LOGINในเวลาเดียวกันนั้น ณ เรือนเหมยกุ้ย สาวใช้คนสนิทของโจวเยี่ยนเหมยกำลังคุกเข่ารายงานเรื่องที่เกิดขึ้น
“อี๋เหนียง คุณหนูใหญ่คุกเข่ายกน้ำชาขอขมาต่อหน้าคนตระกูลเถาเจ้าค่ะ”
โจวเยี่ยนเหมยที่เอนกายอยู่บนตั่งพลันลุกขึ้นนั่ง
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“นางกล่าวว่าเมื่อก่อนหลงเชื่อถ้อยคำยุยงของผู้ไม่หวังดี จึงเข้าใจญาติฝ่ายมารดาผิดไป”
สาวใช้กล่าวด้วยเสียงสั่น
“ตอนนี้นายท่านเถากับฮูหยินเถาให้อภัยนางแล้วเจ้าค่ะ”
ใบหน้าของโจวเยี่ยนเหมยบิดเบี้ยวในทันที นางอุตส่าห์ใช้เวลาหลายปี ค่อย ๆ ทำให้ซ่งอวี้หรูห่างเหินจากตระกูลเถา เหตุผลก็เพราะตระกูลเถาร่ำรวยและมีเส้นสายการค้ากว้างขวาง
หากซ่งอวี้หรูได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา ต่อให้ออกจากจวนอัครเสนาบดีไปแล้วก็ยังมีทรัพย์สินและคนหนุนหลังมากมาย โจวเยี่ยนเหมยจึงพยายามทำให้หลานสาวกับญาติฝ่ายมารดาแตกหักกัน
แต่บัดนี้ ทุกสิ่งที่นางวางแผนมาหลายปีกลับถูกคำขอโทษไม่กี่ประโยคของซ่งอวี้หรูทำลายจนหมด
“นางกล้าดีอย่างไร!”
โจวเยี่ยนเหมยคว้าถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาแล้วขว้างลงพื้น
เพล้ง! เศษกระเบื้องแตกกระจายไปทั่ว
“นางกำลังบอกทุกคนว่าข้าเป็นผู้ยุแยงนาง”
ลมหายใจของโจวเยี่ยนเหมยถี่กระชั้น ความโกรธพุ่งขึ้นจนหน้าอกเจ็บแปลบ นางยกมือกุมอก ก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง
“อี๋เหนียง!”
สาวใช้รีบพุ่งเข้าไปประคองด้วยความตกใจ โจวเยี่ยนเหมยปัดมืออีกฝ่ายออก
“ข้ายังไม่ตาย!”
นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดตรงมุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต
“ซ่งอวี้หรู... เจ้าคิดว่ามีตระกูลเถาคอยหนุนหลังแล้ว ข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ”
นางยังไม่ทันคิดแผนตอบโต้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากนอกห้อง สาวใช้อีกคนวิ่งเข้ามารายงานด้วยใบหน้าซีดเผือด
“อี๋เหนียง แย่แล้วเจ้าค่ะ”
โจวเยี่ยนเหมยตวัดสายตาไปมอง
“เกิดอะไรขึ้นอีก”
“การตรวจนับสินสอดตรวจพบว่า ของในรายการหายไปหนึ่งชิ้นเจ้าค่ะ”
สีหน้าของโจวเยี่ยนเหมยเปลี่ยนไปทันที
“ของสิ่งใด”
สาวใช้กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“ปิ่นหงส์ทองคำประดับทับทิมที่ฮูหยินผู้เฒ่ากู้มอบให้คุณหนูใหญ่เป็นของรับขวัญเจ้าค่ะ”
นิ้วมือของโจวเยี่ยนเหมยเย็นเฉียบ
“หายไปได้อย่างไร”
“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ ตอนยกหีบเข้ามามีคนเห็นว่าของยังอยู่ แต่หลังจากตรวจนับรอบสุดท้ายกลับไม่พบแล้ว”
สาวใช้ลดเสียงลง
“ตอนนี้คุณหนูใหญ่สั่งปิดประตูจวน ห้ามผู้ใดเข้าออก และให้เรียกคนที่เกี่ยวข้องกับการขนสินสอดทั้งหมดไปสอบถามแล้วเจ้าค่ะ”
โจวเยี่ยนเหมยเม้มริมฝีปากแน่น
“แล้วเหวินเอ๋อร์อยู่ที่ใด”
สาวใช้ไม่กล้าตอบในทันที
“พูด!”
“คุณชายใหญ่อยู่ที่เรือนของตนเองเจ้าค่ะ แต่ได้ยินว่าคนของคุณหนูใหญ่กำลังไปเชิญเขามาที่ลานด้านหน้าแล้ว”
โจวเยี่ยนเหมยลุกพรวดขึ้นแต่เพราะร่างกายอ่อนแรง นางจึงเซจนเกือบล้ม
“นางกล้าแตะต้องบุตรชายของข้าเชียวหรือ”
โจวเยี่ยนเหมยต้องการออกจากเรือน แต่สาวใช้รีบขวางไว้
“อี๋เหนียง นายท่านสั่งกักบริเวณท่าน หากออกไปในเวลานี้เกรงว่าจะยิ่งทำให้นายท่านโกรธนะเจ้าคะ”
โจวเยี่ยนเหมยหยุดฝีเท้า มือที่อยู่ภายในแขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
นางทำได้เพียงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ส่งคนไปดูให้ดี หากซ่งอวี้หรูกล้าทำร้ายเหวินเอ๋อร์แม้แต่ปลายผม รีบกลับมารายงานข้าทันที”
ภายในลานด้านหน้าของจวนอัครเสนาบดี หีบสินสอดทุกใบถูกเปิดออกเพื่อตรวจนับอีกครั้ง
พ่อบ้านหลัวถือรายการสินสอดอยู่ในมือ สีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
“เรียนคุณหนูใหญ่ ของชิ้นอื่นอยู่ครบทั้งหมด ขาดเพียงปิ่นหงส์ทองคำประดับทับทิมหนึ่งชิ้นขอรับ”
ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงกลางลาน ด้านข้างมีซ่งเหวินหยวน เถาจิ่งซาน และคนจากตระกูลเถานั่งเป็นพยาน
แม่สื่อจากจวนตระกูลกู้เองก็ยังอยู่ที่จวนอัครเสนาบดี เพราะต้องรอให้ตรวจนับสินสอดเสร็จสิ้นเสียก่อน
เมื่อของล้ำค่าหายไปต่อหน้าคนนอก เรื่องนี้จึงไม่อาจจัดการอย่างลวก ๆ ได้
ซ่งอวี้หรูรับรายการมาดู ปิ่นหงส์ชิ้นนี้ทำจากทองคำบริสุทธิ์ รูปหงส์กางปีก ประดับทับทิมสีเลือดนกเก้าเม็ด และมีมุกเม็ดเล็กห้อยอยู่ด้านล่าง
มูลค่าสูงเพียงใดไม่สำคัญเท่ากับมันเป็นของที่ฮูหยินผู้เฒ่ากู้มอบให้นางโดยเฉพาะ
หากหายไปก่อนวันแต่งงาน ย่อมถือเป็นการไม่ให้เกียรติตระกูลกู้
“มีผู้ใดแตะต้องหีบใบนั้นบ้าง”
ซ่งอวี้หรูถาม
พ่อบ้านหลัวรีบตอบ
“ตอนขนเข้าจวนมีบ่าวจากตระกูลกู้สี่คนกับบ่าวของจวนเราหกคนช่วยกันยกขอรับ หลังจากนั้นผู้ดูแลคลังกับสาวใช้อีกสองคนเป็นผู้ตรวจนับ”
“ระหว่างทางมีผู้ใดเข้าใกล้บ้าง”
ผู้ดูแลคลังคุกเข่าลง
“เรียนคุณหนูใหญ่ ตอนขนผ่านสวนด้านตะวันตก คุณชายใหญ่เคยเข้ามาดูชั่วครู่ขอรับ”
ซ่งอวี้หรูเลิกคิ้ว
“ซ่งอวี้เหวินหรือ”
“ขอรับ”
ซ่งเหวินหยวนขมวดคิ้ว
“เขาไปทำอะไรที่นั่น”
“คุณชายใหญ่กล่าวว่าอยากเห็นสินสอดของพี่สาว และถามว่าหีบใดบรรจุเครื่องประดับขอรับ”
ผู้ดูแลคลังตอบอย่างระมัดระวัง
“หลังจากนั้นเขาก็กลับเรือนไป”
ไม่นานนัก ซ่งอวี้เหวินก็ถูกพามาถึงลาน เด็กชายมีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านพ่อ พี่หญิง เหตุใดจึงเรียกข้ามา”
ซ่งอวี้หรูไม่ได้ตอบ แต่เพียงมองเขาอย่างสงบ
“วันนี้เจ้าเข้าใกล้หีบสินสอดหรือ”
ซ่งอวี้เหวินชะงักไปเล็กน้อย
“ข้าเพียงเข้าไปดูเท่านั้น”
“ดูหีบใด”
“ข้าจำไม่ได้”
“เจ้าได้เปิดหีบหรือไม่”
“ไม่ได้เปิด!”
ซ่งอวี้เหวินรีบตอบเสียงดัง
“ข้าเพียงถามว่าหีบใดมีเครื่องประดับ แล้วก็จากไป”
ซ่งอวี้หรูพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ดี”
นางหันไปสั่งชิงอวี่
“ค้นเรือนของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการขนสินสอด รวมถึงเรือนของคุณชายใหญ่ด้วย”
สีหน้าของซ่งอวี้เหวินเปลี่ยนไปทันที
“เหตุใดต้องค้นเรือนของข้าด้วย”
“เพราะเจ้าปรากฏตัวใกล้หีบที่มีของหาย”
“พี่หญิง! ข้าเป็นน้องชายของท่านนะ”
เขาเอ่ยด้วยความโกรธ
“พี่หญิงกำลังสงสัยว่าข้าขโมยของหรือ”
“หากไม่ใช่เจ้า การค้นเรือนย่อมช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์”
ซ่งอวี้หรูตอบอย่างราบเรียบ
“แต่หากเจ้าพยายามขัดขวาง ก็ยิ่งน่าสงสัย”
ซ่งอวี้เหวินกำมือแน่น
เขาหันไปมองซ่งเหวินหยวน
“ท่านพ่อ ข้าไม่เคยขโมยสิ่งของของผู้ใด”
ซ่งเหวินหยวนมีสีหน้าเคร่งขรึม
“ในเมื่อไม่เคยทำ ก็ไม่ต้องหวาดกลัว”
จากนั้นเขาจึงหันไปสั่งพ่อบ้าน
“ไปค้น”
ซ่งอวี้เหวินหน้าซีดลงทันที ท่าทางผิดปกติของเขาไม่อาจรอดพ้นสายตาของซ่งอวี้หรูนางหรี่ตาลงเล็กน้อย
‘ดูเหมือนจะมีบางอย่างจริง ๆ’
ใช้เวลาไม่นาน คนที่ถูกส่งไปค้นเรือนของซ่งอวี้เหวินก็กลับมา พ่อบ้านหลัวถือกล่องไม้ใบเล็กมาด้วย
“เรียนนายท่าน พบของสิ่งนี้อยู่ใต้เตียงของคุณชายใหญ่ขอรับ”
เมื่อเปิดกล่องออก ภายในกลับไม่ใช่ปิ่นหงส์ที่หายไปแต่เป็นกำไลหยกขาวหนึ่งคู่ เครื่องประดับทองคำสองชิ้น และตั๋วเงินจำนวนหนึ่ง
ซ่งอวี้หรูจำของเหล่านั้นได้ทันที ทั้งหมดเป็นสินเดิมของมารดานาง ตามบัญชีที่ตรวจพบก่อนหน้านี้ ของเหล่านี้ควรถูกเก็บอยู่ในคลังส่วนตัวของนาง แต่กลับหายไปหลายปีแล้ว
บรรยากาศทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบ ใบหน้าของซ่งเหวินหยวนมืดครึ้มจนน่ากลัว
“ของเหล่านี้มาอยู่ในเรือนเจ้าได้อย่างไร”
ซ่งอวี้เหวินมองกล่องตรงหน้า ร่างกายสั่นเล็กน้อย
“ข้า... ข้าไม่รู้”
“ไม่รู้หรือ”
ซ่งเหวินหยวนตวาด
“ของถูกซ่อนไว้ใต้เตียงของเจ้า แต่เจ้ากลับบอกว่าไม่รู้”
ซ่งอวี้เหวินตกใจจนรีบคุกเข่าลง
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ขโมย!”
“อี๋เหนียงเป็นผู้มอบให้ข้าเองขอรับ”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง
ซ่งอวี้หรูถาม
“มารดาของเจ้ามอบให้เมื่อใด”
“บางชิ้นมอบให้เมื่อปีที่แล้ว บางชิ้นมอบให้ตอนวันเกิดของข้า”
เด็กชายเริ่มลนลาน
“อี๋เหนียงบอกว่าเป็นของจากคลังกลาง เป็นสิ่งที่ท่านพ่ออนุญาตให้นางนำมาให้ข้า”
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าของเหล่านี้เป็นสินเดิมของมารดาข้า”
ซ่งอวี้เหวินเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ตอบ ความเงียบของเขาเท่ากับยอมรับโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ซ่งอวี้หรูมองเขาอย่างเย็นชา
“เจ้ารู้สินะ”
“ข้า...”
“เจ้ารู้ แต่ก็ยังรับเอาไว้”
น้ำเสียงของนางยังคงสงบ แต่ยิ่งสงบกลับยิ่งทำให้ซ่งอวี้เหวินหวาดกลัว
“อี๋เหนียงบอกว่าสิ่งของของพี่หญิงมีมากมาย”
เด็กชายรีบแก้ตัว
“นางบอกว่าต่อให้แบ่งให้ข้าสักเล็กน้อย พี่หญิงก็คงไม่ถือสา ที่ผ่านมาไม่ว่าข้าขอสิ่งใด พี่หญิงก็ยกให้ข้าเสมอ ข้าจึงคิดว่า... หากข้าเอ่ยปากขอ ท่านก็คงยอมมอบให้ข้าอยู่ดี”
ซ่งอวี้หรูหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ในเมื่อคิดว่าข้ายินดีมอบให้ เหตุใดไม่มาขอกับข้าตรง ๆ”
ซ่งอวี้เหวินพูดไม่ออก
“เพราะเจ้ารู้ว่าของเหล่านี้ถูกมารดาของเจ้ายักยอกมา เจ้ารู้ว่านางทำผิด จึงช่วยนางปิดบังข้า"
ซ่งอวี้เหวินก้มหน้าลง เขาไม่มีคำพูดใดโต้แย้ง และไม่มีถ้อยคำใดจะแก้ตัวได้อีก
หลายสิบปีผ่านไป คนรุ่นเก่าค่อย ๆ วางมือ กู้เจิ้งหยวนกับเผยซูเจินใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ท่ามกลางลูกหลานเต็มจวนซ่งเหวินหยวนเองก็วางมือจากราชสำนัก ใช้ชีวิตกับเถารั่วหรานและบุตรชายคนเล็กอย่างสุขสบายซ่งอวี้เฉิงเติบโตขึ้นอย่างดี สมกับที่ซ่งอวี้หรูเคยเททรัพย์สินรับขวัญเขาตั้งแต่เกิดทุกครั้งที่พบหน้าพี่สาว เขายังคงเรียกนางด้วยความเคารพ แต่สิ่งแรกที่ทำคือเปิดหีบของขวัญให้ดูว่าเอาอะไรมาให้พี่สาวบ้าง จนซ่งเหวินหยวนเคยบ่น“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี เหตุใดเมื่อมีของดีๆ เจ้าจึงขนไปให้พี่สาวของเจ้าจนหมด”ซ่งอวี้เฉิงตอบหน้าตาย“พี่หญิงให้ทรัพย์สินลูกตั้งแต่ลูกยังลืมตาไม่ขึ้น ยามนี้ลูกจึงต้องตอบแทนพี่หญิงให้มากหน่อยขอรับ”ซ่งเหวินหยวน “...”สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็ยังเป็นปลาเค็มซ่งอวี้หรูเหมือนเดิม…เมื่อถึงวันที่กู้ชิงอวิ๋นเห็นว่าบุตรชายคนโตมีความสามารถเพียงพอจะรับภาระของตระกูลได้แล้ว เขาก็เรียกบุตรชายคนโตเข้ามาในห้องหนังสือตราแม่ทัพที่อยู่กับเขามานานหลายสิบปีถูกวางลงบนโต๊ะ“รับตราแม่ทัพไปเถิด”บุตรชายคนโตชะงัก“ท่านพ่อ”“ถึงเวลาของเจ้าแล้ว”“แล้วท่านพ่อเล่า ท่านพ่อยังไม่ทันจะแก่ชราเลย
กู้ชิงอวิ๋นจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หรูแล้วก็ยิ้มออกมาความจริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากบุตรชายคนแรกของเขาและนางถือกำเนิดนับตั้งแต่วันนั้น... คนตระกูลกู้ไม่ได้ยินเสียงความคิดของซ่งอวี้หรูอีกเลยตอนแรกทุกคนต่างประหลาดใจเผยซูเจินเคยลองนั่งอยู่ใกล้นางทั้งวัน ฟางฮุ่ยเหมยเคยจงใจพูดเรื่องกู้ชิงเหิงในอดีตเพื่อดูว่านางจะคิดอะไร แม้แต่กู้ชิงอิงยังเคยแกล้งพูดถึงบุรุษรูปงามตรงหน้านางแต่ไม่ว่าอย่างไร... เสียงความคิดในใจที่เคยดังอยู่ในหัวทุกคนกลับหายไปอย่างสมบูรณ์ช่วงแรกคนในจวนรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง โดยเฉพาะกู้ชิงอวิ๋น เขาเคยชินกับการได้ยินทุกอย่างที่นางไม่ยอมพูดออกมารู้ว่านางอยากกินอะไรรู้ว่านางโกรธผู้ใดรู้ว่านางกังวลเรื่องไหนรู้แม้กระทั่งตอนที่นางแอบชมเขาอยู่ในใจเมื่อเสียงเหล่านั้นหายไป...เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไปจริง ๆแต่ไม่นานเขาก็พบว่า... มันไม่ได้แย่เลย เพราะซ่งอวี้หรูในวันนี้ไม่ใช่สตรีที่เก็บทุกสิ่งไว้ในใจเหมือนเมื่อก่อนอยากกินอะไร นางก็พูดออกมาไม่พอใจสิ่งใด นางก็บอกเขายามหึงหวง นางก็แสดงออกอย่างเต็มที่ยามคิดถึงเขา นางก็เขียนจดหมายส่งไปถึงค่ายทหาร บางฉ
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา จากหญิงสาวที่เคยนอนเอกเขนกอยู่บนตั่งทั้งวัน ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับไม่มีเรื่องใดในโลกให้ต้องกังวล ซ่งอวี้หรูกลับต้องมานอนเหงื่อท่วมกายอยู่บนเตียงคลอด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“โอ๊ย!”“กู้ชิงอวิ๋น!”เสียงตะโกนดังออกมาจากห้องด้านใน คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งพร้อมกันกู้ชิงอวิ๋นยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู มือทั้งสองข้างกำแน่น ใบหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“คุณชายรอง ท่านอย่าเดินไปเดินมาเลยเจ้าค่ะ”ฟางฮุ่ยเหมยเอ่ยอย่างจนใจ“เจ้าก็ทำให้แม่เวียนหัวไปด้วยแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขายังคงเดินไปมาอยู่หน้าห้อง เสียงร้องของซ่งอวี้หรูดังขึ้นอีกครั้ง“กู้ชิงอวิ๋น! เจ้าคนสารเลว!”“ข้าจะไม่คลอดแล้ว”“ข้าไม่เอาแล้ว”กู้ชิงอวิ๋นเม้มริมฝีปากแน่น หากเป็นเมื่อก่อน เขายังอาจได้ยินเสียงความคิดของนางแทรกอยู่ท่ามกลางคำด่าเหล่านั้นแต่นับตั้งแต่เริ่มเจ็บท้องคลอด... เขากลับไม่ได้ยินอะไรเลยไม่มีเสียงบ่นไม่มีเสียงแอบด่าไม่มีความคิดฟุ้งซ่านมีเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงต่อว่าเขาเพื่อระบายความทรมานออกมาเท่านั้นยิ่งไม่ได้ยิน..
หลังจากนั้นหลายวัน ชีวิตของซ่งอวี้หรูก็กลับเข้าสู่ความสงบเช่นเดิมนางยังคงตื่นสายกินเก่งง่วงก็นอนบางครั้งก็เดินไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าบางวันไปนั่งเล่นกับฟางฮุ่ยเหมย หากว่างมากก็ออกจากจวนไปตรวจสอบร้านค้าในมือของตนเองจนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง... ชิงอวี่ยกสำรับอาหารเข้ามา“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ วันนี้ในครัวทำโจ๊กปลา...”ยังพูดไม่ทันจบ ซ่งอวี้หรูก็ยกมือขึ้นปิดจมูก“เอาออกไป”ชิงอวี่ชะงัก“เจ้าคะ”“กลิ่นโจ๊กปลาคาวมากเลย”“แต่ปกติฮูหยินน้อยชอบโจ๊กปลามากนะเจ้าคะ”“วันนี้ไม่อยากกิน”ซ่งอวี้หรูตอบพลางขมวดคิ้ว นางยังไม่ได้คิดอะไร แต่ชิงอวี่กลับมองนางอย่างแปลก ๆ“ฮูหยินน้อย...”“อะไร”“ประจำเดือนของท่านเดือนนี้...”ซ่งอวี้หรูชะงัก ทั้งห้องพลันเงียบ นางเริ่มนับวันอยู่ในใจ จากนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป‘เดี๋ยวนะ... เหมือนจะเลยมาหลายวันแล้วจริง ๆ’ชิงอวี่เบิกตากว้าง“บ่าวจะไปเชิญหมอ!”“เดี๋ยวก่อน”แต่นางยังห้ามไม่ทัน ชิงอวี่ก็วิ่งออกจากห้องไปแล้ว ข่าวแพร่เร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่งไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฟางฮุ่ยเหมยก็รีบมาถึง ตามมาด้วยเผยซูเจิน แม้แต่หลินจิ้งยังตามเข้ามาด้วย ซ่งอวี้หรูนั่งอยู่บนเตียง มองคนเต็
คำพูดของซ่งอวี้หรงทำให้ซ่งเหวินหยวนลุกขึ้นทันที“อะไรนะ!”ซ่งอวี้หรงหันไปมองบ่าวบนพื้น“เจ้าพกยาพิษเข้ามาในจวนอัครเสนาบดีเพื่ออะไร”“ตั้งใจจะวางยาผู้ใด”บ่าวคนนั้นกัดฟัน“ข้าไม่รู้!”“ไม่รู้หรือ”ซ่งอวี้หรงยิ้มเย็น“เช่นนั้นส่งไปกรมอาญาเถิด ที่นั่นมีวิธีทำให้คนไม่รู้กลายเป็นคนรู้ได้มากมาย”บ่าวชายหน้าซีดทันที“อย่า! ข้าพูดแล้ว”เขาหันไปมองเสิ่นอวี้เหวินด้วยความหวาดกลัว“เป็นคุณชายเสิ่น! เขาเป็นคนสั่งให้ข้าทำ”เสิ่นอวี้เหวินเบิกตากว้าง“เจ้าใส่ร้ายข้า!”บ่าวคนนั้นรีบตะโกน“คุณชายเสิ่นสั่งให้ข้าหาโอกาสวางยาฮูหยินซ่งและคุณชายน้อย เขาบอกว่าหากคุณชายน้อยตาย ท่านอัครเสนาบดีก็จะไม่มีบุตรชายสายตรง”“ส่วนหากฮูหยินซ่งตายไปด้วย... เขาก็จะสามารถกลับมาอยู่ข้างกายนายท่านได้อีกครั้ง”ทั้งห้องเงียบกริบ ซ่งเหวินหยวนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะโกรธจนแทบควบคุมตนเองไม่อยู่ เขาจ้องเสิ่นอวี้เหวินราวกับไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน“เจ้า... คิดจะฆ่าฮูหยินของข้า และลูกของข้า”เสิ่นอวี้เหวินรีบส่ายหน้า“ไม่ใช่!”“ท่านพ่อ ท่านอย่าเชื่อเขา”“ข้าไม่ได้...”“หุบปาก!”เสียงตวาดดังสนั่น ทารกในอ้อมแขนแม่นมสะดุ
ข่าวของเซี่ยหว่านชิงถูกส่งกลับมาถึงเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูหนาว ตอนแรกซ่งอวี้หรูไม่ได้สนใจนัก นับตั้งแต่ตระกูลเซี่ยถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวง ชีวิตของนางก็กลับเข้าสู่ความสงบอย่างที่ใฝ่ฝันมานานตื่นสาย กินขนม เบื่อก็เดินเล่นในสวน บางวันไม่อยากออกจากเรือนก็เอนตัวนอนบนตั่งทั้งวันกู้ชิงอวิ๋นกลับจากค่ายทหารเมื่อใดก็จะมีของกินหรือของเล่นแปลก ๆ ติดมือกลับมาให้นางเสมอ ซ่งอวี้หรูจึงใช้ชีวิตเป็น “ปลาเค็ม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิจนกระทั่งวันหนึ่ง ชิงอวี่นำข่าวจากชายแดนเข้ามารายงาน“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ มีข่าวเรื่องคุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ”ซ่งอวี้หรูซึ่งกำลังนอนกอดหมอนอยู่บนตั่งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เซี่ยหว่านชิงหรือ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”ชิงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ“เสียชีวิตระหว่างทางไปชายแดนแล้วเจ้าค่ะ”มือที่กำลังหยิบขนมของซ่งอวี้หรูหยุดลง“ตายแล้วหรือ”“เจ้าค่ะ”ชิงอวี่ลดเสียงลง“หลังจากถูกเนรเทศ การเดินทางลำบากมาก อาหารที่แจกให้นักโทษก็มีไม่มาก คุณหนูเซี่ยไม่เคยลำบากมาก่อนจึงทนไม่ไหว”“ได้ยินว่า...ช่วงหลังนางพยายามใช้สิ่งที่ตนเองมีแลกเปลี่ยนกับอาหารและความสะดวกจากผู้คุมบางคน”ซ่งอวี้หรูเงี







