๖
เป็นเจ้า(ไม่คิดมาก)ทำได้หรือไม่
เกาหนี่ว์เฉินถอดเครื่องประดับออกทุกชิ้นบนศีรษะ สยายผมให้เสี่ยวเป่าช่วยเช็ดให้
ผลัดผ้าเปียกออกสวมชุดตัวในสีขาวตัวใหม่เอาไว้ชั้นเดียว นั่งนิ่งไม่พูดไม่จาจนเสี่ยวเป่าแสดงอาการเป็นห่วง
“คุณหนูซึมเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่นี้หรือเจ้าคะ”
เกาหนี่ว์เฉินจ้องสาวใช้คนสนิทผ่านกระจก นางไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น
ดึงอารมณ์คุกรุ่นเข้ามาแทนที่!
“ใครก็คงหัวเราะเยาะข้าลับหลัง เฮ่าเทียนเกอก็เหลือเกิน ทำให้ข้าหงุดหงิดที่สุด!” ว่าแล้วนางก็กรี๊ดออกมาแบบไร้เสียง
เสี่ยวเป่าย่อมไม่ห้าม เห็นคุณหนูระบายออกมาด้วยการกรี๊ดย่อมดีที่สุด
“คุณหนูอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ สถานการณ์ตอนนั้นฉุกละหุก ไม่แน่ว่าคุณชายเหรินอาจจะไม่ทันได้มองจริง ๆ”
“ไม่คิดมากเช่นนั้นหรือ เป็นเจ้าทำได้หรือไม่ จริงอยู่ที่ตอนนั้นสถานการณ์ฉุกละหุก แต่คนเราเมื่อเข้าตาจนแล้วมิใช่ต้องมองหาคนที่มีน้ำหนักในใจเราที่สุดหรือ เขาทำให้ข้าต้องพิจารณาใหม่แล้ว”
เกาหนี่ว์เฉินนิ่งไปอีกครั้ง คราวนี้เสี่ยวเป่าไม่พูดอะไรอีกนอกจากช่วยซับน้ำบนศีรษะหญิงสาว
คุณหนูกำลังพิจารณาเรื่องใดกัน คงมิใช่ว่าเรื่องความสัมพันธ์ของนางกับคุณชายเหรินกระมัง
อีกทางด้านหนึ่ง…
เจียงหนิงชวีพาบุรุษหนุ่มอีกสองคนมาเปลี่ยนชุดที่เรือนส่วนตัว ชุดที่มอบให้ทั้งสองใส่ก็เป็นชุดของเขา โดยมอบตัวที่ยังไม่เคยใส่ให้
“ชุดนี้ข้ามอบให้เจ้าทั้งสองเลย ยังไม่ผ่านการใช้งาน ถือเสียว่าแทนคำขอบคุณที่ช่วยให้จวนตระกูลเจียงไม่เกิดเรื่องใหญ่”
เหรินเฮ่าเทียนรับชุดสีขาวมาจากมือซ้าย สุ่ยหยินเหอรับชุดสีฟ้ามาจากมือขวา
เหรินเฮ่าเทียนหันไปมองสุ่ยหยินเหอ
“ตระกูลเกาไม่ว่าใครตกน้ำข้าย่อมกระโดดลงไปช่วยอยู่แล้ว คุณชายรองสุ่ยเสียอีก ไม่ได้รู้จักกับคู่หมั้นข้าเป็นการส่วนตัว แต่กลับพุ่งเข้าไปช่วยนางเป็นคนแรก ได้โปรดรับการคารวะจากข้า” ว่าแล้วเขาก็ยกมือขึ้น มือซ้ายประกบมือขวาโค้งกายคำนับสุ่ยหยินเหอ
สุ่ยหยินเหอเห็นเช่นนั้นก็แตะใต้สองมืออีกฝ่ายเบา ๆ ให้เขาเก็บท่าทางคารวะเสีย
“เคยเจอที่จวนฟู่กั๋วกงครั้งหนึ่งจึงคุ้นหน้า ตอนที่กระโดดลงไปช่วยจึงเข้าหานางเป็นคนแรก เหรินไท่ยีคงไม่ว่าอันใดใช่หรือไม่ที่ข้าช่วยนางก่อนจนท่านต้องไปช่วยอีกคนจนหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าท่านไม่ห่วงใยคู่หมั้น”
เหรินเฮ่าเทียนดวงตาไหววูบไปครู่หนึ่ง แม้ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอม เมื่อครู่ตอนที่เห็นสายตาตัดพ้อของนางทำเขาเกิดความรู้สึกกลัวบางอย่าง
กลัวว่านางจะหมดความอดทนในตัวเขาแล้วกระทำการอันใดโง่ ๆ
“คุณชายรองสุ่ยมิต้องคิดมาก เกาหนี่ว์อิงข้าก็เห็นนางมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเช่นกัน ย่อมไม่ปล่อยให้นางจมน้ำตายแน่ เหตุการณ์ฉุกละหุก ในตอนนั้นช่วยใครไว้ได้ก็ต้องช่วยก่อน”
หมอจะช่วยชีวิตคนที่อยู่ในภาวะอันตรายที่สุดก่อน
หากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้อีก เขาก็ยากจะรับประกันว่าต้องช่วยใครก่อน เรื่องนี้ก็เป็นสัญชาตญาณที่ได้มาจากสัมมาชีพ
“ไปเปลี่ยนชุดเถอะ ข้านัดเจ้าทั้งสองเพื่อให้มารู้จักกันไว้แท้ ๆ สุดท้ายกลับพาไปกระโดดน้ำ…ดูสิ! ตอนนี้เปียกยันลูกตา”
เจียงหนิงชวีเป็นสหายกับเหรินเฮ่าเทียนและสุ่ยหยินเหอ แต่ทั้งสองหนุ่มไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี เขาถึงนัดสหายทั้งสองให้มารู้จักกันในงานนี้
“อ้อ เจ้าก็ไปเปลี่ยนเถอะ”
สุ่ยหยินเหอบอกเจียงหนิงชวีให้ไปเปลี่ยนชุด ส่วนตนก็เดินเข้าไปหลังฉากกั้นแล้วจัดการเปลี่ยนเป็นชุดใหม่สีฟ้าที่เขาโปรดปราน
ใช้เวลาไม่นานทั้งสามหนุ่มก็ออกมารวมตัวกันที่ศาลา ทุกคนอยู่ในชุดใหม่ก็จริง แต่ยังศีรษะเปียกโชกเช่นเดิม เพราะไม่มีใครเอาผู้ติดตามมาด้วยเลย
ด้านเจียงหนิงชวีก็ไม่อยากให้สหายรอนาน เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วก็ออกคำสั่งให้บ่าวในเรือนนำอาหารมาที่ศาลา เขาจะสนทนาร่ำสุรากับสหายที่นี่
ทางด้านเกาหนี่ว์เฉิน…
ยามนี้นางเปลี่ยนชุดใหม่และซับน้ำจากผมจนแห้งในระดับหนึ่งแล้ว เสี่ยวเปาคิดจะทำผมทรงเดิมให้คุณหนู
“ไม่เอาทรงเดิมแล้ว รวบไว้ครึ่งศีรษะแล้วปักปิ่นนี้อันเดียวก็พอ”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
เสี่ยวเป่ารับคำ ใช้เวลาไม่นานก็ทำผมให้เจ้านายเสร็จ นางมองไปกองผ้าเปียก สีหน้าเริ่มฉายความหวั่นใจ
เกาหนี่ว์เฉินเห็นอารมณ์ของสาวใช้ผ่านกระจกจึงหมุนตัวหันมาถาม
“เป็นอันใดไป”
เสี่ยวเป่าส่ายหน้า ดึงรอยยิ้มมาประดับใบหน้าเอาไว้ ทว่าเกาหนี่ว์เฉินไม่ปล่อยผ่าน
“บอกมา อย่าให้ข้าเค้นความเจ้าจนโมโห”
“เอ่อ…คือว่า…บ่าวกลัวท่านแม่ดุที่ดูแลคุณหนูไม่ดีเจ้าค่ะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนายท่าน หากทราบว่าคุณหนูทั้งสองตกน้ำพร้อมกัน คิดในแง่ดีนายท่านก็คงสงสารคุณหนู แต่คิดในแง่ร้ายอาจจะคิดว่าคุณหนูแกล้งคุณหนูใหญ่ก็ได้เจ้าค่ะ”
เกาหนี่ว์เฉินหลับตาแล้วถอนหายใจ
นั่นสินะ ข้าทำอะไรก็ผิดทุกอย่าง ไม่แน่ว่ากลับไปอาจจะโดนตำหนิเพิ่ม
“ลองตำหนิข้าดูสิ จะเถียงคอเป็นเอ็นเลย”
เกาหนี่ว์เฉินไม่แสดงความอ่อนแอให้สาวใช้เห็น หยิบชุดตัวในสีน้ำเงินมาสวมทับตามด้วยชุดตัวนอกเบาบางเป็นผ้าสีฟ้าปักลูกไม้ดูงดงามแปลกตา
“สมกับเป็นชุดของคุณหนูเจียง ลูกไม้แบบนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“น่าจะเลียนแบบชุดจากชาวโพ้นทะเลเจ้าค่ะ คุณหนูเจียงให้สาวใช้นำชุดนี้มาให้คุณหนูใส่เพราะอยากปลอบใจที่ตกน้ำเมื่อครู่กระมัง”
“สาวใช้ได้กำชับว่าต้องส่งคืนหรือไม่”
เกาหนี่ว์เฉินลืมความขุ่นเคืองใจเมื่อครู่ ลูบลูกไม้ตรงมือ ดวงตาเป็นประกายเพราะหลงใหลในศิลปะความงามที่ได้จากการปักผ้า
“ต้องใช้เวลานานเท่าไรกันกว่าจะปักได้เป็นผืนเช่นนี้ หากนางให้มาก็ดีจะได้ลองเอาไปเป็นแบบปักดู”
เสี่ยวเป่าเห็นคุณหนูไม่ซึมเช่นเมื่อครู่แล้วก็ดีใจ
“ยินดีกับคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ สาวใช้กำชับมาว่ามอบให้เป็นของขวัญเลย”
เกาหนี่ว์เฉินยังคงหลงใหลไปกับผ้าลูกไม้ จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังที่หน้าห้อง
“หนี่ว์เฉินแต่งตัวเสร็จหรือยัง”
เจ้าของนามยังไม่ตอบ หันไปมองกระจกอีกครั้งดูว่าเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือไม่
“หนี่ว์เฉิน ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
เมื่อเกาหนี่ว์อิงไม่ยอมแพ้ เกาหนี่ว์เฉินก็พยักหน้าให้เสี่ยวเป่าไปเปิดประตูให้เกาหนี่ว์อิงเข้ามา
“นี่…”
เสี่ยวเป่าชะงักเมื่อเปิดประตูออกมาแล้วเห็นว่าเกาหนี่ว์อิงก็อยู่ในชุดผ้าลูกไม้เช่นกัน
ไม่เพียงเสี่ยวเป่าเท่านั้น เสี่ยวหรานที่หลงคิดว่าคุณหนูของตนได้สวมชุดนี้เพียงผู้เดียวก็แสดงสีหน้าไม่ต่างกัน
“คุณหนูเจียงมีน้ำใจนัก มอบชุดหายากแบบนี้ให้เราทั้งสองคนเลย”
เกาหนี่ว์อิงมอบรอยยิ้มงดงามให้น้องสาว ทว่าสิ่งที่ได้นอกจากจะเป็นความมึนตึงแล้วยังเป็นการเพิกเฉย
“หนี่ว์เฉิน เจ้าโกรธข้าหรือ”
“เหตุใดข้าต้องโกรธเจ้า”
เกาหนี่ว์อิงสัมผัสความโกรธจากน้องสาวไม่ได้ก็เบาใจลงนิดหนึ่ง
“เรื่องเมื่อครู่เจ้าอย่าคิดมากเลย ตอนนั้นเหตุการณ์ ฉุกละหุก เฮ่าเทียนเกอจึงช่วยข้าแทนเจ้า”
เกาหนี่ว์เฉินสีหน้าเข้มขึ้นในทันที จากตอนแรกไม่โกรธ ตอนนี้เริ่มโกรธแล้ว
“นี่เจ้ากำลังแสดงความได้ใจใส่ข้าอยู่หรือไม่ อยากทำให้ข้าอิจฉามากเพียงนั้นเชียวหรือ”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว อย่าคิดมากเลยนะหนี่ว์เฉิน”
หึ มีแต่คนบอกให้ข้าไม่ต้องคิดมาก
“ไม่ลองเป็นข้า จะเข้าใจความรู้สึกข้าได้อย่างไร ลองเปลี่ยนเป็นเจ้าจะคิดมากหรือไม่ ลองถามใจตัวเองดูก่อนแล้วค่อยมาบอกคนอื่น”