LOGINกึก..ตึก! เสียงฝีเท้า
"ห๊ะ..นั้นๆ เสียงผู้ใดกัน" นางถามสั้นๆ แต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงแค่เสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ พรึ่บ..! ไฟสว่างวาบมือหนาค่อยๆดึงผ้าคลุมหน้าลงอย่างรวดเร็ว "ตัวอะไรกัน" จ้าวอี้หรานรีบถอยออกห่างเล็กน้อย พร้อมชักดาบออกมาป้องกัน ฉวับ! (เสียงชักดาบ) ฉู่เยว่หลิงยกฝ่ามือทั้งสองข้างบังหน้าหลับตาสนิทก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป "อย่า ๆ ข้าเป็นคนนะ" ฉู่เยว่หลิงเอ่ยเสียงสั่น "เจ้าแน่ใจรึ หน้าตาเช่นเจ้าน่ากลัวกว่าผีบรรพบุรุษข้าอีก" ฉวับ ! (เก็บดาบเข้าฝัก) "ไสหัวไปให้พ้น" จ้าวอี้หรานยืนหันหลังเอ่ยน้ำเสียงเย็นชาไล่นางออกไป "อะไรกัน ท่านจะปล่อยข้าไปจริงหรือ" ฉู่เยว่หลิงขมวดคิ้วสงสัย "หูหนวกหรือไง บอกว่าให้ออกไป" ปัง...เคร้ง! จ้าวอี้หรานโวยวายเหมือนถูกผีเข้าเขาปัดสิ่งของอยู่บนโต๊ะจนแตกกระจาย ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดราวกับถูกบีบคั้น เหมือนกับว่ากำลังกลายเป็นอีกคน "ทะ..ท่านเป็นอะไรไป ข้ากลัวนะ" ฉู่เยว่หลิงลุกขึ้นออกจากเตียงยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อจะจับไหล่เขาเบาๆ "อยากตายรึไง" น้ำเสียงทุ่มใหญ่เอ่ยขึ้นค่อยๆเอียงคอหันมาช้าๆ พร้อมกับแววตาแดงฉานราวกับปีศาจ "อ๊าย..ช่วยด้วย" นางร้องลั่นสุดเสียงจนองครักษ์ที่อยู่ด้านนอกรีบวิ่งพังประตูเข้ามา ปัง..! " พระชายา อย่าอยู่ใกล้ท่านอ๋องหลบก่อนขอรับ" ฉู่เยว่หลิงได้ยินเช่นนั้นรีบถอยหลังไปหาที่หลบก่อนจะแอบดูว่าองครักษ์จะทำอย่างไรต่อไป " ท่านอ๋องนี่ข้าเององครักษ์ประจำตัวของท่านไง" จ้าวอี้กรานเอียงคอสั่นราวกับกระดูกแตกหักเป็นท่อนๆ ฉวับ! องครักษ์ชักดาบขึ้นมาแต่ก็ไม่กล้าลงมือกลัวว่าท่านอ๋องจะได้รับบาดเจ็บเพราะทุกครั้งที่ท่านอ๋องเป็นแบบนี้ องครักษ์จะใช้ดาบฟันไปที่หลังหรือไม่ก็แขน แต่พอครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะฟันไปตรงไหนแล้วตามร่างกายมีแต่แผลเต็มไปหมด ฉู่เยว่หลิงที่แอบอยู่ด้านหลังเห็นว่าท่านอ๋องกำลังจะเข้าใกล้องครักษ์ นางทนไม่ไหวจึงใช้ความกล้าทั้งหมดยกแจกันใบใหญ่วางอยู่บนชั้นไม้ประดับ โยนมันออกไปโดนศีรษะจ้าวอี้หรานเต็มๆ "ตายซะ เจ้าผีไบโพล่า" ปัง..เคร้ง! เสียงแจกันแตกกระจาย จ้าวอีัหรานยืนนิ่งชะงักพร้อมกับดวงตาสีแดงที่ไม่ค่อยๆ จางหาย องครักษ์ยืนอยู่ตรงหน้ารีบประคองตัวท่านอ๋องไว้อย่างรวดเร็ว "ท่านอ๋อง" องครักษ์อุทานเรียกชื่อเบาๆ ก่อนจะเหลือบไปเห็นแผลที่ศีรษะจากการถูกแจกันบาด เขาไม่รอช้ารีบเร่งสั่งให้เหล่าทหารเฝ้าหน้าประตูตามหมอหลวงมาทันที ส่วนฉู่เยว่หลิงทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนดูเอามือปิดปากน้อยๆไว้ ทันใดนั้นแม่บ้านก็เร่งฝีเท้าเข้ามาหาฉู่เยว่หลิงพร้อมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง "พระชายา เป็นอะไรหรือไม่" แม่บ้านหมุนตัวพระชายาซ้ายขวารอบกายว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ "ข้า ไม่เป็นไร" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พระชายาเจ้าคะ ออกจากห้องนี้ก่อนเจ้าค่ะบ่าวจะพาท่านไปพักอีกห้องนึงปล่อยให้ท่านอ๋องนอนพักที่นี่ไปเสียก่อน" ฉู่เยว่หลิงได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้ารับ ช้า ๆ ก่อนจะเก้าฝีเท้าออกจากหน้าประตู เมื่อออกมาพ้นหน้าประตูแล้วสิ่งที่เห็นตรงหน้า คือลานกว้างใหญ่แต่กลับเต็มไปด้วยใบไม้แห้งกรอบ และสวนดอกไม้ที่ร่วงโรยจนเหลือแต่ลำต้น 'เป็นถึงท่านอ๋องไม่มีสาวใช้มาทำความสะอาดเลยหรือ' "พระชายายืนเมออะไรเจ้าคะ" แม่บ้านเอ่ยถามในระหว่างที่ฉู่เยว่หลิวยืนนิ่ง "เปล่า ไม่มีอ่ะไร" "เช่นนั้นตามบ่าวไปยังห้องพักเจ้าคะ" ในระหว่างทางเดินเหล่าทหารเฝ้ายามหน้าประตูทางเข้าตำหนักร้าง พวกเขาขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าชำเลืองมองไปที่ฉู่เยว่หลิง ก่อนจะมือลั่นทำหอกแหลมหล่นจากมือ เคร่ง...! " นั้นคนหรือผี " ดวงตาตาเบิกกว้างถอยหลังชนกันโดยไม่รู้ตัว "ข้าว่าเป็นคนนะ" ทหารอีกคนเอ่ยขึ้น "คนอะไรกัน มีใบหน้าอัปลักษณ์" ฉู่เยว่หลิงที่เดินตามหลังแม่บ้าน ฝีเท้าของนางค่อย ไป ชะลอช้าลง ก่อนจะหันหน้ายิ้มทักทายราวกับว่านางแกล้งให้ทหารตกใจ "นะ นั้นนางยิ้มกลับมา ข้าไม่อยู่แล้ว" "ข้าก็เหมือนกัน" ทหารสองนายฉี่ราดกางเกงสับฝีเท้าพุ่งไปคนละทาง เสียงโวยวายทำให้แม่บ้านที่เดินนำหน้าถึงกับต้องรีบหันมาสนใจ "อะไรกัน ทหารสองนายไปเจออะไรเข้า" แม่บ้านถอนหายใจชั่วครู่ ก่อนจะหันหลังไปมองพระชายาที่เดินตามมาติดๆ 'ข้าเข้าใจแล้ว ว่าทหารกลัวอะไร' แม่บ้านคิดในใจรู้ทันทีว่าเกิดจากสาเหตุใด ตำหนักรอง เมื่อแม่บ้านพานางมาถึงที่พัก ยังไม่ทันได้เดินดูรอบๆ จู่แม่บ้านก็นำเงิน10 ตำลึง มาให้ฉู่เยว่หลิงดึงฝ่ามือบาง ๆ ให้กุมก้อนตำลึงเงินไว้ "พระชายา ท่านหนีไปเสียเถิดอย่าเอาชีวติมาทิ้งไว้ ที่นี่เลย" ฉู่เยว่หลิงเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะนึกย้อนไปตอนที่นางอ่านนิยายว่าเนื้อเรื่องนั้นไม่มีแม่บ้านนำเงินมาให้มีแต่แม่บ้านจะลากนางไปฆ่าทิ้ง 'ทำไมไม่เหมือนในเนื้อเรื่องเลยล่ะ' "ท่านไม่ได้จะฆ่าข้ารึ" ฉู่เยว่หลิงถามตรงๆ "พระชายาจะคิดอย่างนั้นก็ไม่แปลกเพราะภายนอกผู้คนจะมองว่าท่านอ๋องนั้นเป็นปีศาจ" "แต่ข่าวลือที่ว่า ท่านอ๋องฆ่าภรรยาที่แต่งงานด้วยนั้นไม่เป็นความจริง" เมื่อได้คำตอบฉู่เยว่หลิงดวงตาพองโตเป็นประวับวับด้วยความตื่นเต้น "ถ้าอย่างนั้นท่านเอาเงินนี่กลับไปเถิดข้าไม่เอาข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น" น้ำเสียงเอ่ยหนักแน่น "แต่ว่าพระชายา ท่านไม่กลัวตายเลยหรือ" แม่บ้านถามย้ำอีกครั้ง " ในเมื่อเจ้าบอกว่าท่านอ๋องมันไม่ใช่คนเลวร้ายแล้วเหตุใดเล่าข้าต้องกลัวสามีตัวเอง" แม่บ้านที่ได้ยินคำตอบก็น้ำตาคลอริมฝีปากสั่นระริก เพราะไม่เคยมีหญิงใดพูดคำนี้ออกมามีแต่ได้เงินแล้วก็รีบหนีไป แม่บ้านมองว่าพระชายาเป็นคนแรกที่พูดคำนั้นออกมาแล้วดูจริงใจเหลือเกินในขณะนั้นสนมหลินเดินเข้ามาพร้อมนางกำนัลสองคน สายตาเหยียดหยามฉู่เยว่หลิงตั้งแต่หัวจรดเท้า(สนมหลินมารดาของหานอี้หราน เป็นสตรีที่ผู้คนในวังต่างกล่าวขานถึงความอ่อนโยนและมีเมตตา นางมักพูดจานุ่มนวล ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ จนยากจะเชื่อว่านางเคยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด)ฉู่เยว่หลิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย'แปลก...''คนที่จิตใจดีจริง ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแววตาได้เร็วถึงเพียงนี้'(นางเคยเป็นนักสืบมาก่อน ย่อมคุ้นเคยกับการอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้คน โดยเฉพาะคนที่พยายามซ่อนบางอย่างเอาไว้)'รอยยิ้มของสนมหลินนั้นดูจริงใจ แต่ดวงตากลับไม่เป็นเช่นนั้น''นางกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนโยน หรือว่านี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของนางกันแน่?'ฉู่เยว่หลิงไม่ได้แสดงความสงสัยออกมา เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็นในใจกลับเตือนตัวเองเงียบ ๆ'ดูท่า...มารดาของหานอี้หรานจะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ข่าวลือกล่าวไว้เสียแล้ว'"โอ้โห...นี่พระชายาลงมาทำครัวเองด้วยหรือ?" สนมหลินเอ่ยเสียงเหน็บ "อุตส่าห์ได้ตำแหน่งสูง ยังต้องมาทำงานต่ำ ๆ แบบนี้ หรือท่านอ๋องเบื่อหน้าจนไม่อยากให้ใครแตะของกินแล้ว?"ฉู่เยว่หลิงหันไปมองสตรีตรง
องครักษ์หนุ่มก้มหน้าจรดพื้นทันที มือประสานแน่นจนข้อนิ้วขาว "ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้น""ไม่ใช่เรื่องของเจ้า" นางตอบเร็วเกินกว่าที่ตั้งใจ เร็วจนตัวเองยังสะดุ้งในใจจ้าวอี้หรานยังนั่งพิงผนัง ลมหายใจอ่อนค่อย ๆ เรียบลง เหลือเพียงแววตาอ่อนล้าปนงุนงง เขาก้มมองมีดสั้นในมือราวกับเพิ่งจำได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แล้วปล่อยให้มันร่วงลงกระทบพื้น เสียงกริ๊งแหลมแทรกความเงียบ"เกิดอะไรขึ้น" เสียงเขาแหบพร่าไม่มีใครตอบทันที องครักษ์หนุ่มเงยขึ้นสบตาฉู่เยว่หลิงแวบหนึ่ง ราวกับถามด้วยสายตาว่าควรพูดความจริงหรือไม่ นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา"ท่านอ๋องคลุ้มคลั่งอีกครั้ง" นางพูดตรง เพราะรู้ว่าปิดบังไปก็ไร้ประโยชน์ "ไอทมิฬกำเริบ ท่านเกือบทำร้ายตัวเอง"มือของเขาเกร็งขึ้นทันที ฝ่ามือยังมีรอยแดงจากการกำมีดแน่นเกินไป เขาหลับตาลง ราวกับพยายามปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหายเป็นช่วง ๆ"ครั้งนี้...นานแค่ไหน""ไม่นานนัก" นางตอบ แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดอาการจึงสงบเร็วผิดปกติ จึงรีบหลบสายตาไปทางอื่น ขณะที่องครักษ์หนุ่มข้างกายแอบยิ้มมุมปากก่อนข่มไว้อย่างว่องไวทันใดนั้นองครักษ์หนุ่มประคองจ้
เมื่อรถม้าแล่นมาจอดสนิทที่หน้าตำหนักหงส์ดำ จ้าวอี้หรานก็หันไปสั่งการแม่บ้านประจำตำหนักเสียงเรียบ ทันทีที่แม่บ้านเดินกลับมาพร้อมกับของรางวัลที่เขาตั้งใจมอบให้ ฉู่เยว่หลิงถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความช็อกภาพเบื้องหน้าคือทองคำก้อนมหึมาที่เหลืองอร่ามสะท้อนแสงวิบวับ ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารเกือบเท่าโอ่งมังกรขนาดกลาง!สัญชาตญาณนักสืบและวิญญาณคนสู้ชีวิตของนางแทบจะสลายหายไปในพริบตา ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงฉู่เยว่หลิงมองทองก้อนมหึมาสลับกับมองหน้าสามี ตาโตเท่าไข่ห่านพลางชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่สิ่งของตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง"นี่หรือ... หนึ่งแท่งของท่านอ๋อง?"นางแทบอยากจะย้อนถามเขาเหลือเกินว่าคำว่า 'หนึ่งแท่ง' ในพจนานุกรมของคนโบราณนี่มันใช้หน่วยวัดแบบไหนกันแน่ เพราะแท่งที่เขาว่ามันใหญ่โตจนแทบจะเอามาทำเก้าอี้นั่งได้อยู่แล้ว!จ้าวอี้หรานเห็นสีหน้าตกใจของภรรยาตัวดีก็แอบขำในใจ แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งขรึมเอาไว้ พยักหน้ารับหน้าตาเฉยราวกับทองก้อนเท่าโอ่งนี้เป็นเพียงเศษหินก้อนเล็ก ๆ หลังตำหนักเท่านั้นฉู่เยว่หลิงไม่ร
สายตาเฉียบคมของฉู่เยว่หลิงตวัดไปเห็นท่าทางของหานอี้หรานเข้าพอดี ในฐานะอดีตนักสืบจากโลกอนาคต นางคุ้นเคยกับการจับสังเกตพฤติกรรมผู้คนเป็นอย่างดีแววตาริษยาและมือที่กำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อของเขาจึงไม่อาจรอดพ้นสายตานางไปได้ สัญชาตญาณนักสืบของนางร้องเตือนทันทีว่า...ชายผู้นี้ไม่ได้ห่วงอาการของพี่ชายแม้แต่น้อย แต่กำลังเคียดแค้นที่ตนถูกแย่งความรักไปต่างหากฉู่เยว่หลิงลอบเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ นางตระหนักได้ทันทีว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่กบฏแดงใต้ที่เพิ่งจากไป แต่เป็นน้องชายต่างสายเลือดที่ยืนอยู่เบื้องหลังนี่เองฝ่าบาทมองบาดแผลของพระโอรสด้วยความร้อนรน ก่อนหันไปสั่งขันทีคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด"รีบไปสั่งการ ให้พลิกแผ่นดินตามหาหมอหลวงที่เก่งที่สุด หรือแม้แต่หมอเทวดาจากที่ใดก็ได้มารักษาจ้าวอี้หรานโดยเร็วที่สุด ใครสามารถรักษาแผลและถอนพิษให้ลูกข้าได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!"พระองค์หันกลับมามองโอรสคนโตด้วยแววตาห่วงใย เวลานี้ไม่เหลือท่าทีของจักรพรรดิผู้สูงศักดิ์อีกแล้ว เหลือเพียงหัวอกของคนเป็นพ่อ...ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกชายให้พ้นจากความทรมานเมื่อได้ยินคำว่า "ตบรางวัลอย่างงาม"
หัวหน้ากบฏจ้องมองฉู่เยว่หลิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตามั่นใจเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันตา มันตระหนักได้ทันทีว่าการจะคว่ำราชสำนักในวันนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสตรีผู้นี้ก้าวเข้ามาขวางทางมันแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว"วันนี้ข้าเพียงแค่มาหยั่งเชิงดูเท่านั้น"สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มขุนนางรอบห้องโถง ก่อนจะตวัดกลับมาหยุดที่ฉู่เยว่หลิงอีกครั้ง"ถือว่าคราวนี้พวกเจ้าดวงดีที่ผ่านมันไปได้"ท่ามกลางสายตาระแวดระวังและไม่ไว้วางใจของทุกคน หัวหน้ากบฏกลับยกยิ้มเย็น"แต่จำใส่หัวเอาไว้... คราวหน้าข้าจะไม่มาพร้อมกับบทกลอนอีกแล้ว"หัวหน้ากบฏหมุนตัวหันหลังกลับ พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่นจนคนฟังขนลุกซู่"ถึงเวลานั้น หวังว่าพวกเจ้าจะเตรียมตัวรับมือข้าให้ดีก็แล้วกัน"สิ้นประโยคร่างกายกำยำสะบัดชายเสื้อคลุมก่อนเดินจากไปอย่างผ่าเผย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันอึดอัดตึงเครียด และสายตาของทุกคนในท้องพระโรงที่ยังคงจับจ้องไปยังบานประตูที่ว่างเปล่าเมื่อร่างของพวกกบฏลับสายตาไป บรรยากาศในท้องพระโรงที่เคยเงียบกริบก็พลันแตกตื่น เหล่าขุนนางต่างหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั
"ยังมีผู้ใดคิดออกหรือไม่" ฝ่าบาทเอ่ยขึ้นถามเหล่านักปราชญ์พร้อมกับเหล่าขุนนางชั้นสูงฉู่เยว่หลิงที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างจ้าวอี้หรานมานาน มองบทกลอนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อย“ข้าตอบได้”ทุกสายตาในท้องพระโรงหันมามองนางพร้อมกัน แม้แต่จ้าวอี้หรานยังหันกลับมาด้วยสีหน้าประหลาดใจฉู่เยว่หลิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนเอ่ยคำตอบออกมาอย่างมั่นใจ“หิมะละลายได้ แม้โลหิตยังฝังอยู่ใต้ดินจันทร์ส่องเห็นเพียงเงา แต่หาอ่านใจคนได้ไม่สายน้ำย้อนคืนไม่ได้ ก็เหมือนกาลเวลาที่ไม่อาจหวน ส่วนชะตา...จะถูกเขียนด้วยสิ่งใด ขึ้นอยู่กับมือของผู้ถือพู่กัน”จ้าวอี้หรานมองนางด้วยแววตาตกตะลึง ส่วนหัวหน้ากบฏเองถึงกับนิ่งไปฉู่เยว่หลิงเพียงยกคิ้วเล็กน้อย“คำตอบของข้า...ถูกหรือไม่?”หัวหน้ากบฏนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับไม่คิดว่านางจะตอบได้จริง ๆก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ“น่าสนใจ...”เขามองฉู่เยว่หลิงอย่างพิจารณา แววตาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวัง“เจ้าตีความบทกลอนของข้าได้อย่างไร?”ฉู่เยว่หลิงยักไหล่เล็กน้อย“ก็แค่คิดว่าความหมายมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เจ้าพยายามทำให้เป็น”จ้าวอี้หรานหันมามองนางทันที สตรีที่เคยมองว่านางไร้ประ







