“ทำไม! พวกแกสองคนถึงได้ใจร้ายกับฉันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ฉันรักและไว้ใจ คิดว่าพวกแกคือเพื่อน คือคนรักของฉัน แต่สิ่งที่พวกแกตอบแทนฉันกลับมา กลับเป็นความตาย!”
แต่ก่อนที่วิญญาณของเหรินรุ่ยหลินจะจมดิ่งอยู่กับความคับแค้นใจที่มีต่อไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวง เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของใครบางคนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ทำให้เธอรีบหันกลับไปมองยังทิศทางของเสียงนั้นในทันที และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ก็ทำให้เหรินรุ่ยหลินอดหัวเราะออกมาด้วยความดีใจไม่ได้
“ไป๋อี้หนิง เซี่ยเหว่ยกวง ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างฉัน ถึงได้ส่งคนมาเห็นเหตุการณ์แบบนี้”
ร่างของชายสี่คนปรากฏขึ้นทันที หลังจากที่ไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงเดินลับตาไป แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นกงหมิงเหยี่ยนหัวหน้าหมู่บ้านเลี่ยงหวง รวมไปถึงกงโม่จือลูกชายของเขา และเพื่อนสนิทของกงหมิงเหยี่ยนอีกสองคนที่ขึ้นเขามาล่าสัตว์ด้วยกัน
แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสี่คนไม่ได้พึ่งขึ้นเขามา แต่กำลังเดินทางกลับหมู่บ้านเลี่ยงหวง หลังจากค้างคืนบนเขาลูกนี้มาสามวันติด และเป็นความโชคดีของพวกเขาที่การเดินทางกลับหมู่บ้านในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นธาตุแท้ของใครบางคนอย่างคาดไม่ถึง
แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันคือ พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่านักศึกษาอนาคตไกลอย่างเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงจะลงมือฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นขนาดนี้ โดยเฉพาะกับไป๋อี้หนิง ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายยามที่กำลังจ้องมองร่างไร้วิญญาณของเหรินรุ่ยหลิน บ่งบอกชัดเจนว่าเธอไม่ได้รู้สึกผิดหรือเสียใจกับการกระทำของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว
“เราจะทำยังไงกันดีอาเหยี่ยน ฉันรู้สึกสงสารสหายเหรินเหลือเกิน แต่ถ้าพวกเรานำเรื่องนี้ไปแจ้งกับสหายตำรวจ มีหวังหมู่บ้านของพวกเราคงจะถูกหมู่บ้านอื่นเอาไปนินทาจนสนุกปากแน่ แล้วลูกหลานที่กำลังจะถึงวัยแต่งงานอีก หลังจากนี้คงหาคู่หมั้นคู่หมายได้ลำบากกว่าเดิม”
ห่าวหรงซุนทรุดตัวลงตรงหน้าร่างไร้วิญญาณของเหรินรุ่ยหลิน ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปปัดเศษใบไม้ออกจากร่างกายของเธออย่างเบามือ ทว่าเมื่อเขาได้เห็นร่องรอยของการถูกทำร้าย ห่าวหรงซุนก็ยิ่งรู้สึกสลดใจเป็นอย่างมาก เพราะรอยแผลที่ปรากฏตามเนื้อตัวเป็นหลักฐานชั้นดีว่าก่อนตาย เหรินรุ่ยหลินต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและทรมานใจมากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อคนลงมือคือเพื่อนสนิทและชายคนรักของเธอเอง
“น่าสงสารจริงๆ ไม่คิดเลยว่าเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงจะลงมือรุนแรงขนาดนี้” เจิ้งอวี้เซียวชะโงกหน้ามองร่างของเหรินรุ่ยเหวินเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีและเดินกลับมายืนอยู่ที่เดิม เนื่องจากเจิ้งอวี้เซียวไม่อาจทนมองสภาพร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผลอันน่าเวทนาของอีกฝ่ายได้
กงโม่จือกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา ในฐานะที่เขาเป็นสามีของฉู่เถิงเยว่ กงโม่จือจึงสนิทสนมกับเหรินรุ่ยหลินในระดับหนึ่ง แน่นอนว่าเขารู้สึกโกรธแค้นเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงแทนเหรินรุ่ยหลินเป็นอย่างมาก ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดหวั่นใจ เพราะหากภรรยาของเขาทราบข่าวการตายของเหรินรุ่ยหลิน เธอคงจะเสียใจจนร่างกายรับไม่ไหวอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเธอทั้งคู่อาจจะไม่ได้สนิทสนมกันเหมือนกับช่วงแรกที่มาเป็นยุวชน แต่ความหวังดีและความคิดถึงที่ภรรยาของเขามีต่อเหรินรุ่ยหลินนั้น กงโม่จือก็ยังคงรับรู้และสัมผัสได้เสมอ
“ผมคิดว่าเราควรจะแจ้งสหายตำรวจให้รู้เรื่องนี้นะครับ ถึงแม้ว่าหมู่บ้านของพวกเราจะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ถ้าปล่อยให้คนร้ายอย่างเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงลอยนวลอยู่แบบนี้ ผมก็รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของชาวบ้านคนอื่นๆ เหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาสองคนจะไปลงมือกับใครอีกหรือเปล่า ขนาดรุ่ยหลินที่เป็นเพื่อนสนิทของสหายไป๋และเป็นคนรักของสหายเซี่ย พวกเขาสองคนยังลงมือทำร้ายเธอจนตายได้เลย”
กงหมิงเหยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของลูกชายตัวเอง แม้จะรู้ดีว่าเหตุผลที่แท้จริงของกงโม่จือ คือการได้เห็นเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงถูกลงโทษ ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมด จะเกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายเป็นห่วงความรู้สึกของลูกสะใภ้เขาอย่างฉู่เถิงเยว่ก็ตาม
“ถ้าอย่างนั้นโม่จือ แกเฝ้าร่างของหนูรุ่ยหลินอยู่ตรงนี้กับอาเซียวก็แล้วกัน ส่วนอาซุน นายกับฉันรีบลงไปแจ้งความและพาสหายตำรวจมาที่นี่”
ก่อนที่กงหมิงเหยี่ยนจะเดินลงจากเขาเพื่อแจ้งความ เขาก็ไม่ลืมที่จะกำชับลูกชายของตัวเองอีกครั้ง เนื่องจากว่ากงหมิงเหยี่ยนเป็นกังวลว่าเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงจะย้อนกลับมาทำลายหลักฐานเพิ่มเติม รวมไปถึงอาจจะมีชาวบ้านบางคนมาพบเจอร่างของเหรินรุ่ยหลินเข้าเสียก่อน
หลังจากที่ย้ำเตือนกับลูกชายของตัวเองเรียบร้อยแล้ว กวงหมิงเหยี่ยนและห่าวหรงซุนก็พากันเร่งฝีเท้าลงจากเขา โดยที่พวกเขาต่างก็หอบหิ้วสัตว์ที่ล่ามาได้กลับไปด้วย เพื่อที่จะนำไปขายในตำบล รวมไปถึงเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต หากเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงกำลังมองพวกเขาอยู่
“น่าผิดหวังจริงๆ ไม่คิดเลยว่านักศึกษาจากหมู่บ้านของเราจะกลายมาเป็นฆาตกรไปได้” กงหมิงเหยี่ยนถอนหายใจออกมาด้วยความสลดใจและเสียดายอนาคตของพวกเขาทั้งคู่
ห่าวหรงซุนยกมือขึ้นตบบ่าเพื่อนสนิทเบาๆ เพื่อปลอบใจ
“รู้หน้าไม่รู้ใจ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าภายในใจของพวกเขาคิดอะไรอยู่ เห็นหน้าตาซื่อๆ ท่าทางอ่อนโยนแบบนั้น ใครจะไปคิดว่านั่นเป็นเพียงหน้ากากที่พวกเขาแสดงออกมาเพื่อหลอกตาเราเท่านั้น”
กงโม่จือเดินวนไปมาด้วยความเป็นกังวล เขากลัวว่าจะมีชาวบ้านคนอื่นเดินมาเจอเขาและลุงอวี้เซียวเสียก่อน และตราบใดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงได้ กงโม่จือก็คงจะสลัดความเป็นกังวลนี้ทิ้งไปไม่ได้
เจิ้งอวี้เซียวมองท่าทางเป็นลุกลี้ลุกลนของกงโม่จือด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนที่เขาจะหันไปมองร่างของเหรินรุ่ยหลินที่ถูกพรางเอาไว้ด้วยเศษใบไม้อย่างน่าเวทนา แม้ช่วงที่เธอเป็นยุวชนอยู่ในหมู่บ้านเลี่ยงหวง เจิ้งอวี้เซียวจะไม่ได้สนิทสนมและพูดคุยกับเหรินรุ่ยหลินมากนัก
แต่เขาก็มองเห็นถึงความขยันขันแข็งและความมุ่งมั่นของอีกฝ่ายมาโดยตลอด รวมไปถึงความพยายามที่เหรินรุ่ยหลินทุ่มเทไปกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ความฝันของอีกฝ่ายนั้นต้องพังทลายลง เมื่อเธอต้องกลายมาเป็นร่างไร้ลมหายใจ และไม่โอกาสได้ทำตามความฝันของตัวเองอีกต่อไป
“ไหน ศพที่สหายเจออยู่ที่ไหน”
เสียงพูดของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทำให้เจิ้งอวี้เซียวและกงโม่จือรีบหันไปมองยังทิศทางของเสียงนั้นในทันที ก่อนที่พวกเขาทั้งคู่จะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากนั้นเจิ้งอวี้เซียวจึงตบบ่าของกงโม่จือเบาๆ
“อีกไม่นาน คนชั่วพวกนั้นต้องได้ชดใช้กรรม”
กงหมินเหยี่ยนและห่าวหรงซุนรีบเดินนำเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสี่นายตรงไปยังจุดเกิดเหตุในทันที เพียงไม่นานกงหมิงเหวี่ยนก็พบเจอกับกงโม่จือและเจิ้งอวี้เซียวที่ยืนรอพวกเขาอยู่ ก่อนที่กงโม่จือและเจิ้งอวี้เซียวจะรีบหลีกทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบร่างไร้วิญญาณของเหรินรุ่ยหลิน
“เชิญทางนี้เลยครับสหายตำรวจ นี่คือศพของสหายเหรินอดีตยุวชนของหมู่บ้านเลี่ยงหวงครับ อย่างที่ผมกับสหายห่าวได้ให้การกับพวกคุณไปก่อนหน้า เธอถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิงฆ่าตายครับ”
โจวหยางเฉิงเดินนำลูกน้องของตัวเองตรงไปยังร่างของเหรินรุ่ยหลินในทันที เมื่อสายตาคมกริบของเขาเห็นรอยฟกช้ำที่อยู่บนร่างกายของอีกฝ่าย รวมไปถึงรอยเขียวคล้ำที่ปรากฎเด่นชัดบนลำคอเรียวระหง โจวหยางเฉิงก็ตระหนักถึงความอำมหิตของคนร้ายได้ทันที และแน่นอนว่าในวันนี้เขาจะต้องลากตัวคนทำผิดมาลงโทษให้จงได้ ไม่อย่างนั้นประชาชนคงหมดความเชื่อถือในตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างพวกเขาเป็นแน่
“หัวหน้าครับ ดูเหมือนคนที่ลงมือฆ่าสหายเหริน จะถูกเล็บของเธอข่วนด้วยนะครับ”
ซูจิ่งเทาพลิกมือของศพขึ้นให้หัวหน้าของตัวเองดู ตรงบริเวณเล็บมือของศพนั่นมีคราบเลือดติดอยู่เป็นจำนวนมาก นี่จึงเป็นเบาะแสสำคัญอีกอย่าง เพียงแค่พวกเขาทำการตรวจสอบร่องรอยบาดแผลบนร่างกายของผู้ต้องสงสัย ก็สามารถจับกุมตัวของอีกฝ่ายเอาไว้ได้
“แล้วก็... มือขวาของศพกำสร้อยข้อมือเส้นนี้เอาไว้แน่นเลยครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นของสหายเหรินเอง หรือว่าเป็นของคนร้ายที่ถูกเธอดึงติดมือมากันแน่”
หลิวหนานไป่ค่อยๆ ง้างนิ้วมือที่แข็งทื่อของศพเพื่อแกะสร้อยข้อมือออกอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เขาจะส่งมันให้กับหัวหน้าของตัวเองเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่ง จากนั้นหลิวหนานไป่จึงก้มลงสำรวจบริเวณรอบๆ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมอีกครั้ง
ทันทีที่กงหมิงเหยี่ยนเหลือบไปเห็นสร้อยข้อมือเส้นนั้น เขาก็ชี้มือออกไปด้วยความตื่นตะหนก พร้อมกับความรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ที่ไป๋อี้หนิงได้ทิ้งหลักฐานสำคัญชิ้นนี้เอาไว้กับเหรินรุ่ยหลิน
“นี่เป็นสร้อยข้อมือของสหายไป๋ครับ! เดิมทีเธอเคยเป็นยุวชนของหมู่บ้านจินย่วน แต่เพราะเธอเป็นญาติกับอดีตยุวชนในหมู่บ้านเลี่ยงหวงของพวกเรา ช่วงก่อนที่จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สหายไป๋คนนี้จึงได้พบเจอกับสหายเหรินและกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่นั้นมาครับ”
กงหมิงเหยี่ยนอธิบายรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังอย่างไม่ปิดบัง และไม่ลืมที่จะเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหรินรุ่ยหลินและเซี่ยเหว่ยกวงออกไปด้วย รวมถึงความใกล้ชิดที่เกินเลยระหว่างเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิง เพราะกงหมิงเหยี่ยนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการลากตัวคนชั่วสองคนนั้นออกมารับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายให้จงได้
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++