บทที่ 10
คำบอกลาและความจริงในหน้ากระดาษ
“ไม่ต้องกังวลไป แม่สอบถามหัวหน้าหมู่บ้านแล้วเรื่องร่างของรุ่ยหลิน เขาบอกว่าถ้าคดีเสร็จเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว สหายตำรวจจะติดต่อมาที่พวกเราอีกครั้ง เพื่อให้นำร่างของรุ่ยหลินมาทำพิธีต่อไป เมื่อถึงเวลานั้นแม่จะไปเป็นเพื่อนลูกเอง”
ฉู่เถิงเยว่ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้า เธอรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ได้แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านกง สมาชิกบ้านกงแต่ละคนต่างขยันขันแข็งและไม่มีใครอิจฉาริษยากันเหมือนกับบ้านอื่น รวมไปถึงพ่อแม่สามีของเธอก็ยังใจกว้าง ถึงกับส่งลูกหลานให้ร่ำเรียนโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือลำเอียงรักใครมากกว่ากัน ทั้งเด็กหญิงและเด็กชายต่างก็ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม
ซึ่งแตกต่างจากบ้านอื่นที่มักจะให้ความสำคัญกับลูกชายและหลานชายมากกว่า โดยบังคับให้ลูกสาวหรือหลานสาวทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพื่อหาเงินมาส่งเสียให้เด็กผู้ชายได้เรียนหนังสือ
“ขอบคุณค่ะแม่ ฉันไม่แน่ใจว่าพ่อแม่ของรุ่ยหลินยังใช้หมายเลขโทรศัพท์เดิมอยู่หรือเปล่า ถ้าโชคดีที่พวกเขายังใช้หมายเลขเดิมอยู่ ฉันคงจะได้แจ้งข่าวคราวของรุ่ยหลินให้กับพวกเขาทราบ แต่ถ้าไม่ใช่... เห็นทีพรุ่งนี้คงต้องไปสอบถามจากเซี่ยเหว่ยกวงดูอีกครั้ง”
เจียงซือหรันพยักหน้ารับรู้ หลังจากที่เธอได้ฟังสิ่งที่หลานสะใภ้พูด “ถ้าอย่างนั้นให้เหมี่ยวอี๋ไปเป็นเพื่อนหลานก็แล้วกัน ช่วงนี้เสี่ยวจือคงจะวุ่นวายอยู่กับคดี เขาอาจจะไม่ว่างไปเป็นเพื่อน”
“ได้ค่ะแม่ ฉันจะไปเป็นเพื่อนเสี่ยวเยว่เอง”
โจวเหมี่ยวอี๋รับคำของแม่สามี ก่อนที่เธอจะหันกลับมาส่งยิ้มให้กับฉู่เถิงเยว่อีกครั้ง “พวกเรากลับบ้านกันเถอะ ตอนนี้ยังพอมีเวลาโทรศัพท์ไปหาพ่อแม่ของรุ่ยหลิน"
นับว่าโชคดีที่บ้านกงติดตั้งโทรศัพท์เอาไว้ ทำให้เวลาที่ครอบครัวของเธอต้องการติดต่อกับใครก็สะดวกสบายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้บ้านกงยังมีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้น จากการเก็บค่าบริการจากชาวบ้านที่ต้องการจะใช้โทรศัพท์อีกด้วย หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็พากันเดินกลับไปที่บ้านกงทันที
การกระทำของบ้านกงและฉู่เถิงเยว่ ทำให้วิญญาณของเหรินรุ่ยหลินที่ยังคงวนเวียนอยู่แถวนั้นถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน ในตอนแรกเหรินรุ่ยหลินคิดว่าจะไม่มีหนทางแจ้งข่าวการตายของตัวเองให้ครอบครัวได้รับรู้ เพราะนอกจากไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวง ก็ไม่มีใครรู้หมายเลขโทรศัพท์ของบ้านเหรินเลยแม้แต่คนเดียว
นอกจากนี้เหรินรุ่ยหลินก็ยังคงหลงลืมไปแล้วเช่นกัน ว่าเธอเคยให้หมายเลขโทรศัพท์กับฉู่เถิงเยว่ในตอนที่เธอกำลังจะเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งช่วงเวลานั้นเธอและฉู่เถิงเยว่ยังคงสนิทกันมาก เหรินรุ่ยหลินคาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะยังคงเก็บหมายเลขโทรศัพท์ของเธอเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉู่เถิงเยว่ไม่เคยโทรศัพท์ไปหาเธอที่บ้านเลยสักครั้ง
ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เหรินรุ่ยหลินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดต่อเพื่อนคนนี้ เป็นเธอเองที่ผลักไสอีกฝ่ายออกไปจากชีวิต แล้วหันไปคบหากับไป๋อี้หนิงแทน เพียงเพราะฉู่เถิงเยว่ไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในปักกิ่งเหมือนกันกับเธอ เหรินรุ่ยหลินจึงคิดว่าตัวเองไม่มีเรื่องที่จะสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้ และด้วยระยะทางกับความห่างเหินนี้ ทำให้เหรินรุ่ยหลินหลงลืมเพื่อนที่เคยสนิทที่สุดอย่างฉู่เถิงเยว่ไปจนหมดสิ้น
ทว่าฉู่เถิงเยว่กลับไม่เคยลืมเลยสักครั้งว่าพวกเธอคือเพื่อนสนิทกัน หากย้อนเวลากลับไปได้ เหรินรุ่ยหลินตั้งมั่นว่าจะไม่คบหากับไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงเด็ดขาด แต่จะขอตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉู่เถิงเยว่และบ้านกงทำให้เธอในวันนี้
แต่น่าเสียดายที่โอกาสเหล่านั้นได้หลุดลอยไปแล้ว เหรินรุ่ยหลินจึงทำได้เพียงก่นด่าความโง่เขลาของตัวเอง และเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ภายในใจ
“ขอบคุณนะเถิงเยว่ หากฉันมีโอกาสอีกสักครั้ง ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังเหมือนอย่างครั้งนี้... ฉันขอโทษนะเถิงเยว่”
ทันทีที่ร่างวิญญาณของเหรินรุ่ยหลินเลือนหายไป เธอไม่มีทางรู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังหันกลับมามองยังจุดที่เธอยืนอยู่สักครู่
ฉู่เถิงเยว่รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงใครบางคนกำลังเรียกหา เธอจึงอดไม่ได้ที่จะชะงักฝีเท้าแล้วรีบหันหลังกลับไปมอง ทว่าเบื้องหลังของเธอกลับมีเพียงความว่างเปล่า ดังนั้นฉู่เถิงเยว่จึงคิดว่าตัวเองคงหูแว่วไป
“มีอะไรหรือเปล่าลูก”
โจวเหมี่ยวอี๋เอ่ยถามลูกสะใภ้ด้วยความเป็นห่วง เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็หยุดชะงักแล้วหันหลังกลับไปมองอะไรบางอย่าง ทำให้เธอต้องหยุดเดินตามไปด้วย พร้อมกับเอ่ยถามลูกสะใภ้ของตัวเองออกมาด้วยความเป็นห่วง ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าของโจวเหมี่ยวอี๋ เนื่องจากเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะยังปรับอารมณ์รับมือกับความสูญเสียเพื่อนสนิทอย่างเหรินรุ่ยหลินไม่ได้
ฉู่เถิงเยว่ส่ายหน้าเบาๆ “ฉันคงคิดมากไปเองค่ะแม่... ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของรุ่ยหลิน”
โจวเหมี่ยวอี๋หันไปมองยังทิศทางที่ฉู่เถิงเยว่มองเมื่อครู่ ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นลูบศีรษะของอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน
“บางทีรุ่ยหลินอาจจะมาบอกลาและขอบคุณลูกก็ได้นะ เพราะถ้าลูกไม่ฉุกคิดเรื่องที่จะโทรศัพท์ไปบอกพ่อแม่ของรุ่ยหลิน พวกเขาก็คงจะไม่รับรู้ถึงการตายของรุ่ยหลิน หรือบางที... พวกเขาอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”
แม้จะรู้ดีว่าอาจเป็นเธอที่คิดมากไปเอง แต่ฉู่เถิงเยว่ก็รู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ที่ได้ยินเสียงของเหรินรุ่ยหลินอีกครั้ง รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏบนใบหน้าของฉู่เถิงเยว่ แทนที่คราบน้ำตา ความโศกเศร้า และความตึงเครียดในตอนแรก
“ถ้าหากรุ่ยหลินยังคงอยู่ที่นี่ ฉันก็อยากจะบอกเธอเหลือเกิน ว่าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดต่อเรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะคนที่ทำผิดคือไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวง ส่วนเรื่องที่ฉันทำให้กับเธอในตอนนี้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขอบคุณเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่เพื่อนอย่างฉันจะสามารถทำให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย”
‘ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็ยังคงเป็นเพื่อนของฉันเสมอ เหรินรุ่ยหลิน’
เหรินรุ่ยหลินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะหันไปทางไหน รอบตัวของเธอก็มีแต่เพียงความมืดมิดเท่านั้น แน่นอนว่าเหรินรุ่ยหลินไม่กล้าที่จะเดินไปมาในความมืดมิดแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
หลังจากที่เหรินรุ่ยหลินอยู่ในความมืดมิดได้สักพัก ในที่สุดก็มีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา แต่เพราะแสงสว่างนั้นสว่างมากเกินไป เหรินรุ่ยหลินจึงต้องหลับตาลง ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง และสิ่งที่ปรากฏอยู่รอบตัวเธอในตอนนี้ ก็ทำให้เหรินรุ่ยหลินรู้สึกตกตะลึงขึ้นมาไม่ได้
เพราะในตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ทั้งต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน หรือแม้กระทั่งลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่สายตาของเหรินรุ่ยหลินจะไปสะดุดเข้ากับชุดโต๊ะเก้าอี้ตัวหนึ่ง ซึ่งบนโต๊ะมีชุดน้ำชาและหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ เธอไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทันที เมื่อหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ ตัวอักษรบนหน้าปกก็ปรากฏต่อสายตาของเธออย่างชัดเจน
ไป๋อี้หนิง ยอดหญิงในยุค 90
เมื่อเห็นว่าชื่อบนหน้าปกหนังสือคืออดีตเพื่อนสนิทของตัวเอง เหรินรุ่ยหลินจึงรีบเปิดอ่านเนื้อหาด้านในทันที และนั่นก็ทำให้เธอค้นพบความจริงที่น่าตื่นตะลึง ว่าโลกที่เธอเคยมีชีวิตอยู่ เป็นเพียงตัวอักษรที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้เท่านั้น!
ในหนังสือเล่มนี้ เธอยังคงเป็นคนรักของเซี่ยเหว่ยกวง ทว่าชะตากรรมที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้กลับแตกต่างจากชีวิตจริงที่เธอพึ่งเผชิญมาพอสมควร เพราะเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้บรรยายเอาไว้ว่าในตอนที่เธอกลับไปเยี่ยมบ้านเซี่ยกับเซี่ยเหว่ยกวง เธอไม่ได้ถูกไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงฆ่าตาย แต่ยังคงคบหากับคนทั้งคู่เรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้ล่วงรู้ความจริงว่าเพื่อนสนิทอย่างไป๋อี้หนิงและคนรักอย่างเซี่ยเหว่ยกวง แอบสวมหมวกเขียวคบชู้กันลับหลังเธอ!
ความจริงนั้นเปลี่ยนให้เหรินรุ่ยหลินกลายเป็นคนอารมณ์ร้าย เธอคอยตามระรานไป๋อี้หนิงแทบทุกครั้งที่พบหน้า ส่วนเซี่ยเหว่ยกวง เธอก็ตามติดเขาเหมือนกับเงาตามตัว แน่นอนว่าการกระทำของเธอทำให้เซี่ยเหว่ยกวงรู้สึกรำคาญใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังทำให้เธอกลายเป็นเรื่องสนุกปากไปทั่วมหาวิทยาลัย จากที่เคยมีเพื่อนมากมาย กลับกลายเป็นว่าทุกคนต่างพากันตีตัวออกห่างและหลบหน้าไปตามๆ กัน จนในที่สุดเหรินรุ่ยหลินก็ถูกทิ้งให้อยู่ในมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง
และด้วยความที่เธอคอยตามรังควานเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงไม่เลิกราแบบนี้ ทำให้เซี่ยเหว่ยกวงหมดความอดทน เขาจ้างวานอันธพาลให้มาดักฉุดเธอไปย่ำยี เพื่อทำลายชีวิตและเขี่ยเธอไปให้พ้นทาง จะได้ไม่สามารถเข้ามายุ่งวุ่นวายกับความรักของเขาและไป๋อี้หนิงได้อีก
เมื่อเหรินรุ่ยหลินอ่านมาถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกโกรธแค้นเซี่ยเหว่ยกวงจนแทบกระอักเลือด คนที่ผิดอย่างแท้จริงคือเซี่ยเหว่ยกวงที่นอกใจเธอ และหญิงชั่วอย่างไป๋อี้หนิงที่แย่งคนรักของเพื่อนสนิทต่างหาก! ทว่าสุดท้าย... คนที่ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง กลับกลายเป็นเธอซึ่งเป็นเพียง ‘เหยื่อ’ ของเรื่องราวทั้งหมดนี้แทน!
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++