ログインแสงสีทองหม่นพาดผ่านขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกสีตะกั่ว แต่มันมิใช่แสงของดวงตะวัน หากแต่เป็นรัศมีอันเจิดจ้าที่แผ่ออกมาจากกิ่งก้านมหึมาของ "มหาโพธิ์ทอง" ต้นไม้บรรพกาลที่มีขนาดใหญ่เสียจนรากของมันชอนไชไปทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดิน
ใบโพธิ์สีทองขนาดเท่าโล่ขยับไหวตามสายลม เกิดเสียงคล้ายระฆังแก้วที่ดังกังวานอย่างวังเวงไปทั่วทุ่งกุลาร้องไห้ สิงขร ยันกายขึ้นจากกองซากศพที่แห้งกรัง ผิวหนังของเขาซีดเผือดจากการขาดเลือดมานานนับศตวรรษ แต่ในแววตาที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับมีประกายสีทองเล็กๆ จุดประกายขึ้นมาใหม่ มันคือ "แสงแห่งบุญ" ที่จู่ๆ ก็หวนกลับมาเรียกคืนวิญญาณของเขากลับสู่กายหยาบอีกครั้ง เขาไอออกมาเป็นฝุ่นผงสีดำ ก่อนจะคว้าด้ามดาบเหล็กน้ำพี้ที่วางอยู่ข้างกาย เขามองไปรอบๆ ทุ่งกุลาฯ ที่เขาเคยรู้จักในอดีต บัดนี้กลายเป็นทุ่งสังหารที่ไม่มีสิ้นสุด กองเกวียนที่เคยบรรทุกข้าวปลาอาหารหักพังกลายเป็นซากไม้ที่ประดับด้วยกะโหลกมนุษย์ กระดูกขาวโพลนเกลื่อนกลาดราวกับเม็ดทราย สิงขรจำได้ลางๆ ว่าก่อนที่เขาจะถูกเนรเทศออกไปนอกขอบขัณฑสีมาในฐานะ "ผู้ไร้บุญ" โลกนี้เคยสงบสุขกว่านี้ แต่บัดนี้ กลิ่นที่อบอวลอยู่ในอากาศกลับไม่ใช่กลิ่นดินกลิ่นหญ้า แต่มันคือกลิ่นธูปหอมที่ฉุนกึกจนน่าสะอิดสะเอียน ผสมกับกลิ่นสาบของซากเน่าเปื่อย "เจ้าตื่นขึ้นมาแล้วหรือ... ผู้ที่มรณายังมิปรารถนา" เสียงแหบพร่าดังมาจากเงาของศาลาไม้ที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทุ่ง สิงขรหันไปมองอย่างรวดเร็ว มือกระชับดาบแน่นตามสัญชาตญาณนักรบ ที่นั่นเขาเห็นชายชราในชุดนุ่งขาวห่มขาวที่ขาดวิ่น ร่างกายผอมแห้งจนเห็นซี่โครง ผิวหนังเต็มไปด้วยรอยสักยันต์ที่ดำคล้ำ ชายชราคนนั้นกำลังก้มหน้าก้มตาจุดธูปกำใหญ่หน้ารูปปั้นพระพรหมที่เศียรหักหายไป "ท่านเป็นใคร?" สิงขรเค้นเสียงถาม ลำคอของเขาแห้งผากราวกินผงถ่าน "ข้าคือผู้เฝ้ากองกูณฑ์... ผู้ที่คอยมองดูพวกไร้บุญเช่นเจ้าย้อนกลับมาตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ชายชราหัวเราะเยาะในลำคอ พลางชี้มือไปยังแสงสีทองที่พุ่งขึ้นจากดินห่างออกไปไม่ไกล "นั่นคือ ประทีปแห่งบุญ สิ่งเดียวที่จะช่วยให้เจ้าไม่สูญสลายไปในความมืดมนนี้ ไปเสียเถิด ไปรับเอาบุญบารมีที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนที่พวก 'นวรัตน์วิปริต' จะตามกลิ่นเจ้าเจอ" สิงขรเดินตรงไปยังประทีปนั้น เมื่อเขาเอื้อมมือไปแตะ ความร้อนสายหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่หัวใจ ความทรงจำบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมา ภาพของเพลิงกัลป์ที่เผาผลาญศรีอยุธยา ภาพของ พระนางมณีรัตน์ ผู้ถือมหาธรรมจักรที่แตกร้าว และภาพของเหล่ากึ่งเทพที่ต่างกรีดร้องด้วยความโลภชิงดีชิงเด่น แสงนั้นบอกทางเขา... มันชี้ไปที่กำแพงเมืองโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินต่อ เสียงย่ำเท้าที่หนักอึ้งก็ดังขึ้นพื้นดินสะเทือนจนขวดน้ำมนต์ศิลาเก่าๆ บนศาลาร่วงหล่น จากม่านหมอกสีตะกั่ว ร่างมหึมาของศัตรูตัวแรกปรากฏกายขึ้น มันคือ "ทวารบาลผู้ถูกสาป" อดีตยักษ์วัดแจ้งที่เคยเฝ้าประตูวัง แต่บัดนี้ร่างกายของมันมิใช่ศิลาจำหลักอีกต่อไป เนื้อหนังของมันกลายเป็นสีเทาดำสลับกับทองหม่น สวมเกราะเหล็กหนาที่ขึ้นสนิมเหล็กสีแดงก่ำ ในมือถือกระบองเหล็กขนาดเท่าซุงที่มีโซ่พันด้วยสายสิญจน์สีดำสนิท "ผู้... ไร้... บุญ..." เสียงของมันดังกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่า ดวงตาที่เป็นพลอยสีแดงลุกโชนด้วยโทสะ "จง... คืน... แสง... มา..." มันเหวี่ยงกระบองยักษ์เข้าใส่สิงขรอย่างรุนแรง แรงลมจากการเหวี่ยงฉีกกระชากซากเกวียนรอบข้างจนแตกละเอียด สิงขรพุ่งตัวหลบออกด้านข้างได้อย่างหวุดหวิด เขารู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่กดทับจนหายใจลำบาก ดาบเหล็กน้ำพี้ในมือเขาเริ่มสั่นไหว มันไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะรอยสักยันต์ "หนุมานคลุกฝุ่น" ที่แผ่นหลังของเขาเริ่มสำแดงฤทธิ์ ความร้อนพุ่งพล่านไปตามเส้นเลือด รอยสักสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงชาด สิงขรตัดสินใจเข้าประชิด เขาอาศัยความคล่องแคล่วแบบนักรบจาตุรงคบาท สไลด์ตัวลอดใต้ขาของยักษ์ทวารบาล พร้อมกับตวัดดาบฟันเข้าที่เอ็นร้อยหวาย เสียงโลหะปะทะกับเนื้อแข็งๆ ดังสนั่น แต่ดาบบิ่นๆ ของเขากลับสร้างรอยแผลได้เพียงเล็กน้อย "ชิ... หนังเหนียวเหมือนควายธนู" สิงขรสบถ ยักษ์ร้ายคำรามด้วยความเจ็บแค้น มันกระทืบเท้าลงบนพื้นดินจนเกิดคลื่นกระแทก ทำให้สิงขรเสียหลักหงายหลัง ในจังหวะนั้นเอง มันเงื้อกระบองยักษ์ขึ้นสุดแขน เตรียมจะฟาดลงมาเพื่อปิดบัญชีชีวิตที่เพิ่งฟื้นคืนมาของเขา ทันใดนั้น แสงสีทองจากใบโพธิ์ที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าก็สว่างวาบขึ้นรอบกายสิงขร เขาเห็นนิมิตสั้นๆ เป็นร่างของมาลี สตรีสวมสไบสีนิล ที่เคยพบกันก่อนหน้านี้ เธอกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ "จงเรียกใช้พุทธานุภาพที่แฝงอยู่ในเหล็กน้ำพี้... อย่าใช้เพียงกำลังกาย" เสียงของเธอกระซิบอยู่ที่ข้างหู สิงขรหลับตาลงเพียงเสี้ยววินาที เขาถ่ายโอน "บุญ" ที่เพิ่งได้รับจากประทีปเข้าสู่ตัวดาบ ทันใดนั้น ดาบที่เคยบิ่นสนิมเขรอะก็เรืองแสงสีทองเจิดจ้า รอยบิ่นกลับประสานกันด้วยเปลวเพลิงสีนวล เขาคำรามลั่นก่อนจะสปริงตัวขึ้นจากพื้น พุ่งทะยานสวนทางกับกระบองที่ฟาดลงมา เคร้ง!!! ดาบสีทองตัดผ่านกระบองเหล็กยักษ์จนขาดสะบั้นราวกับตัดหยวกกล้วย สิงขรไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขากระโดดเหยียบไหล่ของอสุรกายขึ้นไป และปักดาบลงตรงกลางกะโหลกที่ประดับด้วยมงกุฎหนามของมัน แสงสว่างพุ่งออกจากรอยแผล ราวกับว่าพลังงานที่มันสูบกินมาจากผู้อื่นถูกปลดปล่อยออกไปในคราวเดียว ร่างมหึมาของทวารบาลค่อยๆ ทรุดตัวลงและสลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีทอง สิงขรร่วงลงมาสู่พื้น ยืนหอบหายใจอย่างหนัก ดาบในมือของเขากลับมามัวหมองเหมือนเดิม แต่วิญญาณภายในกลับรู้สึกแข็งแกร่งขึ้น เขาได้รับ "เศษเสี้ยวบารมี" จากการปราบมันลงได้ ซึ่งพลังนี้เองที่จะใช้ในการเพิ่มพูน ‘ตบะ’ ของเขาให้แกร่งกล้าต่อไป เขามองไปที่กำแพงเมืองที่อยู่ไกลออกไป เส้นทางต่อจากนี้จะไม่ได้มีแค่ยักษ์ระดับปลายแถว แต่ยังมีเหล่ากึ่งเทพที่ครอบครอง "เศษธรรมจักร" รอคอยเขาอยู่ภายใต้ร่มเงาของมหาโพธิ์ทองที่อาจจะเป็นทั้งทางรอด... และความพินาศของโลกใบนี้ สิงขรเก็บดาบเข้าฝักที่ขาดวิ่น แล้วเริ่มก้าวเดินต่อไป ท่ามกลางกลิ่นธูปที่เริ่มจางหายไป และกลิ่นเลือดที่เริ่มเข้มข้นขึ้นความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามากระทบผิวเนื้อ ไม่ใช่ความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูกประดุจเวทมนตร์เหมันต์ หรือความเยือกเย็นอันชวนขนลุกของแดนทมิฬใต้เงา ทว่ามันเป็นความเย็นที่สงบเงียบ บริสุทธิ์ และปราศจากพันธนาการใดๆ เหมือนอากาศบริสุทธิ์ในคืนเดือนแรมที่ไร้เมฆหมอกสิงขรค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความเจ็บปวดจากการฝืนใช้พลังระดับกอสมิกในศึกตัดสินกับ อสูรแห่งเอลเดน ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นรอยระบมฝังลึกในกล้ามเนื้อ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกลับสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นสีจางๆเขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือผืนดินใต้ร่าง มันไม่ใช่เถ้าถ่านที่ร้อนระอุของนครหลวงเถ้าถ่าน และไม่ใช่ผิวน้ำสีดำของมิติกระจกเงา แต่มันเป็นพื้นศิลาที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ..."ที่นี่มัน..."สิงขรเบิกตากว้าง ทัศนียภาพรอบตัวเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่บนโลกมัชฌิมอีกต่อไป ทว่าเขากำลังนั่งอยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลาง "ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล" ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีทองของมหาโพธิ์ทอง และไม่ใช่สีเทาหมอ
มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตบัดนี้ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองที่เข้มข้นจนกลายเป็นความมืดบอด วงแหวนสีทองขนาดยักษ์ทั้งสี่วงที่ซ้อนทับกันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "มหาธรรมจักร“ กำลังหดตัวบีบรัดเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างเชื่องช้าทว่าไม่อาจหยุดยั้งได้ มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่มันคือการ "บีบอัดกฎเกณฑ์" ของมิติให้กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีของวงแหวนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสสาร เวทมนตร์ หรือแม้แต่วิญญาณ จะถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์!แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนผิวน้ำสีดำที่เคยราบเรียบเกิดการยุบตัวลงประดุจหลุมอุกกาบาต"สิงขร... ข้าหายใจไม่ออก..." มาลินทรุดตัวลงนอนราบกับผิวน้ำ โดมเวทมนตร์ของนางแตกสลายไปแล้ว เลือดไหลซึมออกจากจมูกและดวงตา ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับแรงโน้มถ่วงระดับกอสมิกนี้ได้อีกต่อไปสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านาง สองขากางออกกว้างเพื่อรักษาสมดุล กล้ามเนื้อทุกมัดกำลังประท้วงถึงขีดจำกัดสูงสุด ทว่าสองมือของเขายังคงกำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้แน่น นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขาจ้องมองวงแหวนสีทองที่กำลังบีบตัวเข้ามาใกล้ทุกขณะ"กฎเกณฑ์ที่บังคับให้ทุกคนต้องศิโรราบ... ระเบีย
เสียงร้องกังวานที่ไม่ได้เปล่งออกจากลำคอ ทว่าสะท้อนก้องมาจากความถี่ของห้วงอวกาศ ดังกึกก้องจนผิวน้ำสีดำที่ราบเรียบประดุจกระจกเงาเกิดระลอกคลื่นบ้าคลั่ง สิ่งมีชีวิตที่แท้จริงเบื้องหลังมหาธรรมจักร ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างกายอันโปร่งแสงของมันใหญ่โตมโหฬารจนสิงขรดูเป็นเพียงฝุ่นผงเมื่อเทียบเคียง ภายในร่างนั้นคือภาพจำลองของกาแล็กซี กลุ่มดาว และเนบิวลาที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า บ่งบอกถึงตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ในมือที่คล้ายคลึงกับกิ่งไม้สีทองของมัน กำด้าม "ดาบศิลา" ขนาดยักษ์ ดาบเล่มนั้นถูกหลอมขึ้นจากเศษซากเจตจำนงของ รณกร ที่เพิ่งแตกสลาย มันเป็นดาบที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรอยร้าว ทว่ากลับแผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจากตัวอสูร ไม่ใช่แสงแห่งความอบอุ่น แต่เป็นแสงแห่ง "ความเป็นระเบียบ" ที่เย็นชาและพร้อมจะลบทุกสิ่งที่ผิดแผกไปจากสมการของมันมาลินทรุดตัวลงกับพื้น ผิวหนังของนางรู้สึกแสบร้อนเพียงแค่อยู่ในรัศมีแสงของมัน "นี่หรือคือพระเจ้า... มันไม่ได้ดูเหมือนผู้สร้างเลย แต่มันเหมือน... สัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่ตกลงมากลืนกินโลกใบนี้""เพราะมันคือปรสิตอย
มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งประดุจแก้วบางๆ ที่ถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีทองสลัวอีกต่อไป ทว่ามันสว่างจ้าแสบตาจนแทบหลอมละลาย รอยแหวนเวทมนตร์แห่ง "มหาธรรมจักร" รัศมีกว้างใหญ่ไพศาลซ้อนทับกันเป็นวงกลมนับสิบวง ก่อตัวขึ้นเบื้องหลังร่างของ รณกร ราชันย์แห่งมหาธรรมจักรชายผมแดงร่างยักษ์ผู้ไร้ซึ่งเจตจำนง ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ค้อนศิลาในมือขวาของเขาดูดกลืนแสงสว่างจากแหวนเวทมนตร์เหล่านั้นจนแปรสภาพเป็นอาวุธทำลายล้างมิติที่สมบูรณ์แบบ แสงสีทองที่อัดแน่นอยู่ที่หัวค้อนนั้นหนักอึ้งเสียจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ร้อนระอุประดุจใจกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังจะระเบิด"สิงขร... พลังนั่นมันบ้าไปแล้ว! มันกำลังจะลบทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินี้ทิ้ง!" มาลินตะโกนก้องผ่านม่านพายุลมที่พัดกระหน่ำ นางพยายามฝังนิ้วมือลงกับผิวน้ำตื้นๆ เพื่อไม่ให้ร่างถูกพัดปลิวไปตามแรงลมของเทพเจ้าสิงขรยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง เงยหน้ามองหายนะที่กำลังก่อตัวด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาดคาตานะโลหิตในมือซ้ายของเขาเริ่มสั่นระริกและปรากฏรอยร้าว เวทมนตร์เลือดของอัสมันต์ที่ฝังอยู่ในใบดาบก
รอยแยกสีทองเรืองรองที่ทอดตัวอยู่กลางลำต้นของ "ต้นมหาโพธิ์ทอง" บัดนี้เปิดกว้างออกประดุจประตูสู่สรวงสวรรค์ที่ถูกแผดเผา เปลวเพลิงยักษ์ที่เต้นเร่าอยู่รอบนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์เบื้องหลังแสงนั้นได้ สิงขรและมาลินหยุดยืนอยู่หน้าปากทางเข้า ความเงียบสงัดที่แผ่ออกมาจากภายในนั้น หนักอึ้งเสียจนทำให้เสียงของสายลมและกองไฟเบื้องหลังดูคล้ายกับความว่างเปล่าสิงขรกระชับด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายกำ "คาตานะโลหิต" ของอัสมันต์ไว้หลวมๆ ร่องรอยของบาดแผลจากการต่อสู้กับราหูและกัมปนาทถูกเยียวยาด้วยเวทมนตร์และสมุนไพรจนทุเลาลง แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในจิตวิญญาณนั้นมีเพียงปณิธานอันแรงกล้าเท่านั้นที่คอยค้ำจุนไว้"มาลิน..." สิงขรเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง "หลังประตูบานนี้... คือมิติที่กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง มันคือลานประหารของทวยเทพ ข้าไม่อาจรับประกันความปลอดภัยใดๆ ได้อีกต่อไป หากเจ้าก้าวตามข้าเข้ามา"มาลินกำหน้าไม้เพลิงในมือแน่น นางเม้มริมฝีปาก แววตาของจอมปรุงยาสาวเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ไม่แพ้กัน "ข้าตามเจ้ามาตั้งแต่ทุ่งสุสานที่เต็มไปด้วยพิษมรณะชาด ฝ่าวงล
มิติสีทองที่เคยบิดเบี้ยวอยู่เบื้องหน้าประตูแห่งความเป็นเทพ บัดนี้สงบนิ่งและแปรสภาพเป็นเพียงม่านหมอกแห่งความว่างเปล่า สิงขรและมาลินก้าวผ่านรอยแยกมิตินั้น ทิ้งแดนทมิฬใต้เงาและความวิปลาสของเทพเจ้าจอมปลอมไว้เบื้องหลัง พริบตาที่เท้าของพวกเขาสัมผัสกับผืนดินอีกครั้ง อากาศที่บริสุทธิ์และหนาวเหน็บก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุและกลิ่นเหม็นไหม้ที่คุ้นเคยพวกเขาไม่ได้กลับมายังวังบาดาล หรือทุ่งหิมะอันเหน็บหนาว ทว่าพวกเขาถูกส่งกลับมายังใจกลางของมัชฌิมโลก... "นครหลวงเถ้าถ่าน"ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือจุดจบของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองที่สุด ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจเลือดที่ถูกต้มจนเดือด ละอองเถ้าถ่านสีเทาหม่นโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายราวกับหิมะแห่งความตาย ต้นมหาโพธิ์ทอง ขนาดยักษ์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ถูกโอบล้อมด้วย "เพลิงยักษ์บรรลัยกัลป์" ที่แผดเผาเปลือกไม้และกิ่งก้านจนกลายเป็นถ่านสีดำแดง หนามแห่งการปฏิเสธที่เคยปิดกั้นทางเข้าสู่ภายในต้นไม้ บัดนี้ถูกเผาจนมอดไหม้ เปิดทางให้เห็นแสงสว่างจางๆ ที่ลอดออกมาจากแกนกลาง"ในที่สุด... ทางเข้าสู่บัลลังก์เอลเดนก็เปิดออกแล้ว" มาลินกระซิบ นางใช้ผ้าเช็ด







