หลังจากที่ซือฝุผู้ไม่ใคร่จะใส่ใจตัวเองนักผู้นั้นออกจากห้องพักผู้ป่วย อาจูก็ชักแม่น้ำมาหว่านล้อม พร้อมทั้งกวาดต้อนให้ทั้งเขาทั้งบุรุษที่รู้ในภายหลังว่าเป็นถึงประมุขของสมาพันธ์เฮยอิงอะไรสักอย่างนี่นาม เยว่เทียนฟง ไปปลดถอดเสื้อผ้า ชำระล้างร่างกาย กว่าจะนึกได้ว่าภายในห้องมีถังอาบน้ำอยู่เพียงหนึ่งใบ คนทั้งคู่ก็เดินเข้าข้างในไปแล้ว การอาบน้ำร่วมกันของพวกเขาจึงนับว่าน่าสนใจไม่น้อย
ถังเล็กๆ แค่นั้น ถ้าลงไปแช่ด้วยกัน ไม่ใช่ว่าต้องมีคนใดคนหนึ่งนั่งตักอีกคนหรือไง?
หวา... ลูกศิษย์จิตใจสกปรกเริ่มคิดไปไกล
ใครบนใครล่างกันหว่า?
อาจูลอบมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของบุรุษร่างสูงผิวสีทองแดงอย่างพิจารณา ยิ่งเห็นรอยยิ้มมุมปากนั่นกดลึก สาววายพันธุ์ทางก็กลืนน้ำลายดังเอื้อกโดยไม่รู้ตัว
“นี่พวกท่านคงไม่ได้ลงไปแช่น้ำในถังเดียวกันจริงๆ ใช่ไหม?” กว่าจะรู้ตัว อาจูก็ตะครุบปากตัวเองไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่ปรับสีหน้า กล่าวขออภัยด้วยท่าทีสุภาพอ่อนหวาน “ครั้งนี้นับว่าลำบากพวกท่านแล้ว...หวังว่าประมุขเยว่จะเห็นใจไม่ถือสา หลังจากควานหาจนทั่ว พวกเราพบเพียงถังแช่ตัวใบนี้เพียงใบเดียวจริงๆ”
เยว่เทียนฟงไม่เพียงไม่ถือสา ยังมีแก่ใจหยอกเย้ากลับอีกด้วย
“จะถือสาได้อย่างไร...ได้แช่ตัวร่วมกับจ้าวหุบเขาย่อมนับเป็นโอกาสอันดี” ประมุขเยว่เอ่ยกลั้วหัวเราะ “เสียดายที่ข้าอยากลง เขาไม่ให้ข้าลงไป เพียงข้าทำท่าจะปลดสายรัดเอวเขาก็ไล่ตะเพิดข้าออกมาแล้ว ช่างเป็นบุรุษที่รักนวลสงวนตัวจริงๆ”
รักนวลสงวนตัวงั้นรึ?
อาจูฟังแล้วได้แต่ลอบค่อนขอดในใจ
เหอะ ท่านไม่เคยเห็นเขาปลดเสื้อถอดผ้าต่อหน้าก็พูดได้นะสิ คนผู้นั้นช่างรักนวลสงวนตัว...ช่างบริสุทธิ์สูงส่งเหมือนดอกบัวขาว[1]ไม่มีผิด!
นึกถึงตรงนี้ภาพแนวไหปลาร้าติดตาก็ลอยขึ้นมาในหัวอีกแล้ว
“โอ๊ะ...ดูจากสีหน้าเจ้าแล้ว ไม่แน่ว่าท่านจ้าวหุบเขาจะไม่ได้หวงเนื้อหวงตัวถึงเพียงนั้นกระมัง เพียงแต่...เขาเลือกคน?”
เปรี๊ยะ!
ถ่านไม้ในเตาแตกตัวดังลั่น พร้อมๆ กับที่ความเขินระเบิดโพลงในหัวเธอเฉียบพลัน สาดความร้อนกระจายไปทั่วใบหน้า
คะ...คนช่างแหย่ ขี้แกล้ง ช่างจับผิด ที่ทำเหมือนเห็นการไล่ต้อนคนอื่นเป็นเรื่องสนุก แถมยังไม่สนใจมารยาทธรรมเนียมคนนี้นี่!
นี่มันบุคคลอันตรายสำหรับสตรีขี้แอ๊บ[2]ชัดๆ!
อาจูแยกเขี้ยวยิงฟันครางฮึ่มๆ ในใจ ต่อให้ใบหน้าร้อนฉ่าแค่ไหนก็ยังฝืนยิ้มสู้
“เข้าใกล้ความร้อนจนเกินไป ใบหน้าจวี๋ฮวาจึงพลอยได้รับความร้อน
จนแดงซ่าน หน้าตาจวี๋ฮวายามนี้คงดูน่าขันมากกระมัง” ลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของหุบเขาค้อมศีรษะ หลุบตาลงต่ำ เอ่ยเสียงสุภาพนอบน้อม “เมื่อครู่เพราะเป็นห่วงเกรงว่าประมุขเยว่และซือฝุจะได้รับความลำบากจนเผลอเอ่ยถ้อยคำแปลกประหลาด ยามนี้ก็ใบหน้าเปลี่ยนสีรวดเร็วจนน่าขัน จวี๋ฮวาทำให้ประมุขเยว่ต้องหัวเราะแล้ว”ยิ่งเห็นเสี่ยวจวี๋ฮวาพยายามข่มอาการ ทำตัวสุภาพ แววตาเยว่เทียนฟงก็ยิ่งเปล่งประกายรื่นเริงขบขัน เขาทำท่าจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยก็มีเสียงเข้มขรึมทรงอำนาจดังขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ใช่ว่าประมุขเยว่มีเรื่องต้องเร่งสะสางหรือ”
เยว่เทียนฟงชะงักไปเล็กน้อย
“ซือฝุ...” อาจูรีบส่งไม้ในมือเข้าเตาไฟ ปลีกตัวจากประมุขสมาพันธ์น่าตายด้วยการย่างเท้าเข้าหลบด้านหลังท่านจ้าวหุบเขาด้วยกิริยาเรียบร้อย งามสง่า ทว่าก้มหน้างุดคล้ายหวาดกลัว
ซือฝุเจ้าขา...คนผู้นั้นกลั่นแกล้งรังแกศิษย์เจ้าค่ะ!
ภาพกุลสตรีร่างบางดุจกิ่งหลิวกำลังอดทนต่อการโดนอันธพาลข่มเหงรังแกเช่นนี้ ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องเอ็นดูสงสาร กระทั่งผู้ติดตามเยว่เทียนฟงรายที่ดูคล้ายสนใจเพียงคำสั่งไม่สนใจสิ่งอื่นใดในโลกนี้ก็ยังลอบส่ายหน้า
ท่านประมุขหนอท่านประมุข เที่ยวหยอกเย้ารังแกแม่นางน้อยของผู้อื่นเล่นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? หากจ้าวหุบเขาเดียวดายไม่พอใจขึ้นมาจะทำอย่างไร?
“อา...น้ำส้ม[3]ไหนี้ช่างร้ายนัก” เยว่เทียนฟงทอดถอนใจ ทว่าหางเสียง
ยังติดสำเนียงหยอกเย้า“วางใจเถอะ...” ประมุขสมาพันธ์เฮยอิงเบนสายตา จ้องลึกลงในดวงตาเสี่ยวจวี๋ฮวา เอ่ยทีเล่นทีจริง “ของบางอย่างต้องเฝ้ามองจากที่ไกลจึงจะสนุก...คุณชายผู้นี้ไม่มีเจตนาจะแย่งชิงท่านจ้าวหุบเขาจากเจ้าแม้แต่น้อย”
“...”
ท่ามกลางความเงียบงัน เหล่าบุรุษชุดดำในลานล้วนลอบเหลียวสบตากันไปมา
ทะ...ท่านประมุข...
ประโยคเมื่อครู่นี้...ใช่มีสิ่งใดกล่าวผิดไปหรือไม่?
[1] เป็นคำประชด เสียดสี หมายถึงคนที่ภายนอกดูบริสุทธิ์ซื่อใส แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น
[2] สแลง เป็นภาษาวัยรุ่น ตัดทอนมาจากคำว่าแอ๊บแบ๊ว คำว่าแอ๊บ มาจาก abnormal ที่แปลว่าไม่ปรกติ ส่วนคำว่าแบ๊ว มาจากคำว่าบ้องแบ๊วที่หมายถึงน่ารักเหมือนเด็กซื่อใส รวมแล้วหมายถึงการทำตัวให้ดูน่ารักใสซื่อเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา
[3] ในสมัยราชวงศ์ถังมีขุนนางผู้หนึ่งเป็นผู้มีความชอบ ฮ่องเต้ราชวงศ์ถังต้องการพระราชทานสาวงามให้เป็นรางวัล ทว่าขุนนางผู้นั้นเอาแต่ปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ยืนกรานว่าฮูหยินของตนเป็นสตรี
ขี้หึง ยอมตายก็ไม่ยอมให้สามีมีหญิงอื่น ฮ่องเต้ไม่ทรงเชื่อว่าจะมีสตรีที่หึงหวงสามีรุนแรงถึงขั้นยอมตายก็ไม่ยอมให้สามีของตนมีหญิงอื่นเช่นนั้น จึงพระราชทานน้ำส้มสายชู หลอกลวงนางว่าน้ำส้มถ้วยนั้นเป็นยาพิษ และให้นางเลือกว่าจะยอมให้สามีรับอนุหรือดื่มยาพิษถ้วยนั้น ปรากฏว่านางยอมดื่มยาพิษปลอมๆ ถ้วยนั้นจนหมดถ้วยแต่ไม่ยอมให้สามีรับหญิงอื่นเข้าจวน ฮ่องเต้เห็นดังนี้เข้าก็จนพระทัย ได้แต่รำพึงว่า พบเจอสตรีเช่นนี้ กระทั่งตัวพระองค์เองก็ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดีเหมือนกัน นับแต่นั้นจึงมีการใช้คำว่า กินน้ำส้ม หรือ น้ำส้มสายชู แทนความหึงหวงสตรีแซ่เซี่ยยังคงบอกเล่าสถานการณ์ด้วยตนเองอีกครู่ใหญ่ อาจูเห็นท่านหมอยุคเก่าแก่โบราณสองคนพูดคุยกันก็ปั้นหน้าสงบเสงี่ยมยืนฟังด้วยความสนใจ สองหูฟังไป สองตาก็ลอบจับสังเกตศิษย์พี่หญิงของท่านจ้าวหุบเขา ต่อให้ส่วนหนึ่งในใจจะค่อยๆ คล้อยตามว่าครั้งนี้อาจารย์ป้าหน้าเด็กอาจมาด้วยเจตนาดีจริงๆ ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับไม่ยอมหายไปเสียทีอาจารย์ป้าผู้นี้...มาดีจริงๆ น่ะรึ?อาจูอยากจะยกมือขึ้นนวดขยับ ยิ่งคิดว่าพักนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เผลอใช้ใบหน้าเด็กๆ นี่ขมวดคิ้วสร้างริ้วรอยจนใบหน้าแก่ก่อนวัยก็ยิ่งกว่าหนักอกหนักใจช่างเถอะ ถึงยังไงที่นี่ก็ต้องการแรงงาน...จังหวะอาจารย์ป้ากวาดตามองผ่านมา เสี่ยวจวี๋ฮวาคลี่ยิ้มอ่อนหวานเจิดจ้ายิ่งกว่าผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งนางงามจักรวาล ทว่าอีกฝ่ายกลับมองผ่านเลยไปท่าทีนี้ช่วยให้อาจูสบายใจขึ้นเล็กน้อยถ้าเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ นางนี้ทำถึงขั้นคลี่ยิ้มให้ ศิษย์หลานตาดำๆ อย่างจวี๋ฮวาคงไม่แคล้วต้องเกาะติดอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันสตรีคลั่งรักผู้หนึ่งย่องมาบีบคอตอนหลับหรือซัดเข็มพิษเล่มโตลอบสังหารแล้ว...
จู่ๆ ความสลดหดหู่ปนโกรธเกรี้ยวก็พวยพุ่งขึ้นในใจคนฟัง กระทั่งอาจูเองยังกำหมัดแน่น ยากจะสงบอารมณ์เป็นตอนนี้เอง ที่อาจูรู้สึกถึงเหงื่อเย็นชื้นบนฝ่ามือตัวเองท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองลูกศิษย์เล็กน้อย ก่อนหันกลับมาผ่าลำไส้ทั้งหมด ตรวจสอบของเสียตกค้างอย่างละเอียด จากนั้นหันกลับไปตรวจดูเล็บมือและเล็บเท้าซ้ำอีกหน“ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นแล้วจริงๆ” ท่านจ้าวหุบเขาสรุปสั้นๆประมุขสมาพันธ์ผู้ต้องแบกรับเรื่องนี้ฟังแล้วยิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสัน“สารเลวพวกนั้นช่างระมัดระวังรอบคอบเกินไปแล้ว”“เรื่องนั้นยังไม่แน่นอนนัก” ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองเชือกที่คนร้ายใช้มัดร่างเด็กเอาไว้ เอ่ยไม่ดังไม่เบา “ประมุขเยว่คงไม่ทันสังเกตว่าเทียนเฉาตอนล่างมีวัฒนธรรมการฟั่นเชือกแตกต่างจากพื้นที่อื่นเล็กน้อย...พวกนั้นจะจงใจทิ้งร่องรอยหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง ถ้าอย่างไรลองสืบสาวจากเชือกพวกนี้ดู ไม่แน่ว่าอาจช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย”สีหน้าเยว่เทียนฟงดูดีขึ้นเล็กน้อย“ศพเหม็นเน่ามากแล้ว ฝังให้ลึกๆ แทนการเผาจะดีกว่า...น้ำใน
มองจากที่ไกลดูเหมือนใกล้ แต่เมื่อต้องเดินเท้ากันจริงๆ แล้ว บ่อพักน้ำตีนผาที่ว่านี้ กลับอยู่ห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่น้อยยิ่งเดินเข้าใกล้ กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงก็ยิ่งโดดออกจากกลิ่นปศุสัตว์ ตอกย้ำให้ผู้มาเยือนตระหนักว่าในบ่อพักน้ำมีศพเด็กคนหนึ่งนอนแช่อยู่จริงๆ“ตรงนั้นขอรับ” องครักษ์ผู้รับหน้าที่นำทางรีบชี้เป้า “ศพโดนผูกไว้กับหลักไม้หลังพงหญ้านั่น”อาจูยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกอีกชั้น แทบไม่อยากหายใจ เพียงก้าวขาเดินกันต่อไปแค่ไม่กี่ก้าว กลิ่นเน่าเหม็นชวนคลื่นเหียนแฝงกลิ่นสาบคล้ายโคลนก็ลอยมาเตะจมูก ทำเอาชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูต้องโก่งคออาเจียนกันอีกหน แม้แต่คนของเยว่เทียนฟงก็ยังหน้าเขียวหน้าดำ บรรยากาศคุกรุ่นที่เพิ่งจะสงบลงคล้ายถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์วิตกกังวลและหวาดผวาบ่อพักน้ำแห่งนี้มีขนาดกว้างยาวเพียงด้านละราวๆ สามถึงสี่วา หากไม่นับเรื่องกลิ่นที่โชยคลุ้งและฟองสีขาวบนผิวน้ำ ก็ยังนับได้ว่าที่นี่ดูสะอาดตา ไร้วี่แววศพเด็กที่ว่า ทั้งอย่างนั้นตำแหน่งที่ผู้นำทางเดินไปหาก็เป็นตำแหน่งที่พงหญ้าสูงท่วมศีรษะ เหมาะแก่การซุกซ่อนข้าวของเป็นอย่างยิ่ง
“มีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ!” ทันทีที่ได้ยินว่ามีศพอยู่ที่บ่อพักน้ำ พวกชาวบ้านในลานพลันหน้าเผือดสี หลังจากส่งต่อประโยคสั้นๆ ประโยคนี้เพียงชั่วครู่ หญิงชาวบ้านจำนวนไม่น้อยถึงขั้นโก่งคออาเจียน ที่ดูคล้ายคนเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่แล้วก็ยิ่งดูเหมือนคนล้มป่วยยิ่งขึ้นสวรรค์! เกิดโรคระบาดก็แย่แล้ว ต้นคลองส่งน้ำเข้าหมู่บ้านยังมีศพแช่อีกรึ!“ท่านประมุข หรือว่าศพนั่นจะเป็นตัวก่อโรค!” ชาวบ้านชายที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มถามเสียงเครือ ดวงตาแดงก่ำบนใบหน้าอิดโรยเหมือนพร้อมจะหลั่งน้ำตาออกมาทุกเมื่อ “เช่นนั้นพวกเราทุกคน...”“ต้องรอตรวจโรคกันก่อนจึงจะบอกได้” ท่านประมุขผู้ถูกถาม ตอบเสียงขรึม “ระหว่างนี้บอกให้ทุกคนเลิกแตะต้องน้ำจากคลองส่งน้ำนั่น หากจำเป็นต้องนำมาใช้ ต้องต้มให้นานๆ หน่อยถึงจะดี” รับมือกับโรคระบาดชนิดนี้มานาน เยว่เทียนฟงเองก็ได้พื้นความรู้ติดตัวมาไม่น้อยเหมือนกัน“จ้าวหุบเขา เชิญ&rdquo
ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองสักแค่ไหน ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจกลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิดคนข้างกายอย่างอาจูติดใจสงสัย แต่ท่านจ้าวหุบเขากลับดูคล้ายไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ดี...” ท่านจ้าวหุบเขาเอ่ย น้ำเสียงเรียบเรื่อย “ที่นี่มีคนไม่พอซ้ำยังขาดแคลนผู้รู้วิชาแพทย์ แม้ตำหนักพันพิษจะได้ชื่อว่าเป็นสำนักฝ่ายมารที่เชี่ยวชาญแต่เรื่องพิษ ทว่าแต่เดิมประมุขเซี่ยเคยเป็นศิษย์ของหุบเขาเดียวดาย น่าจะพอจดจำวิธีรักษาดูแลผู้ป่วยโรคระบาดชนิดนี้ได้กระมัง”“ย่อมต้องจดจำได้”“เช่นนั้นเริ่มจากคัดแยกผู้ป่วยกันก่อนก็แล้วกัน” ท่านจ้าวหุบเขาพูดเรื่องความเป็นสำนักฝ่ายมารแล้วมอบหมายหน้าที่ให้อย่างไม่ขัดเขิน กิริยาอาการลื่นไหลเสียจนเซี่ยอะไรสักอย่างเหยาๆ สีหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ แม้แต่อาจูยังรู้สึกว่าพฤติกรรมเน้นงานไม่เน้นความสัมพันธ์ จู่ๆ ก็เรียกใช้งานผู้อื่นหน้าตาเฉยพรรค์นี้ ติดจะดูแล้งน้ำใจไร้มารยาทจนเกินไปโถ...ซือฝุเจ้าขา ท่านก็ช่วยแกล้งถามไถ่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยนางสักหน่อยไม่ได้หรือ...ฮื้ม?อาจารย์ป้าผู้นี้ก็ช่างมีรสนิยมน่าตก
ขณะกำลังคิดว่าควรจะพูดอะไรสักคำสองคำให้คนอื่นๆ ไม่คิดว่าเสี่ยวจวี๋ฮวาและท่านจ้าวหุบเขากำลังกระทำกิริยาสตรีร้องบุรุษรับดีหรือไม่ ก็มีรถม้าอีกคันพุ่งตรงมาจากที่ไกล ฝีเท้าม้าทำเอาฝุ่นดินฟุ้งตลบรุนแรงจนมองเห็นรถม้าทั้งคันเพียงลางๆ“ประมุขเยว่ยังเชิญใครมาอีกหรือ” ไม่ทันที่อาจูจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เหล่าองครักษ์ชุดดำก็ตีกรอบล้อมเข้ามาประกายความระแวงระวังและกังขาที่เคลือบอาบนัยน์ตาพวกเขา ช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้ทันที...ที่แท้ ‘ผู้มาใหม่’ ก็เป็นแขกไม่ได้รับเชิญ!“ซือฝุ...ระวังตัวด้วย” อาจูขยับเข้าชิดท่านจ้าวหุบเขา สองมือกำแขนเสื้อสีน้ำเงินเข้มไว้แน่น ตัดสินใจแล้วว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงจะรีบดึงจ้าวหุบเขาหลี่หลบฉาก ลากคนน่าโมโหที่เคยเอาตัวเป็นโล่ปกป้องคนอื่นออกจากวงตีรันฟันแทงให้ได้หลี่หยางเหลียวมองมือน้อยๆ ที่กำแขนเสื้อตนเองเอาไว้ ปากไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาวูบไหวเล็กน้อยราวกับไม่พอใจท่าทีนี้ รถม้าที่มาใหม่ไม่เพียงไม่ยอมหยุดอยู่บนถนนยังพุ่งทะยานเข้ามาชั่วพริบตาก่อนที่ใครสักคนจะก้าวขาออกไปจัดการ ม้าเ