๗
สตรีที่โกรธง่ายหายเร็วคนนี้
เสี่ยวเป่าเร่งเดินตามเกาหนี่ว์เฉินที่สับเท้าเดินฉับ ๆ มาจากเรือนรับรอง จบการสนทนากับเกาหนี่ว์อิงที่พยายามมาปลอบใจนางด้วยท่าทางเห็นอกเห็นใจ
“ข้ากำลังไม่คิดอะไรแล้วแท้ ๆ ก็ยังเข้ามาพูดสะกิดแผลใจกันอยู่ได้ น่าโมโหทั้งเขาทั้งนาง ถอนหมั้นให้ไปอยู่ด้วยกันจบ ๆ ไปเลยดีหรือไม่เสี่ยวเป่า”
สาวใช้ตัวน้อยรีบส่ายหน้า นางจะกล้าออกความเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างไร
“คุณหนู~ไม่เอา! ไม่พูดเช่นนี้เจ้าค่ะ”
“เจ้าก็เป็นคนน่ารำคาญเหมือนกันนะเสี่ยวเป่า”
เกาหนี่ว์เฉินหายใจฮึดฮัด เดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนทิศทาง ยามนี้จะให้นางไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บริเวณพื้นที่จัดงานชมบุปผา ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ต้องเห็นหน้าเกาหนี่ว์อิงและเหรินเฮ่าเทียน ยิ่งเห็นหน้าพวกเขานางยิ่งโมโห
“คุณหนู เรากำลังเดินไปไหนกันเจ้าคะ”
“กลับจวน!”
“ขึ้นรถม้ากลับไปก่อนหรือเจ้าคะ”
“ไม่! นั่งรถม้าข้ายิ่งโมโห เดินกระทืบเท้าระบายอารมณ์ไปแบบนี้แหละ”
เสี่ยวเป่าอ้าปากค้างเมื่อรู้ว่าเท้าน้อย ๆ ของตนต้องเดินกลับจวนที่ระยะห่างกันไม่น้อยเลย นางบ่นอุบอิบแต่เสียงเข้าหูเจ้านายทุกคำ
“เดินระบายความโมโหที่ไหนกัน กลัวคุณหนูใหญ่ไม่มีรถม้ากลับต่างหาก”
ไม่ ข้าไม่ได้กลัวนางไม่มีรถม้ากลับ…ข้าแค่ไม่อยากโดนท่านพ่อบ่นว่าทิ้งพี่สาวต่างหาก
ในใจเกาหนี่ว์เฉินเถียงกลับไปแล้ว นางอยากโก่งคอโต้ตอบกลับไป แต่…
ช่างเถอะ เถียงไปก็เจ็บคอ
“เจ้าไปบอกเขาว่าเราจะเดินกลับเอง”
เมื่อเดินมาถึงหน้าจวนแล้ว เกาหนี่ว์เฉินก็สั่งเสี่ยวเป่าให้ไปบอกคนบังคับรถม้า ตอนแรกคิดจะโน้มน้าวให้คุณหนูใจเย็นแล้วรอนั่งรถม้ากลับพร้อมเกาหนี่ว์อิง แต่เมื่อคิดได้ว่าคุณหนูอาจอึดอัดจึงพยักหน้ารับคำสั่งแล้วเดินไปบอกคนบังคับรถม้า ไม่นานก็เดินกลับมาหาเกาหนี่ว์เฉิน
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะคุณหนู ฝากเขาให้บอกคุณหนูใหญ่แล้วว่าเรากลับก่อน”
เกาหนี่ว์เฉินไม่พูดอะไร เดินนำเสี่ยวเป่าไปตามถนนเรื่อย ๆ ตอนแรกคิดทำโดยไม่ได้หวังผลออะไร ไม่นึกว่าหลังจากที่เดินไปเรื่อย ๆ แล้วจะรู้สึกดีขึ้นที่ได้ออกแรง
“คุณหนูเจ้าคะ…แฮ่ก เราหาที่นั่งพักเหนื่อยกันหน่อยดีหรือไม่ บ่าว…เริ่มปวดข้อเท้าแล้วเจ้าค่ะ”
เป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนูมาตั้งแต่เล็ก แม้แต่รถม้าก็นั่งกับคุณหนูมาตลอด เกาหนี่ว์เฉินไม่เคยให้สาวใช้ลงเดินข้างรถม้า ไม่แปลกหากเสี่ยวเป่าจะเหนื่อยจนหายใจทางปาก เกาหนี่ว์เฉินเองก็เหนื่อยไม่แพ้สาวใช้ แต่เก็บอาการเอาไว้ไม่แสดงออก
“เห็นแก่ที่เจ้าเหนื่อย เราไปนั่งพักตรงนั้นกันก่อนแล้วกัน” มือเรียวชี้นิ้วไปที่ร้านน้ำชาข้างทาง สั่งน้ำชามาหนึ่งกาขนมสองชุด
เกาหนี่ว์เฉินนั่งลงบนเก้าอี้ ฉุดเสี่ยวเป่าลงนั่งเลยโดยที่ไม่ต้องสั่ง นางคร้านจะโต้เถียงกับสาวใช้เรื่องความเหมาะสม แสดงออกไปเลยว่าโดนคุณหนูบังคับ ใครจะได้ไม่ถามหาความผิดทีหลัง
“คุณหนู สองชุดเลยจะทานหมดหรือเจ้าคะ”
“ไม่เหนือกระเพาะเจ้าหรอก! กิน ๆ ไป”
เสี่ยวเป่ายกมือลูบขอบปากตัวเอง เกาหนี่ว์เฉินเห็นเช่นนั้นก็หลุดยิ้มแล้วยื่นมือไปบีบแก้มนิ่มมีเนื้อเยอะ ทั้งมันเขี้ยวทั้งชิงชังนาง
“โอ๊ย~เจ็บเจ้าค่ะคุณหนู”
เกาหนี่ว์เฉินไม่ปล่อยมือแต่ผ่อนแรง แก้มนิ่มเป็นอิสระก็ตอนที่เถ้าแก่ร้านน้ำชายกขนมกับน้ำชามาให้ที่โต๊ะ
“คุณหนู ขนมมาแล้วขอรับ”
เสี่ยวเป่าลูบแก้มตัวเองเบา ๆ แต่เมื่อเกาหนี่ว์เฉินยื่นขนมมาล่อด้านหน้าก็อ้าปากรับรอให้คุณหนูป้อน เคี้ยวตุ้ย ๆ
“อร่อยหรือไม่”
เสี่ยวเป่ารีบพยักหน้ารับ เกาหนี่ว์เฉินจึงหยิบในจานของตัวเองอีกสองชิ้นให้สาวใช้ เหลือกุ้ยฮวาเกาสีเขียวใบชาเพียงแค่สองชิ้นเท่านั้น
“สั่งอีกหรือไม่ แป้งวุ้นก็น่าอร่อย”
เกาหนี่ว์เฉินเหลือบไปเห็นโต๊ะอื่นสั่งกุ้ยฮวาเกาแบบใสมา แบบนั้นนางไม่ชอบทานผิดกับสาวใช้ที่ชอบทุกอย่าง
ดังนั้นเมื่อนางเสนอ…
“ทานเจ้าค่ะ”
อีกฝ่ายก็ตอบรับในทันที!
“เถ้าแก่ แบบนั้นอีกหนึ่งชุดเจ้าค่ะ”
“ได้เลยคุณหนู”
เถ้าแก่จัดเตรียมไม่นานก็ยกจานขนมกุ้ยฮวาเกาแบบใสที่เห็นดอกกุ้ยฮวาเต็มก้อนแป้งเด้งดึ๋ง
“บ่าวทานเลยนะเจ้าคะคุณหนู”
เกาหนี่ว์เฉินพยักหน้ารับเบา ๆ ไม่ยื่นมือไปแย่งขนมในจานของนาง หยิบขนมก้อนเขียวกัดเบา ๆ ละเลียดทานทีละน้อยดูเรียบร้อยสง่างาม ดวงตาจับจ้องไปที่เสี่ยวเป่าที่ทานไปยิ้มไป
“อร่อยไหม”
“อร่อยเจ้าค่ะ คุณหนูทานหรือไม่”
เสี่ยวเป่าเลื่อนจานมาด้านหน้า เกาหนี่ว์เฉินเลื่อนจานกลับไป ในเมื่อสั่งให้คนสนิทแล้วก็ไม่คิดทานของนาง
“ข้าทานจนเบื่อแล้ว”
“เช่นนั้นบ่าวไม่เกรงใจแล้วนะเจ้าคะ”
“พูดแบบนี้ทีไรหมดทุกที ขุนมันเข้าไป”
เสี่ยวเป่าไม่สะทกสะท้านกับคำพูดนี้ ยังคงทานอร่อย กลืนได้ไม่ฝืดคอ
“พรุ่งนี้ค่อยลดเจ้าค่ะ วันนี้ทานไปก่อน”
“อ้อ พรุ่งนี้ไม่มีอยู่จริง”
เกาหนี่ว์เฉินอารมณ์ดีขึ้นแล้ว หลังจากที่ดูสาวใช้ทานจนอิ่มและนางเองก็จิบชาจนกระเพาะเต็มแล้ว ยื่นขนมชิ้นสุดท้ายในจานของตัวเองให้นาง
“ทานให้หมดเลย จ่ายเงินด้วย”
ร่างบางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงขยับหมุนข้อเท้าเตรียมเดินต่อ เสี่ยวเป่าหยิบกุ้ยฮวาเกาสีเขียวมาคาบเอาไว้ ล้วงมือเข้าหาถุงเงินที่เหน็บเอาไว้กับสายคาดเอว ดวงตาเบิกโพลงทันทีเมื่อลูบหาทั้งตัวแล้วไม่เจอถุงเงิน
“คุณหนูเจ้าคะ…”
เกาหนี่ว์เฉินหันไปมองต้นเสียง สีหน้าจืดเจื่อนของสาวใช้ทำนางใจแกว่ง
“ทำไม”
เสี่ยวเป่ายกมือป้องปาก “ถุงเงินหายเจ้าค่ะ”
เกาหนี่ว์เฉินถลึงตาใส่สาวใช้ เมื่อหันไปมองเถ้าแก่ร้านก็เห็นว่าเขาเหลือบตามามอง ท่าทีระแวดระวังราวกับได้ยินคำพูดเสี่ยวเป่า
“เถ้าแก่ได้ยินแล้ว”
“เช่นนั้นก็ต้องจ่ายแล้วเจ้าค่ะ ในเมื่อเงินไม่มีก็เอาเครื่องประดับจ่าย”
เสี่ยวเป่ามองไปที่กำไลข้อมือเกาหนี่ว์เฉินที่รีบส่ายหน้าทันทีไม่ยินยอม
“อันนี้ไม่ได้”
มือเรียวลูบศีรษะเตรียมจะถอดปิ่นปักผมจ่ายค่าขนม ใจกระตุกเมื่อลืมไปว่าปิ่นอีกสามเล่มวางทิ้งไว้ที่จวนตระกูลเจียง เหลือหนึ่งเล่มไว้ปักผมซึ่งหากถอดเล่มนี้ออกไปแล้วนางจะสยายผมต่อหน้าผู้คนจนผิดธรรมเนียม ซึ่งวิธีนี้เสี่ยวเป่าก็ไม่ยอมให้คุณหนูของตนใช้เช่นกัน!
“บ่าวขออภัยที่ลืมเก็บปิ่นคุณหนูมาเจ้าค่ะ หากรอดไปจากสถานการณ์ตรงนี้แล้วบ่าวจะยอมให้คุณหนูลงโทษ แต่ว่าตอนนี้…เราต้องเอากำไลไปค้ำประกันไว้ก่อน บอกเถ้าแก่ว่าเราเป็นใครมาจากไหนแล้วค่อยเอาเงินมาจ่ายทวงกำไลหยกคืนเจ้าค่ะ”
“หากเถ้าแก่บิดพลิ้วจะทำอย่างไร หยกสีล้ำค่าแบบนี้ ไม่แน่ว่าขายทอดตลาดแล้วไม่ต้องขายชาอีกหลายปี…ไม่เอา! ข้าไม่ยอมรับความเสี่ยงนี้เป็นอันขาด”
เสี่ยวเป่าเข้าใจความกลัวของคุณหนูแล้ว ในขณะที่กำลังหาทางออกนั้น เสียงวางเหรียญกระทบพื้นไม้ก็ดังขึ้นทำหญิงสาวทั้งสองสะดุ้งเฮือก
“มีจ่ายหรือไม่!”
คำพูดนี้ดึงความสนใจของผู้คนให้หันมาที่สองสาว เกาหนี่ว์เฉินเริ่มอับอายผู้คนจนต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า
“ไม่น่าโมโหเลย หมวกกับพัดก็ไม่ได้เอามา”
แน่นอนว่าทั้งสองอย่างนี้มีเพื่อซ่อนความอาย!
“...ข้า เดี๋ยวข้าจะอยู่ที่นี่ให้สาวใช้กลับไปเอาเงินที่จวน เถ้าแก่ร้านคงไม่ว่าอันใดใช่หรือไม่”
“หากสาวใช้เจ้าหนีขึ้นมาจะว่าอย่างไร”
“แค่ค่าชาไม่กี่อีแปะเท่านั้น เงินเดือนสาวใช้ของข้ายังมากกว่าเสียอีก ข้าไม่ทุบหม้อข้าวตัวเองหรอก”
เสี่ยวเป่าโกรธที่เถ้าแก่ไม่ไว้ใจนาง เหนืออื่นใดคือโกรธที่คุณหนูของนางยอมเป็นตัวประกันอยู่ที่ร้านแล้วก็ยังไม่เชื่อใจกัน ท่าทางพร้อมสู้ของนางนั้นเหมือนกับตนเป็นเจ้าหนี้ เถ้าแก่ร้านเป็นลูกหนี้
“กะ ก็ได้! รีบไปรีบมาเล่า มิเช่นนั้นข้าประจานว่าคุณหนูของเจ้าชักดาบ”
ก็กำลังทำอยู่มิใช่หรือ
เกาหนี่ว์เฉินคิดในใจ ในตอนนั้นเองที่เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังนาง
“ให้ข้าจ่ายให้เถิด”