Masukตอนที่
[12]
ยิ่งกว่าครอบครัว
เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านข้างรถม้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องเปิดม่านไปดู แล้วก็พบกับร่างของสตรีวัยกลางคนที่คุ้นเคย ท่านป้าเสวียน บ่าวรับใช้คนสนิทของฉินฮูหยินนั่นเอง
“ท่านป้าเสวียน มีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยเอ่ยทักทายด้วยความประหลาดใจ
เสวียนหงยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจและไม่เสแสร้ง แตกต่างจากรอยยิ้มของคนในจวนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเพิ่งจะจากมาโดยสิ้นเชิง
“พอดีว่านายหญิงให้ข้าน้อยไปหาคุณหนูที่เรือนฟู่เฉิงน่ะเจ้าค่ะ แต่เมื่อไปถึงคนงานที่นั่นกลับบอกว่าคุณหนูได้เดินทางกลับไปก่อนแล้ว ข้าน้อยจึงลองออกมาตามหาดู โชคดีจริง ๆ ที่ได้พบท่านที่นี่”
“ฉินฮูหยินมีเรื่องด่วนอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?” ลั่วเฉียวฮุ่ยค่อนข้างจะนอบน้อมต่อสตรีผู้นี้เป็นพิเศษ เพราะนางรู้ดีว่าเสวียนหงไม่ได้เป็นเพียงบ่าวรับใช้ธรรมดา แต่คือคนที่ฉินฮูหยินให้ความไว้วางใจมากผู้หนึ่ง
“เรื่องนั้น...ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ” เสวียนหงส่ายหน้าเบา ๆ
“นายหญิงเพียงแค่สั่งให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปที่จวนให้ได้ ท่านบอกว่ามี ‘เรื่องสำคัญ’ จะพูดคุยด้วย เช่นนั้นตามข้าไปที่จวนจะดีกว่านะเจ้าคะ”กล่าวพลางแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย
แม้จะยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ยอมทำตามแต่โดยดี ก่อนจะสั่งให้คนขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลฉินทันที
ทว่าเมื่อรถม้าของนางมาถึง และได้ก้าวขาเข้าไปในจวนตระกูลฉินภาพที่เห็นกลับทำให้นางต้องตกตะลึงจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก
จวนตระกูลฉินที่ปกติจะดูสงบและเรียบหรู บัดนี้กลับถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากสีสันและผ้าแพรที่งดงาม บรรยากาศดูครึกครื้นและเต็มไปด้วยความยินดี ราวกับกำลังจะมีงานมงคลอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
“นี่มัน...”
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถามอะไร เซียวหลิน เจ้าเด็กน้อยจอมซนก็ได้วิ่งออกมารับนางเสียก่อน
“พี่เฉียวฮุ่ยท่านมาแล้ว!”
เด็กน้อยไม่ได้พูดเปล่าแต่กลับจูงมือนางเข้าไปในห้องโถงใหญ่ทันทีและภาพที่ปรากฏแก่สายตาของลั่วเฉียวฮุ่ยในนั้นก็ทำให้หัวใจของนางต้องสั่นไหวอย่างรุนแรง
เพราะยามนี้ทั่วทั้งห้องโถงถูกตกแต่งอย่างสวยงาม มีป้ายผ้าที่เขียนด้วยตัวอักษรสีทองอร่ามแขวนเด่นอยู่กลางห้อง บนโต๊ะอาหารตัวใหญ่ก็เต็มไปด้วยอาหารและขนมมงคลมากมายที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน...
และสิ่งที่ทำให้น้ำตาของหญิงสาวแทบจะไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัวก็คือข้อความที่ถูกเขียนไว้บนป้ายผ้าผืนนั้น...
‘วันเกิดลั่วเฉียวฮุ่ยคนเก่งของพวกเรา’
ลั่วเฉียวฮุ่ยยืนนิ่งราวกับถูกสาปให้เป็นหินไปเสียแล้ว
ครอบครัวที่แท้จริงของนางไม่เคยมีใครจดจำ หรือแม้แต่จะใส่ใจในวันเกิดของนางเลยสักคน แต่พวกเขาคนที่นางเพิ่งจะรู้จักได้ไม่นานกลับ...
“พี่เฉียวฮุ่ย! มัวยืนนิ่งอยู่ทำไมเล่า รีบไปนั่งที่โต๊ะเร็วเถิดขอรับ” เซียวหลินดึงแขนนางเบา ๆ เพื่อเรียกสติ
“วันนี้ท่านย่าสั่งให้พ่อครัวทำของอร่อย ๆ ไว้รอท่านเต็มไปหมดเลยนะ ท่านย่าบอกว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของท่าน และท่านต้องกินให้เยอะ ๆ ด้วย ดูสิ...ช่วงนี้ท่านทำงานหนักจนผอมลงไปตั้งเยอะแน่ะ”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเด็กน้อยทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องก้มหน้าลงเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา นางรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้จับใจ หนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นนางได้สนิทสนมกับเขามากขึ้น ก็ได้พบว่าเขาเป็นเด็กที่น่ารัก สดใส และให้ความสำคัญกับนางอย่างจริงใจ ช่างแตกต่างจากน้องชายต่างมารดาของนาง ที่วัน ๆ เอาแต่คิดหาวิธีที่จะกลั่นแกล้งและทำร้ายนางอยู่ตลอดเวลา
ลั่วเฉียวฮุ่ยเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอาหารด้วยหัวใจที่พองโต ฉินฮูหยินที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก็รีบคีบซี่โครงหมูตุ๋นสมุนไพรชิ้นโตใส่ลงในถ้วยของนางทันที
“กินเยอะ ๆ นะฮุ่ยเออร์ วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้า ต้องกินแต่ของดี ๆ” กล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
ก่อนจะกล่าวอวยพรวันเกิดให้นางด้วยถ้อยคำที่เรียบง่าย แต่กลับกินใจอย่างถึงที่สุด ก่อนจะตบท้ายด้วยประโยคที่ทำให้น้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้ต้องไหลทะลักออกมาในที่สุด...
“จงจำไว้นะว่าเจ้ามิได้โดดเดี่ยวอยู่บนโลกใบนี้ฮุ่ยเออร์ เจ้ายังมีพวกเราอยู่ตรงนี้” ฉินฮูหยินยื่นมือมาจับมือของลั่วเฉียวฮุ่ยไว้แน่น
“จากนี้ถือว่าพวกเราเป็นครอบครัวของเจ้า...ได้หรือไม่?”
ลั่วเฉียวฮุ่ยชะงักไปความรู้สึกมากมายที่อยู่ในใจล้วนคล้ายจะกำลังปะทุ ทว่านางยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร ผู้ที่ชิงร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาก่อนกลับเป็นเลี่ยงซูที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ฮือ ๆ คุณหนู ในที่สุด...ในที่สุดก็ได้พบคนที่ดีต่อคุณหนูแล้ว ฮือ ๆ”
เด็กสาวร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจปนซึ้งใจที่ได้เห็นผู้เป็นนายของตนเองได้รับความรักและความอบอุ่นจากคนอื่น ๆ เสียที ภาพนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้น แม้กระทั่งลั่วเฉียวฮุ่ยเองก็อดที่จะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาไม่ได้
“ในเมื่อพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เช่นนั้นข้าก็กลายเป็นน้องชายของท่านแล้วใช่หรือไม่ขอรับ!” เซียวหลินรีบฉวยโอกาสทันที
ลั่วเฉียวฮุ่ยหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูแล้วพยักหน้าให้เป็นคำตอบ
“เย่!!” เซียวหลินดีใจมาก ในที่สุดเขาก็เอาชนะใจพี่สาวคนสวยของเขาได้เสียที
ลั่วเฉียวฮุ่ยหันไปมองหน้าฉินฮูหยิน แล้วโค้งคำนับให้จากใจจริงแทนคำขอบคุณที่อัดอั้นอยู่ในใจ
คนผู้นี้ทำให้ชีวิตนางเปลี่ยนไปมากจริง ๆ
เมื่อพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้วบรรยากาศหลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยความครึกครื้นและเสียงหัวเราะ ลั่วเฉียวฮุ่ยกวาดสายตามามองทุกคนด้วยความสุข
‘นับตั้งแต่วันที่มารดาจากไปนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ลั่วเฉียวฮุ่ยได้สัมผัสกับคำว่า ‘ครอบครัวที่อบอุ่น’ เช่นนี้กระมัง ทั้ง ๆ ที่พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นานด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้รู้สึกเช่นนี้ได้’
บรรยากาศในวันนี้แม้จะมีผู้คนไม่มากแต่นางกลับรู้สึกมีความสุขและอุ่นใจมากกว่างานเลี้ยงใหญ่โตใด ๆ ที่เคยผ่านมา แม้กระทั่งในชาติก่อนของนางก็ยังไม่เคยได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ล้ำค่าเช่นนี้มาก่อน
และก่อนที่จะเดินทางกลับฉินฮูหยินยังได้มอบของขวัญชิ้นพิเศษให้แก่นางอีกด้วย
มันคือกำไลหยกมันแพะสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกแกะสลักเป็นลวดลายดอกเหมยอย่างงดงามและประณีต เป็นของที่ดูล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง
“กำไลวงนี้มันเหมาะสมกับเจ้ามาก ข้าจึงอยากจะมอบมันให้แก่เจ้า”
ลั่วเฉียวฮุ่ยรับมากำไว้ในมือ ไออุ่นจากกำไลหยกส่งผ่านเข้ามา ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด น่าแปลกที่ยามนี้นางรู้สึกเหมือนไม่ได้กำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว คิดแล้วจึงหันไปแย้มยิ้มให้ผู้ที่มอบของขวัญให้
ด้วยความที่ค่ำมืดแล้วฉินฮูหยินจึงได้สั่งให้คนคุ้มกันหลายคนคอยคุ้มกันรถม้าของนางเพื่อให้กลับไปที่จวนอย่างปลอดภัย
ทว่าในระหว่างทางนั้นเองหนึ่งในคนคุ้มกันก็เอ่ยทักทหารคนกลุ่มคนที่ใส่ชุดทหารที่ผ่านทางมาด้วยเสียงไม่หนักไม่เบาขึ้น
ทำให้แม้ว่ารถม้าจะไม่ได้หยุด แต่หูของนางก็ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน...
“เป็นอย่างไรบ้างสหาย เพิ่งจะกลับมาจากชายแดนหรือ”
“ใช่แล้ว ข้าเพิ่งจะถูกย้ายกลับเข้ามาประจำการในเมืองหลวง แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะรอดกลับมาได้” น้ำเสียงของเขากล่าวหวาด ๆ เล็กน้อย
“ลำบากมากเลยสินะ”
“ลำบากยิ่งกว่าอะไรดี! โดยเฉพาะตอนฤดูหนาว รองเท้าที่ทางการแจกให้ มันทั้งกัดเท้า ทั้งไม่กันน้ำ พอเจอหิมะเข้าไปเท้าก็แทบจะแข็งตาย! เป็นอุปสรรคในการออกรบและการลาดตระเวนเป็นอย่างยิ่ง”
คำพูดบ่นพึมพำของทหารนายนั้นทำให้ผู้ที่เอ่ยทักเห็นใจไม่น้อย ทว่ากลับทำให้ดวงตาของลั่วเฉียวฮุ่ยเป็นประกายขึ้นมา ฉับพลันความคิดบางอย่างได้แวบเข้ามาในหัวของนาง
ความคิดนั้นทำให้นางยกยิ้มมุมปากออกมาอย่างมีเลศนัย
‘ดูท่าว่าความร่ำรวยจะถามหาข้าอีกแล้ว’
ตอนที่ [14]เซียวจวิ้น ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เรือนฟู่เฉิงเพื่อดูแลกิจการที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็ไปมาหาสู่ที่จวนตระกูลฉินเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการค้ากับฉินฮูหยินอยู่เสมอ นางแทบจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปใกล้เรือนใหญ่ของจวนตระกูลลั่วเลยหากไม่จำเป็น เมื่อกลับมาถึงจวนในตอนค่ำ นางก็จะตรงกลับไปยังเรือนของตนเองทันทีการที่นางเข้า ๆ ออก ๆ จวนอยู่ทุกวันแน่นอนว่าย่อมอยู่ในสายตาของผู้เป็นบิดาอย่างลั่วฉู่หวังแต่เขาก็ทำได้เพียงแค่สงสัยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะซักถามอะไรให้มากความ ในความคิดของเขา บุตรสาวคนรองก็คงจะยังทำตัวเหลวไหลออกไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ไร้สาระเหมือนเช่นเคย‘เมื่อไรจะรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่เสียทีนะ...’ เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา พลางหันไปมองภาพของภรรยาและบุตรสาวคนโตที่กำลังนั่งเย็บปักถักร้อยกันอยู่ที่ศาลากลางสวนด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ ‘ดูสิ เม่ยเออร์ช่างเพียบพร้อมและเป็นกุลสตรีที่งดงาม ลั่วเฉียวฮุ่ยช่างเทียบไม่ติดจริง ๆ’โดยเขาไม่รู้เลยว่าบุตรสาวที่เขาตราหน้าว่าไร้สาระนั้น บัดนี้ได้กลายเป็น คหบดีหญิงผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลคน
ตอนที่ [13]สินค้าใหม่ ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวของลั่วเฉียวฮุ่ยคืนนั้น มันได้จุดประกายไฟแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่ของนางให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง ‘รองเท้ากันน้ำ กันหิมะ ทนทาน สำหรับทหาร...’ใช่แล้ว! รองเท้าสำหรับทหาร!!มันอาจจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับนางที่ในอดีตคือ เฮเลน เฉียน อดีตครูฝึกสอนการต่อสู้และการเอาตัวรอด นางรู้ดีว่าอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายในสนามฝึกได้เลยทีเดียวในโลกก่อนตอนที่นางยังเป็นเพียงนักเรียนการต่อสู้ นางต้องเข้ารับการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและทารุณมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งการเดินเท้าในป่ารกชัฏที่เต็มไปด้วยโคลน การปีนป่ายหน้าผาที่สูงชัน ไปจนถึงการฝึกซ้อมท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ประสบการณ์เหล่านั้นได้สอนให้นางต้องรู้จักดัดแปลงและปรับปรุงอุปกรณ์ของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...รองเท้าคืนนั้นลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการขลุกอยู่กับกองกระดาษและพู่กัน เพื่อร่างภาพแบบรองเท้าหุ้มข้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่นางต้องการ มันจะต้องทำจากหนังที่เหนียวและทนทาน
ตอนที่ [12]ยิ่งกว่าครอบครัว เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านข้างรถม้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องเปิดม่านไปดู แล้วก็พบกับร่างของสตรีวัยกลางคนที่คุ้นเคย ท่านป้าเสวียน บ่าวรับใช้คนสนิทของฉินฮูหยินนั่นเอง“ท่านป้าเสวียน มีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยเอ่ยทักทายด้วยความประหลาดใจเสวียนหงยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจและไม่เสแสร้ง แตกต่างจากรอยยิ้มของคนในจวนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเพิ่งจะจากมาโดยสิ้นเชิง“พอดีว่านายหญิงให้ข้าน้อยไปหาคุณหนูที่เรือนฟู่เฉิงน่ะเจ้าค่ะ แต่เมื่อไปถึงคนงานที่นั่นกลับบอกว่าคุณหนูได้เดินทางกลับไปก่อนแล้ว ข้าน้อยจึงลองออกมาตามหาดู โชคดีจริง ๆ ที่ได้พบท่านที่นี่”“ฉินฮูหยินมีเรื่องด่วนอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?” ลั่วเฉียวฮุ่ยค่อนข้างจะนอบน้อมต่อสตรีผู้นี้เป็นพิเศษ เพราะนางรู้ดีว่าเสวียนหงไม่ได้เป็นเพียงบ่าวรับใช้ธรรมดา แต่คือคนที่ฉินฮูหยินให้ความไว้วางใจมากผู้หนึ่ง“เรื่องนั้น...ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ” เสวียนหงส่ายหน้าเบา ๆ“นายหญิงเพียงแค่สั่งให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปที่จวนให้ได้ ท่านบอกว่ามี ‘เรื่องสำคัญ’ จะพูดคุยด้วย เช่นนั้นตามข้าไปที่จวนจะด
ตอนที่ [11]ไม่เคยสำคัญ หนึ่งเดือนผ่านไป...กิจการค้าระหว่างลั่วเฉียวฮุ่ยและฉินฮูหยินรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นอย่างไม่มีหยุดยั้ง สินค้าทุกชิ้นที่นางคิดค้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสบู่หอม เครื่องหอมแบบน้ำหรือกระเป๋าสารพัดประโยชน์ล้วนต่างก็กลายเป็นของยอดนิยมที่เหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงต้องมีไว้ในครอบครองคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามามากมายจนหญิงสาวและคนงานที่เรือนฟู่เฉิงแทบจะผลิตกันไม่ทัน ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น นางจะต้องดูแลทั้งควบคุมคุณภาพการผลิต การคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ และวางแผนรูปแบบการขายร่วมกับฉินฮูหยิน ทุกวันทำงานหนักเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่กระนั้นกลับเป็นความเหนื่อยที่เต็มไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจนั่นเพราะนางไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเพียงคนเดียว แต่เหล่าคนงานที่นางว่าจ้างมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนที่เคยไม่มีแม้แต่งานจะทำ บัดนี้พวกเขากลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยนางให้ผลตอบแทนแก่พวกเขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ มอบทั้งค่าจ้างที่สูงกว่าปกติ ไหนจะอาหารครบทุกมื้อและที่พักที่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ทำให้เหล่าลูกจ้างต่างก็พากันซาบซึ้งใจและทำงานให้นางอย่างถวายห
ตอนที่ [10]พังมาพังกลับ หลังจากที่จัดการเรื่องเรือนฟู่เฉิงแหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่และคัดเลือกคนงานที่ไว้ใจได้เรียบร้อยแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็กลับมาทุ่มเทให้กับการผลิตสินค้าชุดใหม่ต่อทันที ด้วยกำลังคนที่เพิ่มขึ้นและสถานที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม ก็ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพียงไม่นาน สินค้าชุดใหม่ก็ถูกส่งไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นจนเต็มคลังสินค้าและเมื่อจัดการเรื่องงานจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสาง ‘บัญชีแค้น’ ส่วนตัวกันเสียทีนางรอคอยจังหวะที่เหมาะสมและในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อได้รับข่าวจากสายที่แอบวางไว้ในจวนว่าวันนี้บิดาของนางติดงานสำคัญต้องค้างคืนอยู่ที่นอกเมืองหลายวัน น้องชายตัวแสบก็ไปเรียนที่สำนักศึกษา ส่วนสองแม่ลูกตัวดีก็มีแผนที่จะออกไปเลือกซื้อผ้าไหมที่ตลาดวันนี้ทางสะดวก!!ช่างเป็นวันที่เหมาะสมกับการ ‘ลงมือ’ ครั้งใหญ่เสียจริงลั่วเฉียวฮุ่ยยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นางรอจนกระทั่งรถม้าของสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยเคลื่อนตัวออกจากจวนไปแล้ว จึงได้เริ่มต้นแผนการของนางทันที!โดยบอกให้เลี่ยงซูอยู่เฝ้าเรือนไว้ ส่วนตนเองก็ได้ใช้ ทัก
ตอนที่ [9]แหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่ หลังจากที่จับจ่ายซื้อวัตถุดิบจนเต็มรถม้าแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็เดินทางกลับมายังจวนตระกูลลั่วด้วยความรู้สึกที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปเริ่มต้นผลิตสินค้าชุดใหม่ สินค้าที่จะนำพาความร่ำรวยและอิสรภาพมาสู่ชีวิตของนางแต่แล้วหลังจากที่นางแอบนำของเหล่านั้นเข้าประตูด้านข้างก่อนจะนำไปที่เรือนของตนเอง ทันทีที่นางก้าวผ่านประตูเรือนของตนเองเข้ามารอยยิ้มที่เคยสดใสก็พลันแข็งค้างไป...ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนาง เรียกได้ว่าคือความพินาศย่อยยับ!เพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในเรือนถูกรื้อค้นออกมาจนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น โต๊ะเครื่องแป้งถูกผลักจนล้มคว่ำ เสื้อผ้าที่พับไว้อย่างดีถูกดึงออกมาขยี้จนยับยู่ยี่และที่เลวร้ายที่สุด คือโอ่งดินเผาใบเล็กที่นางใช้เก็บสมุนไพรหายากบางชนิด บัดนี้มันได้แตกละเอียดกลายเป็นเศษดินเผาไปเสียแล้ว!“คุณหนู!!” เลี่ยงซูที่เดินตามเข้ามาทีหลังถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กัน!”เลี่ยงซูกำลังจะวิ่งออกไปเพื่อตามหาคนมาสอบสวน แต่กลับถูกลั่วเฉียวฮุ่ยยกมือ







