LOGIN
"อย่าไปนะลั่วเฟย..ข้าอยากให้เจ้าอยู่ด้วย"
เมื่อสิ้นคำกล่าวนั้น กู้ซูเหยียนก็ตรงเข้ามาคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของนางเอาไว้แน่นไม่ยอมให้ดิ้นหลุด ไม่ได้สิซูเหยียน! จะให้ข้าอยู่ด้วยไม่ได้นะ! ไป๋ลั่วเฟยกรีดร้องประท้วงในใจ เพราะอีกประเดี๋ยวเจียงฉู่หรานกงจื่อจวนอ๋อง พระรองธงเขียวผู้แสนดีก็จะมาถึงแล้ว นางจะอยู่เป็นก้างขวางคอชิ้นโตไม่ได้อย่างเด็ดขาด นางอุตส่าห์ลงทุนลงแรง ซื้อกำยานปลุกกำหนัดชั้นเลิศมาจุดไว้ในห้องของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เพื่อหวังจะให้สหายรักได้ลงเอยกับคนดีๆอย่างเขา นางจะมาทำให้เสียการใหญ่ไม่ได้ อีกทั้งกลิ่นกำยานปลุกกำหนัดนั่นก็เริ่มลอยคลุ้งไปทั่วห้องแล้ว หากนางสูดดมเข้าไปมากๆเกรงว่าตัวเองนั่นแหละที่จะเดือดร้อนไปด้วย "ข้าต้องไปแล้วซูเหยียน เจ้ารออยู่ที่นี่เถิด อีกประเดี๋ยวกงจื่อก็มาตามนัดแล้ว" นางพยายามแกะมือที่เหนียวแน่นผิดมนุษย์มนาของสหายรักออก แอ๊ด.. เมื่อกล่าวยังไม่ทันขาดคำบานประตูก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของเจียงฉู่หรานที่ก้าวเข้ามา ท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดภายใต้แสงสลัว อา..เมนของนางช่างหล่อเหลาเอาการดีจริงๆ ขอให้ค่ำคืนนี้พวกเขาทั้งสองสุขสมหวังในสิ่งที่ตัวเองต้องการเถิด นิยายเรื่องนี้..นางนี่แหละที่จะเป็นคนเปลี่ยนพล็อตเอง "ในเมื่อกงจื่อมาแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะ" ไป๋ลั่วเฟยฉีกยิ้มกว้างเตรียมจะหมุนตัวหนี ทว่าซูเหยียนกลับไม่ยอมปล่อยมือ ซ้ำร้ายเจียงฉู่หรานที่เพิ่งเดินเข้ามากลับขยับตัวมาขวางหน้าประตูเอาไว้ "จะรีบไปไหนกันเล่า..ลั่วเฟย" อึก..อย่ามาเรียกชื่อกันด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นสิให้ตาย นางแทบจะเป็นลมล้มพับเอาเสียให้ได้ที่ได้พบเจอเมนตัวเองในระยะประชิด รอยยิ้มละมุนละไมที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าของกงจื่อ บัดนี้กลับดูมีแววตาดำมืดและล้ำลึกอย่างประหลาด "คือว่า..ข้า..ข้าต้องรีบไป.." "....." ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับมา กลิ่นกำยานปลุกกำหนัดลอยฟุ้งอบอวล คืบคลานเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของคนทั้งสาม และยังไม่ทันที่ไป๋ลั่วเฟยจะได้อ้าปากกล่าวคำใด กู้ซูเหยียนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังก็กระชากร่างของนางเข้าไปปะทะอก ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาประกบจูบนางอย่างแรง เอ๊ะ..นางเอกของเรื่องนี้มาจูบนางที่เป็นตัวประกอบหญิงได้ยังไงกันฟะ! ทว่าในช่วงเวลาที่ไป๋ลั่วเฟยเบิกตากว้างและพยายามจะยกมือขึ้นมาผลักไสร่างของสหายรักออกไป กู้ซูเหยียนกลับยิ่งขยับเรือนร่างเข้ามาบดเบียดนาง สิ่งหนึ่งที่นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนทะลุผ่านเนื้อผ้า คือตรงกึ่งกลางร่างกายของอีกฝ่ายที่กำลังเสียดสีถูกับเอวของนาง มัน..คล้ายกับมีกระบองอันใหญ่ที่ทั้งแข็งขืนและร้อนผ่าว "ซะ..ซูเหยียน เจ้าพกดาบมาทำไมกัน เจ้าถอยออกไปก่อนเถิด" นางเอ่ยประท้วงเสียงอู้อี้ กู้ซูเหยียนผละริมฝีปากออกช้าๆนัยน์ตาคมกริบจ้องมองดวงหน้าหวานที่บัดนี้แดงระเรื่อของไป๋ลั่วเฟยอย่างไม่ละสายตา เขาอดทนมานานเหลือเกิน และดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป สหายรักอันใดกัน..เขาไม่เคยมองนางเป็นสหายเลยแม้แต่น้อย! เขารู้ดีว่านางล่อลวงเขามาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้เพื่อให้มาพบกับกงจื่อผู้นั้น แต่นางช่างโง่เขลานัก เขาเป็นบุรุษเต็มตัว จะให้ไปรักชอบพอบุรุษด้วยกันได้อย่างไร อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา สายตาของเขาก็มองแค่นางมาโดยตลอด ฉะนั้น..โทษฐานที่นางกล้าวางยาปลุกกำหนัดเพื่อหวังให้เขาและเจียงฉู่หรานทำเรื่องผิดศีลธรรมต่อกัน นางนั่นแหละที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ! "เจ้า..ไสหัวออกไปได้แล้ว!" กู้ซูเหยียนตวัดสายตาดุดันไปทางผู้มาใหม่ ก่อนจะตระกองกอดลั่วเฟยเอาไว้แนบอก ราวกับต้องการจะซุกซ่อนนางจากสายตาของกงจื่อ ทว่าเจียงฉู่หรานกลับไม่สะทกสะท้าน มือหนาของกงจื่อรูปงามกำลังค่อยๆปลดสายรัดเอวของตนเองออกช้าๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุ "ข้าจะออกไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อวันนี้คุณหนูไป๋เชิญข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง..อีกอย่างข้ารู้ดีว่าตัวตนที่แท้จริงของเจ้าคือใคร เพราะอย่างนั้นหากยังอยากเก็บเรื่องความลับของเจ้าให้เป็นความลับต่อไป ก็ปล่อยมือออกจากลั่วเฟยซะ" ไป๋ลั่วเฟยมองใบหน้าของกู้ซูเหยียนสลับกับใบหน้าหล่อเหลาของกงจื่อไปมาอย่างงุนงง "ความลับงั้นหรือ ความลับอันใดกันซูเหยียน.." เจียงฉู่หรานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินลั่วเฟยเอ่ยถาม "เรื่องความลับนั้น อีกไม่นานเจ้าก็จะได้รู้แล้วลั่วเฟย..เพียงแต่ในยามนี้ดูเหมือนกำยานปลุกกำหนัดที่กำลังฟุ้งกระจายออกมานี้ เจ้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบมันเสียแล้ว" หา..นี่พวกเขารู้หรอกหรือว่านางเป็นคนแอบวางยา ว่าแต่..ที่บอกว่าจะให้รับผิดชอบนั้น จะให้นางรับผิดชอบอย่างไรกัน "ซูเหยียน..เจ้าอย่ากอดข้าแน่นนักสิ..แล้วก็ช่วยเอากระบองที่เจ้าพกมาออกไปทีเถิด มันเกะกะนะ" นางบ่นอุบอิบพลางขยับตัวขยุุกขยิกเพื่อหลบหลีกสิ่งแปลกปลอมนั้น สิ้นคำกล่าวนั้น ใบหน้าของกู้ซูเหยียนก็แดงซ่านขึ้นมาในทันที เขากัดฟันกรอดพลางเอ่ยกระซิบชิดใบหูของนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสกระบองที่เจ้าพยายามผลักไสนี้เอง..ลั่วเฟย""เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"เสียงหวีดร้องของสตรีผู้หนึ่งที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในบริเวณลานจัดงาน ทำเอาบรรยากาศที่กำลังครึกครื้นเงียบกริบลงในพริบตา "มะ..มีคนพบท่านโหวน้อยนอนไม่ได้สติแถมยัง..เอ่อ..เปลือยกายล่อนจ้อนอยู่แถวหน้าห้องเก็บของเจ้าค่ะ!"สิ้นเสียงประกาศนั้น เสียงฮือฮาก็ดังอื้ออึงขึ้นมาทันที บรรดาคุณหนูคุณชายต่างพากันเบิกตากว้าง ยกพัดขึ้นมาปิดปากกระซิบกระซาบกันอย่างออกรสเมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋ลั่วเฟยก็รีบหันขวับไปมองหน้ากู้ซูเหยียนสหายรักผู้ก่อคดีทันที ทว่าใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นกลับเรียบเฉยสนิท ร่างบอบบางเพียงแค่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบด้วยท่วงท่าสง่างาม ไร้ซึ่งร่องรอยของความตื่นตระหนกหรือพิรุธใดๆทั้งสิ้น ราวกับเรื่องที่เพิ่งได้ยินเป็นเพียงสายลมพัดผ่านส่วนทางด้านเจียงฉู่หราน..กงจื่อจวนอ๋องปรายตามองดวงหน้าของลั่วเฟยสลับกับกู้ซูเหยียน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอแล้วยกยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างรู้ทัน"ท่านโหวน้อยนี่ช่างเป็นคนประหลาดยิ่งนักนะ เหตุใดถึงไปมีรสนิยมชอบนอนเปลือยกายรับลมเย็นในงานเลี้ยงน้ำชาเช่นนี้ได้เล่า" เจียงฉู่หรานกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดตลก คล้ายจ
เมื่อกลับเข้ามาในบริเวณงานเลี้ยงไป๋ลั่วเฟยก็ปลีกตัวมานั่งพักที่ศาลาริมน้ำ นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความตื่นตระหนกและปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติที่สุด ทว่ามือเรียวที่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบนั้นกลับยังคงสั่นสะท้านน้อยๆ"เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึเปล่าขอรับ.."น้ำเสียงทุ้มละมุนที่แสนคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของเจียงฉู่หรานที่เดินเข้ามาใกล้ มือหนายื่นผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดที่ปักดิ้นเงินลายเมฆามาตรงหน้านาง นัยน์ตาดอกท้อของกงจื่อจวนอ๋องทอดมองมาด้วยความห่วงใย เขามองเห็นคราบน้ำตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตรงหางตาและรอยแดงจางๆบนดวงหน้าหวานได้อย่างชัดเจนลั่วเฟยชะงักไปเล็กน้อย นางช้อนตามองใบหน้าหล่อเหลาของเขา ก่อนจะยกยิ้มบางๆแล้วส่ายหน้าเบาๆ มือเล็กรีบยื่นไปรับผ้าเช็ดหน้าของเขามาถือเอาไว้อย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่าสวรรค์! ผ้าเช็ดหน้าของเมน! จะให้นางกล้าเอามาซับน้ำตาเช็ดคราบเปื้อนได้อย่างไรกัน ของแรร์ไอเทมระดับนี้ นางต้องเอากลับไปซักแห้งใส่กรอบทอง แล้วขึ้นหิ้งบูชาเช้าเย็นถึงจะถูก"ขะ..ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านกงจื่อมากนะเจ้าคะ"ลั่วเฟยเอ่ยเสียงใส แววตาที่เคยหวาดหวั่นเมื่อครู่แปรเ
ไป๋ลั่วเฟยส่ายหน้าเบาๆเพื่อปฏิเสธ นางเพียงแค่ออดอ้อนเขาเล็กๆน้อยๆเพื่อหวังให้เขายินยอมตายใจและปล่อยนางไปเท่านั้น แต่มีอย่างที่ไหนที่บุรุษผู้นี้ดันมากลับคำพูดหน้าตาเฉยเช่นนี้!"อีกทั้งที่นี่คือจวนสกุลหลี่..หากมีผู้ใดมาพบเข้าคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก" นางพยายามหาข้ออ้างมากมายเพื่อทำให้อิ่นชางหมิงล้มเลิกความตั้งใจ"ข้าไม่สนเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นสักนิด" อิ่นชางหมิงเอ่ยเสียงพร่า ยิ่งเห็นท่าทีปฏิเสธและถอยร่นของนาง เขาก็ยิ่งอยากครอบครองนางมากยิ่งขึ้น "คิดว่าข้าโง่จนดูไม่ออกหรือไร ว่าเจ้าไม่คิดจะไปตามนัดที่หอสุราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว..เจ้านี่มันเป็นสตรีที่ร้ายกาจมากจริงๆ"นี่เขารู้ทันได้อย่างไรกันลั่วเฟยกรีดร้องในใจ ให้ตายสิ..นางไม่ควรเอาตัวเข้ามาพัวพันกับบุรุษอันตรายอย่างเขาตั้งแต่แรกเลยจริงๆทว่ายังไม่ทันได้คิดหาทางหนี ฝ่ามือหนาก็เริ่มรุกรานล้วงเข้าไปใต้กระโปรงตัวยาวของไป๋ลั่วเฟยอย่างอุกอาจ นางเบิกตากว้างพยายามดิ้นรนและใช้มือดันแผงอกเขาออก ทว่ามืออีกข้างของอิ่นชางหมิงกลับรวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างของนางเอาไว้ แล้วตรึงขึ้นเหนือศีรษะแนบกับกำแพงได้อย่างง่ายดาย"อย่าขัดขืนสิลั่วเฟย..เจ้าไม่รู้หรือ
อิ่นชางหมิงดันแผ่นหลังบอบบางของไป๋ลั่วเฟยให้ถอยร่นไปจนชิดติดกำแพงเย็นเฉียบของห้องเก็บของ ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าประชิดกักขังนางไว้ในวงแขนแข็งแกร่ง ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปาก"ในเมื่อเจ้าอยากมองข้านัก..เช่นนั้นก็มองดูให้ชัดๆสิลั่วเฟย"ใบหน้างามแดงซ่านขึ้นมาในทันที เพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว และเพราะท่าทีคุกคามอันแสนอันตรายของเขาลั่วเฟยฝืนส่งยิ้มแห้งแล้งออกมา มือเล็กยกขึ้นผลักไสแผงอกกว้างของเขาอย่างกล้าๆกลัวๆ "ทะ..ท่านโหวน้อยน่าจะเข้าใจผิดไปแล้ว ลั่วเฟยนั้นมิได้ต้องการ..""แต่ข้าต้องการ!"เขาเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงดุดันและเอาแต่ใจ "และเรื่องนี้เจ้าก็เป็นฝ่ายเริ่มต้นมันขึ้นมาก่อน จะไม่ทำให้เสร็จสิ้นได้อย่างไร ข้าไม่คิดยินยอมปล่อยให้มันค้างคาหรอกนะ"นี่เขาเป็นบ้าอะไรของเขากันเนี่ย! นางแค่เรียกเขาไปคุยถ่วงเวลาไม่กี่คำเท่านั้นนะโว้ย!ทว่ายังไม่ทันที่ลั่วเฟยจะได้เอื้อนเอ่ยคำด่าทอใดๆ อิ่นชางหมิงก็เคลื่อนใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้ ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกของเขาจะทาบทับลงมาไป๋ลั่วเฟยเบิกตากว้าง พยายามหันหน้าเพื่อหลีกหนีจุมพิตจาบจ้วงนั้น ทว่าเพราะแผ่นหลังของนา
"ลั่วลั่ว!"เสียงเรียกอันสดใสของหลินหมิงเหยาสหายสนิทในวัยเด็กอีกคนหนึ่งของไป๋ลั่วเฟยดังแทรกขึ้นมา ไป๋ลั่วเฟยหันขวับไปตามเสียง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแล้วโบกมือทักทายสหายรักที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเนิ่นนาน"อาเหยา!"ไป๋ลั่วเฟยหันกลับมาหากู้ซูเหยียนและเจียงฉู่หราน นางขยิบตาให้สหายรักหนึ่งทีอย่างรู้กัน "ซูเหยียน..เจ้าคุยกับท่านกงจื่อเป็นเพื่อนไปก่อนนะ ข้าขอตัวไปหาหมิงเหยาก่อน เราไม่ได้พบหน้ากันนานแรมปีตั้งแต่ที่นางไปร่ำเรียนที่ต่างเมือง ประเดี๋ยวข้ามานะ"กล่าวจบแม่สื่อตัวน้อยที่คิดว่าตนเองทำหน้าที่ปูทางได้ดีเยี่ยมแล้ว ก็รีบหมุนตัววิ่งรี่ออกไปหาหลินหมิงเหยาทันที"อาเหยา..เจ้าสบายดีใช่หรือไม่""ข้าสบายดี คิดถึงเจ้าแทบแย่" หลินหมิงเหยารีบก้าวเข้ามาสวมกอดไป๋ลั่วเฟยเอาไว้แน่น สองสตรีที่ห่างหายกันไปนานต่างพากันส่งเสียงหัวเราะคิกคัก และเริ่มพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันอย่างออกรสออกชาติทว่า..ทันทีที่แผ่นหลังบางของไป๋ลั่วเฟยเดินห่างออกไปจนพ้นระยะได้ยิน บรรยากาศรอบตัวของกู้ซูเหยียนและเจียงฉู่หรานที่ยืนอยู่เบื้องหลังก็พลิกตลบกลับตาลปัตร ความอบอุ่นและรอยยิ้มเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเยือกเย็นร
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา..วันนี้มีงานเลี้ยงน้ำชาจัดขึ้นที่จวนสกุลหลี่ไป๋ลั่วเฟยตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาประทินโฉมและแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่งดงามที่สุด นางจัดการส่งจดหมายนัดแนะไปหาทั้งกู้ซูเหยียนและเจียงฉู่หรานเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดการนัดหมายคืออีกสามวันข้างหน้าที่หอลั่วหยาง แน่นอนว่าตัวช่วยลับอย่างกำยานปลุกกำหนัดก็ถูกจัดเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพตามเนื้อเรื่องในนิยายดูเหมือนว่าทั้งซูเหยียนและท่านกงจื่อจะเคยพบเจอกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทั้งสองคนต่างมีความรู้สึกดีๆให้แก่กันมาเนิ่นนาน เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากสารภาพความในใจออกไปเท่านั้นในเมื่อเป็นเช่นนั้น..นางนี่แหละที่จะขอรับบทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสเปิดอกพูดคุยความในใจกันเสียทีจวนตระกูลเจียงเป็นถึงจวนอ๋องที่แสนจะมั่งคั่ง ถึงแม้ว่าเจียงฉู่หรานจะเป็นเพียงคุณชายรอง ไม่ใช่ซื่อจื่อผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ แต่ทว่าด้วยนิสัยที่เป็นคนดี อบอุ่น และความร่ำรวยของจวนตระกูลเจียง ย่อมรับประกันได้ว่ากู้ซูเหยียนจะไม่มีทางพบเจอกับความลำบากใจหรือลำบากกายอย่างแน่นอนบุรุษผู้นี้แหละถึงจะเหมาะสมกับสหายของนางที่สุด ไป๋ลั่วเฟยหมายมั่นปั้นมือเ







