ログインนางมองเขาทั้งรักและโหยหา ในใจมีแต่ภาพยามที่พวกเราพบหน้าสนทนาอย่างหวานชื่น ทว่า...บัดนี้มิอาจทำแบบเดิมได้อีก "จำไว้ พบแล้วพรากในวันวานไม่เป็นไร แต่จากกันวันนี้ย่อมได้เจอกันใหม่ ข้าพร้อมเฝ้ารออย่างเชื่อใจ" นี่อาจเป็นพลังแห่งศรัทธา
もっと見る***********************
ขอบคุณวาสนาพาให้วันนี้
ได้พบพานมีวันหวาน
เพื่อเราสองต้องพรากจากกลายเป็นอื่น
เพียงรอจนพ้นคืนหม่น
วันฟ้าเปลี่ยนย่อมพบกันอีกครา
*******************
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้อาจมีเนื้อหารุนแรง
ทุกตัวอักษรเกิดจากจินตนาการทั้งหมด
ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับตำนานที่มีอยู่จริง
และไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ขอให้ทุกท่านมีความสุข
********************
คำนำนักเขียน
สิ่งที่ยืมผู้อื่นมา ย่อมเสี่ยงต่อการเสียใจกับการจากไป เสี่ยงพบเจอความเศร้าอันเป็นนิรันดร์ชั่วกัลป์ ไม่อาจครอบครองอย่างแท้จริง
รักที่แย่งชิง การยื่นไมตรีไร้เมตตา เป็นเพียงความสุขชั่วคราว คือความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ด้วยรักจากใจ หลี่หง
***********************
แนะนำตัวละคร
หยางหลิน
บุรุษหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง รักเดียวใจเดียว
*****
ลู่เฟยลี่
รักสันโดษ สงบเยือกเย็น เป็นสตรีของหยางหลิน
*****
เจิ้งเสวี่ยหรง
องค์หญิงเสาหนิง เย่อหยิ่งเห็นแก่ตัว มีแผนชั่วเต็มหัว
ซ่งเหว่ยจง
สหายของหยางหลิน แอบชอบลู่เฟยลี่
******************************************
คู่รักที่น่าริษยา
ลานกว้างของพระราชวังชั้นนอกส่วนหน้า วันนี้มีงานแข่งขันของเหล่าคุณชายจากสกุลต่างๆ ซึ่งเมืองหลวงมักจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างตระกูลน้อยใหญ่ในต้าเจิ้ง
นอกจากนี้ยังมีเหล่าฮูหยินที่พาคุณหนูในห้องหอจากเรือนตนที่พ้นวัยปักปิ่นออกจากจวนมาเปิดหูเปิดตา นั่นจึงนับได้ว่างานนี้เป็นการดูตัวกลายๆ ระหว่างชายหญิงเพื่อเชื่อมสัมพันธ์สองสกุลในภายหน้า
กลางลานแข่งขันที่เข้มข้นชวนตรึงตราจากผู้คนโดยรอบ
บนอาชาพันธุ์ดีเส้นขนมันขลับตัวโตสูงใหญ่ มีเหล่าบุรุษหนุ่มนั่งคุมบังเหียนสง่างามหลายผู้หลายนาม แต่ละคนล้วนองอาจผึ่งผายสมชายชาตรี เรียกสายตาเหล่าสตรีให้จดจ้องถ้วนหน้า
ทว่ากลับมีบุรุษผู้หนึ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าใคร
“ท่ามกลางคุณชายหนุ่มเหล่านั้น เห็นจะมีเพียง หยางหลิน ที่รูปงามยิ่งกว่าใคร”
คุณหนูผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นกับเหล่าสหาย และพวกนางต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องต้องกันอย่างพร้อมเพรียง
หยางหลินรูปงามหล่อเหลา รูปร่างสมส่วนสมบูรณ์แบบ ใบหน้าดุจหยกนั้นเหมือนภาพวาดก็ไม่ปาน สง่าดุจเซียนอย่างแท้จริง
คุณหนูเยาว์วัยอีกคนเอ่ยด้วยอาการเหม่อมอง “หยางหลินผู้นี้ ยิ่งมองยิ่งแสบตา เป็นบุรุษที่สง่างามจนเหมือนไม่มีอยู่จริง”
“โอว...ถูกต้อง ข้าเห็นด้วย”
“อืม”
คุณหนูกลุ่มนี้ยังคงชื่นชมไม่ขาดปาก ออกอาการละเมอเพ้อพกยกใหญ่ กระทั่งมีคนหนึ่งรีบปรามเอาไว้ นางร้องห้ามเสียงกระซิบ “จุ๊ๆ พวกเจ้าพูดน้อยหน่อยเถอะ หยางหลินมีคนรักอยู่แล้วมิใช่หรือไร?”
วาจาประโยคนี้ทำเอาพวกนางต้องเบนสายตาไปมองสตรีผู้หนึ่งทันที
คนผู้นี้มีนามว่าลู่เฟยลี่ สตรีที่ทุกคนต่างอิจฉาและริษยาเป็นที่สุด จะมิให้ร้อนรุ่มใจแทบบ้าได้อย่างไร ในเมื่อรูปโฉมของอีกฝ่ายนั้น แม้จัดว่างดงามอยู่มากโดยที่ไม่ต้องแต่งหน้าทาชาด แต่พวกนางก็งามไม่น้อยเช่นกันมิใช่หรือ?
เพียงแค่ประโคมเครื่องประดับเข้าไปให้เหมาะสมประทินโฉมประเทืองผิวให้ประณีตบรรจงมากขึ้นเท่านั้น ก็สะสวยเฉิดฉายแล้ว
ลู่เฟยลี่ผู้นี้ใช่โฉมสะคราญที่งามเลิศโดดเด่นที่สุดในหมู่สตรีของเมืองหลวงแน่นอน แค่พินิจดูแล้วให้รู้สึกถึงความบริสุทธิ์และเย้ายวนโดยธรรมชาติก็เท่านั้นเอง เพียงพวกนางปรุงแต่งจริตมารยาหน่อยก็ใช้ได้เหมือนกัน อีกอย่าง ลู่เฟยลี่เป็นแค่สตรีบ้านป่าเมืองเถื่อนแดนไกล หาใช่หญิงสูงศักดิ์ในเมืองหลวง ยิ่งไม่มีสกุลใหญ่หนุนหลัง
ใช่แล้ว! ลู่เฟยลี่น่ะไม่มีดีอันใดเท่าไรเลยสักนิด แต่กลับได้ครอบครองบุรุษอันดับหนึ่งอย่างหยางหลิน!
ที่สำคัญ หยางหลินเป็นฝ่ายเกี้ยวพาลู่เฟยลี่!
นี่ล่ะเป็นเรื่องที่ชวนให้อิจฉายิ่งนัก! ไม่พอใจยิ่ง ทั้งที่ลู่เฟยลี่ ไม่มีสิ่งใดเหนือกว่าพวกนางมิใช่หรือไร?
เหล่าสตรีพากันมองลู่เฟยลี่อย่างขุ่นเคืองครู่ใหญ่ ท้ายที่สุดก็ละสายตาหันไปมองหยางหลินต่อ
ช่วยมิได้ บุรุษรูปงามหล่อเหลาบาดตากระจ่างใจ ยามได้พบเจอสักคราย่อมต้องมองให้มากขึ้นอีกสักหน่อย โอกาสที่ได้เห็นใกล้ๆ เช่นนี้ มีไม่บ่อย
ท่ามกลางสายตาตราตรึงที่พุ่งความสนใจเดียวกัน หยางหลินกลับไม่ใส่ใจนำพา
หยางหลินพยักหน้ายอมจำนน หลายหนเขายังเอาการบ้านไปให้ลู่เฟยลี่ช่วยทำ นางเขียนได้ถูกต้องทั้งหมด ลายมือของนางงดงามทรงพลังยิ่งลู่เฟยลี่ว่าอีก “ที่สำคัญ หากข้ามาเรียนทั้งวันทุกวันแล้วกิจการของข้าเล่าใครจะดูแล เปิดหลายร้านเสียด้วย”ชายหนุ่มพยักหน้าเนือยๆ อีกรอบ “จริงของเจ้า”หญิงสาวจึงถาม “ไฉนอยากให้ข้ามาเรียนอีกแล้ว ท่านถูกคำพูดใครสะกิดใจอีกเล่า”หยางหลินเงียบไป ไม่ได้พูดอันใด แต่ลู่เฟยลี่ก็พอคาดเดาได้“น้องหญิงของข้ากระมัง ลู่เหม่ยน่ะวันๆ คงเอาแต่ว่าร้ายข้าเรื่องที่ไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนเหมือนคุณหนูคนอื่น คงพูดเลื่อนเปื้อนไปทั่ว ดึงท่านให้จมลงโคลนตมไปด้วย”“ข้าไม่เป็นไร คำพูดนางไม่ได้มีผลกับข้า เพียงแต่นางพูดเสียจนสหายของข้าพากันอยากออกหน้าช่วยเจ้าให้เข้าเรียนหลายคน โดยเฉพาะเหว่ยจง เร่งเร้าข้าทุกวันว่าอยากช่วยเจ้า ขอเพียงเจ้าพยักหน้าเขาจะไปบอกบิดา เมื่อเช้าก็เพิ่งฝากหนังสือลงตราประทับมาแล้ว ข้าจึงมาถามเจ้าว่าสนใจเข้าเรียนหรือไม่?”สหายของหยางหลินส่วนใหญ่คุ้นเคยกับลู่เฟยลี่ พวกเขาล้วนเป็นมิตร ยามพบปะสังสรรค์มักนัดหมายกันไปกินอาหารร่ำสุราที่ร้านของนางเสมอ จ่ายเงินไม่อั้น ลู
ระเบียงทางเดินในสำนักศึกษา ผ่านห้องตำราและเรือนต่างๆเหล่าศิษย์ที่เป็นบุรุษทั้งหลายต่างพากันเมียงมองสตรีสูงศักดิ์ผู้มาใหม่เป็นตาเดียวกันเจิ้งเสวี่ยหรงนับว่าเป็นสตรีที่รูปโฉมงดงามผู้หนึ่งเป็นต้นทุนเดิม เมื่อแต่งกายอย่าง ‘จงใจให้โดดเด่นเย้ายวนชวนพิศมัย’ จึงทำได้ไม่ยากเย็นยามนี้นางจึงสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ทำเอาผู้ชายมองเหลียวหลังจนคอแทบหักจากริมระเบียงทุกชั้นเรียนคงมีเพียงหยางหลินที่เดินอยู่กับนางแท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกถึงเสน่ห์เย้ายวนอันใด ทั้งๆ ที่เจิ้งเสวี่ยหรงเองก็ตั้งใจยั่วยวนอย่างแนบเนียนตลอดเวลาหยางหลินแนะนำสถานที่อย่างส่งๆ เพื่อจะได้เสร็จอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เจิ้งเสวี่ยหรงชวนคุยเรื่องสัพเพเหระเพื่ออยู่ด้วยนานๆแต่ชายหนุ่มก็พูดคุยแบบถามคำตอบคำ ท้ายที่สุดเขาก็เอ่ยตัดบท “องค์หญิงคงเดินเหนื่อยแล้วกระมัง เข้าไปในห้องตำราทบทวนบทเรียนดีกว่า พรุ่งนี้จะได้เข้าใจพร้อมศิษย์ร่วมชั้นคนอื่น”เจิ้งเสวี่ยหรงกลอกตาขัดใจ แต่ปากกลับตอบรับอย่างอ่อนหวานว่าง่าย “ก็ได้”วันนี้ต้องแสร้งเป็นสตรีเรียบร้อยอ่อนโยนตามตำรามารยาสตรีหมายสร้างสัมพันธ์อันดีทำให้บุรุษประทับใจหยางหลินทบทวนตำราเรียนให้นางอย่างเข้ม
เจิ้งเสวี่ยหรงถามนางกำนัลอาวุโสคนหนึ่งทันทีหลังจากสั่งให้ไปสืบมาอย่างเร่งด่วน อีกฝ่ายย่อมกลับมาพร้อมคำรายงานไม่มีตกหล่น“นางเป็นคุณหนูสกุลลู่เจ้าค่ะ ทว่าไร้บุพการีดูแล ไม่มีผู้อาวุโสค้ำจุน บิดาของนางตายในสนามรบ มารดาที่กำลังตั้งครรภ์นางตอนนั้นก็ตรอมใจ รอกระทั่งคลอดนางออกมาก็ตายตามสามีไปอีกคน”เจิ้งเสวี่ยหรงหลุดหัวเราะขำ“นางเป็นแค่เด็กกำพร้าหรือนี่ ช่างน่าสมเพช”นางกำนัลเล่าต่อ “พออายุเก้าขวบทำผิดจนถูกผู้นำสกุลลู่ส่งไปบำเพ็ญตนที่วัด ครั้นกลับมาเมืองหลวงก็ดื้อรั้นเป็นจอมขบถเลื่องชื่อไม่ยอมเข้าจวนลู่อีก ตัดขาดญาติทุกคน ถูกผู้คนตราหน้าว่าหญิงบ้านป่าเมืองเถื่อนแดนไกล ยามนี้ยังเปิดร้านค้าทำกิจการค้าขายตั้งตนเป็นวาณิชหญิง[1] ไม่สนใจคำตำหนิด่าทอเพคะ”“หึ! ที่แท้ก็แค่หญิงเร่ร่อนชั้นต่ำ ไม่มีผู้อาวุโสอบรม ไร้ขนบจรรยาสตรี”เจิ้งเสวี่ยหรงมักให้ความสนใจเพียงสตรีสูงศักดิ์ที่มีผลประโยชน์ มีผู้อาวุโสในเรือนเป็นขุนนางใหญ่ค้ำจุนดังนั้นพอรู้จักลู่เฟยลี่เช่นนี้ ย่อมไม่นับว่ามีค่าให้นางใส่ใจสักกะผีกเสี้ยวเล็บ ไม่จำเป็นต้องปรายชายตาแลแม้สักนิดเพียงแต่บุรุษที่องค์หญิงเช่นนางพึงใจกลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มจนเห็นฟันขาว “อยากนั่งใกล้เจ้า”ลู่เฟยลี่ค้อนขวับ กระซิบอย่างหมั่นเขี้ยว “ประเดี๋ยวไปนั่งที่เรือนข้าก็ได้”“อยากนั่งตรงนี้ตอนนี้”“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจเหลือเกิน “ช่างเถอะ ดื่มน้ำดับกระหายก่อน”หยางหลินรับน้ำจากมือนุ่มมาดื่มอึกๆ ประหนึ่งได้รับโอสถทิพย์จากสรวงสวรรค์กระนั้น ดื่มจนหมดถ้วยก็ยกชายเสื้อเช็ดมุมปากยิ้มกรุ้มกริ่ม “หวาน...”ลู่เฟยลี่ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มขัน “ท่านนี่นะ”สักพักหยางหลินพลันนึกได้ “จริงสิ เจ้าฝังเหล้าไผ่เขียวไว้หลังเรือนใช่หรือไม่?”“อืม ใต้ต้นอู๋ถง”“ดื่มได้หรือยัง”ลู่เฟยลี่ส่ายหน้า “ยัง”บุรุษพลันผิดหวัง “ข้าคิดว่าวันนี้แข่งขันคว้าชัยจะได้ดื่มเหล้าของเจ้า ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน”“หึ” หญิงสาวเห็นเขาทำหน้ากระเง้ากระงอดจนเสียกิริยาชายชาตรีเช่นนี้ก็ถึงกับหลุดหัวเราะ ก่อนเอ่ยปลอบว่า “แต่ข้ามีเหล้านารีแดงนะ เตรียมไว้ให้ท่าน”“จริงหรือ”“จริงแท้แน่นอน” ยิ้มพลางลดเสียงกระซิบว่าต่อ “หากคืนนี้ฟ้าใสดาวสวย ข้าจะยอมให้ท่านนอนพักตรงนี้” มือเล็กนุ่มตบหน้าขาตัวเองเบาๆ “ตอนท่านเมาเหล้า ย่อมหลับพักผ่อนสบายใจ”เรียวคิ้วเข้











