Masukหญิงสูงวัยรวมถึงชาวบ้านคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินอย่างนั้น ได้ต่างป้องปากหัวเราะเยาะ เพราะไม่คิดจะเชื่อกับคำกล่าวของผู้หญิงตรงหน้า นั่นก็เพราะว่าก่อนหน้านี้ซ่งอวี้เหมยหาข้อดีไม่ได้เลยยังไงล่ะ
“คนอย่างหล่อนจะทำได้อย่างที่พูดเหรอ ไม่มีทางซะหรอก หล่อนมันชั่วร้ายและน่าสมเพชมาตลอด อย่างไรก็คงจะเป็นอย่างนั้นต่อไป คนอย่างหล่อนไม่มีทางที่จะกลับตัวได้หรอก”
ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยท่าทีเหยียดหยาม มือยังคงป้องปากหัวเราะด้วยความสาแก่ใจ
“ใช่ๆ ต่อให้ต้องเดินเท้าไปถึงปักกิ่ง ฉันก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าลูกสาวจากบ้านซ่งจะกลับตัวเป็นคนดีได้” อีกคนก็พูดอย่างเห็นด้วยทันที
แต่ซ่งอวี้เหมยไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะคิดอย่างไร หญิงสาวรู้ดีว่าต่อจากนี้จะทำอะไรก็เพียงพอแล้ว อันดับแรกเลยก็คือต้องเปลี่ยนตัวเองให้ทุกคนในบ้านเห็นเสียก่อน เลยคิดว่าจะกลับเข้าบ้านไปทำความสะอาดสักหน่อย เพราะตอนนี้ทุกคนในครอบครัวต่างก็ไปทำงานที่คอมมูน เพื่อเอาแต้มการทำงานมาแลกอาหารและเงิน ดังนั้นตอนนี้ทั้งบ้านจึงมีเพียงซ่งอวี้เหมยเท่านั้น ที่ไม่ไปทำงานสายการผลิตของคอมมูนในแห่งหมู่บ้านนี้
แต่ก่อนที่เธอจะหมุนตัวกลับเข้าบ้าน สายตาก็เหลือบไปปะทะกับร่างสูงกำยำ หน้าตาหล่อเหล่า ที่แต่งกายด้วยชุดทหาร สายตาของเขาที่มองมานั้นคมกริบยิ่งกว่าคมมีด
สายตาที่มองมาช่างเย็นชาเสียจริง แต่แววตากลับมีประกายของความประหลาดใจซุกซ่อนอยู่ในนั้น
‘หรือว่านี่คือหานเจี้ยนกั๋ว พระเอกของนิยายเรื่องนี้’ หญิงสาวได้แต่ถามตัวเองอยู่ในใจ
‘หึ..ต่อให้จะเป็นพระเอกและหน้าตาหล่อเหลาแค่ไหน แต่นางร้ายตัวประกอบคนนี้ ไม่ขอเดินตามเส้นเรื่องเดิมหรอกนะ ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ ฉันคนนี้ไม่ขอตามพระเอกอีกแล้ว!’
หญิงสาวได้แต่คิดในใจ สายตาของเธอมองชายหนุ่มอย่างไม่สนใจ ซึ่งผิดแปลกไปจากเดิม
“หมดเรื่องแล้วใช่ไหม ฉันจะเข้าบ้านแล้ว ส่วนเรื่องคืนไข่ไก่ คงต้องรอให้ครอบครัวกลับมาก่อนนะ”
หญิงสาวพูดกับป้าเจ้าของไข่ไก่ทิ้งท้าย จากนั้นจึงหมุนตัวกลับเข้าบ้านไปทันที โดยไม่สนใจคนพวกนี้อีก
หานเจี้ยนกั๋วยืนมองหญิงสาวเดินเข้าบ้านด้วยสายตาที่ยากจะเดาความคิดของเขาได้ ชายหนุ่มมีความแปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงของเธอ ทั้งที่ผ่านมาซ่งอวี้เหมยมักจะเกาะติดและตามตอแยเขาเสมอ แต่วันนี้กลับเดินหนีเข้าบ้านไป
‘ช่างเถอะ แบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องวุ่นวายมาก’
ชายหนุ่มคิดแค่นั้นก็เดินออกมาจากตรงนั้น แล้วกลับไปทำงานที่ค่ายทหารทันทีเหมือนกัน
ส่วนซ่งอวี้เหมยเมื่อกลับเข้าบ้านแล้วก็ลงมือทำความสะอาดบ้านทันที เธอเก็บกวาดบ้านจนเรียบร้อย ฝุ่นสักเม็ดก็ไม่มี ก่อนจะเดินไปเอาผ้าของทุกคนออกมานั่งซักให้อย่างไม่รังเกียจ เพราะเธอมองว่านี่คือของคนในครอบครัว แต่เพราะร่างนี้ไม่ค่อยได้ทำงานหนักและไม่คิดจะหยิบจับอะไรเลยสักอย่าง ทำไปสักพักก็รู้สึกเหนื่อยและปวดเนื้อปวดตัว
“ทำงานแค่นี้ก็เหนื่อยเสียแล้ว เธอมันไร้ประโยชน์อย่างที่คนเขียนนิยายเรื่องนี้วางตัวละครอย่างเธอไว้นั่นแหละ” หญิงสาวพึมพำคนเดียว แต่มือทั้งสองข้างก็กำลังสะบัดผ้าเพื่อจะตาก
ตอนนี้ราวหน้าบ้านซ่งเต็มไปด้วยผ้าที่ซักอย่างสะอาด เต็มไปหมด
“ถ้ามีน้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่มคงจะดี ผ้าจะได้สะอาดกว่านี้และหอมกว่านี้ ทุกคนใส่จะได้รู้สึกสดชื่นและสบายตัว”
หญิงสาวพูดออกมาและนึกถึงชาติก่อน เนื่องจากในยุคนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกมีมากกว่านี้ และต่อให้ตอนนี้มีเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ความเสถียรยังคงไม่มีสักเท่าไร เนื่องจากนี่คือเมืองชายแดน หมู่บ้านของเธอก็ยังติดชายแดนอีก ไฟฟ้าที่มีก็ติด ๆ ดับ ๆ ไม่เหมือนเมืองใหญ่ที่แทบจะทุกบ้านมีเครื่องใช้ไฟฟ้ากันแล้ว
ซึ่งขณะนั้นเอง ก็มีเด็กชายข้างบ้านเดินเข้ามาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะยื่นผักให้กับเธอ
หญิงสาวได้แต่มองนิ่ง ๆ แล้วพยายามนึกถึงความทรงจำที่ผ่านมาเกี่ยวกับเด็กชายตรงหน้า ทำให้รู้ว่าเขาคือเสิ่นหมิง ลูกชายคนเล็กของบ้านเสิ่น
“เธอเอามาให้ฉันทำไม” เธอถามออกไปอย่างสงสัย
“ผะ ผม เอามาให้พี่เหมือนทุกวันไงล่ะครับ พี่เคยสั่งไว้” เด็กชายตอบอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ซ่งอี้เหมยยังคงมองเด็กคนนี้อย่างไม่ละสายตา เพื่อทบทวนความทรงจำ และเมื่อจำได้เธอก็แทบอยากจะตายอีกรอบ
‘สรุปแล้วร่างนี้หาดีไม่ได้เลยใช่ไหม’ คิดแล้วก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูดกับเด็กตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ต่อไปไม่ต้องหาผักหรือของป่ามาให้ฉันอีกแล้ว เธอไปเล่นเถอะ”
“ครับ” เสิ่นหมิงตอบรับทันที ก่อนจะวิ่งกลับไป
จากนั้นหญิงสาวจึงนั่งทำงานของตัวเองต่อ โดยไม่สนใจท่าทางตื่นตระหนกของเสิ่นหมิงเลย
เมื่องานตรงหน้าเสร็จแล้ว เธอจึงเดินกลับเข้าบ้านและเดินเข้าห้องของตัวเองอีกครั้ง
“เห้อ...เสร็จเสียที ว่าไปแล้วร่างนี้ดูอ่อนแอเหมือนกัน คงไม่เคยทำงานหนัก” หญิงสาวยังคงบ่นถึงร่างนี้อย่างไม่พอใจ
ในขณะเดียวกัน สายตาก็เหลือบไปเห็นแหวนวงหนึ่งซึ่งดูเหมือนของตัวเองชาติที่แล้ว
“นั่นมันแหวนที่ติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิดไม่ใช่เหรอ”
ซ่งอวี้เหมยพูดอย่างแปลกใจและเดินไปหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสนใจ และเหมือนมีอะไรทิ่มนิ้วจนเลือดออกเล็กน้อย แต่เมื่อเลือดสัมผัสกับแหวน ก็เกิดแสงสีขาวขึ้น จนทำให้หญิงสาวแสบตาจึงหลับตาลง
และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องนอน แต่กลับเป็นนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ที่ไม่ต่างอะไรกับห้างแมคโครในยุคที่เธอเคยอยู่เลย
“นี่มันที่ไหนกัน อย่าบอกนะว่าฉันมีมิติเหมือนที่เคยอ่านในนิยาย แบบนี้ก็ดีน่ะสิ จะได้ไม่ลำบากเรื่องการกิน” หญิงสาวดีใจจนกระโดดตัวลอย ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปสำรวจมิติแห่งนี้
ข่าวลือเรื่องโจรปล้นหมู่บ้านซ่งอวี้เหมยนั้นเดินกลับไปที่ร้าน โดยไม่สนใจเลยว่า อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร เพราะเธอไม่ได้ต้องการพระเอกคนนี้อีกแล้วสามคนแม่ลูกช่วยกันเข็นรถกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ซ่งอวี้เหมยซื้อของติดมือมาเล็กน้อย เพื่อให้ชาวบ้านคนอื่นรู้ว่าเธอมีอาหารกินเพราะซื้อมาจากตลาดเหมือนกันซ่งเจ๋อหมิงยังอยากกินขนมในมิติอีก จึงได้กระซิบบอกพี่สาว “พี่ใหญ่ วันนี้ผมขอกินขนมอีกได้ไหม วันก่อนผมแบ่งให้หลานชายบ้านเสิ่นกินด้วย เขาบอกว่าอร่อยมาก”“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หญิงสาวตอบกลับและลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน เรื่องอาหารการกินเธอไม่หวงอยู่แล้ว ในเมื่อมิติมีทุกอย่าง“แม่คะ ฉันอยากขายอาหารเช้าจังเลยค่ะ พวกข้าวเหนียวกับเนื้อทอดหรือไก่ทอดอะไรพวกนั้น แต่ถ้าจะขายในหมู่บ้านคงจะโดนจ้องจับผิดหรือมีคนมาก่อกวนอีก”หญิงสาวพูดปรึกษาแม่เกี่ยวกับการค้าใหม่ และพอพูดถึงเรื่องนี้ หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เธอไม่เข้าใจว่าชาวบ้านจะมีปัญหาอะไรกับบ้านเธอนักหนา หรือว่าอิจฉาที่เห็นว่าได้ดีกว่า“ถ้าอย่างนั้นเราไปขายที่หน้าหมู่บ้านดีไหมพี่ พี่กับแม่ก็ขายแค่ช่วงเช้า หลังจากนั้นผมจะเฝ้าร้านให้เอง ช่วงบ่ายพี่กับ
เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เหรออีกด้านหนึ่งของตลาด หานเจี้ยนกั๋วที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอด ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าซ่งอวี้เหมยจะไม่โวยวาย และไม่หาเรื่องตบตีผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่กลับกัน เธอสามารถยกเหตุผลออกมาจัดการ จนทำให้อีกฝ่ายล่าถอยไปอย่างไม่เป็นท่า แถมยังได้ใจชาวบ้านอีกมากมาย“เธอเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ สินะ” เขาพูดออกมาเบา ๆส่วนซ่งอวี้เหมยไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะคิดอย่างไร ขอแค่เธอปกป้องตัวเองและครอบครัวได้ก็พอตอนนี้มีกลุ่มชาวบ้านเริ่มซุบซิบนินทาอีกแล้ว หลายคนต่างก็มองว่าบ้านซ่งเหมือนจะมีเงินจากการค้าเยอะขึ้น แต่แปลกใจว่าทำไมถึงยังมีเนื้อหมูมาทำไส้ซาลาเปาขายอีก “ฉันสงสัยว่าบ้านซ่งซื้อเนื้อหมูมาจากที่ไหน เพราะถ้าเอาแค่ที่หัวหน้าหลิวมอบให้ในวันนั้นมาทำซาลาเปาขาย มันก็น่าจะหมดนานแล้ว อย่าลืมว่าสหกรณ์ก็แทบจะไม่มีเนื้อขาย เพราะคนมีเงินล้วนสั่งไว้ทั้งนั้น หรือว่าคนบ้านซ่งไปขโมยมาจากคลังอีก” หญิงชรากลุ่มหนึ่งนั่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องนี้ไม่หยุด“ฉันว่าคงไปหาซื้อที่ตลาดมืดละมั้ง หรือไม่คงไปสั่งไว้ที่สหกรณ์หรือเปล่า อย่าลืมว่าตลาดที่นี่มีทุกห้าวัน คนบ้านนั้นน่าจะเตรียมไว้ก่อนแน่” อีกคนก็พู
ทำอะไรต้องมีหลักฐาน“นั่นสิ ในเมื่ออวี้เหมยเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเอง ด้วยการลุกขึ้นมาทำมาหากิน เธอจะมายุ่งอะไรด้วย แล้วเรื่องเมื่อวานลูกสาวของฉันก็ไม่ผิด อยู่ดี ๆ ก็มีคนไปรังแกถึงบ้าน สมควรแล้วที่จะต้องชดเชยให้เธอ ทำไมเราจะเอาของที่ได้มา มาทำซาลาเปาขายเพื่อต่อยอดไม่ได้ล่ะ อีกอย่างเนื้อที่ได้มา หากเก็บไว้นานมันก็จะเน่าเสียได้”หวังซิ่วจินแม้จะไม่ค่อยอยากมีปากเสียงกับชาวบ้าน แต่หากเพื่อลูกและครอบครัวแล้วล่ะก็ เธอพร้อมจะสู้ตายเหมือนกัน จึงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ไว้หน้าพอถูกสวนกลับด้วยเหตุผล หญิงคนนี้ก็เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างฉุนเฉียว ส่วนคนอื่นบางคนก็เห็นด้วยกับสองแม่ลูกบ้านซ่ง แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วย และมองว่าซ่งอวี้เหมยทำเกินไป ที่เรียกร้องเงินและอาหารมากขนาดนั้น“แม่คะ เหลือแค่ไม่กี่ลูกเอง เรากลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวฉันจะเอาซาลาเปาไปฝากเสิ่นหมิงด้วย แล้วอีกห้าวันเราค่อยมาขายที่นี่กันใหม่” ซ่งอวี้เหมยไม่อยากเสียอารมณ์ไปมากกว่านี้ เลยชวนแม่เก็บของกลับบ้าน และเธอตั้งใจจะเอาซาลาเปาไปฝากเด็กที่ร่างเดิมเคยรังแกด้วย อย่างน้อยก็เป็นการไถ่โทษทางหนึ่ง“เอาอย่างนั้นก็ได้”
ขายวันแรกก็มีคนมาหาเรื่องเสียแล้วเช้าวันต่อมา...คนบ้านซ่งตื่นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เนื่องจากมาเตรียมของที่จะเอาขาย ซาลาเปาที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวานถูกเอาออกมาจากมิติ แล้วจะนำไปนึ่งอีกครั้งแม้ว่าบ้านซ่งจะยากจน แต่ดีที่ยังมีรถเข็นคันหนึ่งแถมยังมีซึ้งนึ่งอันใหญ่อยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาในการขายซาลาเปาครั้งนี้ซ่งอวี้เหมยเตรียมทุกอย่างกับแม่ของเธอ จากนั้นจึงทำกับข้าวไว้ให้พ่อกับน้องชาย เนื่องจากว่าตลาดเริ่มมีตั้งแต่เช้านั่นเองเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอและแม่จึงช่วยกันเข็นรถมาที่ตลาด ก่อนจะเปิดร้านเหมือนคนอื่นแต่กลายเป็นว่าร้านของเธอแทบไม่มีใครเข้ามาซื้อเลย ทั้งที่ซาลาเปาไส้หมูส่งกลิ่นหอมไปทั่วตลาด“กล้ามาขายเนอะ ใครจะซื้อของพวกเธอกัน”หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาพูดอย่างไม่พอใจ แม้จะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อได้กลิ่นซาลาเปาไส้หมูจากร้านของซ่งอวี้เหมย“ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาก่อกวน ฉันขายได้หรือขายไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ อวี้เหมยค้าขายอย่างสุจริตแล้ว คนปรับปรุงตัวแทนที่จะสนับสนุน แต่นี่อะไร กลับมาหาเรื่องหน้าตาเฉย”หวังซิ่วจินพูดสวนกลับไปทันที เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกสาวขอ
นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นย้อนกลับมาทางด้านบ้านหลิว เมื่อหลิวฉางเหอกลับมาถึงบ้านก็แสดงสีหน้ามาพอใจออกมา ที่เขาต้องเสียเงินสิบหยวนและเนื้อหมูรวมถึงข้าวสารให้กับซ่งอวี้เหมย“ฉันพลาดท่านังผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นได้ยังไงนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะไม่ได้โง่อย่างที่ใครหลายคนเห็น” หลิวฉางเหอพูดออกมาอย่างไม่พอใจ“ถึงแม้ว่านังนั่นจะร้ายกาจและทำเรื่องน่าอับอายไปทั่ว ถึงอย่างไรฉันมองว่ามันโง่เง่าไม่มีสมอง แต่ไม่คิดว่าวันนี้มันจะทำให้พี่ต้องเสียเงินสิบหยวน ถึงแม้ว่าอาหารและข้าวสารพวกนั้นจะเบิกจากคลังได้ก็เถอะ แต่เงินตั้งสิบหยวนเชียวนะ ทำไมพี่ไม่ไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงานล่ะ”เจียงฮุ่ยอวิ๋นเองก็มีท่าทีไม่ต่างจากสามี ถึงแม้ว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ บ้านหลิวจะร่ำรวยที่สุด แต่เงินสิบหยวนก็ไม่ควรจะเสียโดยเปล่าประโยชน์แบบนี้ จึงบอกให้สามีไปเรียกเงินจากชาวบ้านที่มารายงาน“เรื่องนั้นฉันต้องทำอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เธอรู้ดีนี่ว่าฉันอยู่ในสายตาชาวบ้านแบบนี้ ต้องทำตัวให้คนเชื่อถือ เงินแค่สิบหยวนก็อย่าพูดมากเลย รอดูว่านังเด็กบ้านซ่งมันจะพลาดท่าอีกครั้งเมื่อไร ฉันจะเอาคืนแน่ ฉันไม่เชื่อหรอกคนเราจะเปลี่ยนไปได้ในเวลาแค่
การค้าครั้งแรกของบ้านซ่งเมื่อจัดร้านเสร็จทั้งสี่คนก็ช่วยกันเรียกลูกค้า เนื่องจากว่าพวกเขาไม่เห็นมีร้านขายเนื้อแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีคนซื้อ แต่กลับตรงกันข้าม ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเลยมาต่อแถวเพื่อซื้อเนื้อ และไม่ว่าจะเอาออกมาเท่าไร ก็ขายหมดเกลี้ยง“พ่อคะ นอกจากเนื้อหมูแล้ว เรายังเอาอะไรออกมาขายได้อีก พวกขนมปังขายได้ไหม” ซ่งอวี้เหมยถามอย่างไม่แน่ใจ“ได้สิ ดีเหมือนกัน เนื้อหมูพอแค่นี้ก่อน เอาอย่างอื่นออกมาขายดีกว่า ไม่อย่างนั้นเกิดใครสงสัยว่าเอาเนื้อหมูอย่างดีมาจากไหน เราจะเดือดร้อนเอา” ซ่งไห่ถังเห็นด้วยกับความคิดลูกสาว เขาไม่อยากให้เป็นที่จับตามองของกลุ่มคนในตลาดมืดสักเท่าไร จึงคิดว่าควรจะเอาอย่างอื่นมาขายด้วยดังนั้นซ่งอวี้เหมยจึงเอาขนมปังไส้ต่าง ๆ ออกมาขาย ตอนแรกแทบไม่มีใครซื้อ เพราะถือว่าเป็นของกินแปลกใหม่ ที่ไม่ค่อยมีใครขายแต่พอหญิงสาวเอาออกมาตัดเป็นชิ้น ๆ วางในถาด แล้วให้ทุกคนลองชิมทุกรสชาติ คราวนี้ล่ะแทบจะขายไม่ทัน เพราะทั้งอร่อยและราคาไม่แพง เวลาผ่านไปไม่นานทุกอย่างที่เอาออกมาหมดเกลี้ยง“ขนมปังหมดแล้วเหรอ” ลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยถาม เธอได้ยินคนอื่นพูดกันว่าร้านนี้ขายขนมปังอ







