ログインท่านจ้าวหุบเขาไม่ใส่ใจสายตากล่าวโทษนั้น ทำเพียงฉวยข้อมือขาวผ่องขึ้นจับชีพจรด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนรูปสลัก
เมื่อเขาขยับเข้าชิดใกล้ กลิ่นหอมแปลกประหลาดชวนละเมอก็คล้ายจะค่อยๆ เลื้อยรัดรอบตัวเธออย่างอ่อนโยนทว่าแนบแน่น
กลิ่นดอกท้อ...ไม้หอม...ผสมกับสมุนไพร...?
นี่เขาเพิ่งอาบน้ำมารึ...?
“อิ่มแล้วหรือยัง”
คำถามสั้นๆ ดึงให้ลูกศิษย์ที่กำลังจะลดสายตาลงสำรวจเรือนร่างอาจารย์ได้สติ
อาจูอยากจะตอบว่า “ยัง” แต่นึกถึงประโยคที่ชวนให้รู้สึกว่าโดนหลอกด่าประโยคนั้นแล้วก็ออกปากขอกินต่อไม่ลง ได้แต่ใช้แขนเสื้อซับมุมปากเบาๆ พยายามสะกดความรู้สึกอยากไอ ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลราวกับเรื่อง
น่าขายหน้าเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น“เจ้าค่ะ...”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมา” ว่าจบ จ้าวหุบเขาเดียวดายก็ปล่อยมือ กลับหลังหัน
ไม่ทันจะก้าวขา จู่ๆ ท่านจ้าวหุบเขาก็หยุดชะงักคล้ายนึกบางอย่างที่สำคัญมากๆ ขึ้นได้ อาจูจึงวางท่าสงบเสงี่ยมยืนรอฟังด้วยความตั้งใจ
“เก็บจานชามพวกนั้นมาด้วย” เขาบอกเสียงขรึม
ห๊ะ?
เก็บโต๊ะ? แค่นี้น่ะนะที่นึกได้?
ไม่ทันที่อาจูจะได้ถามอะไร ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มก็เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง เธอจึงต้องรีบยกถาดไม้ที่วางรองชุดอาหารเช้าทั้งหมดอยู่อีกชั้นเดินตามเขาไปอย่างช่วยไม่ได้
ท่านจ้าวหุบเขาพาลูกศิษย์คนใหม่เดินไปตามทางเดินปูแผ่นไม้เนื้อหนา มุ่งหน้าลงทางทิศใต้โดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ท่ามกลางความเงียบงันอาจูจึงลอบสำรวจซือฝุมาดนิ่งจากด้านหลัง...หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลอบสำรวจทั้งจากข้างหน้าและด้านข้างมาแล้วหลายหน
ไม่ว่าจะมองอย่างไร เธอก็รู้สึกว่าผู้ชายใบหน้ารูปไข่รีเรียวคนนี้ ครอบครององค์ประกอบของ “จอมยุทธเจ้าเสน่ห์” ที่เคยวาดฝันถึงเอาไว้ทั้งหมด
ซือฝุของเธอคนนี้มีเส้นคิ้วเข้มเฉียงเหมือนที่ในนิยายกำลังภายในนิยามว่า “คิ้วกระบี่” มีจมูกที่โด่งได้รูปขนาดกำลังดี มีริมฝีปากสีชมพูดูสุขภาพดีและน่ากัด ผิวพรรณก็ดูขาวเกลี้ยงเกลาเหมือนคุณชายในห้องหอ ทั้งอย่างนั้น หุ่นทรงกลับดูสูงสง่าแข็งแรงแกร่งกร้าวกำลังดี แม้เสื้อผ้าจีนโบราณที่เขาสวมใส่จะเป็นแบบปากแขนกว้าง ดูรุ่มร่ามน่ารำคาญไปสักหน่อย แต่ดูจากแนวไหปลาร้าก็พอมองออก ว่าภายใต้เสื้อผ้า ผู้ชายคนนี้น่าจะมีกล้ามเนื้อกระชับได้สัดส่วนและมีแผงอกที่กว้างขวางพอเหมาะ...ยิ่งเห็นสัดส่วนระหว่างสะโพก อก เอว จากด้านหลังแบบนี้แล้ว เธอก็ยิ่งแน่ใจว่าตัวเองเดาไม่ผิด
ท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้ เป็นผู้ชายหน้าสวยหุ่นดีที่แผงอกแน่นตึง ดูฟิตปึ๋งน่ากัดกล้ามเนื้อหน้าอกเล่น...น่าเอนตัวซบเอามากๆ
ข้างในหัวอาจูในตอนนี้เหมือนมีปุ่มสีแดงปุ่มโตๆ ที่มีไว้กดเพื่อโละข้อมูลเก่าๆ ในสมองทิ้งไป เธอกดมันอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็เริ่มกระบวนการให้คะแนนหนุ่มหล่อตรงหน้าในใจใหม่อีกหน
คะแนนหน้าหล่อ เต็มสิบให้ร้อย
คะแนนหุ่นทรง เต็มสิบให้ร้อย
คะแนนการแต่งกาย...อืม...ไหปลาร้ากับลำคอท่านจ้าวหุบเขาสวยเซ็กซี่ ใส่เสื้อปากคอกว้างโชว์ของดีแบบนี้เหมาะสมแล้ว เต็มสิบให้ร้อยอีกเช่นกัน
คะแนนบุคลิกภาพและน้ำเสียง เต็มสิบให้แปดสิบ หักยี่สิบคะแนนตรงที่มีสีหน้าเดียว แต่เพิ่มคะแนนพิเศษให้อีกยี่สิบคะแนนเพราะมีมาดเจ้าชายเย็นชาอันเป็นบุคลิกลักษณะยอดนิยมของพระเอกทั้งหลาย บวกลบแล้วได้ไปทั้งหมดหนึ่งร้อยคะแนนถ้วน
คะแนนด้านจิตใจ...มีคนเคยพูดไว้ว่าคนเราไม่ควรตัดสินกันที่การกระทำเพียงหนึ่งครั้ง ดังนั้น วัดจากที่เขาช่วยชีวิตร่างน้อยๆ ร่างนี้เอาไว้ กับเรื่องที่สุดท้ายแล้วก็ยอมรับเธอเป็นลูกศิษย์ ทำให้เธอได้กินอยู่สุขสบายเหมือนทุกวันนี้ สรุปได้ว่าจริงๆ แล้วท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้เองก็เป็นบุรุษจิตใจดี มีคุณธรรม แต่ที่ดูแข็งกระด้างไปสักเล็กน้อยอาจเป็นเพราะแสดงออกไม่เก่งสักเท่าไหร่ เอาคะแนน “คนดีมีคุณธรรม” ไปอีกหนึ่งร้อยคะแนน เต็มสิบให้ร้อยคะแนนไปเลย!
คะแนนทั้งหมด เต็มสิบได้ร้อย เต็มสิบได้ร้อย เต็มสิบได้ร้อย เต็มสิบได้ร้อย แล้วก็เต็มสิบได้ร้อย เฉลี่ยแล้วได้ทั้งหมดเต็มสิบได้หนึ่งร้อยคะแนนถ้วน!
อา...ซือฝุเจ้าขา ท่านช่างเป็นซือฝุหนุ่มในอุดมคติจริงๆ ❤
เห็นแก่คะแนนเต็มสิบได้ร้อยของท่าน เรื่องที่ทำข้าสำลักน้ำแกงไก่กับเรื่องที่พูดจาไม่เข้าหู ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน ส่วนที่เคยแอบคิดว่าท่านเป็นพวก “สารรูปหลอกลวง” นั้น...ตัวข้า ลูกศิษย์ผู้น่ารักแสนดี ขอถอนคำพูด...
ปึก!
ถ้าไม่มีถาดบรรจุจานชามคั่นกลาง แทนที่จะเอาถาดไปจิ้มแผ่นหลังท่านจ้าวหุบเขา คนมัวให้คะแนนคงทำใบหน้างามๆ กับบางส่วนที่ล้ำหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทิ่มแผ่นหลังกว้างๆ นั่นเข้าเต็มรัก
ว้า...เสียดายจัง
เอ้ย! ไม่ใช่สิ!
ลูกศิษย์รีบก้าวขาถอยหลังเยื้องไปทางด้านซ้าย ก้มหน้า วางท่าสำรวม “ขออภัยเจ้าค่ะ...จวี๋ฮวาไม่ทันระวัง”
“ถึงแล้ว”
ห๊ะ?
อ๋อ...ถึงที่หมาย
“เจ้าค่ะ...ถึงแล้ว” แล้วยังไงล่ะเจ้าคะ?
อาจูเหลียวมองทัศนียภาพรอบๆ ตัว จากนั้นก็ลอบช้อนตาสังเกตสีหน้าท่านจ้าวหุบเขา พยายามคาดเดาว่าเขาจะอยากพาลูกศิษย์มาที่เรือนหลังเล็กๆ ที่ปิดประตูหน้าต่างไว้มิดชิดนี่ทำไม
นี่คงจะไม่ใช่พามาดูห้องเก็บข้าวของน่าตกใจ แล้วสารภาพว่า “ซือฝุเป็นผู้มีรสนิยมเฉพาะ” แบบในนิยายอีโรติก S M[1] ที่เคยอ่านหรอกนะ? โดยมากพวกแสร้งทำตัวสงบนิ่งเก็บอารมณ์มักเป็นพวกมี “อะไร” ซ่อนอยู่ภายในเสียด้วยสิ...
หวาย...ซือฝุเจ้าคะ เสี่ยวฮวาของท่านมาที่นี่เพื่อบำบัดพิษในกายและฝึกเดินลมปราณทะลวงจุด ฝึกเดินลมปราณกับบำบัดพิษในร่างกายนี่คงไม่ต้องใช้โซ่แซ่กุญแจมือกระมัง?
ลูกศิษย์จิตใจสกปรกเริ่มคิดไปไกล...
“นี่คือห้องพัก”
เอ๊ะเอ๋?
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเขาพามาที่นี่ทำไม อาจูก็ยังพยายามแสดงออกว่ารับรู้
“เจ้าค่ะ...” เสี่ยวจวี๋ฮวาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ดูแช่มช้อยงามสง่า
“ด้านหลังคือห้องครัว ถัดไปเป็นห้องเก็บของ”
“เจ้าค่ะ...”
“ส่วนบ่อน้ำ อยู่ที่ลานเล็กหน้าห้องครัว”
“เจ้าค่ะ...”
“นับแต่นี้ไป ที่นี่คือที่อยู่ของเจ้า”
“จะ...” หือ?!
ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองหน้าเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นับตั้งแต่คนไข้เงินหนาอย่างคุณชายใหญ่สำนักคุ้มภัยสกุลซุนและผู้ติดตามทั้งหมดลงจากเขา ให้เจ้าย้ายมาที่เรือนหลังนี้เพื่อความสะดวกในการตักน้ำ ทำอาหาร ล้างจานชาม ซักผ้า ผ่าฟืน ก็เหมาะสมดีแล้ว”
เดี๋ยวก่อน...เดี๋ยวนะ...
ตักน้ำ ทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้า ผ่าฟืน!
ซือฝุเจ้าคะ ข้าเป็นลูกศิษย์ท่าน “ลูกศิษย์” ไม่ใช่ “คนรับใช้” สองคำนี้ต่างกัน ท่านสะกดเป็นหรือไม่?
อาจูพยายามควบคุมน้ำเสียงและใบหน้าให้อ่อนหวานซื่อใสอย่างที่สุด
“ซือฝุเจ้าขา หากจวี๋ฮวามาอยู่ที่นี่ แล้วคนรับใช้ในหุบเขานี้จะไปอยู่ที่ใด? ไม่ใช่ว่าศิษย์จะทำให้เรือนหลังนี้คับแคบแออัดจนเกินไปหรือ?” ถึงนี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้ามาเหยียบหน้าเรือนหลังนี้ แต่ดูจากสภาพภายนอกและสรรพคุณที่ท่านจ้าวหุบเขาบรรยาย เธอค่อนข้างแน่ใจว่าที่นี่คือเรือนพักคนรับใช้และโรงครัว!
“คนรับใช้หรือ”
“เจ้าค่ะ...” ท่านต้องแยกให้ออกนะ ข้ามาคุกเข่าขอเป็นศิษย์ ไม่ได้สมัครเข้ามาเป็นคนรับใช้!
“หมายถึงผู้ติดตามซุนเย่น่ะรึ? แน่นอนว่าต้องกลับออกไปพร้อมกับคุณชายสำนักคุ้มภัยสกุลซุนผู้นั้น”
เวรล่ะ...หุบเขาตั้งกว้าง คฤหาสน์ก็ดูใหญ่โต แต่ไม่มีคนรับใช้เป็นของตัวเอง!
“แม้ดั้นด้นมาถึงนี่เพื่อฝึกเดินลมปราณ แต่การมีร่างกายที่แข็งแกร่งเองก็สำคัญ สุขภาพและชีพจรไม่เคยโกหก ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ต้องออกกำลังให้มาก”
แข็งแกร่ง...! นี่เขาเพิ่งพูดว่าจะให้สาวน้อยมีร่างกายแข็งแกร่งงั้นเรอะ!
แล้วขอประทานโทษเถอะ ท่านกำลังจะบอกว่าสาเหตุที่วางแผนจะใช้งานข้าเยี่ยงทาสแบบนั้นเป็นเพราะหวังดีงั้นเรอะ!
“งานพวกนี้จะช่วยให้ร่างกายดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ไม่ฟุ้งซ่านจนเกินไป”
ฮึ่ย! ใครว่าข้าเป็นผู้หญิงฟุ้งซ่านกัน!
ท่านจ้าวหุบเขายังคงเอ่ยต่อไปด้วยสีหน้าแววตาสงบนิ่ง
“ตัวข้านั้นไม่ใช่คนจุกจิก ขอเพียงมีอาหารเช้าตอนยามเฉิน[2]เวลาไม่เกินสองเค่อ[3]ก่อนยามอุ้ย[4]มีมื้อกลางวัน และไม่เกินสองเค่อก่อนยามซวี[5]มีอาหารเย็นตั้งโต๊ะที่เรือนใหญ่ ตอนเช้ามีน้ำให้ล้างหน้าและมีเสื้อผ้าให้ผลัดเปลี่ยน ระหว่างวันมีชาอุ่นร้อนพร้อมจิบและตอนเย็นมีน้ำล้างเท้า เท่านี้ก็เพียงพอ”
นั่นหมายความว่า นอกจากจะต้องตักน้ำ ซักผ้า ล้างจาน ผ่าฟืน ทำอาหาร ข้าก็ต้องไปคอยรับใช้ท่านที่เรือนหลังใหญ่ด้วยงั้นสิ!
“แต่...ซือฝุเจ้าขา ร่างกายศิษย์ยังไม่แข็งแรงดี...”
ถาดไม้ที่จวี๋ฮวาถือมาตลอดทางพลันดูหนักอึ้งจนเจ้าตัวเมื่อยล้า ใบหน้าซีดเซียว
“ยังไม่แข็งแรงดีหรือ” ในที่สุดท่านจ้าวหุบเขาก็หันมามองหน้าเธอตรงๆ เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ทั้งที่สีหน้ายังคงนิ่งสนิท “ไม่ใช่ว่าแข็งแรงดีถึงขั้นออกมาร้องเล่นเต้นระบำล่อผีเสื้อได้แล้วรึ?”
อั๋ยหยา...เขาเห็น!!!
อันที่จริง ตอนที่อ้าปากร้องเพลงแล้วหมุนตัวเต้นระบำสามร้อยหกสิบองศากลางทุ่งดอกเบญจมาศนั่น เธอก็แอบบวกลบคูณหารในใจแล้วว่า ถึงแม้จะมีใครสักคนผ่านมาเห็นความร่าเริงใสซื่อบริสุทธิ์ของสาวงามวัยแรกแย้ม ก็คงจะไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นการบริหารเสน่ห์สาวน้อยเล่นๆ ก็เลยจัดหนักจัดเต็ม ไม่มีกั๊ก ใครจะคาดคิดว่าผลลัพธ์มันจะเป็นแบบนี้!
“ล่วงเข้ายามซื่อ[6]แล้ว ยังมีเส้นทางที่จำเป็นต้องรู้อีกมาก ตามมา” บอกเพียงเท่านี้ จ้าวหุบเขาเดียวดายก็สะบัดชายเสื้อคลุม ก้าวขาเดินนำอีกหน
อาจูมองภาพแผ่นหลังที่ดูหยิ่งทะนงและเย็นชาแล้วก็พาให้ยิ่งหัวเสียมากขึ้น
หึ...คนดีมีคุณธรรมบ้าบออะไรกัน! ท่านรับข้าไว้เป็นทาสชัดๆ เอาคะแนนเต็มสิบได้ร้อยที่ว่านั่นคืนมา!
[1] S ย่อมาจาก ซาดิสม์ (sadism)หมายถึงความสุขหรือความพึงพอใจในความเจ็บปวดและความทุกข์ของผู้อื่น และ M ย่อมาจาก มาโซคิสม์ (masochism)หมายถึงความสุขหรือความพึงพอใจทางเพศเมื่อได้รับความเจ็บปวด
[2] เวลา 07.00 น. จนถึง 08.59 น.
[3] หนึ่งเค่อ เท่ากับประมาณ 15 นาที
[4] เวลา 13.00 น. จนถึง 14.59 น.
[5] เวลา 19.00 น. จนถึง 20.59 น.
[6] เวลา 09.00 น. จนถึง 10.59 น.
เยว่เทียนเสียงอุ้มหลี่อี้หรงกลับมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคนสวีเทียนเป่าและหลี่เซียนเซียนบังเอิญพบลูกนกบาดเจ็บจึงช่วยกันรักษา กลับมาไม่ทันร่วมวงฟังหลี่ลู่เหวิน ได้แต่แปลกใจเพราะบรรยากาศตรงหน้าทันทีที่กลับมาร่วมโต๊ะ ศิษย์พี่ใหญ่เทียนเป่าก็ช่วยประคองเซียนเซียนตัวน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้ เขาส่งยิ้มให้ทุกคน กล่าวขออภัย และบอกเล่าเหตุผลที่ไม่เพียงไม่ได้ตามไปสมทบกับคนอื่นๆ ยังพาเซียนเซียนกลับมาร่วมโต๊ะล่าช้า จากนั้นก็ช่วยรินน้ำชาให้เสี่ยวเซียนเซียนตามปกติวิสัยคงเพราะหลี่เซียนเซียนวางตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ และสวีเทียนเป่าเองก็มีพื้นนิสัยซื่อสัตย์กตัญญู เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์และน้าบุญธรรมเสียจนดูไม่น่าเป็นห่วงจนเกินไป ทุกคนจึงลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งนับวันศิษย์เอกของหุบเขากับเสี่ยวเซียนเซียนที่สักวันต้องเติบโตเป็นสาวและออกเรือน ก็ยิ่งคล้ายจะขลุกอยู่ด้วยกันเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆหากมองข้ามเรื่องที่ว่า ในแต่ละวัน หากไม่ออกเก็บสมุนไพรปรุงยาช่วย เหลือบรรดาสิงสาราสัตว์และผู้คน ศิษย์พี่ใหญ่อย่างสวีเทียนเป่าก็นั่งหลับตาฝึกฝน...ยามนี้พวกเขาทั้งคู่แทบจะใช้เวลาอยู่ร่วมกันตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้วด้วย
-7-“บัดซบ! ” หลี่ลู่เหวินที่ลอบมองจากที่ไกลกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “ศิษย์พี่สามบังอาจนัก เขาถึงขั้นหลอกกินเต้าหู้เสี่ยวอี้หรงของพวกเรา! หลอกกินเต้าหู้ไม่พอ ยังคิดอ่านลึกล้ำ โน้มน้าวนาง! หึ...รู้มานานแล้วว่าคนผู้นี้หาใช่พยัคฆ์แต่เป็นหมาป่า ไม่นึกว่ากระทั่งหรงเอ๋อร์ที่เพิ่งจะอายุเพียงหกขวบก็ยังไม่ละเว้น! คุณชายเช่นข้าสังหรณ์ใจอยู่แล้วเชียว ว่าเหตุใดคุณชายตัวโตเช่นเขา จึงจ้องแต่จะคอยหยอกเย้ารังแกเด็กน้อยเช่นนางนัก!”แม้หลี่ลู่เหวินจะดำรงสถานะศิษย์ลำดับที่สี่ของหุบเขา มีสถานนะเป็นศิษย์ผู้น้องของเยว่เทียนเสียง แต่ผู้แซ่หลี่เช่นเขาไม่อาจทำใจยอมรับบุรุษที่ทั้งๆ ที่อายุอานามและความสามารถล้วนเท่าเทียมกัน กลับตัดหน้าแย่งเอาสถานะศิษย์พี่สามของเขาไป ทำให้ “พี่สาม” ตระกูลหลี่ผิงอ๋องเช่นเขาต้องกลายเป็น “ศิษย์พี่สี่” ยามผู้อื่นเรียกขาน เดี๋ยวก็เจ้าสาม เดี๋ยวก็เจ้าสี่ เขาสับสนยิ่งหากตั้งแต่แรกเยว่เทียนเสียงไม่ชิงตัดหน้าแย่งตำแหน่งศิษย์พี่สามไปจากเขา ชีวิตของคุณชายเช่นเขาก็คงไม่สับสนยุ่งยากถึงเพียงนี้กล่าวได้ว่าหลี่ลู่เหวินไม่ถูกชะตาคนผู้นี้ตั้งแต่แรกพบ ยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่ชมชอบนิสัย หากจะถามว่าทำไ
-6-เสี่ยวอี้หรงซอยเท้าเล็กๆ วิ่งอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เร็วเกินกว่าที่ผู้ฝึกยุทธ์ของหุบเขา โดยเฉพาะคนที่มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำกว่าใครเพื่อนอยู่ก่อนแล้วอย่างเยว่-เทียนเสียงจะไล่ตามไม่ทันเยว่เทียนเสียงเห็นเสี่ยวอี้หรงของเขานั่งซุกตัวในทุ่งดอกจวี๋ฮวา เอาหน้าซบเข่าร้องไห้ ก็ตกใจ พลันสำนึกได้ว่าคราวนี้อาจกลั่นแกล้งรังแกนางรุนแรงจนเกินไปถึงแม้อาหารจานนั้นจะรสชาติย่ำแย่มากจริงๆ ก็เถอะ...เยว่เทียนเสียงทอดถอนใจ ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าเบื้องหน้าเด็กหญิงตัวน้อยปีนี้เยว่เทียนเสียงเพิ่งจะสิบห้าสิบหกปี ทว่าด้วยวัยเพียงสิบห้าสิบหกปีกลับดูสูงใหญ่แกร่งกร้าวราวกับพยัคฆ์หนุ่มตัวหนึ่งก็ไม่ปาน ท่าทีกึ่งคุกเข่าอย่างจนใจต่อหน้าเด็กน้อยวัยห้าหกขวบผู้หนึ่งจึงดูจะว่าอ่อนโยนขัดรูปลักษณ์รึก็ขัด ทั้งยังดูน่าตลกอยู่มากเมื่อตัวก่อเรื่องเข้าถึงตัวน้องเล็กและกำลังออกปากกล่าวคำขอโทษ ผู้ที่เป็นทั้งพี่รองของบ้านตระกูลหลี่แห่งเทียนจินและดำรงสถานะศิษย์พี่รองของหุบเขาเดียวดายจึงรั้งตัวน้องชายสามของตนไว้ รอดูตัวก่อเหตุจัดการแก้ไข ขอขมาต่อน้องสาวตัวน้อยเสี่ยวอี้หรงของพวกเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่ดี เพียงแต่น้องสาวต
-5-หากจะกล่าวว่าหลี่เซียนเซียนให้กลิ่นอายคล้ายเทพเซียนไม่ต่างอะไรไปจากบิดา...หลี่อี้หรงก็ให้ความรู้สึกคล้ายนางมารน้อย พื้นความคิดผิดประหลาด ช่างออดอ้อน ที่มีเนื้อแท้ซุกซน เอาแต่ใจ ไม่ยอมคน ไม่ต่างอะไรไปจากมารดาเลยสักนิดเสี่ยวอี้หรงแม้ยังเยาว์แต่ช่างจับสังเกตและช่างคิดเป็นอย่างยิ่งเป็นต้นว่าระยะนี้นางจับสังเกตได้ว่าท่านแม่มักจะทำอาหารไปออดอ้อนป้อนให้ท่านพ่อที่กรุ่นโกรธ และท่านแม่ที่ใบหน้างอเง้ากำลังแง่งอนสุดกำลังเองก็ออกอาการปลาบปลื้มใจอ่อนเพียงเพราะได้ชิมอาหารรสมือท่านพ่อ นางในวัยหกขวบก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการเอาอกเอาใจผู้อื่นด้วยอาหารนั้นนับว่าใช้การได้เป็นอย่างยิ่ง จึงมุ่งมั่นติดตามท่านแม่เข้าโรงครัว ขอเรียนรู้กลวิธีทำของอร่อย หลังจากคอยช่วยเป็นลูกมือมาเดือนกว่า ท่านแม่ก็วางใจ ยอมอนุญาตให้นางเริ่มลงมือทำอาหารด้วยตนเองลำพังเสียทีเสี่ยวอี้หรงเริ่มลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกด้วยน้ำตา นางกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าจับไก่ กว่าจะจับได้ก็ไม่กล้ามัด หลังจากมัดได้อย่างทุลักทุเลแล้วก็ยังไม่กล้าฆ่า สุดท้ายพี่ชายช่างตามใจอย่างพี่ชายสามสกุลหลี่ หลี่ลู่เหวิน จึงต้องเป็นผู้ลงมือมัดและฆ่าไก่ให้น้องเล็ก
-2-อาจารย์แม่ของพวกเขาคลอดบุตรสาวฝาแฝด ลูกศิษย์อีกห้าคนในหุบเขา โดยเฉพาะลูกศิษย์ลำดับที่สองและสี่ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพี่ชายพ่อและแม่เดียวกับทารกแฝดสองคนนี้ หรือก็คือเป็น “บุตรที่แท้จริงอย่างลับๆ” ของจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันและฮูหยิน ย่อมต้องอยากเข้ามาแสดงความยินดี และชมโฉมหน้าทารกน้อยทั้งสอง เรือนหลังใหญ่ใจกลางคฤหาสน์ยามนี้ นับว่าครึกครื้นยิ่งฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาชิงตั้งชื่อบุตรสาวไปแล้วหนึ่งคน เกรงอกเกรงใจสามีไม่น้อย จึงเหลือบุตรสาวไว้ให้สามีตั้งชื่อด้วยตนเองหนึ่งคน พวกเขาทุกคนจึงเรียกเด็กน้อยผู้นี้ว่าเป่าเปาเสี่ยวเป่าไม่เหมือนพี่สาว นางชอบร้องไห้โยเยบ่อยๆ ฮูหยินประมุขเยว่อยากให้สตรีที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยืนกรานจะเลี้ยงดูบุตรีด้วยตนเองได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงพยายามคว้าข้าวของต่างๆ มาหลอกล่อเสี่ยวเป่า ใครจะนึกว่าเป่าเปาเพียงจับๆ มามองดูก็โยนทิ้งไปเสียหมด โยนทิ้งแล้วก็ร้องไห้เสียงดังจนน่ากลัวว่าภูเขาจะถล่ม ฟ้าจะสะเทือนตอนนั้นเอง ฮูหยินเยว่ก็สังเกตเห็นป้ายหยกที่ฮูหยินท่านจ้าวหุบเขาห้อยเอาไว้ ป้ายหยกชิ้นนี้แวววาวงดงามเป็นอย่างยิ่ง นางฉุกคิดได้ว่าเด็กๆ ชอบของแวววาว จึงขอทดลองเอาป้ายหยกม
จะด้วยบรรยากาศผ่อนคลายสบายใจระหว่างออกท่องยุทธภพเป็นใจหรืออย่างไรก็สุดรู้ ท้ายที่สุด ฮูหยินจ้าวหุบเขารุ่นปัจจุบันก็ตั้งครรภ์บุตรสาวขึ้นมาจนได้...ไม่ใช่แค่เป็นครรภ์บุตรสาวธรรมดาๆ แต่ยังเป็นครรภ์บุตรสาวฝาแฝดที่รูปโฉมบริสุทธิ์งดงาม น่ารักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างยิ่งหากนับจากสถานะข้างตระกูลหลี่แห่งเทียนจิน เด็กสองคนนี้ย่อมต้องกลายเป็นคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของหลี่ผิงอ๋องผู้วางมือจากราชสำนักอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าเมื่อมองจากสถานะข้างหุบเขาเดียวดายที่คนส่วนใหญ่รับรู้ เด็กสาวสองคนนี้ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากองค์หญิงตัวน้อยๆ แห่งอาณาจักรเร้นลับในขุนเขาอวี้หลงจะอย่างไรเลือดก็ข้นกว่าน้ำ...แม้หุบเขาแห่งนี้จะเลือกผู้สืบทอดจากศิษย์มาทุกรุ่น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าท่านจ้าวหุบเขาผู้ยิ่งนับวันก็ยิ่งรักใคร่หวงแหนภรรยาและบุตรีจะไม่เลือกส่งมอบทุกสิ่งต่อให้บุตรสาวฝาแฝดที่ถือกำเนิดจากฮูหยินคนสำคัญแม้สกุลหลี่มีธรรมเนียมตั้งชื่อบุตรหลานตามลำดับทำเนียบรุ่น ทว่าชื่อเรียกของพวกนางหาได้ตั้งขึ้นตามทำเนียบรุ่น ศาสตร์แห่งดวงชะตา หรือธรรมเนียมปฏิบัติอื่นใดพวกนางสองคน คนหนึ่งถูกเรียกว่า “เซียนเซียน” ส่วนอีกคน ได้ชื่อเรีย
อาจูเห็นท่าทีนี้แล้วอดเอ็นดูไม่ได้สาวใช้ที่มารดาท่านอ๋องจ้าวหุบเขามอบให้เธอมีไม่น้อยก็จริง แต่คนที่เปิดใจกับเธอมากที่สุด สุดท้ายกลับเป็นแม่นมของท่านอ๋องจ้าวหุบเขาที่มารดาของท่านอ๋องไม่ได้ตั้งใจจัดหามาให้ กับสาวใช้ที่อ่อนเดียงสาที่สุดในกลุ่มสาวใช้ที่ถูกส่งตัวมา...ถ้านี่ไม่ใช่ความต้องการที่จะหาเพื่อ
ตัวเขาในชุดสีดำทะมึนหัวเราะกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ก้าวเดินไปโอบไหล่ตัวเขาในชุดสีขาวสว่างจ้าที่ยังคงวางท่าสูงส่งเทียมเมฆาประหนึ่งท่านเซียนจากสรวงสวรรค์ ลดเสียงลงกระซิบข้างหูร่างข้างกายแผ่วเบา ทว่าไม่เบาพอที่ผู้ชมอย่างเขาจะไม่ได้ยิน “ข้ารู้นะ...แท้จริงแล้วตัวเจ้าเองก็ต้องการนาง เจ้าเกิดมีอารมณ์ความ
“ไม่ได้เรื่อง...” เสียงบ่นคุ้นหูที่ดังขึ้นในหัว ทำให้อาจูต้องเหลียวซ้ายแลขวา มองหาเจ้างู แต่มองหาอย่างไรก็หาไม่เจอ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวใหญ่ยักษ์นั่นไปซุกตัวแอบถ้ำมองจากทิศไหน“หลี่หยางชั่วอุตส่าห์เปิดช่องให้ประกาศศักดาแย่งชิงความเป็นใหญ่ในเรือนหลัง เจ้ากลับโยนโอกาสดีๆ เช่นนี้ทิ้งเสียได้ เสี่ยวฮวาเป็นค
อาจูได้ยินน้ำเสียงในหัวแล้วก็เกิดนึกห่วงเจ้าตัวปัญหาร่างยักษ์ขึ้นมา รีบเสแสร้งแกล้งคาดเดาอย่างมีหลักการ “ท่านอ๋อง...โดยปกติแล้วงูตัวนี้ชอบธรรมชาติและดอกไม้ ไม่แน่ว่ามันจะยังหลบอยู่ในสระบัวก็เป็นได้”ผิงอ๋องคิดตามแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผล ทั้งตำหนัก สถานที่ที่เหมาะสมที่ตัวพรรค์นั้นจะซ่อนตัว ก็มีแต่สระบั







