LOGINChapter 04 : พี่น้องท้องชนกัน(ดังตับ!)NC+
19 : 00 น. ตอนนี้ก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มเป๊ะๆ พี่เมฆยืนทำอาหารอยู่ภายในห้องครัว ส่วนฉันเองก็ยืนอยู่ห่างๆ อย่างกลัวๆ เพราะกลัวว่าอีพี่เมฆมันจะจับเอาไปขังรวมกับพวกเจ้าจิ้งจกที่น่าขยะแขยงน่ะสิ วันนี้ทำตัวต่อต้านและดื้อใส่เขาไปเยอะเสียด้วยเรา “มะลิ ทำไมต้องยืนห่างพี่ขนาดนั้นฮะ” พี่เมฆพูดพลางใส่เครื่องปรุงรสลงในอาหารแล้วเหลือบสายตามามองฉันแว้บหนึ่ง “ก็ยืนตรงนี้มันดูปลอดภัยนี่นา แม่ไม่อยู่ลิก็ไม่รู้ว่าจะโดนพี่เมฆกลั่นแกล้งอะไรบ้าง” ฉันพูดออกไปตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม “นี่มะลิเห็นพี่เป็นคนขี้แกล้งขนาดนั้นเลยเหรอ” “ใช่ พี่น่ะตัวพ่อเลยแหละ” “เดี๋ยวก็ไม่ทำให้กินเลยนิ ปล่อยให้อดซะดีม้าง” “ไม่เป็นไร ลิมีพี่คิมอยู่ เดี๋ยวลิโทร.บอกให้พี่คิมมารับไปกินข้าวข้างนอกได้ ไม่ง้อพี่เมฆหรอก ชิชะ!” “อะไรๆ ก็ไอ้คิมเนอะ ทำไมไม่ไปอยู่กับมันเลยอะ” เขาพูดประชดประชันก่อนจะมองมาด้วยสายตาค้อนๆ “ไปอยู่ได้ใช่ปะ ถ้าอย่างนั้นลิขอไปเก็บเสื้อผ้าแป๊บ” ว่าจบก็ทำท่าก็จะวิ่งขึ้นไปบนห้อง แต่อีพี่เมฆดันไวกว่า เขาเดินมาดักหน้าด้วยความเร็วแสงแล้วรั้งข้อมือฉันไว้แน่น แน่นชนิดที่ว่าสะบัดให้ตายก็คงจะไม่หลุด “กวนเหรอเราอะ” ก้มหน้าลงมาใกล้ๆ “ไปจับจิ้งจกมาสักตัวสองตัวแล้วปล่อยให้มันมาไต่เล่นอยู่บนตัวเด็กดื้อแถวนี้ดีไหม” “มะ...ไม่ดีเลยจ้าพี่เมฆจ๋า ลิจะไม่ดื้อ ไม่ซนแล้ว” ต้องยอมไอ้พี่เมฆแต่โดยดี เพราะรู้ว่ารอบนี้เขาคงจะทำจริงๆ “หึ! ทีแบบนี้มาทำกลัวนะเราอะ ไปนู่นเลย ไปหั่นผักให้พี่หน่อย จะได้ทำเสร็จเร็วๆ แล้วรีบๆ กิน” “ก็ได้ค่า” คอตกเดินไปที่เคาน์เตอร์ครัวอย่างว่าง่าย แล้วหยิบผักในถุงมาล้างก่อนจะหั่นตามที่พี่เมฆบอก ..... เวลาผ่านไปได้สักพัก อาหารที่ช่วยกันทำ (ไม่สิ ที่ฉันช่วยหั่นผักเฉยๆ น่ะ) ก็ถูกนำมาจัดเรียงวางอยู่บนโต๊ะอาหาร เราสองคนก็ลากเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงกันคนละฝั่ง ฉันไม่รีรอแล้วรีบตักเข้าปากอย่างไวเพราะหิวจนตาลายไปหมด วันทั้งวันได้กินแค่พิซซ่าที่พี่คิมพาไปกินแค่นั้นเอง แล้วกว่าอีพี่เมฆจะออกเวรก็ปาไปเกือบหกโมงเย็นละ ไหนจะแวะตลาดสดตอนเย็นซื้อของมาทำอาหารอีก “อร่อยไหม” พี่เมฆถามขึ้น แล้วนั่งเอามือเท้าคางมองมาที่ฉัน สายตาคู่นั้นแฝงไปด้วยความเอ็นดู แต่น่าเอ็นดูแบบน้องสาวอะนะ เดี๋ยวก็จับดูเอ็นเสียเลยนิ อีลิคนนี้ยิ่งหื่นๆ อยู่ “อร่อย...มั้ง” ตอบกลับแบบกวนๆ แล้วเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย “ตอบแบบนี้ไม่ต้องกินแล้ว ไม่ให้กิน” เขาดึงจานข้าวฉันไปวางไว้ฝั่งตนเอง “ถ้าตอบว่าอร่อยค่ะ จะให้กินต่อ” “โถ่ พี่เมฆ” “จะพูดไม่พูด” “อร่อยมากๆ เลยค่า ฝีมือพี่เมฆนี่อร่อยสุดยอดไปเลย ระดับเชฟห้าดาวก็ยังเทียบพี่ไม่ติด คนอะไรทั้งหล่อทั้งเก่ง” พูดเยินยอออกไปอย่างฝืนใจ เพราะถ้าไม่พูดก็จะอดกินข้าว “จากใจใช่ไหมที่พูดมา” “จากใจทั้งหมดที่ลิมีเลยค่า ทีนี้ก็ขอข้าวลิคืนด้วยน้า” ทำตาปริบๆ ใส่พี่เมฆ “พี่เมฆสุดหล่อ” “อะ เอาข้าวคืนไป” เขาส่งจานข้าวคืน “ขอบคุณค่า” จากนั้นเราทั้งสองก็ต่างคนต่างกินข้าวกันอย่างหิวโหย ไม่มีใครพูดจาออกมาแม้แต่คำเดียว มีแต่ตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ จนอิ่มทั้งคู่ แล้วเอาจานที่เลอะมาช่วยกันล้าง พี่เมฆล้างน้ำยา ส่วนฉันล้างน้ำเปล่า “ลิคิดถึงแม่จัง” พูดเสียงเอื่อยๆ แล้วเช็ดจานให้แห้งก่อนเก็บให้เข้าที่ของมัน “แม่ไม่อยู่มันดูเงียบๆ อะ” “เดี๋ยวแม่ก็กลับมาน่า ทำเป็นลูกแงติดแม่ไปได้” พี่เมฆพูดพลางเดินไปเช็ดทำความสะอาดโต๊ะอาหารต่อ “เช็ดจานเสร็จก็ขึ้นไปอาบน้ำซะนะ ดูดิ มอมแมมไปหมด” “ลิมอมแมมตรงไหนฮะพี่เมฆ ลิไม่ได้ไปเล่นคลุกดินคลุกทรายเหมือนเด็กสักหน่อย” เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วดึงคอเสื้อให้เขาดู จนลืมตัวเผลอดึงกว้างไปหน่อยทำให้เห็นเนินอกอวบๆ ล้นบรา “ถะ...ถอยออกไปก่อน” พี่เมฆหน้าแดงเถือกขึ้นมาทันที แล้วลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ “กลืนน้ำลายทำไม ของเคยๆ” พูดจบฉันก็ดันตัวเองขึ้นไปนั่งบนโต๊ะอาหารแล้วจัดการถอดเสื้อฮู้ดตัวนอกที่สวมใส่อยู่ออก “แบบนี้ลิยังดูมอมแมมอยู่ไหมอะพี่เมฆ” ใช้ปลายนิ้วเรียวลากไล้วนไปมาบนเนินอกอวบของตนเองเป็นการยั่วยวนชายหนุ่มตรงหน้า “สะ...ใส่เสื้อเถอะมะลิ” น้ำเสียงเขาดูตะกุกตะกักแล้วตามใบหน้าก็มีเหงื่อเม็ดเล็กซึมผุดออกมา “พี่ไม่อยากทำเรื่องแบบนั้นกับมะลิอีก เราสองคนเป็นพี่น้องกันนะ ท่องจำไว้สิ” พูดจบเขาก็เบือนหน้าหนีไปมองทางอื่น “พี่เลิกพูดคำว่าพี่น้องสักทีเหอะ ลิเอียนจะแย่แล้วนะ ลิรู้ว่าพี่เมฆเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ายังไงเราสองคนก็ไม่ใช่พี่น้องกันอยู่แล้ว พี่จะปิดกั้นปิดบังตัวเองไปถึงไหนกันอะ นอกเสียจากในใจของพี่มีแต่ยัยแพรนั่น” ฉันพูดออกมาอย่างคนอารมณ์เสีย “เฮ้อ...พอเถอะมะลิ แยกย้ายกันขึ้นห้องดีกว่า” “พี่ขึ้นไปคนเดียวเถอะ ลิจะโทร.ให้พี่คิมมารับ” “จะให้ไอ้คิมมันมารับไปไหน!” น้ำเสียงพี่เมฆเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที “อย่าบอกนะว่า...” “ถ้าบอกว่าลิจะใจร่านไปให้พี่คิมเอา พี่เมฆจะทำไมเหรอ ในเมื่อไม่ได้สนใจไยดีกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นลิจะไปเอากับพี่คิมแล้วก็จะคบพี่คิมเป็นแฟนด้วยเลย” “ก็ลองดูสิ พี่จะบอกไอ้คิมว่าเราเอากันแล้ว ดูสิมันจะรับได้ไหม” เขาเอามือทั้งสองข้างเท้าไว้ที่โต๊ะแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ “อย่างนั้นลิก็จะบอกยัยแพรว่าเราเอากันแล้วเหมือนกัน ดูสิยัยนั่นจะรับได้ไหมนะ” ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เขาเช่นกันChapter 24 : อีกครั้ง หลายปีต่อมา “แม่คะ เสร็จหรือยัง เดี๋ยวก็ไม่ทันพอดี” “เสร็จแล้วๆ ก็เราน่ะมาบอกแม่ช้าทำไมเล่า ดูสิเตรียมตัวแทบไม่ทันเลย” “แหะๆ พอดีว่าหนูลืมน่ะค่ะ” “ปะ ไปกันเถอะ” “โอเคค่ะ” เดินจับมือกับลูกสาวเดินไปขึ้นรถแท็กซี่ที่เรียกให้มารับ พอดีว่าวันนี้มีประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียน เวลาผ่านมาจนไออุ่นเธออายุได้สิบสองปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่หก เผลอแป๊บเดียวจะโตเป็นสาวแล้ว ชีวิตของเราสองแม่ลูกในตอนนี้เรียกว่าไปได้เรื่อยๆ ไม่ลำบากหรือไม่ได้สบายเกินไป กำลังพอดีน่ะ ส่วนงานก็ยังคงทำที่ร้านกาแฟกับพี่พรตามเดิม ..... โรงเรียนประถมศึกษาxxx นั่งประชุมผู้ปกครองอยู่ในหอประชุมขนาดใหญ่ของโรงเรียนโดยมีผู้ปกครองท่านอื่นๆ นั่งอยู่ด้วย ทุกสายตามักจะจับจ้องมาที่ฉันเสมอเวลาที่มาโรงเรียนของลูก ไม่แน่ใจเพราะว่าฉันอายุน้อยกว่าหรือหน้าเด็กกัน ถ้าพูดถึงเรื่องอายุปีนี้ฉันก็สามสิบสองปีแล้วละ แต่แปลกตรงที่รูปร่างหน้าตาไม่แปรเปลี่ยนไปเลยสักนิด “แม่รู้ไหมว่าเวลาแม่มาที่โรงเรียน เพื่อนๆ มักจะถามหนูเสมอว่านี่แม่หรือพี่สาว ยิ่งเพื่อนผู้ชายชอบบอกว่าถ้าเป็นพี่สาวจะขอจีบ” ไออุ่นกระซ
เข้าเดือนที่สี่ ฉันก็ยังคงทำแบบเดิม ซ้ำๆ ทุกวัน มาเยี่ยม พูดคุย แล้วก็กลับ พร้อมกับความหวังว่าพี่เมฆจะตื่นขึ้นมา เดือนที่ห้า ความหวังยังคงเป็นแค่หวัง… เดือนที่หก ทุกอย่างยังคงเดิม พี่เมฆยังไม่ตื่นขึ้นมา… เดือนที่เจ็ด เขาก็ยังไม่ยอมตื่นขึ้นมา นอนนานเกินไปแล้วนะคนแก่ขี้เซาเอ้ย... เดือนที่แปด ตื่นขึ้นมาได้แล้วพี่เมฆ จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไงกัน ตื่นมาดูลูกสาวของเราเติบโตเถอะ ตอนนี้ลูกหกขวบเต็มแล้วนะ... เดือนที่เก้า ลิก็จะปลุกพี่แบบนี้จนกว่าพี่จะตื่น ไม่ยอมแพ้หรอกนะ และก็จะไม่เลิกหวังด้วย ไม่เลิกหวัง... เดือนที่สิบ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปยังไง แต่ใจลิไม่เคยจะเปลี่ยนไปเลยนะ ยังรอพี่ตื่นขึ้นมาเสมอ... เดือนที่สิบเอ็ด หวังว่าพี่คงจะตื่นขึ้นมาในเร็วๆ นี้นะ คนเก่งของลิ ถ้าพี่ยังสู้ ลิก็จะสู้เช่นกัน... หนึ่งปีผ่านไป คนอะไรนอนหลับมาเป็นปีแล้วนะ รีบๆ ตื่นขึ้นมาได้แล้วพี่เมฆ รู้ไหมว่าคิดถึงมาก คิดถึงที่สุดเลย วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฉันมาหาพี่เมฆที่โรงพยาบาล ในมือก็ถือช่อดอกมะลิมาแบบทุกครั้ง ขาดก็แต่ลูกที่วันนี้ติดเรียนพิเศษเลยมาด้วยไม่ได้ เดินมาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่หน้าห้อง มองเข้าไป
Chapter 23 : เฝ้ารอ สามเดือนต่อมา “นี่มะลิจะไม่ยอมถอดใจจริงๆ ใช่ไหม คิดว่าไอ้เมฆมันจะกลับมาได้อีกอย่างนั้นเหรอครับ” พี่คิมเอ่ยถามในขณะที่เราสองคนนั่งรอไออุ่นเลิกเรียนอยู่บนรถ “ไม่ค่ะ หนูจะทำให้เต็มที่ที่สุด พี่เมฆต้องหายและกลับมาแน่นอน พี่คิมเองก็ควรจะคิดแบบนั้นนะ” ตอบกลับพี่คิม “มะลิควรจะเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว บางทีพี่ก็คิดอิจฉาไอ้เมฆมันนะ ที่มีผู้หญิงที่รักและห่วงมันมากแบบมะลิ” “หนูควรจะเริ่มต้นใหม่ในขณะที่พ่อของลูกนอนป่วยไม่รู้เรื่องแบบนี้เหรอคะ ควรจะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ” “ถ้าเกิดคนที่นอนป่วยอยู่ตอนนี้เป็นพี่ มะลิจะทำแบบที่ทำในตอนนี้ไหมนะ มะลิจะห่วงแบบนี้หรือเปล่า” พี่คิมพูดแล้วมองมาที่ฉันอย่างต้องการคำตอบ แววตาของเขาดูเศร้า “หนูว่าเรามาคุยเรื่องอื่นกันเถอะค่ะ” รีบเปลี่ยนเรื่องแล้วเบือนหน้าหนีไปมองทางกระจกรถ “คงจะไม่สินะ เพราะยังไงพี่ก็เป็นได้แค่พี่ชายคนหนึ่งในสายตาของมะลิ จะเปลี่ยนไปเป็นผู้ชายที่รักได้ยังไงกัน” “.....” เลี่ยงที่จะไม่ตอบ บรรยากาศภายในรถตอนนี้มันดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร ฉันเองก็ไม่รู้จะบอกกับพี่คิมว่ายังไงแล้วเรื่องนี้ เรื่องของความรักมันไม่สามารถบังคับจ
“พะ...พี่เมฆ!” อุทานออกมาอย่างตกใจ นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้นกับพี่เมฆทำไมเขาถึงอยู่ในสภาพแบบนั้น “ตะ...ตาเราฝาดไปหรือเปล่านะ อาจจะไม่ใช่ก็ได้” พูดปลอบประโลมตัวเองพร้อมกับเอามือขึ้นทาบอก “ไม่ใช่หรอก...” “นี่มะลิมาทำอะไนที่นี่” ฉันหันไปหาที่มาของเสียง ก่อนจะพบว่าเป็นพี่คิม เขาเดินปรี่เข้ามา สีหน้าท่าทางดูร้อนอกร้อนใจ แถมเนื้อตัวยังดูสะบักสะบอม ในมือก็เปื้อนเลือด “พี่คิม...” “มะลิมาทำอะไร...” “พะ...พอดีว่ามาส่งกาแฟน่ะ” “แสดงว่าเมื่อกี้มะลิก็เห็นไอ้เมฆแล้วสินะ” “.....” พยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบกลับ “เราไปที่ห้องฉุกเฉินกันก่อนดีกว่า แล้วพี่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังนะ” พี่คิมจูงมือฉันให้เดินตามมายังหน้าห้องฉุกเฉิน ก่อนจะพานั่งลงที่เก้าอี้ ฉันนั่งก้มหน้า บีบมือตัวเองไว้แน่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ ในหัวสมองคิดถึงแต่พี่เมฆ กลัวว่าเขาเป็นจะเป็นอะไรไป “วันนี้พี่กับไอ้เมฆและตำรวจคนอื่นๆ พวกเราออกไปปฏิบัติหน้าที่จับกุมพ่อค้ายาบ้ารายใหญ่น่ะ ทีนี้ก็เกิดการยิงปืนต่อสู้กัน และไอ้เมฆมันก็เป็นคนที่เสนอจะอยู่แนวหน้าคอยคุ้มกันให้พวกพี่ และก็อย่างที่เห็น...” “พี่เมฆได้รับบาดเจ็บคนเด
เมื่อพูดคุยกันจบ พี่คิมก็กลับไป ส่วนฉันก็ยังคงยืนรับลมชมดาวที่หน้าบ้านต่อ ในใจลึกๆ ก็หวังนะ ว่าพี่คิมจะหันมาคิดกับฉันแค่น้องสาว เพราะฉันเองก็คิดเขากับแค่พี่ชายตามเดิม “เวลาคุยกับไอ้คิมดูมะลิยิ้มแย้มดีนะ” อยู่ๆ เสียงเคร่งขรึมของผู้ชายก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก็ตามเดิม แค่ฟังดูก็รู้ว่าใคร “นี่พี่สองคนสะกดรอยตามเก่งจังเลยนะ เมื่อกี้พี่คิม นี่พี่เมฆ สรุปว่าเป็นตำรวจหรือนักสืบกันแน่คะเนี่ย” “พี่แค่เป็นห่วงน่ะ อยากรู้ว่ามะลิกับลูกกลับถึงบ้านกันปลอดภัยหรือเปล่า ขอโทษที่ถือวิสาสะแอบตามมาแบบนี้” “ก็เห็นว่าปลอดภัยแล้วนิ เพราะฉะนั้นพี่กลับไปเถอะ หนูจะเข้าบ้านอยู่พอดี” ว่าจบก็หันหลังเตรียมจะเดินกลับเข้าบ้าน จู่ๆ อีพี่เมฆก็กระโดดปีนข้ามรั้วประตูหน้าบ้านมาโดยพลการ ก่อนจะวิ่งเข้ามาประชิดตัวฉันอย่างเร็วแล้วรั้งตัวไว้ด้วยอ้อมกอดแน่น “คุยกันก่อน อย่าพึ่งไปเลยนะ” พูดข้างใบหูด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “คิดถึงจนใจจะขาดอยู่แล้ว” “ปะ...ปล่อยนะ พี่จะมาทำแบบนี้ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว อีกอย่างก็เกรงใจแฟนของพี่บ้างสิ” พยายามขัดขืนและดีดดิ้นออกจากอ้อมกอดของเขา “หมายถึงแพรใช่ไหม หึ” เขาหัวเราะในลำคอเ
Chapter 22 : ต่างก็เจ็บปวด(หัวใจ) ยืนรออยู่ข้างรถอย่างใจจดใจจ่อ หวังว่าไออุ่นจะยอมออกมากับพี่คิมนะ เพราะฉันไม่อยากจะเข้าไปเอง ประเด็นคือไม่อยากเจอหน้าคนพวกนั้นด้วย โดยเฉพาะพี่เมฆ... กลัวว่า...ถ้าเจอหน้าอีก ฉันก็จะยิ่งไม่ลืมเขา “ไงมะลิ ทำไมไม่เข้าไปตามลูกเองล่ะ ไม่เห็นจะต้องผ่านไอ้คิมมันเลย” เสียงทุ้มเข้มที่คุ้นเคยพูดขึ้น แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าเป็นใคร เสียงนี้ยังคงจำได้ดี “.....” เลี่ยงที่จะไม่ตอบ และบ่ายเบนสายตามองไปอีกทาง แม้ในใจอยากจะมองหน้าเขาอีกครั้ง แต่ไม่ดีกว่า เพราะเราต้องรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับแม่ของเขาสินะ “ไม่อยากจะเจอกันสินะ คงจะลืมกันไปหมดใจแล้ว” “ใช่” ตอบกลับแบบสั้นๆ เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดและยืนอยู่ข้างๆ ฉัน “สบายดีหรือเปล่า ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไหม” “.....” ฉันนิ่งเงียบ แล้วก้มหน้ามองลงพื้น “นี่ไม่คิดจะคุยกันจริงๆ เหรอ” “แล้วพี่จะให้เราคุยอะไรล่ะคะ ในเมื่อมันไม่มีอะไรที่จะคุย รบกวนพี่ช่วยพาลูกออกมาด้วยค่ะ หนูจะได้พาลูกกลับบ้านเพราะนี่ก็เย็นมากแล้ว” ตอบกลับพลางเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเขา “รบกวนด้วยนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่มาขั







