LOGINเพราะตามปกติแล้ว ต่อให้บุรุษตรงหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนเพียงใด นางก็ไม่เคยชายตามอง ไม่เคยหวั่นไหว และไม่เคยรู้สึกเขินอายกับบุรุษผู้ใดมาก่อน หรือว่านางกำลังลืมแม่ทัพหลิวหยางได้แล้วจริง ๆ? เฟยหลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้นมา “มันต้องใช่สิเพราะข้าไม่ได้รักเขาจากใจจริงตั
เฟยหลิงกลับมาถึงจวนด้วยร่างกายที่เปียกชุ่ม ใบหน้างามบึ้งตึงมาตลอดทาง ทันทีที่เห็นบุตรสาวกลับมาในสภาพเช่นนั้น จางเหว่ยถิงก็รีบเอ่ยปลอบ “หลิงหลิงลูกเอ๋ย เจ้าทำดีแล้ว อย่าเสียใจไปเลย” เฟยหลิงมองหน้าบิดา ก่อนเบะปาก น้ำตาไหลพรากราวกับเด็กน้อยที่ถูกผู้อื่นรังแก “ท่านพ่อ… ฮือ… ท่านเชื่อลูกจริง ๆ หร
หวังหย่งเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ข้าคงจะเชื่อคำพูดของเด็กเลี้ยงแกะอย่างเจ้าได้กระมัง?” “เจ้าก็เป็นเพียงสตรีร้ายกาจ ต่อให้เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกไปเพียงใด จิตใจที่เต็มไปด้วยความริษยาก็ยังเหมือนเดิม” ทั้งสองคนไม่แม้แต่จะถามว่าสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เพียงเห็นเฟยหลิงอยู่ข้างเย่วชิง ก็พากัน
“ข้าใจแคบ ไม่รับฝาก จะไปก็รีบไป ก่อนที่ฝ่ามือของข้าจะปะทะเข้าหน้าของเจ้า!” เฟยหลิงง้างมือขึ้นราวกับจะตบจริง ๆ ผู่เย่วกับเหล่าสหายเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งหนีไปทันที เฟยหลิงจึงหันกลับมาหาเย่วชิง “เฟยหลิง ข้าขอบคุณเจ้ามากนะ สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือสหาย” พูดจบ เย่วชิงก็โผเข้ามากอดนาง เฟยหลิงถึงกับตัวแข
“เฮ้อ… เมื่อไหร่งานเลี้ยงจะจบเสียที ถ้าข้าไม่เข้าไปยุ่งกับแม่ทัพหลิวหยางและเย่วชิง เรื่องราวจะเปลี่ยนไปจริงหรือไม่กันนะ” เฟยหลิงนั่งหน้าหงอยอยู่เพียงลำพัง แม้จะพยายามบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าความรู้สึกห่วงหาอาทรที่มีต่อแม่ทัพหลิวหยางเป็นเพียงผลจากบทละครในนิยาย แต่หัวใจกลับไม่ยอมเชื่อฟังง่าย ๆ “ข้าเปล่า
เหล่าขุนนางและครอบครัวทยอยเข้ามานั่งประจำที่ซึ่งทางวังหลวงจัดเตรียมไว้ บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกเบญจมาศและดอกไม้นานาพันธุ์ แสงจันทร์สาดลงเหนือยอดไม้ ท่ามกลางดวงดาวที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้า สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อย ๆ ให้บรรยากาศผ่อนคลายยิ่งนัก จางเหว่ยถิงนั่งอยู่ข้างบุตรสาวได้ไม่นาน เหล่







