หน้าหลัก / แฟนตาซี / ธรรมจักรทมิฬ / ตอนที่ 1: กลิ่นธูปในทุ่งสังหาร

แชร์

ตอนที่ 1: กลิ่นธูปในทุ่งสังหาร

ผู้เขียน: Wanderer
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-19 14:15:19

แสงสีทองหม่นพาดผ่านขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกสีตะกั่ว แต่มันมิใช่แสงของดวงตะวัน หากแต่เป็นรัศมีอันเจิดจ้าที่แผ่ออกมาจากกิ่งก้านมหึมาของ "มหาโพธิ์ทอง" ต้นไม้บรรพกาลที่มีขนาดใหญ่เสียจนรากของมันชอนไชไปทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดิน

ใบโพธิ์สีทองขนาดเท่าโล่ขยับไหวตามสายลม เกิดเสียงคล้ายระฆังแก้วที่ดังกังวานอย่างวังเวงไปทั่วทุ่งกุลาร้องไห้

สิงขร ยันกายขึ้นจากกองซากศพที่แห้งกรัง ผิวหนังของเขาซีดเผือดจากการขาดเลือดมานานนับศตวรรษ แต่ในแววตาที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับมีประกายสีทองเล็กๆ จุดประกายขึ้นมาใหม่ มันคือ "แสงแห่งบุญ" ที่จู่ๆ ก็หวนกลับมาเรียกคืนวิญญาณของเขากลับสู่กายหยาบอีกครั้ง เขาไอออกมาเป็นฝุ่นผงสีดำ ก่อนจะคว้าด้ามดาบเหล็กน้ำพี้ที่วางอยู่ข้างกาย

เขามองไปรอบๆ ทุ่งกุลาฯ ที่เขาเคยรู้จักในอดีต บัดนี้กลายเป็นทุ่งสังหารที่ไม่มีสิ้นสุด กองเกวียนที่เคยบรรทุกข้าวปลาอาหารหักพังกลายเป็นซากไม้ที่ประดับด้วยกะโหลกมนุษย์ กระดูกขาวโพลนเกลื่อนกลาดราวกับเม็ดทราย สิงขรจำได้ลางๆ ว่าก่อนที่เขาจะถูกเนรเทศออกไปนอกขอบขัณฑสีมาในฐานะ "ผู้ไร้บุญ" โลกนี้เคยสงบสุขกว่านี้ แต่บัดนี้ กลิ่นที่อบอวลอยู่ในอากาศกลับไม่ใช่กลิ่นดินกลิ่นหญ้า แต่มันคือกลิ่นธูปหอมที่ฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียน ผสมกับกลิ่นสาบของซากเน่าเปื่อย

"เจ้าตื่นขึ้นมาแล้วหรือ... ผู้ที่มรณายังมิปรารถนา"

เสียงแหบพร่าดังมาจากเงาของศาลาไม้ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่ง สิงขรหันไปมองอย่างรวดเร็ว มือกระชับดาบแน่นตามสัญชาตญาณนักรบ ที่นั่นเขาเห็นชายชราในชุดนุ่งขาวห่มขาวที่ขาดวิ่น ร่างกายผอมแห้งจนเห็นซี่โครง ผิวหนังเต็มไปด้วยรอยสักยันต์ที่ดำคล้ำ ชายชราคนนั้นกำลังก้มหน้าก้มตาจุดธูปกำใหญ่หน้ารูปปั้นพระพรหมที่เศียรหักหายไป

"ท่านเป็นใคร?" สิงขรเค้นเสียงถาม ลำคอของเขาแห้งผากราวกินผงถ่าน

"ข้าคือผู้เฝ้ากองกูณฑ์... ผู้ที่คอยมองดูพวกไร้บุญเช่นเจ้าย้อนกลับมาตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า"

ชายชราหัวเราะเยาะในลำคอ พลางชี้มือไปยังแสงสีทองที่พุ่งขึ้นจากดินห่างออกไปไม่ไกล

"นั่นคือ ประทีปแห่งบุญ สิ่งเดียวที่จะช่วยให้เจ้าไม่สูญสลายไปในความมืดมนนี้ ไปเสียเถิด ไปรับเอาบุญบารมีที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนที่พวก 'นวรัตน์วิปริต' จะตามกลิ่นเจ้าเจอ"

สิงขรเดินตรงไปยังประทีปนั้น เมื่อเขาเอื้อมมือไปแตะ ความร้อนสายหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่หัวใจ ความทรงจำบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมา ภาพของเพลิงกัลป์ที่เผาผลาญศรีอยุธยา ภาพของ พระนางมณีรัตน์ ผู้ถือมหาธรรมจักรที่แตกร้าว และภาพของเหล่ากึ่งเทพที่ต่างกรีดร้องด้วยความโลภชิงดีชิงเด่น แสงนั้นบอกทางเขา... มันชี้ไปที่กำแพงเมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ

ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินต่อ เสียงย่ำเท้าที่หนักอึ้งก็ดังขึ้นพื้นดินสะเทือนจนขวดน้ำมนต์ศิลาเก่าๆ บนศาลาร่วงหล่น

จากม่านหมอกสีตะกั่ว ร่างมหึมาของศัตรูตัวแรกปรากฏกายขึ้น มันคือ "ทวารบาลผู้ถูกสาป" อดีตยักษ์วัดแจ้งที่เคยเฝ้าประตูวัง แต่บัดนี้ร่างกายของมันมิใช่ศิลาจำหลักอีกต่อไป เนื้อหนังของมันกลายเป็นสีเทาดำสลับกับทองหม่น สวมเกราะเหล็กหนาที่ขึ้นสนิมเหล็กสีแดงก่ำ ในมือถือกระบองเหล็กขนาดเท่าซุงที่มีโซ่พันด้วยสายสิญจน์สีดำสนิท

"ผู้... ไร้... บุญ..." เสียงของมันดังกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่า ดวงตาที่เป็นพลอยสีแดงลุกโชนด้วยโทสะ "จง... คืน... แสง... มา..."

มันเหวี่ยงกระบองยักษ์เข้าใส่สิงขรอย่างรุนแรง แรงลมจากการเหวี่ยงฉีกกระชากซากเกวียนรอบข้างจนแตกละเอียด สิงขรพุ่งตัวหลบออกด้านข้างได้อย่างหวุดหวิด เขารู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่กดทับจนหายใจลำบาก ดาบเหล็กน้ำพี้ในมือเขาเริ่มสั่นไหว มันไม่ใช่เพราะความกลัว

แต่เป็นเพราะรอยสักยันต์ "หนุมานคลุกฝุ่น" ที่แผ่นหลังของเขาเริ่มสำแดงฤทธิ์ ความร้อนพุ่งพล่านไปตามเส้นเลือด รอยสักสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงชาด

สิงขรตัดสินใจเข้าประชิด เขาอาศัยความคล่องแคล่วแบบนักรบจาตุรงคบาท สไลด์ตัวลอดใต้ขาของยักษ์ทวารบาล พร้อมกับตวัดดาบฟันเข้าที่เอ็นร้อยหวาย เสียงโลหะปะทะกับเนื้อแข็งๆ ดังสนั่น แต่ดาบบิ่นๆ ของเขากลับสร้างรอยแผลได้เพียงเล็กน้อย

"ชิ... หนังเหนียวเหมือนควายธนู" สิงขรสบถ

ยักษ์ร้ายคำรามด้วยความเจ็บแค้น มันกระทืบเท้าลงบนพื้นดินจนเกิดคลื่นกระแทก ทำให้สิงขรเสียหลักหงายหลัง ในจังหวะนั้นเอง มันเงื้อกระบองยักษ์ขึ้นสุดแขน เตรียมจะฟาดลงมาเพื่อปิดบัญชีชีวิตที่เพิ่งฟื้นคืนมาของเขา

ทันใดนั้น แสงสีทองจากใบโพธิ์ที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าก็สว่างวาบขึ้นรอบกายสิงขร เขาเห็นนิมิตสั้นๆ เป็นร่างของมาลี สตรีสวมสไบสีนิล ที่เคยพบกันก่อนหน้านี้

เธอกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ

"จงเรียกใช้พุทธานุภาพที่แฝงอยู่ในเหล็กน้ำพี้... อย่าใช้เพียงกำลังกาย" เสียงของเธอกระซิบอยู่ที่ข้างหู

สิงขรหลับตาลงเพียงเสี้ยววินาที เขาถ่ายโอน "บุญ" ที่เพิ่งได้รับจากประทีปเข้าสู่ตัวดาบ ทันใดนั้น ดาบที่เคยบิ่นสนิมเขรอะก็เรืองแสงสีทองเจิดจ้า รอยบิ่นกลับประสานกันด้วยเปลวเพลิงสีนวล เขาคำรามลั่นก่อนจะสปริงตัวขึ้นจากพื้น พุ่งทะยานสวนทางกับกระบองที่ฟาดลงมา

เคร้ง!!!

ดาบสีทองตัดผ่านกระบองเหล็กยักษ์จนขาดสะบั้นราวกับตัดหยวกกล้วย สิงขรไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขากระโดดเหยียบไหล่ของอสุรกายขึ้นไป และปักดาบลงตรงกลางกะโหลกที่ประดับด้วยมงกุฎหนามของมัน แสงสว่างพุ่งออกจากรอยแผล ราวกับว่าพลังงานที่มันสูบกินมาจากผู้อื่นถูกปลดปล่อยออกไปในคราวเดียว

ร่างมหึมาของทวารบาลค่อยๆ ทรุดตัวลงและสลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีทอง สิงขรร่วงลงมาสู่พื้น ยืนหอบหายใจอย่างหนัก ดาบในมือของเขากลับมามัวหมองเหมือนเดิม แต่วิญญาณภายในกลับรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น เขาได้รับ "เศษเสี้ยวบารมี" จากการปราบมันลงได้

ซึ่งพลังนี้เองที่จะใช้ในการเพิ่มพูน ‘ตบะ’ ของเขาให้แกร่งกล้าต่อไป

เขามองไปที่กำแพงเมืองที่อยู่ไกลออกไป เส้นทางต่อจากนี้จะไม่ได้มีแค่ยักษ์ระดับปลายแถว แต่ยังมีเหล่ากึ่งเทพที่ครอบครอง "เศษธรรมจักร" รอคอยเขาอยู่ภายใต้ร่มเงาของมหาโพธิ์ทองที่อาจจะเป็นทั้งทางรอด... และความพินาศของโลกใบนี้

สิงขรเก็บดาบเข้าฝักที่ขาดวิ่น แล้วเริ่มก้าวเดินต่อไป ท่ามกลางกลิ่นธูปที่เริ่มจางหายไป และกลิ่นเลือดที่เริ่มเข้มข้นขึ้น

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 23: คำสัตย์กลางเพลิง และรัศมีธรรมแห่งวีรบุรุษ

    ภายใต้แผ่นฟ้าที่มืดมิดดุจผืนกำมะหยี่สีดำสนิทซึ่งถูกฉาบด้วยสีเลือดนก ดวงจันทร์สีแดงก่ำค่อยๆ ขยับเลื่อนมาสถิตอยู่เหนือยอดหอคอยแหลมคมของปราสาทชายแดนประหนึ่งดวงตาสีเลือดของอสุรกายยักษ์ที่กำลังจับจ้องลงมายังพื้นพิภพด้วยความกระหายบรรยากาศภายในลานประลองชายป่าพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย จนได้ยินเพียงเสียงฟืนในกองไฟพุ่งปะทุเป็นประกายไฟและเสียงหวีดหวิวของลมกรดที่หอบเอาเกสรสีชาดมาโปรยปรายประดุจฝนแห่งคำสาป เหล่านักรบเดนตายจากทั่วสารทิศกว่าร้อยชีวิตที่มีทั้งแผลเป็นท่วมกายและชุดเกราะที่ผ่านการกรำศึกหนัก ต่างพากันลุกขึ้นยืนและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับ แววตาของพวกเขาสะท้อนแสงไฟ มีทั้งความตื่นกลัวในอำนาจเทพเจ้าและความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อชื่อเสียงในตอนจบสิงขรก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาสูงตระหง่านใจกลางลานประลอง ในมือของเขากุม จอกเหล้าสังหาร ที่บรรจุน้ำอมฤตสีแดงเข้มข้นไว้จนปริ่มขอบ ของเหลวภายในนั้นสั่นไหวและส่งไอสังหารมหาศาลออกมาจนทำให้นักรบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน ทว่าสิงขรกลับยืนนิ่งมั่นคงประดุจเสาหลักศิลา แสงสี

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 22: ลานประลองชายป่า และการกลับมาของสหายร่วมศึก

    พายุทรายสีแดงขุ่นม้วนตัวเป็นเกลียวพัดกรรโชกผ่านทุ่งหญ้าที่แห้งกรังและบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเส้นผมของซากศพที่โผล่พ้นดิน ลมหายใจของแผ่นดินทิศใต้เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของสนิมเหล็กและเกสรของดอกไม้ปีศาจ สิงขรควบม้าศึกวารินพยศฝ่าม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึง “ลานประลองชายป่า” พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งมองเห็นปราสาทชายแดนอันเป็นที่สถิตของพญามารราหูตั้งเด่นอยู่ไกลลิบๆ ประหนึ่งมงกุฎหนามบนยอดเขาที่อาบไปด้วยสีสันของวันสิ้นโลกที่นี่คือจุดนัดพบที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารสงครามว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในทุ่งกัลปพฤกษ์เลือดที่ความแค้นส่วนตัวจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกียรติยศชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการยุติลมหายใจที่วิปริตของเทพเจ้าผู้คุ้มคลั่งก่อนที่โลกนี้จะเน่าเฟะไปจนเสียสิ้นบรรยากาศภายในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กลิ่นอายของน้ำมันลับดาบและคราบเขม่าจากเตาหลอมเหล็กโชยอบอวล ขุนศึกจากทั่วสารทิศ—ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตายจากหัวเมืองเหนือ หรือขุนพลไร้สังกัดจากชายแดน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 21: หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด และวิญญาณที่ถูกจองจำ

    หลังจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ด่านพระกาฬจางหายไปภายใต้แสงอัสดงสีเลือด ขุนอัคคีได้มอบ “จอกเหล้าสังหาร” ให้แก่สิงขร มันเป็นเครื่องทองเหลืองเก่าแก่หนักอึ้ง สลักลายราหูอมจันทร์ที่ดูดุดันและทรงอำนาจ ทว่าจอกนั้นกลับแห้งขอดและไร้ซึ่งชีวิต นายกองหน้าบากกำชับด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า หากสิงขรปรารถนาจะเข้าร่วม "เทศกาลสงคราม" เพื่อท้าทายพญามารราหู เขาต้องนำจอกนี้ไปบรรจุน้ำอมฤตสีแดงจากใจกลางหมู่บ้านที่ล่มสลายเสียก่อน เพราะนั่นคือเครื่องดื่มชนิดเดียวที่คนคลั่งจะยอมเปิดประตูต้อนรับสิงขรและวายุมุ่งหน้าเข้าสู่เขต “หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด” ซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของดินแดนทิศใต้ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าในยามนี้กลับกลายเป็นทุ่งนาที่รวงข้าวไม่ได้เป็นสีทองอร่ามอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยว กลายเป็นสีแดงคล้ำเข้มดุจเลือดนก และมีหนามแหลมคมงอกออกมาคล้ายเข็มพิษที่รอจังหวะทิ่มแทงผู้ที่ย่างกรายเข้าไป บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลายหลังพังทลายลงมาครึ่งซีก ถูกปกคลุมด้วยเยื่อใยสีชมพูหนาเตอะที่ขยับไหวตามจังหวะลมคล้ายปอดของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินกลิ่นอายความตายที่นี่รุนแรงและฉุนกึกจนวาริน

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 20: เสียงเพรียกจากเงามืด และบททดสอบแห่งด่านพระกาฬ

    ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ปนเปไปกับเสียงเห่าหอนกระโชกโฮกฮากของฝูงสุนัขยักษ์หัวคนซึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามจะปีนข้ามแนวกั้นเพลิงหน้าด่านพระกาฬ สิงขรรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ลมกรรโชกพัดเอาละอองสีชาดปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิ เปลวไฟจากคบเพลิงของทหารเพลิงสะท้อนกับคมดาบเหล็กน้ำพี้จนเกิดเงาเต้นระบำบนพื้นดินสีแดงเดือด ดูราวกับวิญญาณร่ายรำอยู่บนกองฟอน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบกายของสิงขรกลับพลันหยุดนิ่งลงอย่างประหลาดจนน่าขนลุกเสียงการปะทะและเสียงโห่ร้องของเหล่านักรบเพลิงค่อยๆ เบาบางลงคล้ายถูกกลืนหายไปในหมอกควันหนาทึบ แสงไฟสีส้มที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นสีฟ้าสลัวที่เยือกเย็นประดุจแสงจันทร์วันดับ และที่ข้างกองไฟที่เพิ่งจะมอดดับลงเบื้องหลังสิงขร ร่างของสตรีในชุดสไบสีนิลผู้คุ้นตาปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างไร้ที่มามาลี นั่งอยู่ในท่าพับเพียบอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของสงคราม ใบหน้าซีกที่งดงามของนางอาบด้วยแสงไฟสีนวล ขณะที่ซีกที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมนั้นดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาข้างที่เปิดอยู่ของนางจ้องมองมาที

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 19: ด่านพระกาฬ และกองทหารเพลิงกั้นนรก

    หลังจากการอำลามาลินที่หุบเขาไร้ชื่อ สิงขรและวายุก็ออกเดินทางลงสู่ทิศใต้อย่างต่อเนื่อง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทัศนียภาพรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ดินที่เคยเป็นสีน้ำตาลอ่อนเริ่มกลายเป็นสีแดงเข้มดุจโลหิตที่แห้งกรัง ต้นไม้ที่มีสีเขียวขจีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงซากไม้ยืนต้นที่กิ่งก้านบิดเบี้ยวดูคล้ายมือของคนบาปที่กำลังชูขึ้นฟ้าเพื่อขอความเมตตา ลมที่พัดผ่านกายสิงขรเริ่มหอบเอาละอองเกสรแดงฉานที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและความร้อนระอุที่กัดกินผิวหนัง"ข้างหน้านั่นคือ 'ด่านพระกาฬ'..." วายุชี้ไปยังป้อมปราการหินทรายสีแสดขนาดมหึมาที่ตั้งขวางหุบเขาลึกดุจกำแพงยักษ์ที่แยกโลกคนเป็นออกจากนรกคนตาย ประตูไม้มะค่าขนาดยักษ์ถูกปิดตายและเสริมด้วยแผ่นเหล็กหนาเตอะที่จารึกอาคมกันไฟไว้จนทั่ว "มันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กั้นระหว่างความปกติของมณฑลจันทรา และความวิปลาสของทุ่งกัลปพฤกษ์เลือด"เมื่อสิงขรควบม้าวารินพยศเข้าไปใกล้ด่าน เขาไม่ได้พบกับความเงียบเหงาที่ควรจะเป็นในดินแดนล่มสลาย แต่เขากลับได้ยินเสียงกึกก้องของกลองรบที่ตีจังหวะหนักแน่น ผสานไปกับการสวดชัยมงคลคาถาในสำเนียงที่ดุดันและกระแทกกระทั้น บนกำแพง

  • ธรรมจักรทมิฬ   ตอนที่ 18: ครรภ์อสุรกาย และปราการเถาวัลย์โลหิต

    สิงขรก้าวย่างเข้าสู่ปากถ้ำที่ดูราวกับปากของอสุรกายขนาดยักษ์ที่อ้าค้างไว้ ความมืดมิดภายในมิได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนถ้ำทั่วไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยไอความร้อนที่ระอุออกมาพร้อมกับกลิ่นฉุนกึกของสปอร์กัลปพฤกษ์เลือดที่ลอยฟุ้งดุจละอองหิมะสีแดงผนังถ้ำที่ควรจะเป็นหินศิลาแลงกลับถูกปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อเหนียวหนืดสีชมพูเข้มที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพ“ระวังฝีเท้าด้วย สิงขร...” วายุกระซิบผ่านจิตจางๆ ร่างกึ่งโปร่งแสงของเขามัวหมองลงเมื่อต้องสัมผัสกับไอพิษเข้มข้น “พื้นถ้ำนี้ไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือ ‘ซากบุญ’ ที่ถูกย่อยสลายจนกลายเป็นอาหารของโรคร้าย อย่าให้ผิวหนังของเจ้าสัมผัสกับน้ำหนองสีม่วงที่ไหลอยู่ตามร่องหินเด็ดขาด”สิงขรนำผ้าขึ้นมามัดปิดจมูกและปากไว้แน่น เขาหยดน้ำค้างแสงจันทร์ลงบนใบดาบเหล็กน้ำพี้ แสงสีเขียวมรกตที่แผ่ออกมาช่วยขับไล่หมอกสีแดงรอบตัวให้จางลงพอที่จะมองเห็นทางเดินสลัวๆ ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไป เสียงหัวใจของเขาดูเหมือนจะเต้นสอดประสานไปกับเสียงชีพจรของถ้ำอย่างน่าประหลาดทันใดนั้น เพดานถ้ำเบื้องบนก็ขยับไหว!“เถาวัลย์กินคน” เส้นสายสีแดงสดขนาดเท

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status