LOGINเมื่อได้รับคำอนุญาตและคำยืนยันจากแม่สามี สวี่เยว่หรานก็แสร้งทำเป็นเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตคู่ส
เมื่อได้รับคำอนุญาตและคำยืนยันจากแม่สามี สวี่เยว่หรานก็แสร้งทำเป็นเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริกคล้ายมีหยาดน้ำตาคลอเบาๆ คล้ายคนที่อัดอั้นตันใจมานาน นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเริ่มต้นเอ่ยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้โจวฮูหยินฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน่าสงสาร“ท่านแม่ใหญ่ ลูกสะใภ้ไม่ได้ตั้งใจจะไปหาเรื่องผู้ใดก่อนเลยจริงๆ เจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเปิดประโยคด้วยท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัว ก่อนจะเล่าต่อ“เพียงแต่... นิสัยของคุณหนูเสิ่นซูหนานนั้น ธาตุแท้ของนางมิใช่คนดีเลยเจ้าค่ะ นางโปรดปรานความโดดเด่นและมักจะชอบกดข่มผู้อื่นให้ต่ำกว่าตนอยู่เสมอ”โจวฮูหยินตั้งใจฟัง สีหน้าของนางเริ่มเคร่งขรึมลงทีละน้อยเมื่อได้ยินการเกริ่นนำเช่นนั้น“ในงานวันนี้ นางพยายามหาทางแสดงอำนาจและหักหน้าผู้อื่นเพื่อเชิดชูตนเอง เริ่มแรกจากการท้าทายให้แต่งกลอนประชันกัน ข้าคิดว่าเป็นเพียงการแสดงความสามารถเพื่อสร้างความบันเทิงและให้เกียรติแก่เจ้าภาพ อีกทั้งตัวแทนของจวนโหวอย่างข้าจะแสดงความอ่อนแอหรือทำให้ตระกูลต้องขายหน้าไม่ได้ จึงตั้งใจแต่งกลอนอย่างสุดความสามารถ... ใครจะรู้เล่าเจ้าคะว่า ฝีมือขอ
หลังจากงานเลี้ยงวันเกิดที่จวนกั๋วกงสิ้นสุดลง สวี่เยว่หรานพร้อมด้วยฟู่หลิงก็เดินทางกลับมาถึงจวนโหวอย่างราบรื่น หญิงสาวที่เพิ่งเปลี่ยนชุดเป็นชุดลำลองที่สวมใส่สบายแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรจะไปแวะรายงานความเป็นไปในงานให้โจวอี้หยางได้รับรู้เสียหน่อย นางจึงเดินตรงไปยังเรือนหนังสือของซื่อจื่อหนุ่มทันทีเมื่อมาถึงหน้าห้องหนังสือ บ่าวรับใช้เข้าไปเรียนซื่อจื่อแล้วกลับออกมาเชิญนางเข้าไป ภายในห้อง โจวอี้หยางกำลังนั่งสะสางงานราชการอยู่หลังโต๊ะไม้ เมื่อเห็นน้องสะใภ้ เขาก็แสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นอย่างปิดไม่มิด“น้องสะใภ้ งานเลี้ยงที่จวนกั๋วกงวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ราบรื่นดีหรือไม่” โจวอี้หยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อยสะใภ้รองจวนโหวคลี่ยิ้มบางเบา นางเดินเข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งด้านข้าง ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พี่ชายของสามีฟังด้วยน้ำเสียงที่สุขุม ตั้งแต่เรื่องที่นางนำปิ่นหยกที่เขาฝากให้เสิ่นซูหนานไปมอบให้นาง จนถึงเรื่องการที่คุณหนูเสิ่นสายตรงผู้นั้นพยายามจะกลั่นแกล้งและหักหน้านางด้วยการท้าแต่งกลอนและแข่งโยนลูกธนู แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเสิ่นซูหนานเสียเองที่ต้องพ่า
องค์หญิงเจ็ดทอดพระเนตรเห็นรอยยิ้มของสวี่เยว่หรานที่เพิ่งพ่ายแพ้ในการละเล่นโถวหูดังนั้น จึงตรัสถามด้วยความขบขันและเอ็นดู“สวี่เยว่หราน ผลรวมคะแนนกลุ่มของเจ้าแพ้เห็นๆ เหตุใดเจ้าจึงยิ้มหน้าบานเช่นนี้เล่า”สวี่เยว่หรานย่อกายถวายบังคมด้วยกิริยาอันงดงาม ก่อนจะทูลตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน“ทูลองค์หญิง หม่อมฉันเพียงแต่รู้สึกภูมิใจในตนเองเพคะ การเล่นโยนลูกธนูนี้เพิ่งเคยลองเล่นเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่กลับขว้างลงตั้งเก้าดอก พลาดไปแค่ดอกเดียวเท่านั้น หม่อมฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะทำได้ดีขนาดนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่จับ จึงอดที่จะยิ้มไม่ได้เพคะ”นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังคุณหนูจากตระกูลขุนนางสองคนที่จงใจแกล้งปาไม่ลงเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้มมีความหมายลึกซึ้ง“เพียงแต่... หม่อมฉันประหลาดใจอยู่เล็กน้อยเพคะ เหตุใดคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงผู้มีการฝึกฝนและคุ้นเคยกับการละเล่นนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ถึงกับขว้างอย่างไรก็ไม่ลงกระบอกเลยแม้แต่ดอกเดียว ช่างน่าขันเสียจริงเพคะ”สิ้นคำพูดของสวี่เยว่หราน บรรดาคุณหนูที่แกล้งขว้างไม่ลงถึงกับหน้าซีดเผือด สีหน้าเปลี่ยนเป
หลังจากที่เสิ่นซูหนานต้องพ่ายแพ้ให้กับสวี่เยว่หรานในการประชันบทกวีจนเสียหน้า ความเคียดแค้นและอิจฉาริษยาที่สุมอยู่ในอกก็ทำให้นางยอมสงบปากสงบคำไม่ไหว ดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะกวาดมองหาช่องทางที่จะกู้หน้าคืนมาให้ได้โดยเร็วเมื่อเห็นว่าช่วงเวลาของงานดำเนินมาถึงการละเล่นกลางแจ้งอย่าง โถวหู (การโยนลูกธนูลงกระบอกไม้ไผ่) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงนิยมเล่นกันจนคุ้นมือ เสิ่นซูหนานก็พลันผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นที่มุมปาก นางคิดว่าในด้านบทกวีสตรีต่างเมืองผู้นี้อาจจะมีความรู้ที่ดี แต่เรื่องการละเล่นที่ใช้ทักษะร่างกายเช่นนี้ นางมั่นใจว่าสะใภ้รองจวนโหวที่เพิ่งแต่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ไม่มีทางสู้ตนได้อย่างแน่นอนเสิ่นซูหนานก้าวออกไปเบื้องหน้า ย่อกายคารวะองค์หญิงเจ็ดด้วยรอยยิ้มหวานที่เคลือบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดัง“กราบทูลองค์หญิง หม่อมฉันเห็นว่าการแต่งกลอนเมื่อครู่ดูเคร่งเครียดเกินไปสักหน่อย เพื่อไม่ให้บรรยากาศน่าเบื่อ หม่อมฉันอยากชวนทุกท่านร่วมสนุกกันเพคะ...” นางจงใจหันมามองทางสวี่เยว่หรานด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อย“พี่หญิงสวี่เพิ
หลังจากที่สวี่เยว่หรานเอ่ยปากรับคำท้าทายอย่างองอาจและไม่เกรงกลัวผู้ใด แววตาของเหล่าคุณหนูและฮูหยินต่างจับจ้องมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตื่นเต้น ประหลาดใจ และบางคนก็แอบลอบยิ้มเยาะเย้ยด้วยความเวทนา ที่เห็นสตรีต่างเมืองกล้าหาญรับการท้าทายคุณหนูจวนกั๋วกงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงในจังหวะนั้นเอง องค์หญิงเจ็ดทอดพระเนตรความสนุกอยู่เบื้องสูง ทรงแย้มพระสรวลด้วยความสำราญพระทัย พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อยเพื่อยุติเสียงซุบซิบรอบด้าน ก่อนจะตรัสด้วยเสียงกังวาน“ในเมื่อทั้งสองคนต่างมีความมั่นใจและพร้อมจะประชันบทกวีเพื่อเป็นการสร้างความสำราญแก่เราและทุกคนในที่นี้ วันนี้เราจะขอเป็นผู้กำหนดหัวข้อการแต่งกลอนให้พวกเจ้าทั้งสองคนเอง”เมื่อองค์หญิงเจ็ดตรัสเช่นนี้ เสิ่นซูหนานก็รีบยิ้มรับอย่างอ่อนหวาน ทว่าในใจกลับลำพองใจยิ่งนัก นางมั่นใจในความรู้ด้านอักษรที่ตนร่ำเรียนมาจากสำนักชื่อดังในเมืองหลวงว่าอย่างไรเสีย ตนก็ไม่มีทางพ่ายแพ้สตรีที่เพิ่งแต่งงานย้ายเข้ามาอาศัยที่เมืองหลวงอย่างแน่นอน“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งเพคะองค์หญิง หม่อมฉันพร้อมแล้วเพคะ” เสิ่นซูห
งานเลี้ยงวันเกิดของเสิ่นซูหนานดำเนินมาถึงช่วงเวลาที่เหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางต่างเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเพื่ออวดโฉมและประชันฝีมือกัน ไม่ว่าจะเป็นการบรรเลงกู่ฉิน วาดภาพทัศนียภาพ หรือการร่ายรำที่อ่อนช้อยงดงาม ท่ามกลางความคึกคักนั้น องค์หญิงเจ็ดผู้สูงศักดิ์ที่เสด็จมาร่วมงานในฐานะแขกคนสำคัญกำลังประทับทอดพระเนตรการแสดงต่างๆ ด้วยความสำราญพระทัยเสิ่นซูหนานในฐานะเจ้าภาพและตัวเอกของงานเห็นว่า นี่คือโอกาสทองที่จะประกาศศักดาความเหนือกว่าของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาขององค์หญิงเจ็ดและบรรดาแขกเหรื่อทั่วทั้งงาน สายตาเย่อหยิ่งของนางกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่เสิ่นซินหลิงนางจึงตั้งใจจะใช้โอกาสนี้หักหน้าและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของญาติผู้พี่ให้จมดินต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงเจ็ด เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคุณหนูสายตรงเช่นนางเหนือกว่าสายรองในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง“วันนี้ในงานเลี้ยงอันเป็นมงคลยิ่ง มีทั้งองค์หญิงเจ็ดและเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์มาร่วมงานมากมาย หากมีเพียงแค่การชมดนตรีร่ายรำก็คงจะน่าเบื่อเกินไปกระมังเพคะ” คุณหนูเสิ่นวัยสิบเจ็ดเต็มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน จงใจให้ทุกคนไ







