวานคำรามลั่น มันตวัด ตรีศูลศิลาโลหิต กลางอากาศ สร้างรอยแยกมิติสีแดงฉานก่อนจะสาดคลื่นเพลิงโลหิตลงมาประดุจห่าฝนอุกกาบาต!ซูม! ซูม! ซูม!สิงขรกัดฟันกลิ้งหลบอย่างทุลักทุเล เปลวเพลิงที่ตกลงกระทบพื้นวิหารไม่ได้ดับมอดลง แต่มันลุกลามและแผดเผาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ในการยืนหยัดของสิงขรลดน้อยลงทุกขณะ ร่างกายที่บอบช้ำและพละกำลังที่เหือดหายทำให้ความเร็วของเขาตกลงอย่างเห็นได้ชัด ดาบจันทราทมิฬในมือหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูก"ถ้าปล่อยให้มันบินอยู่แบบนี้ ข้าโดนย่างสดแน่!" สิงขรหอบหายใจอย่างหนักมาลินที่แอบอยู่หลังซากเสาหินพยายามจะใช้หน้าไม้เพลิงยิงสกัด แต่มฆวานเพียงแค่สะบัดปีก คลื่นลมผสมเลือดก็กระแทกลูกศรของนางจนหักสะบ
ลานกว้างหน้าแท่นบูชาแห่ง "วิหารโลหิต" สั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอันใหญ่โตมโหฬารของ "มฆวาน ราชันย์โลหิต" กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนหยดลงมา ท้องฟ้าใต้บาดาลถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจบาดแผลที่เปิดกว้างของจักรวาลสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าอสุรกายร้าย ร่างกายของเขาโอนเอนประดุจต้นไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ บาดแผลจากการสู้รบกับเทพธิดามาลินียังคงส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวด ทว่ามือที่กำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" กลับมั่นคงและเยือกเย็น ไอสังหารสีน้ำเงินสว่างวาบตัดกับความมืดมิดและสีเลือดของวิหาร"เลือดของเจ้า... ช่างมีกลิ่นหอมหวนของความตาย" มฆวานแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม มันกระแทก "ตรีศูลศิลาโลหิต" ลงบนพื้นศิลา!ตึง!!!เปลวไฟสีแดงเลือด—เพลิงโลหิต—ลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวมัน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าหาสิงขรด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวที่เทอะทะ ตรีศูลขนาดยักษ์ถูกง้างขึ้นและฟาดกวาดเป็นแนวนอน หมายจะตัดร่างของ ผู้ไร้บุญให้ขาดเป็นสองท่อนสิงขรเบิกตากว้าง เขายกดาบจันทราทมิฬขึ้นต้านรับอย่างทุลักทุเลเคร้ง!แรงปะทะนั้นมหาศาลเกินบรรยาย! สิงขรถูกกระแ







