Se connecterอิ่นชางหมิงเดินไปนั่งลงตรงข้ามกับกู้ซูเหยียน ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นราวกับไม่อยากจะมองหน้าคู่หมั้นของตนนิดนัก
"ท่านพ่อของข้าเอ่ยถามถึงเรื่องการหมั้นหมายของเรา.." เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพื่อทำลายความเงียบงัน กู้ซูเหยียนเองก็ไม่ได้ปรายตามองหน้าเขาเช่นเดียวกัน มือเรียวรินน้ำชาลงจอกแล้วยกขึ้นมาจิบด้วยท่วงท่าแสนสง่างาม "เรื่องนั้นข้าไม่รีบร้อน อีกทั้งสัญญาหมั้นหมายนั่นก็มีมาตั้งแต่ขังยังเด็ก ข้าจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีมันอยู่" บรรยากาศรอบตัวของคนทั้งสองช่างดูอึดอัดและไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก และในจังหวะนั้นเอง.. "แฮ่ก..แฮ่ก.." ไป๋ลั่วเฟยที่กึ่งลากกึ่งจูงเจียงฉู่หรานก็พุ่งพรวดเข้ามาในศาลาริมน้ำ นางแทรกตัวทรุดนั่งลงตรงกลางระหว่างคนทั้งสองอย่างหน้าตาเฉย ใบหน้างามแดงระเรื่อจากการรีบร้อนวิ่งมา ลั่วเฟยหอบหายใจเข้าออกเบาๆ นางปรายตามองหน้าสหายคนสนิทสลับกับกงจื่อพระรองธงเขียวด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะลอบยิ้มกรุ้มกริ่มในใจ บรรยากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองคนนี่ช่างแสนหวาน เหมาะสมและคู่ควรกันยิ่งนัก หากไม่มี..อิ่นชางหมิงที่มานั่งหน้าดำคร่ำเครียดเป็นก้างขวางคอชิ้นโตอยู่ตรงนี้น่ะนะ อิ่นชางหมิงขมวดคิ้วมุ่นเมื่อถูกขัดจังหวะ เขากดเสียงต่ำเอ่ยตำหนิ "คุณหนูไป๋ควรไปเรียนรู้เรื่องมารยาทมาใหม่นะ เจ้าควรจะเห็นสิว่าข้ากับคุณหนูกู้กำลังพูดคุยเรื่องสำคัญกันอยู่" ไป๋ลั่วเฟยเบิกตากว้าง เรื่องสำคัญที่ว่านั้น..คงไม่ใช่เรื่องการหมั้นหรอกใช่ไหม! นางรีบหันขวับไปมองหน้ากู้ซูเหยียนทันที และเมื่อเห็นท่าทีเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสหายรัก นั่นก็คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ไม่ได้นะโว้ย! จะให้อีตาพระเอกธงแดงผู้นี้มาพูดคุยบีบคั้นเรื่องการหมั้นหมายกับซูเหยียนผู้แสนดีไม่ได้อย่างเด็ดขาด! ต้องหาทางกันเขาออกไป! คำถามคือ..ทำอย่างไรอิ่นชางหมิงถึงจะยอมลุกออกไปจากที่นี่พร้อมกับนางล่ะ หากกันเขาออกไปได้ ซูเหยียนและกงจื่อก็จะได้อยู่พูดคุยสานสัมพันธ์กันตามลำพังสองต่อสอง นี่ไม่ใช่ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยหรือ ไป๋ลั่วเฟยช้อนตามองหน้าของอิ่นชางหมิงด้วยดวงตาเปล่งประกายวิบวับ ก่อนที่นางจะแย้มยิ้มหวานหยดย้อยออกมา "ท่านโหวน้อย..ข้าขอเวลาพูดคุยกับท่านตามลำพัง..สักประเดี๋ยวได้หรือไม่เจ้าคะ" กึก.. เมื่อได้ยินไป๋ลั่วเฟยกล่าวประโยคนั้น หางคิ้วของกู้ซูเหยียนก็กระตุกขึ้นมาในทันที นัยน์ตาที่เคยทอประกายอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ "ลั่วเฟย..เจ้ามีเรื่องอันใดต้องพูดคุยกับท่านโหวน้อยตามลำพังอย่างนั้นหรือ" น้ำเสียงของกู้ซูเหยียนเย็นเยียบลงหลายส่วน ทว่าไป๋ลั่วเฟยที่กำลังอินกับบทบาทแม่สื่อกลับไม่ทันสังเกต นางเพียงหันไปแจกยิ้มที่แสนน่ารักและงดงามจนละสายตาไม่ได้ให้สหายรัก "เรื่องสำคัญน่ะซูเหยียน เจ้าก็อยู่ที่นี่พูดคุยเป็นเพื่อนท่านกงจื่อไปก่อนก็แล้วกันนะ" นางหันกลับมาทางบุรุษตรงหน้า "รีบลุกขึ้นสิเจ้าคะท่านโหวน้อย ท่านจะใจจืดใจดำให้ดรุณีน้อยเช่นข้าต้องเสียหน้าอย่างนั้นหรือ" ไป๋ลั่วเฟยนั้นนับว่าเป็นสตรีที่งดงามจับตาผู้หนึ่ง อิ่นชางหมิงผู้ชื่นชอบการเด็ดดอกไม้งามและหลงใหลการชมเชยความงดงามของสตรีอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อได้ยินถ้อยคำออดอ้อนเช่นนั้น เขาก็ลอบแสยะยิ้มมุมปาก สตรีผู้นี้คงจะหาข้ออ้างมาสารภาพรักกับเขาอีกอย่างแน่นอน.. แต่เอาเถิด..เห็นแก่ความงดงามของนาง เขาจะยอมลดตัวลงไปเล่นสนุกด้วยสักหน่อยก็แล้วกัน เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองไปเห็นสายตาเยือกเย็นดุจมัจจุราชของกู้ซูเหยียนที่กำลังจ้องเขม็งมาที่เขาเลยแม้แต่น้อย อิ่นชางหมิงขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะถือวิสาสะยกมือขึ้นมาโอบไหล่บอบบางของไป๋ลั่วเฟยเบาๆ "ได้สิคุณหนูไป๋ในเมื่อเจ้ามีเรื่องอยากจะพูดคุย เช่นนั้นข้าก็จะยินยอมรับฟัง" ไป๋ลั่วเฟยขนลุกซู่ นางรีบย่อไหล่ลงเล็กน้อยอย่างแนบเนียน เพื่อให้หลุดพ้นจากการกอบกุมของบุรุษอันตรายผู้นี้ "เชิญทางนี้เจ้าค่ะท่านโหวน้อย..คุยกันไปก่อนนะซูเหยียน ท่านกงจื่อ!" ไป๋ลั่วเฟยไม่ลืมที่จะหันมาขยิบตาและส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มทิ้งท้ายให้สหายรัก เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ก่อนที่นางจะหมุนตัวเดินนำอิ่นชางหมิงออกไปจากศาลาริมน้ำ โดยหารู้ไม่ว่าพายุหึงหวงลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นเบื้องหลัง เจียงฉู่หรานรินน้ำชาใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นมาดื่มเพื่อดับกระหาย เขายกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากเมื่อเห็นท่าที่อยู่ไม่สุขของกู้ซูเหยียน "ท่านหัวเราะอันใดไม่ทราบ ข้าไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอันใดน่าขันเลยกงจื่อ" กู้ซูเหยียนเกลียดชายผู้นี้เสียยิ่งกว่าผู้ใด "ข้าเพียงแค่ยกยิ้มให้กับสายลมและดอกไม้เหล่านี้เท่านั้น คุณหนูกู้นี่เป็นสตรีเช่นไรกัน มางานชมบุปผาแท้ๆแต่เจ้ากลับไม่มีความคิดที่จะชื่นชมความงามของดอกไม้ คอยแต่จะชื่นชมความงามของสหายรักเพียงอย่างเดียว เจ้านี่ช่างพิลึกคนผิดวิสัยสตรีเสียจริง" เมื่อกล่าวจบเจียงฉู่หรานก็หัวเราะออกมาอีกครั้งด้วยความดูแคลน"เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"เสียงหวีดร้องของสตรีผู้หนึ่งที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในบริเวณลานจัดงาน ทำเอาบรรยากาศที่กำลังครึกครื้นเงียบกริบลงในพริบตา "มะ..มีคนพบท่านโหวน้อยนอนไม่ได้สติแถมยัง..เอ่อ..เปลือยกายล่อนจ้อนอยู่แถวหน้าห้องเก็บของเจ้าค่ะ!"สิ้นเสียงประกาศนั้น เสียงฮือฮาก็ดังอื้ออึงขึ้นมาทันที บรรดาคุณหนูคุณชายต่างพากันเบิกตากว้าง ยกพัดขึ้นมาปิดปากกระซิบกระซาบกันอย่างออกรสเมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋ลั่วเฟยก็รีบหันขวับไปมองหน้ากู้ซูเหยียนสหายรักผู้ก่อคดีทันที ทว่าใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นกลับเรียบเฉยสนิท ร่างบอบบางเพียงแค่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบด้วยท่วงท่าสง่างาม ไร้ซึ่งร่องรอยของความตื่นตระหนกหรือพิรุธใดๆทั้งสิ้น ราวกับเรื่องที่เพิ่งได้ยินเป็นเพียงสายลมพัดผ่านส่วนทางด้านเจียงฉู่หราน..กงจื่อจวนอ๋องปรายตามองดวงหน้าของลั่วเฟยสลับกับกู้ซูเหยียน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอแล้วยกยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างรู้ทัน"ท่านโหวน้อยนี่ช่างเป็นคนประหลาดยิ่งนักนะ เหตุใดถึงไปมีรสนิยมชอบนอนเปลือยกายรับลมเย็นในงานเลี้ยงน้ำชาเช่นนี้ได้เล่า" เจียงฉู่หรานกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดตลก คล้ายจ
เมื่อกลับเข้ามาในบริเวณงานเลี้ยงไป๋ลั่วเฟยก็ปลีกตัวมานั่งพักที่ศาลาริมน้ำ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความตื่นตระหนกและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติที่สุด ทว่ามือเรียวที่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบนั้นกลับยังคงสั่นสะท้านน้อยๆ"เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึเปล่าขอรับ.."น้ำเสียงทุ้มละมุนที่แสนคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของเจียงฉู่หรานที่เดินเข้ามาใกล้ มือหนายื่นผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดที่ปักดิ้นเงินลายเมฆามาตรงหน้านาง นัยน์ตาดอกท้อของกงจื่อจวนอ๋องทอดมองมาด้วยความห่วงใย เขามองเห็นคราบน้ำตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตรงหางตาและรอยแดงจางๆบนดวงหน้าหวานได้อย่างชัดเจนลั่วเฟยชะงักไปเล็กน้อย นางช้อนตามองใบหน้าหล่อเหลาของเขา ก่อนจะยกยิ้มบางๆแล้วส่ายหน้าเบาๆ มือเล็กรีบยื่นไปรับผ้าเช็ดหน้าของเขามาถือเอาไว้อย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่าสวรรค์! ผ้าเช็ดหน้าของเมน! จะให้นางกล้าเอามาซับน้ำตาเช็ดคราบเปื้อนได้อย่างไรกัน ของแรร์ไอเทมระดับนี้ นางต้องเอากลับไปซักแห้งใส่กรอบทอง แล้วขึ้นหิ้งบูชาเช้าเย็นถึงจะถูก"ขะ..ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านกงจื่อมากนะเจ้าคะ"ลั่วเฟยเอ่ยเสียงใส แววตาที่เคยหวาดหวั่นเมื่อครู่แปรเ
ไป๋ลั่วเฟยส่ายหน้าเบาๆเพื่อปฏิเสธ นางเพียงแค่ออดอ้อนเขาเล็กๆน้อยๆเพื่อหวังให้เขายินยอมตายใจและปล่อยนางไปเท่านั้น แต่มีอย่างที่ไหนที่บุรุษผู้นี้ดันมากลับคำพูดหน้าตาเฉยเช่นนี้!"อีกทั้งที่นี่คือจวนสกุลหลี่..หากมีผู้ใดมาพบเข้าคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก" นางพยายามหาข้ออ้างมากมายเพื่อทำให้อิ่นชางหมิงล้มเลิกความตั้งใจ"ข้าไม่สนเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นสักนิด" อิ่นชางหมิงเอ่ยเสียงพร่า ยิ่งเห็นท่าทีปฏิเสธและถอยร่นของนาง เขาก็ยิ่งอยากครอบครองนางมากยิ่งขึ้น "คิดว่าข้าโง่จนดูไม่ออกหรือไร ว่าเจ้าไม่คิดจะไปตามนัดที่หอสุราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว..เจ้านี่มันเป็นสตรีที่ร้ายกาจมากจริงๆ"นี่เขารู้ทันได้อย่างไรกันลั่วเฟยกรีดร้องในใจ ให้ตายสิ..นางไม่ควรเอาตัวเข้ามาพัวพันกับบุรุษอันตรายอย่างเขาตั้งแต่แรกเลยจริงๆทว่ายังไม่ทันได้คิดหาทางหนี ฝ่ามือหนาก็เริ่มรุกรานล้วงเข้าไปใต้กระโปรงตัวยาวของไป๋ลั่วเฟยอย่างอุกอาจ นางเบิกตากว้างพยายามดิ้นรนและใช้มือดันแผงอกเขาออก ทว่ามืออีกข้างของอิ่นชางหมิงกลับรวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างของนางเอาไว้ แล้วตรึงขึ้นเหนือศีรษะแนบกับกำแพงได้อย่างง่ายดาย"อย่าขัดขืนสิลั่วเฟย..เจ้าไม่รู้หรือ
อิ่นชางหมิงดันแผ่นหลังบอบบางของไป๋ลั่วเฟยให้ถอยร่นไปจนชิดติดกำแพงเย็นเฉียบของห้องเก็บของ ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าประชิดกักขังนางไว้ในวงแขนแข็งแกร่ง ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปาก"ในเมื่อเจ้าอยากมองข้านัก..เช่นนั้นก็มองดูให้ชัดๆสิลั่วเฟย"ใบหน้างามแดงซ่านขึ้นมาในทันที เพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว และเพราะท่าทีคุกคามอันแสนอันตรายของเขาลั่วเฟยฝืนส่งยิ้มแห้งแล้งออกมา มือเล็กยกขึ้นผลักไสแผงอกกว้างของเขาอย่างกล้าๆกลัวๆ "ทะ..ท่านโหวน้อยน่าจะเข้าใจผิดไปแล้ว ลั่วเฟยนั้นมิได้ต้องการ..""แต่ข้าต้องการ!"เขาเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงดุดันและเอาแต่ใจ "และเรื่องนี้เจ้าก็เป็นฝ่ายเริ่มต้นมันขึ้นมาก่อน จะไม่ทำให้เสร็จสิ้นได้อย่างไร ข้าไม่คิดยินยอมปล่อยให้มันค้างคาหรอกนะ"นี่เขาเป็นบ้าอะไรของเขากันเนี่ย! นางแค่เรียกเขาไปคุยถ่วงเวลาไม่กี่คำเท่านั้นนะโว้ย!ทว่ายังไม่ทันที่ลั่วเฟยจะได้เอื้อนเอ่ยคำด่าทอใดๆ อิ่นชางหมิงก็เคลื่อนใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้ ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกของเขาจะทาบทับลงมาไป๋ลั่วเฟยเบิกตากว้าง พยายามหันหน้าเพื่อหลีกหนีจุมพิตจาบจ้วงนั้น ทว่าเพราะแผ่นหลังของนา
"ลั่วลั่ว!"เสียงเรียกอันสดใสของหลินหมิงเหยาสหายสนิทในวัยเด็กอีกคนหนึ่งของไป๋ลั่วเฟยดังแทรกขึ้นมา ไป๋ลั่วเฟยหันขวับไปตามเสียง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแล้วโบกมือทักทายสหายรักที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเนิ่นนาน"อาเหยา!"ไป๋ลั่วเฟยหันกลับมาหากู้ซูเหยียนและเจียงฉู่หราน นางขยิบตาให้สหายรักหนึ่งทีอย่างรู้กัน "ซูเหยียน..เจ้าคุยกับท่านกงจื่อเป็นเพื่อนไปก่อนนะ ข้าขอตัวไปหาหมิงเหยาก่อน เราไม่ได้พบหน้ากันนานแรมปีตั้งแต่ที่นางไปร่ำเรียนที่ต่างเมือง ประเดี๋ยวข้ามานะ"กล่าวจบแม่สื่อตัวน้อยที่คิดว่าตนเองทำหน้าที่ปูทางได้ดีเยี่ยมแล้ว ก็รีบหมุนตัววิ่งรี่ออกไปหาหลินหมิงเหยาทันที"อาเหยา..เจ้าสบายดีใช่หรือไม่""ข้าสบายดี คิดถึงเจ้าแทบแย่" หลินหมิงเหยารีบก้าวเข้ามาสวมกอดไป๋ลั่วเฟยเอาไว้แน่น สองสตรีที่ห่างหายกันไปนานต่างพากันส่งเสียงหัวเราะคิกคัก และเริ่มพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอย่างออกรสออกชาติทว่า..ทันทีที่แผ่นหลังบางของไป๋ลั่วเฟยเดินห่างออกไปจนพ้นระยะได้ยิน บรรยากาศรอบตัวของกู้ซูเหยียนและเจียงฉู่หรานที่ยืนอยู่เบื้องหลังก็พลิกตลบกลับตาลปัตร ความอบอุ่นและรอยยิ้มเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเยือกเย็นร
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา..วันนี้มีงานเลี้ยงน้ำชาจัดขึ้นที่จวนสกุลหลี่ไป๋ลั่วเฟยตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาประทินโฉมและแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่งดงามที่สุด นางจัดการส่งจดหมายนัดแนะไปหาทั้งกู้ซูเหยียนและเจียงฉู่หรานเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดการนัดหมายคืออีกสามวันข้างหน้าที่หอลั่วหยาง แน่นอนว่าตัวช่วยลับอย่างกำยานปลุกกำหนัดก็ถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพตามเนื้อเรื่องในนิยายดูเหมือนว่าทั้งซูเหยียนและท่านกงจื่อจะเคยพบเจอกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทั้งสองคนต่างมีความรู้สึกดีๆให้แก่กันมาเนิ่นนาน เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากสารภาพความในใจออกไปเท่านั้นในเมื่อเป็นเช่นนั้น..นางนี่แหละที่จะขอรับบทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสเปิดอกพูดคุยความในใจกันเสียทีจวนตระกูลเจียงเป็นถึงจวนอ๋องที่แสนจะมั่งคั่ง ถึงแม้ว่าเจียงฉู่หรานจะเป็นเพียงคุณชายรอง ไม่ใช่ซื่อจื่อผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ แต่ทว่าด้วยนิสัยที่เป็นคนดี อบอุ่น และความร่ำรวยของจวนตระกูลเจียง ย่อมรับประกันได้ว่ากู้ซูเหยียนจะไม่มีทางพบเจอกับความลำบากใจหรือลำบากกายอย่างแน่นอนบุรุษผู้นี้แหละถึงจะเหมาะสมกับสหายของนางที่สุด ไป๋ลั่วเฟยหมายมั่นปั้นมือเ







