ANMELDENท่านจ้าวหุบเขาไม่ใส่ใจสายตากล่าวโทษนั้น ทำเพียงฉวยข้อมือขาวผ่องขึ้นจับชีพจรด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนรูปสลัก
เมื่อเขาขยับเข้าชิดใกล้ กลิ่นหอมแปลกประหลาดชวนละเมอก็คล้ายจะค่อยๆ เลื้อยรัดรอบตัวเธออย่างอ่อนโยนทว่าแนบแน่น
กลิ่นดอกท้อ...ไม้หอม...ผสมกับสมุนไพร...?
นี่เขาเพิ่งอาบน้ำมารึ...?
“อิ่มแล้วหรือยัง”
คำถามสั้นๆ ดึงให้ลูกศิษย์ที่กำลังจะลดสายตาลงสำรวจเรือนร่างอาจารย์ได้สติ
อาจูอยากจะตอบว่า “ยัง” แต่นึกถึงประโยคที่ชวนให้รู้สึกว่าโดนหลอกด่าประโยคนั้นแล้วก็ออกปากขอกินต่อไม่ลง ได้แต่ใช้แขนเสื้อซับมุมปากเบาๆ พยายามสะกดความรู้สึกอยากไอ ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลราวกับเรื่อง
น่าขายหน้าเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น“เจ้าค่ะ...”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมา” ว่าจบ จ้าวหุบเขาเดียวดายก็ปล่อยมือ กลับหลังหัน
ไม่ทันจะก้าวขา จู่ๆ ท่านจ้าวหุบเขาก็หยุดชะงักคล้ายนึกบางอย่างที่สำคัญมากๆ ขึ้นได้ อาจูจึงวางท่าสงบเสงี่ยมยืนรอฟังด้วยความตั้งใจ
“เก็บจานชามพวกนั้นมาด้วย” เขาบอกเสียงขรึม
ห๊ะ?
เก็บโต๊ะ? แค่นี้น่ะนะที่นึกได้?
ไม่ทันที่อาจูจะได้ถามอะไร ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มก็เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง เธอจึงต้องรีบยกถาดไม้ที่วางรองชุดอาหารเช้าทั้งหมดอยู่อีกชั้นเดินตามเขาไปอย่างช่วยไม่ได้
ท่านจ้าวหุบเขาพาลูกศิษย์คนใหม่เดินไปตามทางเดินปูแผ่นไม้เนื้อหนา มุ่งหน้าลงทางทิศใต้โดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ท่ามกลางความเงียบงันอาจูจึงลอบสำรวจซือฝุมาดนิ่งจากด้านหลัง...หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลอบสำรวจทั้งจากข้างหน้าและด้านข้างมาแล้วหลายหน
ไม่ว่าจะมองอย่างไร เธอก็รู้สึกว่าผู้ชายใบหน้ารูปไข่รีเรียวคนนี้ ครอบครององค์ประกอบของ “จอมยุทธเจ้าเสน่ห์” ที่เคยวาดฝันถึงเอาไว้ทั้งหมด
ซือฝุของเธอคนนี้มีเส้นคิ้วเข้มเฉียงเหมือนที่ในนิยายกำลังภายในนิยามว่า “คิ้วกระบี่” มีจมูกที่โด่งได้รูปขนาดกำลังดี มีริมฝีปากสีชมพูดูสุขภาพดีและน่ากัด ผิวพรรณก็ดูขาวเกลี้ยงเกลาเหมือนคุณชายในห้องหอ ทั้งอย่างนั้น หุ่นทรงกลับดูสูงสง่าแข็งแรงแกร่งกร้าวกำลังดี แม้เสื้อผ้าจีนโบราณที่เขาสวมใส่จะเป็นแบบปากแขนกว้าง ดูรุ่มร่ามน่ารำคาญไปสักหน่อย แต่ดูจากแนวไหปลาร้าก็พอมองออก ว่าภายใต้เสื้อผ้า ผู้ชายคนนี้น่าจะมีกล้ามเนื้อกระชับได้สัดส่วนและมีแผงอกที่กว้างขวางพอเหมาะ...ยิ่งเห็นสัดส่วนระหว่างสะโพก อก เอว จากด้านหลังแบบนี้แล้ว เธอก็ยิ่งแน่ใจว่าตัวเองเดาไม่ผิด
ท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้ เป็นผู้ชายหน้าสวยหุ่นดีที่แผงอกแน่นตึง ดูฟิตปึ๋งน่ากัดกล้ามเนื้อหน้าอกเล่น...น่าเอนตัวซบเอามากๆ
ข้างในหัวอาจูในตอนนี้เหมือนมีปุ่มสีแดงปุ่มโตๆ ที่มีไว้กดเพื่อโละข้อมูลเก่าๆ ในสมองทิ้งไป เธอกดมันอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็เริ่มกระบวนการให้คะแนนหนุ่มหล่อตรงหน้าในใจใหม่อีกหน
คะแนนหน้าหล่อ เต็มสิบให้ร้อย
คะแนนหุ่นทรง เต็มสิบให้ร้อย
คะแนนการแต่งกาย...อืม...ไหปลาร้ากับลำคอท่านจ้าวหุบเขาสวยเซ็กซี่ ใส่เสื้อปากคอกว้างโชว์ของดีแบบนี้เหมาะสมแล้ว เต็มสิบให้ร้อยอีกเช่นกัน
คะแนนบุคลิกภาพและน้ำเสียง เต็มสิบให้แปดสิบ หักยี่สิบคะแนนตรงที่มีสีหน้าเดียว แต่เพิ่มคะแนนพิเศษให้อีกยี่สิบคะแนนเพราะมีมาดเจ้าชายเย็นชาอันเป็นบุคลิกลักษณะยอดนิยมของพระเอกทั้งหลาย บวกลบแล้วได้ไปทั้งหมดหนึ่งร้อยคะแนนถ้วน
คะแนนด้านจิตใจ...มีคนเคยพูดไว้ว่าคนเราไม่ควรตัดสินกันที่การกระทำเพียงหนึ่งครั้ง ดังนั้น วัดจากที่เขาช่วยชีวิตร่างน้อยๆ ร่างนี้เอาไว้ กับเรื่องที่สุดท้ายแล้วก็ยอมรับเธอเป็นลูกศิษย์ ทำให้เธอได้กินอยู่สุขสบายเหมือนทุกวันนี้ สรุปได้ว่าจริงๆ แล้วท่านจ้าวหุบเขาผู้นี้เองก็เป็นบุรุษจิตใจดี มีคุณธรรม แต่ที่ดูแข็งกระด้างไปสักเล็กน้อยอาจเป็นเพราะแสดงออกไม่เก่งสักเท่าไหร่ เอาคะแนน “คนดีมีคุณธรรม” ไปอีกหนึ่งร้อยคะแนน เต็มสิบให้ร้อยคะแนนไปเลย!
คะแนนทั้งหมด เต็มสิบได้ร้อย เต็มสิบได้ร้อย เต็มสิบได้ร้อย เต็มสิบได้ร้อย แล้วก็เต็มสิบได้ร้อย เฉลี่ยแล้วได้ทั้งหมดเต็มสิบได้หนึ่งร้อยคะแนนถ้วน!
อา...ซือฝุเจ้าขา ท่านช่างเป็นซือฝุหนุ่มในอุดมคติจริงๆ ❤
เห็นแก่คะแนนเต็มสิบได้ร้อยของท่าน เรื่องที่ทำข้าสำลักน้ำแกงไก่กับเรื่องที่พูดจาไม่เข้าหู ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน ส่วนที่เคยแอบคิดว่าท่านเป็นพวก “สารรูปหลอกลวง” นั้น...ตัวข้า ลูกศิษย์ผู้น่ารักแสนดี ขอถอนคำพูด...
ปึก!
ถ้าไม่มีถาดบรรจุจานชามคั่นกลาง แทนที่จะเอาถาดไปจิ้มแผ่นหลังท่านจ้าวหุบเขา คนมัวให้คะแนนคงทำใบหน้างามๆ กับบางส่วนที่ล้ำหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทิ่มแผ่นหลังกว้างๆ นั่นเข้าเต็มรัก
ว้า...เสียดายจัง
เอ้ย! ไม่ใช่สิ!
ลูกศิษย์รีบก้าวขาถอยหลังเยื้องไปทางด้านซ้าย ก้มหน้า วางท่าสำรวม “ขออภัยเจ้าค่ะ...จวี๋ฮวาไม่ทันระวัง”
“ถึงแล้ว”
ห๊ะ?
อ๋อ...ถึงที่หมาย
“เจ้าค่ะ...ถึงแล้ว” แล้วยังไงล่ะเจ้าคะ?
อาจูเหลียวมองทัศนียภาพรอบๆ ตัว จากนั้นก็ลอบช้อนตาสังเกตสีหน้าท่านจ้าวหุบเขา พยายามคาดเดาว่าเขาจะอยากพาลูกศิษย์มาที่เรือนหลังเล็กๆ ที่ปิดประตูหน้าต่างไว้มิดชิดนี่ทำไม
นี่คงจะไม่ใช่พามาดูห้องเก็บข้าวของน่าตกใจ แล้วสารภาพว่า “ซือฝุเป็นผู้มีรสนิยมเฉพาะ” แบบในนิยายอีโรติก S M[1] ที่เคยอ่านหรอกนะ? โดยมากพวกแสร้งทำตัวสงบนิ่งเก็บอารมณ์มักเป็นพวกมี “อะไร” ซ่อนอยู่ภายในเสียด้วยสิ...
หวาย...ซือฝุเจ้าคะ เสี่ยวฮวาของท่านมาที่นี่เพื่อบำบัดพิษในกายและฝึกเดินลมปราณทะลวงจุด ฝึกเดินลมปราณกับบำบัดพิษในร่างกายนี่คงไม่ต้องใช้โซ่แซ่กุญแจมือกระมัง?
ลูกศิษย์จิตใจสกปรกเริ่มคิดไปไกล...
“นี่คือห้องพัก”
เอ๊ะเอ๋?
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเขาพามาที่นี่ทำไม อาจูก็ยังพยายามแสดงออกว่ารับรู้
“เจ้าค่ะ...” เสี่ยวจวี๋ฮวาค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ดูแช่มช้อยงามสง่า
“ด้านหลังคือห้องครัว ถัดไปเป็นห้องเก็บของ”
“เจ้าค่ะ...”
“ส่วนบ่อน้ำ อยู่ที่ลานเล็กหน้าห้องครัว”
“เจ้าค่ะ...”
“นับแต่นี้ไป ที่นี่คือที่อยู่ของเจ้า”
“จะ...” หือ?!
ท่านจ้าวหุบเขาเหลียวมองหน้าเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นับตั้งแต่คนไข้เงินหนาอย่างคุณชายใหญ่สำนักคุ้มภัยสกุลซุนและผู้ติดตามทั้งหมดลงจากเขา ให้เจ้าย้ายมาที่เรือนหลังนี้เพื่อความสะดวกในการตักน้ำ ทำอาหาร ล้างจานชาม ซักผ้า ผ่าฟืน ก็เหมาะสมดีแล้ว”
เดี๋ยวก่อน...เดี๋ยวนะ...
ตักน้ำ ทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้า ผ่าฟืน!
ซือฝุเจ้าคะ ข้าเป็นลูกศิษย์ท่าน “ลูกศิษย์” ไม่ใช่ “คนรับใช้” สองคำนี้ต่างกัน ท่านสะกดเป็นหรือไม่?
อาจูพยายามควบคุมน้ำเสียงและใบหน้าให้อ่อนหวานซื่อใสอย่างที่สุด
“ซือฝุเจ้าขา หากจวี๋ฮวามาอยู่ที่นี่ แล้วคนรับใช้ในหุบเขานี้จะไปอยู่ที่ใด? ไม่ใช่ว่าศิษย์จะทำให้เรือนหลังนี้คับแคบแออัดจนเกินไปหรือ?” ถึงนี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้ามาเหยียบหน้าเรือนหลังนี้ แต่ดูจากสภาพภายนอกและสรรพคุณที่ท่านจ้าวหุบเขาบรรยาย เธอค่อนข้างแน่ใจว่าที่นี่คือเรือนพักคนรับใช้และโรงครัว!
“คนรับใช้หรือ”
“เจ้าค่ะ...” ท่านต้องแยกให้ออกนะ ข้ามาคุกเข่าขอเป็นศิษย์ ไม่ได้สมัครเข้ามาเป็นคนรับใช้!
“หมายถึงผู้ติดตามซุนเย่น่ะรึ? แน่นอนว่าต้องกลับออกไปพร้อมกับคุณชายสำนักคุ้มภัยสกุลซุนผู้นั้น”
เวรล่ะ...หุบเขาตั้งกว้าง คฤหาสน์ก็ดูใหญ่โต แต่ไม่มีคนรับใช้เป็นของตัวเอง!
“แม้ดั้นด้นมาถึงนี่เพื่อฝึกเดินลมปราณ แต่การมีร่างกายที่แข็งแกร่งเองก็สำคัญ สุขภาพและชีพจรไม่เคยโกหก ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ต้องออกกำลังให้มาก”
แข็งแกร่ง...! นี่เขาเพิ่งพูดว่าจะให้สาวน้อยมีร่างกายแข็งแกร่งงั้นเรอะ!
แล้วขอประทานโทษเถอะ ท่านกำลังจะบอกว่าสาเหตุที่วางแผนจะใช้งานข้าเยี่ยงทาสแบบนั้นเป็นเพราะหวังดีงั้นเรอะ!
“งานพวกนี้จะช่วยให้ร่างกายดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ไม่ฟุ้งซ่านจนเกินไป”
ฮึ่ย! ใครว่าข้าเป็นผู้หญิงฟุ้งซ่านกัน!
ท่านจ้าวหุบเขายังคงเอ่ยต่อไปด้วยสีหน้าแววตาสงบนิ่ง
“ตัวข้านั้นไม่ใช่คนจุกจิก ขอเพียงมีอาหารเช้าตอนยามเฉิน[2]เวลาไม่เกินสองเค่อ[3]ก่อนยามอุ้ย[4]มีมื้อกลางวัน และไม่เกินสองเค่อก่อนยามซวี[5]มีอาหารเย็นตั้งโต๊ะที่เรือนใหญ่ ตอนเช้ามีน้ำให้ล้างหน้าและมีเสื้อผ้าให้ผลัดเปลี่ยน ระหว่างวันมีชาอุ่นร้อนพร้อมจิบและตอนเย็นมีน้ำล้างเท้า เท่านี้ก็เพียงพอ”
นั่นหมายความว่า นอกจากจะต้องตักน้ำ ซักผ้า ล้างจาน ผ่าฟืน ทำอาหาร ข้าก็ต้องไปคอยรับใช้ท่านที่เรือนหลังใหญ่ด้วยงั้นสิ!
“แต่...ซือฝุเจ้าขา ร่างกายศิษย์ยังไม่แข็งแรงดี...”
ถาดไม้ที่จวี๋ฮวาถือมาตลอดทางพลันดูหนักอึ้งจนเจ้าตัวเมื่อยล้า ใบหน้าซีดเซียว
“ยังไม่แข็งแรงดีหรือ” ในที่สุดท่านจ้าวหุบเขาก็หันมามองหน้าเธอตรงๆ เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ทั้งที่สีหน้ายังคงนิ่งสนิท “ไม่ใช่ว่าแข็งแรงดีถึงขั้นออกมาร้องเล่นเต้นระบำล่อผีเสื้อได้แล้วรึ?”
อั๋ยหยา...เขาเห็น!!!
อันที่จริง ตอนที่อ้าปากร้องเพลงแล้วหมุนตัวเต้นระบำสามร้อยหกสิบองศากลางทุ่งดอกเบญจมาศนั่น เธอก็แอบบวกลบคูณหารในใจแล้วว่า ถึงแม้จะมีใครสักคนผ่านมาเห็นความร่าเริงใสซื่อบริสุทธิ์ของสาวงามวัยแรกแย้ม ก็คงจะไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นการบริหารเสน่ห์สาวน้อยเล่นๆ ก็เลยจัดหนักจัดเต็ม ไม่มีกั๊ก ใครจะคาดคิดว่าผลลัพธ์มันจะเป็นแบบนี้!
“ล่วงเข้ายามซื่อ[6]แล้ว ยังมีเส้นทางที่จำเป็นต้องรู้อีกมาก ตามมา” บอกเพียงเท่านี้ จ้าวหุบเขาเดียวดายก็สะบัดชายเสื้อคลุม ก้าวขาเดินนำอีกหน
อาจูมองภาพแผ่นหลังที่ดูหยิ่งทะนงและเย็นชาแล้วก็พาให้ยิ่งหัวเสียมากขึ้น
หึ...คนดีมีคุณธรรมบ้าบออะไรกัน! ท่านรับข้าไว้เป็นทาสชัดๆ เอาคะแนนเต็มสิบได้ร้อยที่ว่านั่นคืนมา!
[1] S ย่อมาจาก ซาดิสม์ (sadism)หมายถึงความสุขหรือความพึงพอใจในความเจ็บปวดและความทุกข์ของผู้อื่น และ M ย่อมาจาก มาโซคิสม์ (masochism)หมายถึงความสุขหรือความพึงพอใจทางเพศเมื่อได้รับความเจ็บปวด
[2] เวลา 07.00 น. จนถึง 08.59 น.
[3] หนึ่งเค่อ เท่ากับประมาณ 15 นาที
[4] เวลา 13.00 น. จนถึง 14.59 น.
[5] เวลา 19.00 น. จนถึง 20.59 น.
[6] เวลา 09.00 น. จนถึง 10.59 น.
ทันทีที่เห็นว่าใครเป็นคนขี่ม้ามา อาจูดีใจจนแทบอยากจะโผเข้าไปหาซะเดี๋ยวนี้สามีอ๋องของเธอมาช่วยแล้ว!แม่ทัพเทียนเฉาที่จับตัวเธอเอาไว้เองก็เห็นใบหน้าคนที่ขี่ม้าตามมาถนัดตาเหมือนกันนี่เขา...คนผู้นี้...แม่ทัพเทียนเฉา...ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็คือรัชทายาทองค์ปัจจุบัน พลันนึกถึงโฉมหน้าอันโดดเด่นสะดุดตาของคนผู้หนึ่งในหุบเขาเดียวดายขึ้นมาทันทีที่แท้ภายใต้หน้ากากของหลี่ผิงอ๋อง แม่ทัพใหญ่เทียนจิน ก็คือจ้าวหุบเขาที่วางท่าสงบนิ่งเฉยชา ไม่แยแสต่อเรื่องใดผู้นั้น! ที่แท้เรื่องที่เขาเคยติดใจสงสัยเมื่อครั้งปลอมตัวเป็นกุนซือแซ่หวางออกหาพันธมิตรมาร่วมรบก็เป็นเรื่องจริง! คนผู้นี้ก็คือบุตรชายของหลี่ผิงอ๋องผู้ล่วงลับที่บังอาจช่วงชิงชัยชนะในงานฉลองครบเดือนของสตรีในอ้อมแขนไปจากเขา! ผิงอ๋องคนปัจจุบัน หลี่หยาง!ตอนนี้ทั่วทั้งร่างผิงอ๋อง หลี่หยาง ปรากฏไอสีดำทะมึนหนาแน่น อาจูตกใจจนตาโตนี่...นี่เขา...สามีอ๋องของเธอจะกลายเป็นมารแล้ว!“ท่านรีบหยุดม้า! ถ้าไม่อยากกลายเป็นศพไร้หัว รีบๆ ปล่อยตัวข้ากลับไปเดี๋ยวนี้นะ!”ปล่อยตัวนาง?ในเมื่อได้สวมกอดนางเอาไว้แนบอกเช่นนี้แล้ว เหตุใดเขาต้องยอมปล่อยมือจากนาง!ไม่...เขาไม่ยิน
อาจูสบถบ่นในใจพลางลงแส้ม้า บังคับให้ม้าพ่วงพีที่ไช่เฉวียนหามาให้เร่งฝีเท้าขึ้นอีก ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น แม่ทัพของข้าศึกที่ไล่ตามมา กลับไล่ตามทันตอนนี้อาจูมีพลังปราณในตัวมากกว่าเมื่อก่อน หนำซ้ำยังสามารถรับรู้ถึงกระแสพลังปราณจากสรรพสิ่ง จึงรู้ตัวก่อนที่ทวนของข้าศึกจะถึงตัว เบี่ยงตัวหลบได้ทัน ทั้งอย่างนั้น แรงเหวี่ยงจากการที่เธอเผลอกระตุกสายบังคับม้าไปด้วยจนทำให้ม้าศึกเอี้ยวตัวเลี้ยวไปทางซ้ายกะทันหัน ก็ทำเอาหมวกบนหัวที่ผูกเอาไว้อย่างลวกๆ หลุดลงไปกองบนพื้นไม่เพียงแค่หมวกที่หลุด ผ้าที่ใช้รัดผมก็คลายออกไปด้วย ตอนนี้เส้นผมยาวเหยียดของเสี่ยวจวี๋ฮวาแผ่สยายออกมาเหมือนฉากเด็ดฉากสำคัญในโฆษณายาสระผม!บ้า บ้า บ้า!อาจูก่นด่าตัวเองในใจตั้งไม่รู้กี่ครั้งยัยโง่ ยัยหมูจู ยัยบ้า! ทำไมถึงเสียดายผมยาวๆ นี่นัก ทำไมไม่ตัดๆ มันทิ้งไปซะ! ทีนี้คนทั้งกองทัพก็รู้กันหมดว่าผิงอ๋องซุกซ่อนภรรยาไว้ในค่าย!แม่ทัพเทียนเฉาที่ไล่ตามมาเห็นภาพนี้แล้วถึงกับตกตะลึง ตาค้างเหล่าทหารเทียนจินบนกำแพงที่มองมาเองก็ตื่นตะลึงไม่แพ้กันที่แท้...ที่แท้ในกองทหารของพวกเขาก็มีสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้แฝงตัวมาร่วมรบ!ทหารชั้นผู้น้อยบนกำ
“นายหญิงน้อย หากท่านเป็นอะไรไป ท่านอ๋องคงไม่แคล้วต้องใจสลายแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าขอร้องต่อท่าน อย่างมากที่สุดขอให้ท่านร่วมรบกับพลธนูอยู่ด้านหลัง อย่าได้ออกมารบพุ่งเอาตนเองเข้าเสี่ยงเด็ดขาด!”อาจูไม่อยากสร้างความลำบากใจให้แม่ทัพรักษาการณ์ นอกจากนี้...ขืนเธอที่ขี่ม้าไม่เป็นขี่ม้าออกไปรบรากับพวกทหารทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่วมฝึกฝนกับพวกเขา คนนอกกองทัพอย่างเธออาจจะทำให้ทั่วทั้งกองทัพปั่นป่วน เสียกระบวนทัพได้ คอยอยู่ข้างหลังอย่างที่ไช่เฉวียนว่า ใช้ปราณช่วยขว้างหอกขว้างธนูพวกนี้ใส่ข้าศึกนี่แหละ ดีที่สุด!อาจูรีบขึ้นไปบนกำแพงค่าย เจ้างูเลื้อยตามติด ไช่เฉวียนเองก็ควบม้าออกไปสั่งการทัพ ไม่นานนักทหารเทียนเฉาก็บุกมาถึงค่ายจริงๆ“ยิงธนู!” เสียงคำสั่งของไช่เฉวียนดังก้องไปทั่วทั้งค่าย พลธนูบนกำแพงค่ายและหอสังเกตการณ์รีบระดมยิงธนูสกัดเหล่าข้าศึกทันที!หลังเหลียวซ้ายแลขวา อาจูก็เลือกหยิบธนูมาหนึ่งดอก หักด้ามทิ้ง ใช้ปราณหล่อเลี้ยง เล็งไปทางแม่ทัพของอีกฝ่าย แล้วขว้างหัวธนูในมือออกไป!เคร้ง!ผู้นำทัพเทียนเฉาใช้ทวนในมือปัดหัวธนูจากอาจูได้ทันท่วงที ทั้งอย่างนั้น ปราณอันหนักหน่วงก็ทำเอาทวนของเขาถึงกับหลุดมือ ตก
อาจูรีบใช้ผ้าพันหน้าอก สวมเสื้อหนาๆ จากนั้นสวมชุดเกราะตามวิธีที่เคยช่วยทำให้ท่านอ๋องจ้าวหุบเขาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้สถานการณ์คับขัน ไม่มีเวลาแปลงโฉม โชคยังดีที่ในกระโจมไม่ได้มีแค่ชุดเกราะ แต่ยังมีหมวกที่หลี่หยางเตรียมเอาไว้ให้เธอใช้พรางตัว หลังจากสวมหมวกออกศึกใบนี้แล้ว อาจูพบว่าเงาสะท้อนของตัวเองในถังอาบน้ำก็ดูเข้มขรึม องอาจ คล้ายทหารหน้าอ่อนตัวเล็กขึ้นมาเหมือนกันทันทีที่อาจูออกมาจากกระโจมก็เห็นไช่เฉวียนร้องสั่งการเสียงดัง เหล่าทหารที่ถูกปลุกก่อนรุ่งสางต่างรีบแต่งเนื้อแต่งตัวออกมาจัดทัพ เตรียมตั้งรับข้าศึกที่ใกล้เข้ามาได้ยินทหารคนหนึ่งคุยกับเพื่อนทหารอีกคนว่าครั้งนี้สามารถเตรียมรับมือได้เพราะสายลับที่แฝงตัวอยู่ในทัพเทียนเฉาเสี่ยงตายหลบหนีมาแจ้งข่าว อาจูก็อดอกสั่นขวัญหายไม่ได้ที่นี่กำลังจะมีการรบราฆ่าฟัน! กำลังจะเกิดการสู้รบของจริง!อาจูกำกระบี่ดำในมือแน่น ที่เธอฝึกฝนมาก็มีแค่วิชากระบี่เท่านั้น นี่เป็นอาวุธเพียงชนิดเดียวที่เธอใช้เป็นอาจูคิดช่วยสู้ศึก แต่ไช่เฉวียนกลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น ในระหว่างที่เหล่าทหารจัดทัพตามคำสั่งแม่ทัพรักษาการณ์อย่างตน ไช่เฉวียนรีบจูงม้าพ่วงพีตัวหนึ่งมาให้แ
ศึกสงครามก็คือศึกสงคราม...ยิ่งนานวัน บรรยากาศในค่ายทหารก็ยิ่งตึงเครียดขึ้นทุกวัน ทั้งอย่างนั้น ยามย่ำค่ำ เหล่าทหารก็ยังมีเสียงฉินจากกระโจมท่านแม่ทัพปลอบประโลมจิตใจ...จิตใจที่รุ่มร้อนว้าวุ่นจึงพอจะสงบลงได้บ้างยามนี้เหล่าทหารต่างเคยชินต่อสุนทรียะทางดนตรีของท่านอ๋องกันไปแล้ว กลายเป็นว่าหากวันใดได้ยินเสียงฉินช้าหน่อยก็อดเดินไปเยี่ยมๆ มองๆ กระโจมของท่านอ๋องสักเล็กน้อยมิได้มีเพียงไช่เฉวียนที่รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น เสียงฉินจึงขาดหายบ่อยครั้งไช่เฉวียนที่น่าสงสารจึงต้องมาลากตัวเหล่าแม่ทัพนายกองใจกล้าของสกุลหลี่ที่คิดจะเข้าไปสนทนากับท่านอ๋องผู้ไม่ถือตัวและสดับรับฟังเสียงฉินในระยะประชิดเหมือนเมื่อตอนออกรบคราวก่อนๆ โดยอ้างว่าท่านอ๋องที่ห่างภรรยาคล้ายจะพื้นอารมณ์ไม่สู้ดี ระยะนี้ถึงกับสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนการพักผ่อนในกระโจม ไม่แน่ว่าที่เอาแต่บรรเลงฉินหยกที่ขอยืมมาจากนายหญิงน้อยอยู่ทุกวัน อาจเป็นเพราะคิดคำนึงถึงภรรยาที่น่าสงสารในเรือนหลังเหล่าแม่ทัพนายกองสกุลหลี่คิดตามแล้วก็พอจะเข้าใจได้ จึงไม่คิดเข้าไปรบกวนท่านอ๋องผู้จมลึกในห้วงรักในเวลาพักผ่อนงานที่ได้รับมอบหมายของไช่เฉวียนจ
สถานการณ์ระหว่างเทียนจินและเหล่าชนเผ่าค่อยๆ ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ในแต่ละวันมีม้าเร็วมีสายลับส่งสารมารายงานไม่หยุด อาจูเห็นใบหน้าอ่อนล้ายามท่านอ๋องบางคนกลับมาที่กระโจมแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ขณะกำลังนวดคลึงขมับให้ท่านสามีที่นั่งแช่ตัวอยู่ในถังอาบน้ำใบใหญ่ จู่ๆ หลี่หยางที่ดูสีหน้าผ่อนคลายลงมากก็ดึงมือเธอขึ้นมาจุมพิตแล้วจับมือน้อยๆ ไปแนบแก้มตัวเองเอาไว้“มือเจ้า...สัมผัสจากเจ้า...ทำให้ข้าสงบใจลงได้มากจริงๆ”อาจูก้มลงจูบหน้าผากสามีอ๋อง สวมกอดรอบลำคอเขาไว้ เอาแก้มแนบแก้ม ถามเสียงเบา “กังวลหรือ”หลี่หยางส่ายหน้าน้อยๆ เปิดปากระบายความอึดอัดในใจออกมาเขาพบว่าต่อหน้าสตรีผู้นี้ เขาไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งทำตัวเข็มแข็งสมบูรณ์แบบใดใดทั้งนั้น อยู่กับนาง ผิงอ๋องอย่างเขาสามารถเป็นตัวของตัวเอง ทั้งยังสามารถบ่นระบายออกมาได้ทุกเรื่อง“ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าสองมือข้าเปื้อนเลือดมากมายเกินไปแล้ว”อาจูนึกตามแล้วก็เข้าใจ เลื่อนมือกลับขึ้นนวดคลึงขมับให้เขาทั้งที่ยังคงอิงแอบแนบชิด ขยับริมฝีปากปลอบประโลม “ทำศึกสงคราม ที่ไหนเลยจะไร้การรบราฆ่าฟัน...ไม่ว่าท่านหรือเหล่าทหารก็ล้วนกระทำลงไปเพราะภาระหน้าที่ ทุกอย่างล้วน
เยว่เทียนฟงลอบสังเกตสีหน้าแม่นางน้อยข้างกายเล็กน้อย เมื่อเห็นว่านางไม่ได้มีอาการหวาดกลัว ถึงค่อยขยับริมฝีปากเล่าต่อไป“ขณะเถ้าแก่กำลังเก็บกวาดหลักฐานอยู่นั้น บังเอิญมีคณะขุนนางส่งเสบียงเดินทางผ่านมา ขุนนางได้กลิ่นซาลาเปาและน้ำแกงหอมกรุ่น แวะถามไถ่ เถ้าแก่จึงต้องเอาซาลาเปาเนื้อภรรยาและน้ำแกงที่ต้มจา
หลังจากขนศพใส่เกวียนของพวกสกุลเก้าแล้วตีม้าให้วิ่งเตลิดไปอีกทาง กลบเกลื่อนร่องรอยอย่างลวกๆ ตามคำแนะนำของซ่งฝู พ่อค้าแซ่สวีพาคณะเดินทางเดินทางต่อเนื่องไม่หยุดพักร่วมสองชั่วยามเศษ เมื่อเห็นว่าไม่มีวี่แววว่าจะมีใครตามมา ก็สั่งให้หยุดขบวนเพื่อพักม้าและสอบถาม“แม่นางคิดอ่านต้องการเดินทางไปที่ใด”คนเราพอ
อาจูอดใจไม่ไหว ยกมือขึ้นจับแก้มยุ้ยๆ เล่นบ้างจนได้ ผ่านไปชั่วอึดใจ หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ที่เพิ่งพบหน้าก็หยอกล้อกันคิกคัก คนอื่นๆ เหมือนไร้ตัวตนโดยปริยายเป่าเปาตัวน้อยหยอกล้อกับท่านน้าจนพอใจก็เอนหน้าเข้าซุกซอกคอท่านน้า กำเสื้อผ้านางเอาไว้แน่น“อาเป่าชอบฮูหยิน!” แม่เฒ่าสวียิ้มร่า นัยน์ตาเปี่ยมประกาย
“ก่อนหน้านี้ ข้ามีภรรยาที่เลิศล้ำอยู่ผู้หนึ่ง” จู่ๆ สวีต้าสงก็เปิดปากเล่าเรื่องที่คล้ายจะไม่เกี่ยวข้องออกมา “นางไม่รังเกียจที่ข้ายากไร้ ยอมโน้มกายแต่งเข้าครอบครัวยากจน ไม่ว่าข้าต้องการทำสิ่งใด นางล้วนสนับสนุนส่งเสริม เมื่อข้าสนใจเรื่องค้าขาย ขณะที่ผู้อื่นพากันคัดค้าน นางกลับขายเครื่องประดับที่มีติด







