Masukเธอไม่ได้โกรธเขาแต่เธออายที่เธอมาอยู่จุดนี้ต่างหากล่ะ ม่านฟ้านอนฟุบลงบนเตียงนุ่มก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอึกสะอื้นใดๆ เธอเสียใจที่อนาคตของเธอมาถึงจุดที่ผู้คนเหยียบย่ำ ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เธอมั่นใจแน่วแน่แล้วว่าชีวิตนี้จะไม่มีความรักเด็ดขาด เธอกลัวที่จะตกหลุมรักขุนพล แน่นอนว่าตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกดีกับเขาไปแล้ว และนั่นเอง...เธอถึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม!
"ลืมเขาไปซะม่านฟ้า เขาไม่มีทางมารักคนแบบเธอได้" ม่านฟ้าปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆก่อนจะลุกขึ้นอาบน้ำเข้านอน เธอข่มตาเพื่อให้หลับไปโดยที่ไม่มีอะไรมาก่อกวนใจเธออีก หลายวันต่อมา... ม่านฟ้ายังคงอยู่ที่นี่โดยมีแม่บ้านส่วนกลางส่งข้าวส่งน้ำทุกๆ3เวลา เธอยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร ทำความคุ้นชินกับทุกคน ตั้งแต่วันนั้นเธอกับขุนพลก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีก แต่เธอก็ยังเจอเพื่อนของเขาบ้างตามตลาดหรือเวลาที่เธอออกไปวิ่งออกกำลังกาย และตั้งแต่เริ่มต้นที่เธอมาที่นี่จนถึงวันนี้ม่านฟ้าก็ยังไม่เคยได้รับแขกเลยสักครั้ง เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ก็ไม่ได้ถามใครออกไป เธอกลับจากไปออกกำลังกายก่อนจะเดินผ่านบ้านพักของขุนพลและเพื่อนๆ หญิงสาวสวมชุดเข้ารูปเพื่อความสะดวกในการวิ่ง เสื้อที่รัดกุมและโชกไปด้วยเหงื่อ ผ้าพาดไหล่สีขาวถูกหยิบมาเช็ดหน้าเป็นระยะ จนเธอวิ่งมาถึงหน้าบ้านของสามหนุ่ม "อ้าวน้องม่านฟ้า" "สวัสดีค่ะ" เธอหยุดสวัสดีทุกคน รวมถึงขุนพลด้วย เขามองมายังเธอด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจนัก หรือจะเป็นเพราะวันนั้นที่เธอไล่เขากลับแถมยังทำหน้าไม่พอใจใส่เขาอีกด้วย "ไปวิ่งมาหรอครับ" กันตะโกนถาม "วันหลังชวนพี่ไปด้วยสิครับ" ทศเสริม "ได้สิคะ" ม่านฟ้ามองไปยังขุนทัพที่มองเธอนิ่งๆโดยไม่พูดอะไร "ขี้เก๊กชะมัด" "ว่าอะไรนะครับ" "อ๋อเปล่าค่ะ ม่านฟ้าไปก่อนนะคะ บายค่ะพี่ๆ" ม่านฟ้าโบกมือลาทุกคนก่อนจะวิ่งกลับไปยังบ้านพัก สายตาแบบนั้นมันคืออะไรกันแน่นะ สายตาที่มองมาราวกับว่าเขากำลังตำหนิเธออยู่ในใจ เขาจะมาว่าเธอได้ยังไงกัน คงไม่ใช่หรอก ม่านฟ้าไล่สะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวก่อนจะเข้าบ้านไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น เธอเปลือยกายเดินเข้าห้องน้ำไปก่อนจะจ้องมองตัวเองในกระจก อกอวบๆที่เกินวัยและสะโพกที่กำลังพอดี โชว์ตะหง่านอยู่เบื้องหน้า ม่านฟ้ามองตัวเองสะท้อนในกระจกและมองตัวเองด้วยความหลงใหล ผิวขาวจนแทบจะซีดนั้น แต่ยังคงมีความอวบอิ่มไม่น่าเกลียดไปเท่าไหร่นัก ถ้าเทียบกับคนทั่วไปม่านฟ้าจัดฟ้าเป็นหญิงสาวที่สวยครบเครื่องเลยก็ว่าได้ "เธอจะไปฝันอะไรยัยม่านฟ้า เขาไม่มีทางมองเธอหรอก" เธอไล่ความคิดออกจากหัวอีกครั้งก่อนจะรีบอาบน้ำ เธอสวมชุดเดรสสีขาวผ้าพริ้วบางก่อนจะมานั่งเล่นที่โซฟาเล็กๆในบ้าน ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูจากด้านนอก เธอมองจ้องไปยังประตูก่อนจะตะโกนถามออกไปว่า "ใครคะ" " " เงียบ "ถามว่าใครคะ" " " เงียบ "ถ้าไม่บอกม่านฟ้าไม่เปิดนะคะ" เธอเด็ดขาด ขืนเปิดออกไปแล้วเจอพวกบ้ากามจะทำยังไง ถึงตอนนั้นจะโทรหาท่านนายพลก็คงไม่ทันแล้ว "พี่เอง" เสียงที่คุ้นหู เป็นขุนพลที่มาหาเธอจริงๆ "พะ พี่มาทำไมคะ" "เปิดประตูหน่อยสิ" "มีธุระอะไรไหมคะ ม่านฟ้าเพลียอยากพักค่ะ" "พี่คุยแป๊บเดียว ไม่นานครับ" "งั้นก็ได้ค่ะ" แอด... "เข้ามาข้างในก่อนค่ะ" " " ร่างสูงเข้ามาด้านในแล้วม่านฟ้าจึงปิดประตูลง "มีอะไรก็ว่ามาค่ะ" "ทำไมกลางวันแสกๆแบบนี้กลัวว่าพี่จะทำอะไรครับ" "ไม่กลัวค่ะ" "อย่างนี้สินะ ถ้ากลัวก็คงไม่แต่งตัวแบบนั้นออกไปสินะครับ" "คะ? แบบไหน" "ก็แบบที่หนูใส่ออกไปวิ่งเมื่อเช้าไง" ชายหนุ่มยืนกอดอกมองคนตรงหน้านิ่งๆอย่างรอคำตอบ "ปกติคนออกกำลังกายก็ใส่แบบนี้นี่คะ" เธอเถียงต่อ ไม่เห็นว่ามันจะไม่เหมาะสมตรงไหนเพราะเธอก็ไม่ได้ใส่สั้นอะไรขนาดนั้น "ไม่ปกติครับ เพื่อนพี่มันมองเราตาเป็นมัน...หนูชอบหรอที่มีคนมองด้วยสายตาแทะโลมแบบนั้น" "ก็ไม่ชอบค่ะ" "งั้นก็อย่าแต่งตัวแบบนั้นอีก ที่นี่ไม่เหมือนที่บ้านที่หนูเคยจากมานะ" "ค่ะ ไม่เหมือนจริงๆ" เธอถอนหายใจก่อนจะผลักอกเขาเบาๆให้เขาออกไป "ดะ เดี๋ยวสิ" หมับ เขาคว้าข้อมือของหญิงสาวเอาไว้แล้วดันให้อีกฝ่ายชิดผนังอีกฝั่ง "พี่จะทำอะไรคะ" "พี่เอ่อ...ไม่มีอะไรครับ แค่อยากจะบอกว่าที่นี่อันตรายมาก อย่าแต่งตัวแบบนั้นออกไปอีก" "ค่ะ หมดธุระแล้วใช่ไหมคะ" "ครับ" "ถ้าอย่างนั้นก็กลับไปได้แล้วค่ะ" "ก็ได้ๆ พี่ไปก็ได้ครับ" เขาก็ยอมออกไปแต่โดยดี "ไอ้คนบ้า ใครจะไปฟังคนแบบนี้กัน" เธอบ่นอุบอิบตามหลังไป แต่เขาก็คงไม่ได้ยิน หลายเดือนผ่านไป... ม่านฟ้ายังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่สิ่งที่กำลังจะไม่ปกติก็คือเธอรู้สึกว่ามีคนแอบมองเธออยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเธอคิดไปเองแต่ความรู้สึกมันเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอพยายามสังเกตอยู่หลายครั้งแต่พอเธอหันไปมองก็ไม่มีอะไร จนพักหลังๆเธอไม่กล้าที่จะออกมาข้างนอกตอนดึกๆเลย ดึกคืนหนึ่ง ในขณะที่ม่านฟ้ากำลังนอนกึ่งหลับกึ่งตื่นมีเสียงเคาะประตูจากด้านนอก ก๊อก ก๊อก เธองัวเงียตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดก่อนจะลุกเปิดไฟที่หัวเตียง หญิงสาวมองนาฬิกาก็พบว่าปาเข้าไปเที่ยงคืนครึ่งแล้ว เธอคิดอยู่ในใจว่าใครกันนะที่มากวนเธอในยามวิกาลเช่นนี้ หญิงสาวไม่ได้ลุกไปเปิดประตูทันที เธอค่อยๆลุกไปเปิดไฟแล้วรอดูปฏิกิริยาด้านนอก ม่านฟ้าในชุดเดรสสีชมพูผ้าบางพริ้วปล่อยผมสบายตกถึงกลางหลัง เธอยังไม่ทันจะได้เดินไปเปิดประตู แต่เสียงนั่นก็ดังขึ้นอีก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะซ้ำดังขึ้น ม่านฟ้าจึงคิดว่าอาจจะเป็นใครที่มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า เธอจึงไม่ได้ถามก่อนทุกที แต่เปิดประตูออกไปเลย อุบบบบ "อื้อออ" เธอร้องอู้อี้ในลำคอแต่เสียงไม่สามารถเล็ดรอดออกมาได้ มือปริศนาปิดปากเธอเอาไว้ก่อนที่สติของเธอจะค่อยๆเลือนลาง... ห้องมืดสนิท... ม่านฟ้าถูกมัดมือไคว่หลังอยู่บนเตียง เธอไร้สิ้นสติ บุคคลลึกลับนั่งเฝ้าอยู่ด้านนอกเหมือนรออะไรสักอย่าง Rrrrrrrr. เสียงโทรศัพท์ของบุคคลปริศนาดังขึ้น "ครับนายน้อย" " " "ได้ครับ" " " ปลายสายไม่รู้ว่าพูดอะไรบุคคลปริศนากดวางโทรศัพท์ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องที่มีม่านฟ้าถูกมัดอยู่ด้านใน "ตื่นๆ" "อื้ออออ" ม่านฟ้างัวเงียขึ้น เธอลืมตาก่อนจะพบว่ามีชายปริศนาใส่ผ้าคลุมหน้ากำลังยืนมองเธออยู่ "แกเป็นใคร" "ไม่ต้องรู้หรอกแม่สาวน้อย เดี๋ยวจะมีคนพาเธอไปขึ้นสวรรค์" "ไปไหน ฉันไม่ไป!" "เธอมาทำงานที่นี่เพื่อเป็นนางบำเรอไม่ใช่หรอ" "ก็ใช่ แต่ฉันไม่ไปกับพวกแกเด็ดขาด" "เล่นตัวซะด้วย" "ปล่อยฉันนะ!" "ถ้าเจ้านายฉันมา เธอจะเปลี่ยนใจแทบไม่ทันเลยล่ะ" "ถุ้ยยย" ม่านฟ้าพ่นน้ำลายใส่หน้าผู้ชายคนนั้นก่อนที่มันจะโมโหจนเลือดขึ้นหน้า "แก!" เพลี๊ยะ!!! เสียงฝ่ามือฟาดลงที่แก้มนุ่มจนเป็นรอยสีแดงก่ำ "ปล่อยฉันไปเถอะนะ ฮือออ" "เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลย" "ฉันขอร้อง ปล่อยฉันไปเถอะแกอยากได้อะไรจะให้หมดเลย นะๆ" เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น "ไม่ต้องกลัวสาวน้อย" "ฮือออ" บรื้นนน!!! เสียงรถเเล่นเข้ามายังลานจอดรถ ชายชุดสีดำก้าวขาลงจากรถด้วยท่าทางที่องอาจทว่าพอเข้าสู่กิโลเมตรที่ 7 เส้นทางเริ่มตัดขึ้นเนินชันและเต็มไปด้วยกรวดหิน ขุนพลเริ่มเร่งจังหวะก้าวให้เร็วและหนักแน่นขึ้น สมกับที่เคยผ่านการฝึกฝนหลักสูตรรบพิเศษอันโหดหิน เหงื่อเม็ดโตเริ่มซึมตามกรอบหน้าของหมวดภรัณ กล้ามเนื้อขาเริ่มตึงและส่งเสียงประท้วง ลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ"ถ้าไม่ไหวก็ผ่อนได้นะภรัณ..." ขุนพลเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เสียงยังคงนุ่มลึกและมั่นคง "คนเราต้องรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง การฝืนจนเจ็บมันไม่ได้ช่วยอะไร"ภรัณกัดฟันแน่น นัยน์ตาคมคายจ้องมองแผ่นหลังอันกว้างใหญ่และน่าเกรงขามของอดีตผู้บังคับบัญชา ภาพรอยยิ้มหวานของ ทอฟ้า ผุดขึ้นมาในหัวใจ ส่งพลังมหาศาลให้ขาที่เริ่มอ่อนแรงกลับมากระตุกย่างก้าวอีกครั้ง"ผม... ยังไหวครับท่าน!" ภรัณเค้นเสียงตอบผ่านลมหายใจที่หอบเหนื่อย เร่งจังหวะก้าวขึ้นไปวิ่งตีคู่เคียงข้างทัพฟ้าและกระขยับเข้าใกล้ขุนพลมากขึ้นทัพฟ้าหันมามองภรัณด้วยสายตาประหลาดใจ รอยยิ้มกวนๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยอมรับในความใจสู้ "ใจเด็ดดีนี่หมวด!"กิโลเมตรสุดท้าย... ทางวิ่งเลียบริมน้ำตัดกลับมาสู่หน้าร้านซ่อมเครื่องยนต์ ขุนพลเร่งสปีดก้าวสุดท้ายเข้าสู่เส้นชัยหน้
ตะวันลาลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเหนือลำน้ำชายแดนเปลี่ยนเป็นสีแสดส้มทาบทาผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ แสงไฟนีออนสีเหลืองอบอุ่นส่องสว่างทั่วบริเวณระเบียงกว้างหลังบ้านไม้สองชั้นโต๊ะอาหารไม้ตัวใหญ่ยาวกลางระเบียงเต็มไปด้วยจานชามบรรจุอาหารพื้นบ้านกลิ่นหอมฉุย ทั้งต้มยำปลาคังรสเด็ด น้ำพริกกะปิพร้อมผักสด ปลาทอดขมิ้นกรอบนอกนุ่มใน และแกงส้มชะอมกุ้งสดฝีมือม่านฟ้าและคุณยายบนโต๊ะอาหาร บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นและแฝงไปด้วย 'รังสีลองเชิง' อย่างกวนๆหมวดภรัณนั่งเกร็งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามขุนพลพอดี ด้านซ้ายมือของนายทหารหนุ่มคือทัพฟ้าน้องชายสุดแสบที่คอยส่งสายตากวนๆให้ตลอดเวลา ส่วนด้านขวามือคือทอฟ้าที่นั่งแอบอมยิ้มขำกับท่าทางเกร็งสุดขีดของชายหนุ่ม ข้างขุนพลมีม่านฟ้านั่งยิ้มหวานคอยรินน้ำอุ่นใส่แก้ว ขณะที่หัวโต๊ะอีกฝั่งคือกัน ทศ และคุณยาย"เอ้าวะหมวดภรัณ! ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น กินข้าวบ้านนี้ต้องกินเยอะๆถึงจะเป็นลูกผู้ชายพอ!" กันเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มยวน ยื่นมือไปใช้ทัพพีตักพริกขี้หนูสดในถ้วยน้ำพริกกะปิโปะลงบนจานข้าวของภรัณจานโต "ลองน้ำพริกกะปิมือแม่ม่านฟ้าดูหน่อยดิ เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ครบรส ถ้ากินแล้วน้ำตาไม่ไ
ร่างสูงโปร่งของ ภรัณ ชายหนุ่มวัย 23 ปี ในชุดนายทหารยศร้อยโท ก้าวลงมาจากรถ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของนายทหารผู้ใหญ่ในเมืองหลวง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แววตามุ่งมั่นทว่าแฝงความอ่อนโยน เขายืนมองทอฟ้าด้วยรอยยิ้มหวานที่ปิดไม่มิด"อรุณสวัสดิ์ครับช่างฟ้า... รถที่ส่งมาเช็กระยะเสร็จหรือยังครับ?" ภรัณเอ่ยถามเสียงนุ่มทอฟ้ากอดอก มองหมวดหนุ่มตรงหน้าแล้วยิ้มมุมปาก "เสร็จตั้งแต่นานแล้วค่ะหมวด... แต่เห็นว่าชอบหาเรื่องเอารถมาจูนเครื่องทุกสัปดาห์แบบนี้ ไม่กลัวผู้บัญชาการสงสัยเหรอคะ?"ภรัณหัวเราะเบาๆ ก้าวเข้ามาใกล้ทอฟ้าอีกก้าว นัยน์ตาสบประสานกับดวงตาคู่สวย "เครื่องยนต์ไม่มีปัญหาหรอกครับ... แต่คนขับมีปัญหา 'คิดถึง' ช่าง ต่างหาก""อะแฮ่ม!"เสียงกระแอมดังก้องมาจากระเบียงชั้นบน! ขุนพลยืนกอดอก มองลงมาจากชั้นสองด้วยสายตาคมกริบดุดันประดุจพญาเสือที่กำลังจ้องจับตาคนที่กล้าเข้ามาจีบลูกสาวสุดที่รัก ส่วนทัพฟ้าน้องชายก็รีบเดินมาก้าวบังพี่สาวไว้ทันทีพร้อมยิ้มกวนๆ"หมวดภรัณครับ... อู่นี้คิดค่าจูนเครื่องแพงนะ โดยเฉพาะถ้าจะมาจูนหัวใจพี่สาวผม" ทัพฟ้าแซวยวนม่านฟ้าหลุดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขกับภาพตรงหน้า เธอจับมือขุน
ผ่านไปสองเดือน...เช้าตรู่ของวันใหม่ในบ้านไม้ริมแม่น้ำ แสงแดดอุ่นสาดส่องผ่านระเบียงเข้ามาในครัว กลิ่นหอมของปลาทอดกรอบแกล้มน้ำพริกฝีมือคุณยายลอยอบอวลไปทั่วบ้าน ขุนพล ที่เพิ่งเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับกันและทศช่วยกันตรวจเช็คอะไหล่อู่เสร็จแต่เช้า เตรียมจะทรุดตัวลงนั่งร่วมโต๊ะอาหารเช้าตามปกติทว่า...ม่านฟ้าที่กำลังถือถ้วยน้ำพริกถ้วยใหญ่เดินออกมาจากครัว กลับชะงักกึกกลางทาง!ใบหน้าหวานซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยความผะอืดผะอมอย่างรุนแรงทันทีที่กลิ่นน้ำพริกกระทบจมูก"อึก... อุ๊บ!"ม่านผ้าวางถ้วยน้ำพริกลงบนโต๊ะอย่างเร่งรีบ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากแล้วรีบวิ่งตรงไปยังห้องน้ำชั้นล่างทันที!แค่ว... อ้วก!เสียงอาเจียนอย่างหนักหน่วงดังก้องออกมา ขุนพลเบิ่งตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ! เขารีบพุ่งตัวตามเข้าไปในห้องน้ำเป็นคนแรก ชายหนุ่มประคองไหล่บางของม่านฟ้าไว้ มือหนาช่วยลูบแผ่นหลังให้ภรรยาด้วยความห่วงใยจับใจ"ม่านฟ้า! เป็นอะไรไปครับหนู?!" ขุนพลเอ่ยเสียงสั่นพร่า เช็ดเหงื่อซึมตามกรอบหน้าหวานให้อย่างนุ่มนวล"หนู... หนูเวียนหัวค่ะพี่ขุนพล... เหม็น... เหม็นกลิ่นน้ำพริกมากเลย..." ม่าน
ค่ำคืนนี้ไร้ซึ่งฝันร้ายและอดีตอันขมขื่น มีเพียงไออุ่นแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของสามีภรรยาที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ใต้เงาจันทร์ริมแม่น้ำชายแดนชั่วนิรันดร์คืนต่อมา สายลมยามดึกพัดโชยกลิ่นไอฝนละมุนเข้ามาทางหน้าต่างระเบียงห้องนอนชั้นบน แสงจันทร์สว่างนวลทาบทาลงบนเตียงกว้างอย่างเงียบสงบหลังจากมื้ออาหารเย็นอันแสนอบอุ่นที่กินพร้อมหน้าพร้อมตา น้องทอฟ้า ก็หลับสนิทปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดของคุณยายที่ห้องนอนชั้นล่างอีกตามเคย ทำให้ห้องนอนชั้นบนตกอยู่ในความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของขุนพลและม่านฟ้าอีกครั้งขุนพลในชุดกางเกงขายาวสบายๆ เดินก้าวเข้ามาในห้อง พลางล็อคประตูอย่างรัดกุม นัยน์ตาคมกริบดุดันที่เคยผ่านศึกบัดนี้ฉายประกายความหวานซาบซึ้งและปรารถนาอย่างลึกซึ้ง เขาทอดสายตามองร่างบางสะคราญตาของ ม่านฟ้า ที่กำลังนั่งสางผมยาวสลวยอยู่หน้ากระจกส่องหน้าม่านฟ้าในชุดนอนสายเดี่ยวผ้าซาตินสีแดงเบอร์กันดีขับผิวขาวเนียนให้ดูเปล่งปลั่งสะกดสายตา เธอสบตาสามีผ่านกระจก ก่อนจะลุกขึ้นเดินก้าวเข้ามาหาขุนพลด้วยรอยยิ้มหวานแฝงความเขินอาย"พี่ขุนพลคะ..." เสียงหวานเอ่ยกระซิบเบาๆ มือเรียวเล็กเอื้อมไปจับมือหนาแกร่งของสามีแล้วนำ
แม่ของม่านฟ้ามองขุนพลด้วยความซาบซึ้งใจ ยื่นมืออันสั่นเทาไปจับมือแกร่งของขุนพลไว้ "ขอบคุณนะ... ขอบคุณมากที่ช่วยดูแลลูกสาวของแม่... ขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้งม่านฟ้า..."ทอฟ้าตัวน้อยในอ้อมแขนเอียงคามองยายด้วยความสงสัย ก่อนจะยื่นมือป้อมๆ ไปแตะแก้มที่มีน้ำตาของยายเบาๆ "ยาย... ไม่ร้องนะ"เสียงเล็กๆของหลานสาวทำให้แม่ของม่านฟ้าหลุดยิ้มออกมาทั้งน้ำตา สวมกอดทั้งม่านฟ้าและหลานสาวไว้ด้วยความอบอุ่น บาดแผลในอดีตที่เคยกัดกินหัวใจของทุกคน บัดนี้ได้รับการเยียวยาและปลดล็อกอย่างสมบูรณ์แบบด้วยอภัยทานและความรักแท้ในครอบครัวค่ำคืนนั้น บรรยากาศภายในบ้านไม้ริมแม่น้ำอบอวลไปด้วยความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กลิ่นหอมของอาหารพื้นบ้านที่ม่านฟ้าตั้งใจลงมือทำสุดฝีมือลอยอบเชยไปทั่วห้องครัว เสียงจานชามกระทบกันประสานกับเสียงหัวเราะใสแจ๋วของ น้องทอฟ้า ที่กำลังนั่งบนตักของคุณยายบนโต๊ะอาหารขุนพล เดินก้าวเข้ามาพร้อมกับ กัน และ ทศ ชายหนุ่มยกเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่มาเสริมข้างโต๊ะ นัยน์ตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้มีแต่ความเอ็นดูและความสงบสุขผู้เป็นแม่มองภาพตรงหน้าด้วยน้ำตาคลอเบ้า มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาตลอดชีวิตลูบหัว
"ดุจังเลยครับ" สิงห์ยิ้มที่มุมปาก "งั้นก็รีบกินรีบกลับเลยค่ะ" "พี่ล้อเล่นน่า" "หนูง่วงเเล้วอ่ะ" หญิงสาวยกมือปิดปากหาวหวอดๆ "นอนก็ได้นะเดี๋ยวพี่กินเสร็จล็อคประตูให้ครับ" "แน่ใจนะว่าพี่จะไม่แอบทำอะไรหนู" "มองพี่เป็นคนแบบนั้นหรอครับ" "เปล่าค่ะ ถ้างั้นกินเสร็จแล้วฝากเก็บด้วยนะคะ" "ได้ครับ" เธอ
เขาเอื้อมมือมาจับไหล่ทั้งสองข้างของม่านฟ้าเอาไว้ ดวงตาคมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างล่วงรู้ความคิด เธออาจจะไม่เหมือนแก้วตาผู้หญิงที่เขาเคยรักก็ได้ "พี่สิงห์เป็นอะไรไปคะ" เธอเอามือแตะที่หน้าผากของอีกฝ่าย "พี่ไม่เป็นไรครับ" "แน่ใจนะคะ ถ้าอย่างนั้นพี่ไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนเดี๋ยวหนูทำเสร็จแล้วยกไปให้ค่ะ" "ขอ
3วันผ่านไป... ม่านฟ้าถูกขังอยู่ภายในห้องเป็นเวลา3วันเต็มโดยที่สิงห์ยังเมตตาเอาข้าวและน้ำมาให้ตลอด เธอคาดเดาความคิดผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย ทุกครั้งที่เขาเจอเธอ มันเหมือนว่าเขาเป็นคนหลายบุคลิกและยิ่งไปกว่านั้นเขายังบอกเธอว่าท่านนายพลก็ไม่สามารถมาช่วยเธอได้ นั่นทำให้เธอแน่ใจว่าสองพ่อลูกอาจจะมีความสัมพัน
"ไอ้หมาย" "ครับ!" สมหมายวิ่งออกมารับเจ้านายของเขาและพาไปดูผลงานที่เขาพึ่งพาตัวมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน "นี่นะหรอ" "ครับนายน้อย แสบใช้ได้เลย" ผู้เป็นเจ้านายเกลี่ยผมที่ปิดหน้าหญิงสาวออก "ทำไมมีรอยมือว่ะไอ้หมาย" "เอ่อ ขอโทษครับนายน้อย นังนี่มันพ่นน้ำลายใส่ผม ผมก็เลยเผลอตบมันไปครับ" "โถ่ไอ้โง่







