“นี่เป็นสร้อยข้อมือของสหายไป๋ครับ! เดิมทีเธอเคยเป็นยุวชนของหมู่บ้านจินย่วน แต่เพราะเธอเป็นญาติกับอดีตยุวชนในหมู่บ้านเลี่ยงหวงของพวกเรา ช่วงก่อนที่จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สหายไป๋คนนี้จึงได้พบเจอกับสหายเหรินและกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่นั้นมาครับ”
กงหมิงเหยี่ยนอธิบายรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังอย่างไม่ปิดบัง และไม่ลืมที่จะเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหรินรุ่ยหลินและเซี่ยเหว่ยกวงออกไปด้วย รวมถึงความใกล้ชิดที่เกินเลยระหว่างเซี่ยเหว่ยกวงและไป๋อี้หนิง เพราะกงหมิงเหยี่ยนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการลากตัวคนชั่วสองคนนั้นออกมารับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายให้จงได้
“ถึงแม้หลักฐานทุกอย่างจะพุ่งเป้าไปที่สหายไป๋ แต่ผมก็จำเป็นที่จะต้องสอบสวนเธอก่อน”
โจวหยางเฉิงไม่อาจปิดคดีนี้อย่างรวดเร็วได้ เพราะตามขั้นตอนการทำงาน เขาต้องสอบสวนผู้ต้องสงสัยเสียก่อน ยิ่งผู้ต้องสงสัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งต้องรัดกุมและจริงจังกับการทำคดีครั้งนี้มากขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนำใช้สถานะนักศึกษามหาวิทยาลัยมาเล่นงานเขากลับได้ แต่โจวหยางเฉิงก็เชื่อว่า ถ้าหากอีกฝ่ายได้รับการสอบสวนจากเขาแล้วนั้น สองคนนั้นจะต้องเผยพิรุธบางอย่างออกมาเห็นอย่างแน่นอน
“สหายกง รบกวนคุณช่วยกลับไปที่หมู่บ้านเลี่ยงหวงล่วงหน้า แล้วประกาศเรียกรวมพลชาวบ้านทุกคนให้ผมที ผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปซะก่อน”
กงหมิงเหยี่ยนพยักหน้ารับคำในทันที “ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับไปที่หมู่บ้านก่อนนะครับ ถ้าหากสหายตำรวจต้องการสอบถามอะไรเพิ่มเติม สามารถสอบถามกับสหายทั้งสามได้เลยนะครับ เพราะพวกเขาอยู่กับผมในตอนที่สหายไป๋และสหายเซี่ยลงมือก่อเหตุครับ”
เมื่อโจวหยางเฉิงตอบรับกลับมาแล้ว กงหมิงเหยี่ยนก็หันไปบอกลาเพื่อนสนิทและลูกชายของตัวเอง ก่อนที่เขาจะรีบมุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านเลี่ยงหวง ซึ่งกงหมิงเหยี่ยนก็ได้แต่ภาวนาให้ไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงยังคงอยู่ที่หมู่บ้าน เพราะไม่อย่างนั้นมีหวังเจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะไม่สามารถจับกุมตัวคนทั้งคู่มาลงโทษตามกฎหมายได้ในเร็ววัน
เสียงสัญญาณแจ้งเตือนดังลั่นไปทั่วหมู่บ้านเลี่ยงหวง ทำให้ชาวบ้านที่กำลังทำงานหรือแม้กระทั่งพูดคุยกันอยู่ต่างก็หยุดชะงักลงในทันที เนื่องจากสัญญาณที่ดังขึ้นมานั้น เป็นสัญญาณเพื่อเรียกให้ชาวบ้านทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานกว้างของหมู่บ้านในทันที ซึ่งในอดีตบริเวณนั้นเคยเป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่กลุ่มการผลิต แต่เมื่อยุคสมัยเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ที่ทำการดังกล่าวถูกรื้อถอนออกไปและกลายมาเป็นลานกว้างสำหรับจัดกิจกรรมหรือการประชุมสำคัญของหมู่บ้านเท่านั้น
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ปกติหัวหน้าหมู่บ้านไม่เคยใช้สัญญาณเตือนนี้มาหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ”
ชาวบ้านคนหนึ่งหันไปถามเพื่อนในกลุ่มด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากพวกเธอไม่ได้ยินเสียงสัญญาณแจ้งเตือนนี้นับตั้งแต่วันที่ทางรัฐบาลมาประกาศเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
“หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น หัวหน้าหมู่บ้านถึงได้เปิดสัญญาณแจ้งเตือนนี้ เพื่อให้พวกเราทุกคนเตรียมตัวรับมือกับอะไรบางอย่าง”
หญิงชราคนหนึ่งขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจและเป็นกังวล เธอกลัวว่าลางสังหรณ์ของตัวเองจะเป็นจริงขึ้นมา อีกทั้งหมู่บ้านเลี่ยงหวงของพวกเธอก็อยู่ห่างจากตัวตำบลพอสมควร และบริเวณด้านหลังหมู่บ้านก็ยังติดภูเขาอีกด้วย ดังนั้นจึงมักจะมีข่าวว่าชาวบ้านถูกสัตว์ป่าทำร้ายอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นในอดีตยังมีกลุ่มโจรดักซุ่มลอบทำร้ายชาวบ้านเพื่อปล้นชิงทรัพย์สินอีกด้วย
ถึงแม้ว่าในตอนนี้โจรเหล่านั้นจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกวาดล้างไปแล้วก็ตาม แต่ความหวาดกลัวที่เคยพบเจอก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ภายในใจเสมอมา
“พวกเรามัวแต่คาดเดากันอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นหรอก รีบไปรวมตัวกับคนอื่นเพื่อรอฟังหัวหน้าหมู่บ้านประกาศกันดีกว่า”
เจียงซือหรันลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินนำชาวบ้านคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังลานกว้างของหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าในระหว่างทางจะมีชาวบ้านเข้ามาสอบถามเรื่องราวต่างๆ กับเธอก็ตาม แต่เจียงซือหรันก็ไม่สามารถให้คำตอบกับชาวบ้านเหล่านั้นได้แต่อย่างใด เพราะว่ากงหมิงเหยี่ยนผู้เป็นลูกชายไม่ได้บอกกล่าวกับเธอไว้ก่อนล่วงหน้า
แน่นอนว่าในกลุ่มชาวบ้านที่กำลังเดินไปร่วมตัวกันที่ลานกว้างของหมู่บ้านนั้น ย่อมมีไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงรวมอยู่ด้วยเช่นกัน หลังจากที่พวกเขาสองคนเดินกลับมาที่หมู่บ้านแล้วนั้น ไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงก็รีบตรงไปยังบ้านเซี่ยทันที
ดังนั้นเมื่อเสียงสัญญาณเรียกรวมพลดังขึ้น ไป๋อี้หนิงที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในห้องก็รีบลุกขึ้นมาจัดการตัวเองโดยเร็ว ก่อนที่เธอจะเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับเซี่ยเหว่ยกวง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอคะพี่เหว่ยกวง ทำไมหัวหน้าหมู่บ้านถึงได้เรียกรวมตัวในตอนนี้”
แม้ว่าไป๋อี้หนิงจะเคยเป็นยุวชนในหมู่บ้านอื่นมาก่อน แต่ทุกหมู่บ้านล้วนใช้รูปแบบสัญญาณเรียกรวมพลนี้เหมือนกัน ดังนั้นเธอจึงรับรู้ได้ในทันทีว่านี่คือสัญญาณเรียกให้ชาวบ้านทุกคนไปรวมตัวกันโดยเร็วที่สุด
“หรือว่า... หัวหน้าหมู่บ้านจะพบศพของเหรินรุ่ยหลินแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของไป๋อี้หนิง เซี่ยเหว่ยกวงจึงเอื้อมมือไปกอบกุมมือบางของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างปลอบโยน พร้อมกับลูบไล้หลังมือของไป๋อี้หนิงไปมาอย่างแผ่วเบา เพื่อหวังให้อีกฝ่ายคลายความกังวลใจ
“ไม่น่าจะใช่เรื่องของเหลินรุ่ยหลินหรอก แม้ว่าจุดที่พวกเราทิ้งศพเอาไว้จะเป็นบริเวณที่ชาวบ้านชอบไปล่าสัตว์ แต่ตรงนั้นก็เป็นจุดที่สัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่เหมือนกัน ดังนั้นไม่มีทางที่ชาวบ้านทั่วไปจะไปพบศพของเธอได้เร็วขนาดแน่ ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็พากันเข้าไปในตัวตำบลกัน มีเพียงแค่หัวหน้าหมู่บ้านและเพื่อนของเขาไม่กี่คนที่พากันขึ้นเขาไปล่าสัตว์เมื่อสองสามวันก่อน”
“อีกอย่าง เส้นทางที่พวกเขาไปก็อยู่คนละทิศกับจุดที่เรานำร่างของเหลินรุ่ยหลินไปทิ้งไว้ ดังนั้นคุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ป่านนี้ศพของผู้หญิงคนนั้นคงถูกสัตว์ป่ากัดกินไปจนหมดแล้วก็ได้ ไม่มีทางที่ใครจะล่วงรู้เด็ดขาดว่าพวกเราคือคนที่ทำให้เหรินรุ่ยหลินตาย”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเซี่ยเหว่ยกวง ไป๋อี้หนิงก็คลายความกังวลลงไปพอสมควร ดังนั้นบนใบหน้าของเธอจึงปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปรวมตัวกับชาวบ้านคนอื่นๆ
กงหมิงเหยี่ยนกวาดสายตามองชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้านล่างด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนที่เขาจะลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นไป๋อี้หนิงและเซี่ยเหว่ยกวงยืนปะปนอยู่ในกลุ่มของชาวบ้านด้วย แต่ถึงอย่างกงหมิงเหยี่ยนก็ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดสังเกต ดังนั้นเขาจึงไม่ได้จ้องมองไปที่คนทั้งคู่มากเกินไป ทำเพียงแค่กวาดสายตาไปมาเหมือนกับเวลามองชาวบ้านคนอื่นๆ เท่านั้น
“สหายทุกคนมากันครบหรือเปล่า มีบ้านไหนที่คนในครอบครัวยังมาไม่ถึงอีกบ้างไหม”
เมื่อเห็นว่าชาวบ้านต่างก็มารวมตัวกันพอสมควรแล้ว กงหมิงเหยี่ยนจึงเคาะระฆังเล็กๆ ในมือ เพื่อส่งสัญญาณให้ชาวบ้านที่กำลังจักลุ่มพูดคุยเงียบเสียงลง ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำของเขาย่อมได้ผลในทันที เสียงพูดคุยของชาวบ้านต่างก็เงียบลง พร้อมกับทุกสายตาต่างก็จับจ้องรอฟังสิ่งที่กงหมิงเหยี่ยนกำลังจะประกาศ
“ในเมื่อทุกคนมากันครบแล้วก็ดี วันนี้ฉันมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทุกคนทราบ เพื่อให้หมู่บ้านของพวกเราไม่ต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงอีกต่อไป”
ทันทีที่กงหมิงเหยี่ยนพูดจบ เขาก็เหลือบไปเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาพร้อมกับลูกชายและเพื่อนสนิทของเขา เมื่อชาวบ้านเห็นกลุ่มคนมาเยือนในเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ พร้อมกับหามบางสิ่งบางอย่างที่ถูกปิดคลุมเอาไว้อย่างมิดชิดมาด้วย เสียงฮือฮาก็ดังระงมขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกและรู้สึกเป็นกังวล เพราะนับตั้งแต่กลุ่มโจรที่ดักซุ่มชาวบ้านบนภูเขาถูกกวาดร้างไป พวกเขาก็ไม่ค่อยได้พบเจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหมู่บ้านแห่งนี้สักเท่าไหร่ แต่ในวันนี้กลับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเยือนหมู่บ้านของพวกเขาถึงสี่คนเลยทีเดียว ต่อให้พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ก็อดที่จะรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาไม่ได้
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมสหายตำรวจถึงมาที่หมู่บ้านของเราได้”
เจียงซือหรันหันไปกระซิบถามลูกสะใภ้ด้วยความคาดหวังว่าลูกชายของเธออาจจะบอกใบ้อะไรไว้บ้าง แต่เมื่อเห็นลูกสะใภ้ของตัวเองส่ายหน้าปฏิเสธออกมา เจียงซือหรันก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเคร่งเครียด
“แม่คะ เมื่อครู่ฉันมองไปทางฝั่งบ้านเซี่ย แต่ทำไมถึงไม่เห็นรุ่ยหลินเลยล่ะคะ”
ฉู่เถิงเยว่อดรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ขึ้นมาไม่ได้ ก่อนหน้านั้นเธอกำลังกอดปลอบลูกชายของตัวเองอยู่ จึงไม่ได้ใส่ใจสถานการณ์รอบข้างสักเท่าไหร่ แต่เมื่อสายตาของฉู๋เถิงเยว่ปะทะเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหามเข้ามา เธอกลับรู้สึกคิดถึงเหรินรุ่ยหลินขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
การที่เธอมองไม่เห็นเพื่อนสนิทอย่างเหรินรุ่ยหลิน ยิ่งทำให้ฉู่เถิงเยว่รู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้น เพราะปกติแล้วเหรินรุ่ยหลินมักจะตัวติดกับไป๋อี้หนิงอยู่เสมอ ถึงแม้ในระยะหลังเธอจะแอบน้อยใจอยู่บ้างที่ตัวเองไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเหรินรุ่ยหลินเหมือนเมื่อก่อน แต่ถึงอย่างนั้นฉู่เถิงเยว่ก็ไม่เคยคิดโกรธเคืองอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว
ฉู่เถิงเยว่รู้ดีว่าเธอเป็นเพียงอดีตยุวชนที่มีการศึกษาเท่านั้น ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ก็เป็นเพียงมหาวิทยาลัยที่อยู่ในมณฑลเจียงซูเท่านั้น ดังนั้นทั้งเธอและเหรินรุ่ยหลินจึงไม่ค่อยมีเรื่องราวให้พูดคุยกันสักเท่าไหร่ ผิดกับไป๋อี้หนิงที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงเหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาสองคนจึงมักจะมีพูดคุยกันบ่อยครั้งกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือการใช้ชีวิตในเมืองหลวงก็ตาม ดังนั้นช่องว่างเหล่านี้จึงทำให้ฉู่เถิงเยว่และเหรินรุ่ยหลินค่อยๆ ห่างเหินกันไป จนในที่สุดก็กลายเป็นเพียงคนเคยรู้จักกันเท่านั้น
“เห็นชาวบ้านพูดกันว่าหนูรุ่ยหลินรู้สึกไม่สบาย คนบ้านเซี่ยคงให้เธอนอนพักอยู่ที่บ้านก็ได้ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก แม่เชื่อว่าคนดีๆ อย่างเธอจะต้องไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++