LOGIN
"หลบๆ ขบวนกำลังจะมาแล้ว"
ชายทหารหนุ่มผู้สวมชุดเกราะตะโกนดังขึ้น ชาวบ้านที่กำลังจับกลุ่มนินทาเริ่มทยอยถ้อยเข้ามาชิดริมถนนก่อนจะหันหน้าไปทางเดียวกัน "นั้น ขบวนเจ้าสาวรึ" "เป็นสตรีจากตระกูลใด ถึงได้โชคร้ายเช่นนี้" "แต่งเข้าไปสุดท้ายก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ดี" "ข้าล่ะสงสารจริงๆไม่รู้ว่าลูกสาวบ้านไหนจะถูกไปสังเวยอีก" ชาวบ้านบางคนพูดขึ้นสลับกันไปมาแต่อีกใจก็นึกสงสาร ! ทันใดนั้นขบวนรถม้าเจ้าสาวเริ่มเข้ามาใกล้ชาวบ้านทุกคนเริ่มก้มหน้าปิดปากเงียบสนิท รอให้ขบวนผ่านไปแม้ในช่วงเวลานั้นทุกคนต่างหวาดกลัวจนลืมหายใจเต็มปอด แต่มีชาวบ้านคนหนึ่งเขาสงสัยจึงอยากเงยหน้าดูให้เห็นเต็มตา ถึงแม้ว่าจะเห็นแค่ผ้าม่านภายนอกก็ตาม ฟิ้ว..ฟิ้ว (เสียงลม) ผ้าม่านสะบัดออกตามแรงลมประจวบเหมาะกับที่ชาวบ้านผู้นั้นกำลังเงยหน้ามองอย่างช้าๆ "สตรีผู้นั้นตายแล้ว" เขาตกใจจนตาล่อกแล่กอุทานพึมพัมจนผู้คนข้างๆเริ่มเงยหน้ามองตาม เพียงเสี้ยววินาทีผ้าม่านสีแดงก็ถูกปิดลงในชั่วพริบตา ผู้คนที่เงยหน้ามองนั้นต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อไม่กล้าตื่นตระหนกให้ทหารนั้นจับได้ จนขบวนเจ้าสาวผ่านพ้นไปพวกเขาจึงถอนหายใจโล่งอกพร้อมกับปาดเหงื่อไปพลางๆ ขณะนั้นจู่ๆท้องฟ้าก็มืดครึ้มราวกับฝนจะตกลงมาอย่างหนักผู้คนต่างหลบเข้าที่พักแยกย้ายกันกลับไป ครืน..ครืน เปรี้ยง สายฟ้าแตกแขนงในความมืดสว่างไปทั่วใต้หล้าด้านในรถมาขบวนเจ้าสาว จากใบหน้าซีดเซียวกลับเริ่มมีเลือดฝาด ทันใดนั้นเสียงหัวใจดวงน้อยกลับมาเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะย้อนมองดูตัวเองที่อยู่ในชุดเจ้าสาวและห้องไม้สี่เหลี่ยมแคบๆ "นี่ฉันอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น" หญิงสาวตื่นตระหนกไม่คุ้นชินกับบรรยากาศและผู้คนรอบๆราวกับว่าตนนั้นเป็นนักโทษ ด้วยความสงสัยมือน้อยๆจึงเปิดม่านด้านหน้าออกอย่างระมัดระวัง สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือเหล่าทหารและองครักษ์หลายนายกำลังเดินอยู่ข้างๆพร้อมอาวุธมีดดาบท่าทางของพวกเขาระมัดระวังเป็นพิเศษ หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่นั่งหลังชนฝาชิดกำแพงก่อนจะพึมพึมออกมา "อย่าบอกนะว่าฉันทะลุมิติมาในยุคโบราณ" พูดจบความทรงจำจากชาติปัจจุบันก็หวนกลับมา ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเธอกำลังทำงานโดยการเป็นนักสืบเรื่องสามีภรรยามีชู้ให้กับครอบครัวที่ต้องการจ้างเธอ แต่ในขณะที่เธอนั้นกำลังจะข้ามทางม้าลายจู่ๆรถสิบล้อก็ขับย้อนศรมาด้วยความเร็วสูงชนร่างบอบบางกระเด็นไปหลายสิบเมตร "ที่แท้ฉันก็ตายแล้ว วิญญาณถึงมาอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้" หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่นเครือ ก้มหน้าคอตกด้วยความเศร้าใจทำไมกันนะอายุแค่นี้ถึงได้มาตายก่อนจะได้ใช้เงินอยู่อย่างสบายอย่างที่ฝันไว้ "แต่ทำไมเหตุการณ์นี้มันคุ้นๆนะ" หญิงสาวพึงทำก่อนจะนึกออกว่าตนนั้นได้เข้ามาอยู่ในนิยายเรื่อง "ทรราชกินคน" "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานโอ้ไม่นะทำยังไงดีข้าจะถูกทรราชตัดหัวโยนให้ปลากินหรือไม่" ยิ่งคิดก็ยิ่งลนลานคิดอะไรไม่ออกจนขบวนม้ามาถึงหน้าตำหนักทรราชผู้โหดร้าย "ถึงแล้วหรอข้ายังคิดไม่ถึง 10 วินาทีทำไงดี" "หรือจะแกล้งว่าโดนผีเข้าแล้วให้ทหารลากตัวข้าไปโยนลงบ่อข้างทาง" "ไม่ๆความคิดนี้สุดโต่งเกินไป" นางสายหัวรัวๆ " หรือว่าข้าจะแกล้งแต่งหน้าให้ดูขี้เหร่" ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกโพลงพร้อมกับดีดนิ้วเสียงดังปัง.. "ใช่แล้ววิธีนี้แหละ" นางเหลือบไปเห็นเครื่องสำอางเก่าๆโบราณแม้ในยุคนี้อาจจะดูหรูหรา แต่ในสายตานางนั้นแค่เครื่องสำอางระดับเกรด c ก็เท่านั้น อย่างแรกที่นางทำหยิบแป้งเหนียวสีขาวขึ้นมาโบกทั่วใบหน้าให้ขาวเหมือนผีดิบ ก่อนจะเติมคิ้วด้วยถ่านแปรรูปให้หนาขึ้น ทาด้วยสีแต้มปากแดงปากล่างสีแดงปากบนสีชมพู ตามด้วยอายไลเนอร์คิดค้นขึ้นเองตวัดหางให้ใหญ่เท่าตัวปลิงนี่ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ในเสี้ยววินาทีนั้นแม่บ้านหญิงวัยกลางคนยืนเรียกเชิญนางอย่างอ่อนหวานด้วยท่าทีสุภาพ " คุณหนูฉู่เยว่หลิงเชิญลงจากรถม้าเจ้าค่ะ" ฉู่เยว่หลิงรีบดึงผ้าคลุมหน้าลงพร้อมกับทำท่าทีสงบนิ่งเมื่อกำลังลงจากรถมาแม้ว่ามืออีกข้างกำลังสั่นนางก็พยายามเก็บความตื่นเต้นและความหวาดกลัวให้ได้มากที่สุด "ตามบ่าวมาเจ้าคะ" แม่บ้านเอ่ยพร้อมผายมือต้อนรับก่อนจะเดินนำหน้าไปอย่างช้าๆ ทันใดนั้นแม่บ้านก็หยุดฝีเท้าตรงหน้าแล้วขยับเข้ามาใกล้ๆเพื่อให้นางจากข้อมือจะได้ไม่เดินสะดุดล้มในที่มืด "ทะ..ท่านจะพาข้าไปไหนเหตุใดถึงมองไม่เห็นอะไรเลย" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "นี่คือห้องเจ้าสาวเจ้าค่ะพระชายาต้องนั่งรอที่เตียงนอน หากเจ้าบ่าวไม่มาเปิดผ้าคลุมหน้าห้ามลุกไปไหนทั้งนั้นเจ้าค่ะ" แม่บ้านพูดจบนางก็ค่อยๆย่อตัวนั่งลงบนเตียงนอน " หมดหน้าที่ของข้าแล้วพระชายาข้าขอตัวก่อน" ฉู่เยว่หลิงพยักหน้าตอบรับ "ผู้อื่นเขาแต่งงานมีแสงไฟมีดอกไม้และเงินทองมากองอยู่ตรงหน้าส่วนข้าอยู่ในที่มืดเหมือนแต่งงานกับผียังไงก็ไม่รู้" นางบ่นพึมพำ ทั้งเสียวสันหลังและรอบตัวมันช่างอึดอัดเหลือเกินในขณะนั้นสนมหลินเดินเข้ามาพร้อมนางกำนัลสองคน สายตาเหยียดหยามฉู่เยว่หลิงตั้งแต่หัวจรดเท้า(สนมหลินมารดาของหานอี้หราน เป็นสตรีที่ผู้คนในวังต่างกล่าวขานถึงความอ่อนโยนและมีเมตตา นางมักพูดจานุ่มนวล ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ จนยากจะเชื่อว่านางเคยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด)ฉู่เยว่หลิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย'แปลก...''คนที่จิตใจดีจริง ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแววตาได้เร็วถึงเพียงนี้'(นางเคยเป็นนักสืบมาก่อน ย่อมคุ้นเคยกับการอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้คน โดยเฉพาะคนที่พยายามซ่อนบางอย่างเอาไว้)'รอยยิ้มของสนมหลินนั้นดูจริงใจ แต่ดวงตากลับไม่เป็นเช่นนั้น''นางกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนโยน หรือว่านี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของนางกันแน่?'ฉู่เยว่หลิงไม่ได้แสดงความสงสัยออกมา เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็นในใจกลับเตือนตัวเองเงียบ ๆ'ดูท่า...มารดาของหานอี้หรานจะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ข่าวลือกล่าวไว้เสียแล้ว'"โอ้โห...นี่พระชายาลงมาทำครัวเองด้วยหรือ?" สนมหลินเอ่ยเสียงเหน็บ "อุตส่าห์ได้ตำแหน่งสูง ยังต้องมาทำงานต่ำ ๆ แบบนี้ หรือท่านอ๋องเบื่อหน้าจนไม่อยากให้ใครแตะของกินแล้ว?"ฉู่เยว่หลิงหันไปมองสตรีตรง
องครักษ์หนุ่มก้มหน้าจรดพื้นทันที มือประสานแน่นจนข้อนิ้วขาว "ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้น""ไม่ใช่เรื่องของเจ้า" นางตอบเร็วเกินกว่าที่ตั้งใจ เร็วจนตัวเองยังสะดุ้งในใจจ้าวอี้หรานยังนั่งพิงผนัง ลมหายใจอ่อนค่อย ๆ เรียบลง เหลือเพียงแววตาอ่อนล้าปนงุนงง เขาก้มมองมีดสั้นในมือราวกับเพิ่งจำได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แล้วปล่อยให้มันร่วงลงกระทบพื้น เสียงกริ๊งแหลมแทรกความเงียบ"เกิดอะไรขึ้น" เสียงเขาแหบพร่าไม่มีใครตอบทันที องครักษ์หนุ่มเงยขึ้นสบตาฉู่เยว่หลิงแวบหนึ่ง ราวกับถามด้วยสายตาว่าควรพูดความจริงหรือไม่ นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา"ท่านอ๋องคลุ้มคลั่งอีกครั้ง" นางพูดตรง เพราะรู้ว่าปิดบังไปก็ไร้ประโยชน์ "ไอทมิฬกำเริบ ท่านเกือบทำร้ายตัวเอง"มือของเขาเกร็งขึ้นทันที ฝ่ามือยังมีรอยแดงจากการกำมีดแน่นเกินไป เขาหลับตาลง ราวกับพยายามปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหายเป็นช่วง ๆ"ครั้งนี้...นานแค่ไหน""ไม่นานนัก" นางตอบ แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดอาการจึงสงบเร็วผิดปกติ จึงรีบหลบสายตาไปทางอื่น ขณะที่องครักษ์หนุ่มข้างกายแอบยิ้มมุมปากก่อนข่มไว้อย่างว่องไวทันใดนั้นองครักษ์หนุ่มประคองจ้
เมื่อรถม้าแล่นมาจอดสนิทที่หน้าตำหนักหงส์ดำ จ้าวอี้หรานก็หันไปสั่งการแม่บ้านประจำตำหนักเสียงเรียบ ทันทีที่แม่บ้านเดินกลับมาพร้อมกับของรางวัลที่เขาตั้งใจมอบให้ ฉู่เยว่หลิงถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความช็อกภาพเบื้องหน้าคือทองคำก้อนมหึมาที่เหลืองอร่ามสะท้อนแสงวิบวับ ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารเกือบเท่าโอ่งมังกรขนาดกลาง!สัญชาตญาณนักสืบและวิญญาณคนสู้ชีวิตของนางแทบจะสลายหายไปในพริบตา ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงฉู่เยว่หลิงมองทองก้อนมหึมาสลับกับมองหน้าสามี ตาโตเท่าไข่ห่านพลางชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่สิ่งของตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง"นี่หรือ... หนึ่งแท่งของท่านอ๋อง?"นางแทบอยากจะย้อนถามเขาเหลือเกินว่าคำว่า 'หนึ่งแท่ง' ในพจนานุกรมของคนโบราณนี่มันใช้หน่วยวัดแบบไหนกันแน่ เพราะแท่งที่เขาว่ามันใหญ่โตจนแทบจะเอามาทำเก้าอี้นั่งได้อยู่แล้ว!จ้าวอี้หรานเห็นสีหน้าตกใจของภรรยาตัวดีก็แอบขำในใจ แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งขรึมเอาไว้ พยักหน้ารับหน้าตาเฉยราวกับทองก้อนเท่าโอ่งนี้เป็นเพียงเศษหินก้อนเล็ก ๆ หลังตำหนักเท่านั้นฉู่เยว่หลิงไม่ร
สายตาเฉียบคมของฉู่เยว่หลิงตวัดไปเห็นท่าทางของหานอี้หรานเข้าพอดี ในฐานะอดีตนักสืบจากโลกอนาคต นางคุ้นเคยกับการจับสังเกตพฤติกรรมผู้คนเป็นอย่างดีแววตาริษยาและมือที่กำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อของเขาจึงไม่อาจรอดพ้นสายตานางไปได้ สัญชาตญาณนักสืบของนางร้องเตือนทันทีว่า...ชายผู้นี้ไม่ได้ห่วงอาการของพี่ชายแม้แต่น้อย แต่กำลังเคียดแค้นที่ตนถูกแย่งความรักไปต่างหากฉู่เยว่หลิงลอบเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ นางตระหนักได้ทันทีว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่กบฏแดงใต้ที่เพิ่งจากไป แต่เป็นน้องชายต่างสายเลือดที่ยืนอยู่เบื้องหลังนี่เองฝ่าบาทมองบาดแผลของพระโอรสด้วยความร้อนรน ก่อนหันไปสั่งขันทีคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด"รีบไปสั่งการ ให้พลิกแผ่นดินตามหาหมอหลวงที่เก่งที่สุด หรือแม้แต่หมอเทวดาจากที่ใดก็ได้มารักษาจ้าวอี้หรานโดยเร็วที่สุด ใครสามารถรักษาแผลและถอนพิษให้ลูกข้าได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!"พระองค์หันกลับมามองโอรสคนโตด้วยแววตาห่วงใย เวลานี้ไม่เหลือท่าทีของจักรพรรดิผู้สูงศักดิ์อีกแล้ว เหลือเพียงหัวอกของคนเป็นพ่อ...ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกชายให้พ้นจากความทรมานเมื่อได้ยินคำว่า "ตบรางวัลอย่างงาม"
หัวหน้ากบฏจ้องมองฉู่เยว่หลิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตามั่นใจเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันตา มันตระหนักได้ทันทีว่าการจะคว่ำราชสำนักในวันนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสตรีผู้นี้ก้าวเข้ามาขวางทางมันแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว"วันนี้ข้าเพียงแค่มาหยั่งเชิงดูเท่านั้น"สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มขุนนางรอบห้องโถง ก่อนจะตวัดกลับมาหยุดที่ฉู่เยว่หลิงอีกครั้ง"ถือว่าคราวนี้พวกเจ้าดวงดีที่ผ่านมันไปได้"ท่ามกลางสายตาระแวดระวังและไม่ไว้วางใจของทุกคน หัวหน้ากบฏกลับยกยิ้มเย็น"แต่จำใส่หัวเอาไว้... คราวหน้าข้าจะไม่มาพร้อมกับบทกลอนอีกแล้ว"หัวหน้ากบฏหมุนตัวหันหลังกลับ พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่นจนคนฟังขนลุกซู่"ถึงเวลานั้น หวังว่าพวกเจ้าจะเตรียมตัวรับมือข้าให้ดีก็แล้วกัน"สิ้นประโยคร่างกายกำยำสะบัดชายเสื้อคลุมก่อนเดินจากไปอย่างผ่าเผย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันอึดอัดตึงเครียด และสายตาของทุกคนในท้องพระโรงที่ยังคงจับจ้องไปยังบานประตูที่ว่างเปล่าเมื่อร่างของพวกกบฏลับสายตาไป บรรยากาศในท้องพระโรงที่เคยเงียบกริบก็พลันแตกตื่น เหล่าขุนนางต่างหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั
"ยังมีผู้ใดคิดออกหรือไม่" ฝ่าบาทเอ่ยขึ้นถามเหล่านักปราชญ์พร้อมกับเหล่าขุนนางชั้นสูงฉู่เยว่หลิงที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างจ้าวอี้หรานมานาน มองบทกลอนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อย“ข้าตอบได้”ทุกสายตาในท้องพระโรงหันมามองนางพร้อมกัน แม้แต่จ้าวอี้หรานยังหันกลับมาด้วยสีหน้าประหลาดใจฉู่เยว่หลิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนเอ่ยคำตอบออกมาอย่างมั่นใจ“หิมะละลายได้ แม้โลหิตยังฝังอยู่ใต้ดินจันทร์ส่องเห็นเพียงเงา แต่หาอ่านใจคนได้ไม่สายน้ำย้อนคืนไม่ได้ ก็เหมือนกาลเวลาที่ไม่อาจหวน ส่วนชะตา...จะถูกเขียนด้วยสิ่งใด ขึ้นอยู่กับมือของผู้ถือพู่กัน”จ้าวอี้หรานมองนางด้วยแววตาตกตะลึง ส่วนหัวหน้ากบฏเองถึงกับนิ่งไปฉู่เยว่หลิงเพียงยกคิ้วเล็กน้อย“คำตอบของข้า...ถูกหรือไม่?”หัวหน้ากบฏนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับไม่คิดว่านางจะตอบได้จริง ๆก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ“น่าสนใจ...”เขามองฉู่เยว่หลิงอย่างพิจารณา แววตาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวัง“เจ้าตีความบทกลอนของข้าได้อย่างไร?”ฉู่เยว่หลิงยักไหล่เล็กน้อย“ก็แค่คิดว่าความหมายมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เจ้าพยายามทำให้เป็น”จ้าวอี้หรานหันมามองนางทันที สตรีที่เคยมองว่านางไร้ประ







