Masuk“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ซูกุ้ยเฟยส่งคนไป?”“ไม่มี”“แล้วนางจัดการเองทั้งหมด?”“พ่ะย่ะค่ะ”เซียวเฉิงเยี่ยนิ่งไป ภาพเยว่หลิงเมื่อครั้งก่อนผุดขึ้นในความคิด นางเคยเป็นหญิงสาวที่แม้ถูกคนพูดแรงใส่ก็ไม่กล้าตอบ เขาเคยพบว่านางหลบอยู่หลังสาวใช้เพราะถูกสตรีในงานเลี้ยงหัวเราะเรื่องเสื้อผ้า ตอนนั้นเขาเพียงรู้สึกว่านางอ่อนแอเกินไป ไม่เหมาะจะยืนเคียงข้างองค์ชายที่ต้องต่อสู้ในราชสำนัก และเพราะคิดเช่นนั้น เขาจึงไม่เคยเสียดายมากนักตอนถอนหมั้นแต่ตอนนี้ เขากลับพบว่าหญิงสาวคนเดียวกันไม่เพียงสามารถยืนด้วยตัวเอง ยังทำให้คนที่พยายามเหยียบย่ำนางต้องเป็นฝ่ายถอย มันทำให้เขาอยากเห็นมากขึ้น อยากรู้ว่านางยังมีอะไรที่เขาไม่เคยเห็น ความรู้สึกนี้ทำให้เซียวเฉิงเยี่ยไม่สบายใจเล็กน้อย เพราะยิ่งสนใจ ก็ยิ่งเหมือนยอมรับว่าตนเคยมองผิด องครักษ์ถามอย่างระมัดระวัง“องค์ชายจะให้คนตรวจเรื่องสาวใช้ของจวนจางหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”เซียวเฉิงเยี่ยเงยหน้า “เหตุใดต้องตรวจ”“กระหม่อมคิดว่า หากคุณ
เสียงสนับสนุนดังขึ้นทีละคน จางเยว่หรงมองแขกของตนเองกลับกลายเป็นฝ่ายกดดัน แล้วเริ่มรู้ว่างานเลี้ยงวันนี้พังหมดแล้ว นางตั้งใจให้ทุกคนเห็นเสิ่นเยว่หลิงถูกค้นพบของกลาง กลับกลายเป็นทุกคนเห็นว่าสาวใช้ของจวนจางมีหลักฐานเชื่อมกับปิ่นมากที่สุดถึงจะไม่มีใครพูดตรง ๆ ว่านางเป็นคนสั่ง แต่ความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว และความสงสัยในหมู่คุณหนูเมืองหลวงแพร่เร็วกว่าข่าวราชสำนักบางเรื่องเสียอีก เยว่หลิงจึงไม่จำเป็นต้องเร่ง นางเก็บทุกอย่างอย่างเป็นระบบ“ปิ่นต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน”จากนั้นชี้ถุงเครื่องหอม“นี่ด้วย”จางเยว่หรงถาม “เจ้ามีสิทธิ์อะไรเอาของในจวนข้าไป”“ข้าไม่เอา” เยว่หลิงตอบ “ให้สตรีอาวุโสที่เป็นพยานเก็บและปิดผนึกต่อหน้าทุกคน”คำตอบตัดทางกล่าวหาว่านางแตะต้องหลักฐานเอง สตรีสูงวัยพยักหน้า“ทำเช่นนี้ดีที่สุด”จางเยว่หรงพูดอะไรไม่ได้อีก เยว่หลิงจึงหันไปหาชุ่ยเอ๋อ“ข้าจะไม่ถามต่อหน้าคนมากกว่านี้ แต่ถ้าเจ้าเป็นเพียงคนรับคำสั่ง ควรคิดให้ดีว่าคนที่สั่งกำลังปกป
ชุ่ยเอ๋อเริ่มสั่น “อาจ…อาจติดตอนอยู่ในห้องเดียวกัน”คุณหนูคนหนึ่งหลุดพูด “เส้นด้ายจะลอยเข้าไปติดในร่องปิ่นเองได้อย่างไร”อีกคนพยักหน้า จางเยว่หรงรีบกล่าว“อาจเป็นความบังเอิญ”เยว่หลิงหันมอง “ถ้าอย่างนั้นมาดูความบังเอิญอีกอย่าง”นางชี้ถุงเครื่องหอม “ตรงปากถุงมีคราบสีแดงเข้มเล็กน้อย”เมื่อใช้ผ้าขาวเช็ด คราบแดงติดออกมาจริง เยว่หลิงหยิบปิ่นขึ้นมา“ทับทิมบนปิ่นมีขอบทองตรงมุมหนึ่งถลอกใหม่”ทุกคนก้มมอง มีรอยเล็กมากอยู่ตรงขอบ“ถ้าปิ่นถูกรีบซ่อนในถุงเครื่องหอมก่อนนำมาใส่แขนเสื้อข้า ขอบทองอาจครูดกับวัสดุด้านในหรือของอื่นจนทิ้งรอย และผงจากการประดับอาจติดถุง”จางเยว่หรงถาม “เจ้าพิสูจน์ได้หรือว่านั่นมาจากปิ่น”“ยังไม่ได้แน่นอน” เยว่หลิงตอบตรง “แต่ขอเปิดถุงดูด้านใน”ชุ่ยเอ๋อเริ่มถอย “ไม่!”คราวนี้ชัดเกินไป สตรีอาวุโสจึงรับถุงไปเปิดกว้าง ด้านในไม่ได้มีเพียงสมุนไพรหอม ตรงก้นถุงมีเศษเล็ก ๆ สีแดงเม็ดหนึ่ง เยว่หลิงใช้เข็มค่อย ๆ เขี่ยออกมา มันเป็นเศษวัสดุสีแดงใส เล็กมาก...นางนำไปเทียบตรงมุมทับทิม ที่มีรอยบิ
เมื่อเช็ดเบา ๆ คราบสีอ่อนติดบนผ้าขาว หม่นออกเขียว เยว่หลิงถาม“วันนี้มีใครใช้แป้งหรือเครื่องหอมสีเขียวหรือไม่”หลายคนส่ายหน้า สาวใช้คนหนึ่งของจวนจางกลับหลบตา เยว่หลิงเห็น แต่ยังไม่พูด นางหยิบปิ่นขึ้นมาใกล้จมูกแล้วดมเบา ๆ ผ่านผ้า“มีกลิ่นดอกเหมยป่า”จางเยว่หรงพูด “เครื่องหอมในจวนข้าก็มีหลายชนิด”“จริง” เยว่หลิงตอบ “แต่ตอนที่พวกเราเข้าไปชมเครื่องประดับ ข้าได้กลิ่นอะไรจากกล่องนี้?”สตรีที่ยืนใกล้ตอนนั้นเริ่มนึก คนหนึ่งตอบ“เหมือนกลิ่นไม้จันทน์”อีกคนพยักหน้า “ใช่ กล่องเครื่องประดับของคุณหนูจางมีกลิ่นไม้จันทน์”เยว่หลิงถามจางเยว่หรง “กล่องอบด้วยไม้จันทน์?”นางตอบอย่างไม่เต็มใจ “ใช่”“ถ้าปิ่นอยู่ในกล่องนั้นมาตลอด ควรมีกลิ่นไม้จันทน์อย่างน้อยบ้าง แต่ตอนนี้กลับมีกลิ่นดอกเหมยป่าชัดกว่า”จางเยว่หรงหน้าเริ่มตึง “เจ้าอาจเอาไปแตะเครื่องหอมเอง”“ถ้าข้าขโมยเองก็เป็นไปได้” เยว่หลิงตอบอย่างใจเย็น “เพราะฉะนั้นยังไม่จบ”ทุกคนเริ่มตั้งใจฟังมากขึ้น ตอนแรกหลายคนคิดว่านางเพียงพยายามแก้ตัว แต่ยิ่งดู เยว
กับดักย้อนคืนหลังประตูจวนตระกูลจางถูกปิด บรรยากาศในงานเลี้ยงก็เปลี่ยนจากความครึกครื้นเป็นความตึงเครียดทันที ไม่มีแขกคนใดคิดว่างานชมดอกไม้จะกลายเป็นการค้นหาของหายต่อหน้าคุณหนูจากตระกูลใหญ่ครึ่งเมืองหลวง บางคนเริ่มไม่พอใจ บางคนกระซิบว่าจางเยว่หรงทำเรื่องใหญ่เกินไป แต่ไม่มีใครกล้าออกจากจวน เพราะหากฝืนจากไปในเวลานี้ก็อาจถูกมองว่ามีพิรุธเยว่หลิงกลับสงบนิ่งที่สุด นางยืนอยู่กลางศาลา มองสาวใช้ของจางเยว่หรงจัดโต๊ะยาวสำหรับวางของจากแขกทุกคน ก่อนจะมีสตรีอาวุโสสองคนจากตระกูลขุนนางที่ได้รับความนับถือถูกเชิญมาเป็นพยาน จางเยว่หรงนั่งอยู่ด้านหน้า สีหน้าไม่ดีนัก แผนเดิมของนางควรจบง่ายกว่านี้ เพียงค้นตัวเสิ่นเยว่หลิงแล้วพบปิ่น ทุกคนก็จะเชื่อทันทีว่าบุตรสาวตระกูลเสิ่นซึ่งกำลังตกต่ำจนแทบไม่เหลือทรัพย์สินขโมยของล้ำค่าเพราะความโลภต่อให้ภายหลังเยว่หลิงร้องว่าไม่ได้ทำ ภาพเครื่องประดับที่ถูกค้นพบจากตัวนางก็จะติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับถูกดึงออกมาต่อหน้าคนมากเกินไป จางเยว่หรงจึงจำเป็นต้องรักษาสีหน้า“ในเมื่อคุณหนูเสิ่นต้องการให้ค้นทุกคน ก็เ
“เห็นชัดแค่ไหน”“ชัดเจ้าค่ะ”“ห่างกี่ก้าว”“ประมาณสิบกว่าก้าว”“ตอนนั้นมีแขกเดินผ่านไหม”“มีบ้าง”“แล้วเหตุใดเจ้าจำได้ว่าเป็นข้า แต่จำไม่ได้ว่าข้าสวมอะไร”สาวใช้เริ่มตอบไม่ทัน จางเยว่หรงตัดบท “เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไม่พิสูจน์อะไร”เยว่หลิงหันมอง “ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคำให้การของนางก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าข้าเข้าไปจริง”“แต่ของยังหาย”“ใช่ ดังนั้นควรหาของ”จางเยว่หรงถาม “เช่นนั้นก็ให้ค้นตัวเจ้า”เยว่หลิงยิ้ม “ได้”หลันชิวตกใจ “คุณหนู”นางยกมือห้าม “ข้ายอมให้ค้น”รอยพอใจวาบผ่านดวงตาจางเยว่หรงเร็วมาก แต่เยว่หลิงพูดต่อ“ภายใต้เงื่อนไขเดียว”“เงื่อนไขอะไร”“ค้นทุกคน”รอยยิ้มบนใบหน้าจางเยว่หรงหายไป แขกทั้งหมดเงียบสนิท เยว่หลิงกล่าวชัดเจน“ในเมื่อทุกคนเคยเข้าเรือนรับรอง ทุกคนย่อมมีโอกาสเท่ากัน”สตรีคนหนึ่งรีบพูด “แต่พวกเราไม่ได้ถูกเห็นว่าเข้าไปอีก”เยว่หลิงหันไป “ข้าก็ยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าเข้าไป”อีกคนกล่าว “จะค้นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ทั้งห







