ใครสักคนเคยว่าไว้...
“เวลาไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ วันเวลาจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่เวลามีเรื่องให้จัดการดูแล เวลากลับผ่านไปเร็วจนน่าตกใจ”
ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนตอนอยู่ในร่างอาจูหรือชาตินี้ อาจูก็รู้สึกว่า “จริง”
คืนนี้เป็นคืนที่สองแล้วที่อาจูและท่านจ้าวหุบเขาไม่ได้พักค้างในหุบเขาเดียวดาย แต่เป็นวัดร้างบนเขาด้านล่าง[1]
การมาของเยว่เทียนฟงทำให้รายการ “สิ่งต้องทำ ประจำวัน” ของอาจูและท่านจ้าวหุบเขาเพิ่มขึ้นจากสองวันก่อนจนน่าตกใจ สำหรับอาจูที่ตอนนี้ไม่ต้องทนนั่งจับสังเกตลมหายใจและการไหลเวียนของกระแสต่างๆ ในร่างกายตัวเองตั้งแต่เช้าจรดเย็น นับเป็นเรื่องดี แต่สำหรับท่านจ้าวหุบเขาที่เป็นผู้รักษาสัญญาจนน่าตกใจผู้นี้...ไม่แน่ว่าการมาของเยว่เทียนฟงจะทำให้เขาลำบากตรากตรำจนเกินไป
“ซือฝุ จะอย่างไรพักดื่มชาสักหน่อย...” อาจูรินน้ำชาดอกเบญจมาศลงถ้วยแล้วเลื่อนให้
เห็นจ้าวหุบเขาหลี่ยังคงมีสมาธิจดจ่อ ไม่ยอมวางมือจากแท่นบดยา
คนอุตส่าห์ตั้งใจรินน้ำชาให้ก็จนใจ ได้แต่ช่วยหยิบสมุนไพรเติมให้เงียบๆ ขณะช่วยเติมสมุนไพรก็ลอบมองริมฝีปากหยักได้รูปบนใบหน้าไร้ร่องรอยอารมณ์ ต่อให้ริมฝีปากน่ากัดนั่นจะล่อลวงใจแค่ไหนก็ไม่มีแก่ใจจะคิดฟุ้งซ่านเวลานี้ ไม่เพียงท่านจ้าวหุบเขาต้องเร่งคิดค้นยาถอนพิษให้ศิษย์พี่หญิงแซ่เซี่ย เขายังต้องคอยรักษาและเฝ้าดูอาการผู้ป่วยโรคระบาดอาการหนักอีกด้วย ผลก็คือ ตลอดสองวันมานี้ ชายคนนี้ถ้าไม่บดยาก็ต้องตรวจรักษาโรคที่พวกเขาต่างเรียกกันว่า “ฝีเมล็ดถั่ว” แทบไม่มีเวลาหยุดพัก
ก่อนหน้านี้ใครกันที่ค่อนขอดว่าเขาใจดำ? เป็นแค่พวกชาวบ้านหาของป่าไม่รู้ความ หรือรวมกระทั่งตัวเธอเอง...ที่ไม่มีตา
ถ้าจ้าวหุบเขาหลี่ใจดำจริง หลังจากยอมเขียนตอบทุกอย่างที่เยว่เทียนฟงต้องการรู้ออกมาจนหมดแบบนี้ ชายวัยกลางคนโชคร้ายคนนั้นอาจโดนฝังกลบลงใต้ดินเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆ ต้องพลอยติดโรคร้ายไปแล้วก็ได้
ทุกครั้งที่จ้าวหุบเขาเดียวดายใช้ทักษะการแพทย์ผู้ติดต่อต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนแล้วสำคัญตรงไหน ดูจากทองสองหมื่นตำลึงที่นอนรออยู่ในหุบเขาและอำนาจบารมีที่ไม่ธรรมดา ท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้จะยังมีอะไรให้ขัดสน ที่เขาเรียกเก็บค่ารักษาราคาแพงมาจนถึงตอนนี้ ไม่แน่ว่าจะเป็นเพราะต้องการปลีกตัวจากเรื่องยุ่งยาก ป้องกันผู้คนเอะอะก็มาคุกเข่าหน้าปากทางเข้าหุบเขาอ้อนวอนให้เขาช่วยแก้ปัญหาน้อยใหญ่จนไม่คิดพึ่งพาตนเองหรือหมอคนอื่นๆ มากกว่า...เรียกได้ว่าเป็นการคัดกรองผู้ป่วยด้วยวิธีการที่ดูร้ายกาจใจดำ เพียงเพื่อให้เหล่าผู้มาย่ำธรณีประตูหุบเขารายที่เหลือ เหลือเฉพาะรายที่อาการหนักหนาสาหัส อับจนหนทางแล้วจริงๆ เท่านั้น
จู่ๆ น้ำค้างหยดหนึ่งก็ร่วงลงจากหลังคา ตกกระทบแอ่งน้ำเล็กๆ ด้านหน้า แม้จะร่วงลงมาแค่หยดเดียว ก็ทำให้อาจูได้สติว่าตอนนี้เป็นเวลาอะไร
ต่อให้เป็นคนที่สุขภาพแข็งแรงแค่ไหน ร่างกายคนเราก็มีขีดจำกัด ตอนนี้เริ่มดึก น้ำค้างพรม ท่านจ้าวหุบเขาที่วุ่นวายกับการหยิบนั่นจับนี่ทั้งวันไม่ได้หยุด สมควรพักผ่อนได้แล้ว
“ซือฝุ...สมุนไพรชนิดนี้ไม่ใช่ว่าบดมากเกินไปแล้วหรือ พวกเราหยุดพักกันสักหน่อยดีหรือไม่” อาจูถามพลางใช้สองมือกอบสมุนไพรหั่นฝอยตากแห้งขึ้นชู จำได้แค่เรื่องที่ตัวยาชนิดนี้เป็นหนึ่งในบรรดาส่วนผสมหลักของยาลดไข้
อยู่ร่วมกันกับท่านจ้าวหุบเขามาจนถึงตอนนี้ เธอก็ยังจำชื่อสมุนไพรได้ไม่มากอยู่ดี ที่จำได้แม่นหน่อยก็มีแค่พวกที่พอจะคุ้นชื่อกับหน้าตาอยู่ก่อนแล้วกับพวกที่ใช้ปรุงอาหารต่างเครื่องเทศ เพราะฉะนั้น เลือกสื่อสารกันด้วยการชี้หรือหยิบให้ดู อย่าฝืนเรียกชื่อเลยดีกว่า...ถึงจะชวนให้รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นพวกหัวช้าจนน่าหดหู่ แต่ความจริงก็คือความจริง แต่ไหนแต่ไรมาเธอเป็นคนประเภท จำได้แต่รูปร่างหน้าตา จำชื่อไม่เก่ง อยู่แล้ว...ไม่ว่าจะกับคนหรือกับสมุนไพรก็ไม่ต่างกัน
ท่านจ้าวหุบเขาเองก็ดูจะไม่ได้ติดใจอะไร ตรงกันข้าม คนที่เริ่มสื่อสารด้วยวิธีการแบบนี้ เป็นเขาเองเสียด้วยซ้ำ
เห็นจ้าวหุบเขาหลี่ยังคงนิ่งอยู่ อาจูก็อดตวัดสายตาค้อนไม่ได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายตานั้นหรือเปล่า สุดท้ายท่านจ้าวหุบเขาก็ยอมเปิดปากเอ่ย ไม่ดัง ไม่เบา
“ชีวิตคนยามเจ็บป่วยก็เหมือนขาข้างหนึ่งก้าวเข้าเหยียบยมโลก พลาดไปชั่วพริบตาก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้แล้ว” ความหมายของท่านจ้าวหุบเขาก็คือ ถ้าคนป่วยอาการยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องคอยเฝ้าดูเอาไว้เช่นนี้ ย่อมไม่อาจวางใจ
เขายังเอ่ยต่อไป “เมื่อบ่ายเยว่เทียนฟงส่งคนมารายงาน ยาพวกนี้ ดูจากรูปการแล้ว ไม่แน่ว่าจะต้องใช้อีกเยอะ”
เอ๋?
“หมายความว่าโรคระบาด...”
“อาจแพร่ออกไปแล้วหรือยังไม่แพร่ออกไปก็ได้” ท่านจ้าวหุบเขายังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนเคย คล้ายไม่ใส่ใจ แต่เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ไม่ใส่ใจ
[1] ถ้ายังจำกันได้ หุบเขาเดียวดายเป็นหุบเขาที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาอีกชั้น
สตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ