登入หลังจากเสียงเครื่องยนต์รถของไคเซอร์เคลื่อนห่างออกไปจากตัวคฤหาสน์ ใบเตยที่ยืนแอบมองจากมุมหนึ่งของห้องโถงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอรู้ดีว่าเวลาหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวภายในบ้านหลังนี้
ใบเตยตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องครัว ซึ่งกลุ่มแม่บ้านกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดและจัดเตรียมมื้อเที่ยง เธอไม่ได้ต้องการมาเป็นนายหญิงที่สั่งการ แต่เธออยากจะลองผูกมิตรกับคนที่ต้องอยู่ร่วมกันทุกวันให้มากที่สุด “มีอะไรให้ใบเตยพอจะช่วยได้บ้างไหมคะ” ใบเตยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้า หัวหน้าแม่บ้านที่กำลังเช็ดโต๊ะตัวยาวชะงักมือไปชั่วครู่ เธอเหลือบสายตามองใบเตยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกไม่ชอบใจในสถานะของใบเตย แต่สัญชาตญาณของการเป็นลูกน้องเก่าแก่ทำให้เธอยังคงรักษาความเกรงใจเอาไว้ “คุณใบเตยไปพักผ่อนเถอะค่ะ งานทางนี้ดิฉันกับคนอื่นๆจัดการเองได้ งานบ้านงานเรือนไม่ใช่หน้าที่ที่คุณต้องลงมาทำหรอกค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนตอบเสียงราบเรียบ “แต่อยู่คนเดียวในห้องมันก็เงียบเกินไปน่ะค่ะ…” ใบเตยพยายามพูดต่อ “ถ้ามีอะไรให้ทำ บอกใบเตยได้นะคะ ใบเตยอยากช่วยจริงๆ” แม่บ้านรุ่นน้องอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเบาๆ ก่อนจะพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความเกรงใจลงไปมากกว่าคนเป็นหัวหน้า “จะช่วยอะไรได้คะ งานที่นี่มันค่อนข้างละเอียด ถ้าพลาดมาจะกลายเป็นภาระพวกเราเปล่าๆ” ใบเตยได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น พยายามไม่เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ หัวหน้าแม่บ้านหันไปปรามลูกน้องด้วยสายตาก่อนจะหันกลับมาหาใบเตยแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยน้ำเสียงที่ดูจงใจจะให้คนฟังต้องเจ็บปวด “อีกอย่างนะคะคุณใบเตย…” หัวหน้าแม่บ้านพูดขึ้นพลางจัดแจงแจกันดอกไม้บนโต๊ะ “ช่วงเย็นนี้คุณหนูเมดาจะเข้ามาที่บ้านนะคะ ดิฉันเลยต้องเตรียมขนมกับชาที่เธอชอบเป็นพิเศษ คุณหนูน่ะ เธอฉลาด อ่อนหวาน แล้วก็เป็นที่รักของทั้งคุณไคเซอร์และคุณท่าน งานการของเธอก็ทำได้ดีเยี่ยม แถมยังเข้ากับคุณไคเซอร์ได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ใครเห็นก็ต่างชื่นชมว่าเธอคือคู่แท้ที่เหมาะสมกันที่สุด” ใบเตยยืนนิ่ง แววตาที่เคยฉายความพยายามจะผูกมิตรเริ่มหม่นแสงลง เธอรับรู้ได้ทันทีว่าถ้อยคำเหล่านั้นถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อเตือนให้เธอรู้ว่าที่ตรงไหนคือตำแหน่งของเธอ และที่ตรงไหนคือตำแหน่งของ ‘ตัวจริง’ “เหรอคะ” ใบเตยตอบรับเพียงคำเดียวสั้นๆ “ค่ะ เป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมจริงๆค่ะ ถ้าคุณหนูเมดามาเห็นบ้านที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิมเพราะใครบางคนเข้ามาอยู่ เธอคงจะรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกค่ะ” แม่บ้านรุ่นน้องเสริมขึ้นอีกแรง ใบเตยไม่ได้ตอบโต้อะไรอีก เธอได้แต่ยืนฟังนิ่งๆ ความรู้สึกหน่วงลึกในอกไม่ได้ทำให้เธอโกรธเคืองพวกแม่บ้านเพราะเธอเข้าใจดีว่าสายตาของพวกเธอถูกกำหนดด้วยอคติที่ไคเซอร์เป็นคนสร้างขึ้น เธอค่อยๆถอยหลังออกมาจากครัวด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ก่อนจะสาวเท้ากลับขึ้นห้องไป ตอนเย็น กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสจากห้องครัวลอยอบอวลไปทั่วบ้าน เป็นสัญญาณของแขกคนพิเศษที่กำลังจะมาถึง ใบเตยที่เพิ่งลงมาจากห้องนอนช่วงเย็นเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทุกคนดูตื่นเต้นและกุลีกุจอเป็นพิเศษ จนกระทั่งเสียงรถสปอร์ตคันคุ้นตาแล่นเข้ามาจอดที่หน้ามุข ไม่กี่นาทีต่อมา ไคเซอร์ก็ก้าวเข้ามาในโถงบ้านโดยมีหญิงสาวรูปร่างโปร่งระหงในชุดเดรสสีครีมดูสง่างามเดินเคียงข้างมาด้วย เมดา เธอสวยสมคำร่ำลือ ใบเตยที่ยืนอยู่ตรงมุมโถงทางเดินชะงักเท้าทันทีเมื่อเห็นไคเซอร์ก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างกับเมดาด้วยท่าทีอ่อนโยน สายตาของไคเซอร์เหลือบมาเห็นใบเตยพอดี ความอ่อนโยนในแววตาพลันจางหายไปแทนที่ด้วยความเย็นชาที่คุ้นเคย เขาหยุดเดินแล้วหันมามองเธอด้วยสายตาเฉยเมย “คืนนี้ฉันมีแขกคนสำคัญ ฉันต้องการเวลาส่วนตัวกับเมดา ไม่ต้องลงมาที่ห้องอาหาร และไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้า เข้าใจนะ” ไคเซอร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบจนเย็นเยือก เมดาที่ยืนอยู่ข้างๆหันมามองใบเตยด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนหวาน แต่มองลึกเข้าไปกลับว่างเปล่า “สวัสดีค่ะ คุณคงเป็นคนที่ไคเซอร์เคยเล่าให้ฟังสินะคะ” คำว่า ‘คนที่เคยเล่าให้ฟัง’ กระแทกใจใบเตยจนชาหนึบ เธอเดาไม่ออกเลยว่าไคเซอร์เล่าเรื่องเธอในแง่ไหน ภาระ? หุ่นยนต์? ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสมรส ใบเตยก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามรักษาความนิ่งเฉยแม้หัวใจจะบีบแน่นจนแทบหายใจไม่ออก “ค่ะ สวัสดีค่ะ ขอให้มีความสุขกับมื้ออาหารนะคะ” เธอกล่าวจบก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดกลับไปยังห้องนอนชั้นบนทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองภาพที่ไคเซอร์โอบเอวคนรักเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องอาหาร เมื่อประตูปิดลง ใบเตยพิงแผ่นหลังกับบานไม้ เสียงหัวเราะแว่วหวานของเมดาและเสียงทุ้มต่ำของไคเซอร์ที่ดังลอดขึ้นมาจากชั้นล่างทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรง ช่วงดึก คฤหาสน์ทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัดเมื่อไคเซอร์กลับมาถึงบ้านหลังจากไปส่งเมดามาแล้ว ใบเตยที่นอนขดตัวด้วยความหิวจนปวดท้องตัดสินใจเปิดประตูห้องออกไปหวังจะไปหาอะไรรองท้องในครัว ในจังหวะที่เธอกำลังก้าวลงบันได ไคเซอร์ที่เพิ่งก้าวพ้นประตูใหญ่เข้ามาก็ชะงักฝีเท้า ทั้งคู่ประสานสายตากันในความสลัวของโถงทางเดิน ร่างสูงในเสื้อเชิ๊ตแบรนด์หรูสีดำขมวดคิ้วแน่น เขามองร่างบอบบางสมส่วนของใบเตยที่อยู่ในชุดนอนเรียบง่ายด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงความหงุดหงิด “ดึกป่านนี้แล้ว เธอจะไปไหน” ใบเตยชะงักค้าง มือเกาะราวบันไดแน่น ความหิวทำให้เธอรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อย “ใบเตย…แค่จะไปหาอะไรทานในครัวค่ะ” ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นชาและบาดลึก “มื้อค่ำวันนี้ฉันสั่งให้แม่บ้านทำไว้เผื่อคนในบ้านทุกคน แต่เธอกลับไม่ได้ทาน จะมาเรียกร้องความสงสารเอาตอนนี้มันสายไปไหม” “ใบเตยไม่ได้เรียกร้องความสงสารค่ะ…” ใบเตยตอบเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติ “แค่หิว และใบเตยก็ไม่อยากจะลงไปรบกวนบรรยากาศของคุณกับคุณเมดาในช่วงหัวค่ำ” ไคเซอร์ก้าวเข้ามาใกล้เธอจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆจากตัวเขา เขาจ้องมองใบเตยด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “เมดากลับไปแล้ว และฉันก็ไม่ได้อนุญาตให้เธอทำตัวเป็น ‘ภรรยาที่ถูกทอดทิ้ง’ จนต้องมาเดินอดอยากกลางดึกแบบนี้” เขาขยับเข้าใกล้จนใบเตยต้องถอยหลังไปจนติดผนัง “ถ้าหิวมากนัก ก็ออกไปหาอะไรทานข้างนอก อย่าให้ฉันต้องเห็นภาพเธอเดินโซเซเหมือนขอทานอยู่ในบ้านของฉันอีก” พูดจบเขาก็เดินเลี่ยงขึ้นบันไดผ่านหน้าเธอไป ทิ้งให้ใบเตยยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น ความหิวที่ว่าทรมานแล้วยังเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากถ้อยคำของเขาในคืนนี้ ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อสามเดือนก่อน ความตกต่ำของชีวิตใบเตยมาถึงจุดวิกฤตในบ่ายวันหนึ่ง เมื่อหมายศาลและประกาศยึดทรัพย์แปะหราอยู่หน้าประตูบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว พ่อของใบเตยทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง หลังจากถูกญาติสนิทที่เขาไว้ใจนำโฉนดบ้านไปค้ำประกันเงินกู้นอกระบบแล้วเชิดเงินหนีไป ทิ้งภาระก้อนโตที่ครอบครัวคนธรรมดาอย่างพวกเธอไม่มีปัญญาจะหามาใช้คืนได้ทันเวลา บ้านที่พ่อใบเตยรักนักรักหนากำลังจะถูกขายทอดตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม่ของใบเตยทำได้เพียงร้องไห้กอดลูกสาวแน่นพลางมองภาพบ้านที่กำลังจะหลุดมือไป ท่ามกลางความมืดมน เสียงรถยนต์สีดำสนิทระดับหรูหลายคันก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ทนายความวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับเอกสารสำคัญในแฟ้มหนังราคาแพง ‘คุณใบเตยครับ ผมเป็นทนายความประจำตระกูลของตระกูลคุณไคเซอร์’ ทนายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทพลางยื่นเอกสารบางอย่างให้ ‘ทางเราทราบเรื่องปัญหาหนี้สินของคุณแล้ว และคุณไคเซอร์ได้อนุญาตให้ผมมาเสนอทางออกที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวคุณ’ ใบเตยรับเอกสารมาอ่าน มือของเธอสั่นเทาเมื่อสายตาไล่เรียงไปตามตัวอักษร ภายในนั้นระบุถึง พินัยกรรมของคุณพ่อของไคเซอร์ ที่ระบุเจาะจงถึงชื่อของเธอ เธออ่านเงื่อนไขการแต่งงานกับไคเซอร์ บุตรชายคนเดียวของตระกูลเพื่อแลกกับการล้างหนี้ทั้งหมดและกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้จะถูกโอนกลับมาเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ ‘ถ้าฉัน...ถ้าฉันแต่งงานกับเขา บ้านหลังนี้จะไม่ถูกยึดใช่ไหมคะ’ ใบเตยถามเสียงสั่น ร่างกายอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ เธอหันไปมองพ่อที่กำลังมองมาด้วยแววตาเจ็บปวดและละอายใจ ‘ใช่ครับ และทางเราจะดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่างของครอบครัวคุณให้ตลอดไป’ ทนายตอบสั้นๆราวกับรู้ดีว่านี่คือคำตอบที่เธอไม่มีทางปฏิเสธได้ ใบเตยหลับตาลง ภาพของพ่อที่ทรุดโทรมลงไปทุกทีและความกังวลของแม่ทำให้หัวใจของเธอแตกสลาย เธอไม่มีทางเลือกอื่นเลยจริงๆ หากเธอปฏิเสธ ครอบครัวจะต้องกลายเป็นคนไร้บ้านในทันที และเธอก็คงไม่มีหน้าจะทนเห็นพ่อแม่ต้องลำบาก ‘ตกลงค่ะ...’ ใบเตยตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน ‘ฉันยอมแต่งงาน ขอแค่ให้พ่อกับแม่ปลอดภัย และบ้านหลังนี้ยังคงอยู่’หลังจากที่รถของเมดาแล่นออกไปจากคฤหาสน์ ไคเซอร์ก็ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านพักใหญ่ ความหงุดหงิดที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่ช่วงเย็นยังคงไม่จางหายไปไหน เขาไม่ได้ตรงไปที่ห้องทำงานอย่างที่ควรจะทำ แต่ฝีเท้ากลับพาเขาขึ้นไปยังชั้นบน ตรงไปยังห้องนอนของใบเตยเขาสลัดความลังเลทิ้งไปแล้วผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้เคาะภายในห้องมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ใบเตยเพิ่งก้าวออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวบางเบา เส้นผมเปียกชื้นที่ยังเช็ดไม่แห้งดีส่งกลิ่นหอมอ่อนๆของแชมพูและสบู่ที่ดูละมุนและสะอาดตา มันเป็นกลิ่นที่จู่โจมประสาทสัมผัสของไคเซอร์ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาใบเตยชะงักไปเมื่อเห็นเขาอยู่ในห้อง เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “คุณไคเซอร์…มีอะไรเหรอคะ?”ไคเซอร์ไม่ตอบ สายตาคมกริบกวาดมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามลำคอระหงของเธอ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ตลอดหนึ่งเดือนพลุ่งพล่านขึ้นมาจนควบคุมยาก ร่างสูงสาวเท้าเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่เอวบางของเธอแล้วดึงเข้ามาแนบชิดจนหน้าอกของเธอสัมผัสกับอกแกร่งใบเตยสะดุ้งสุดตัวพยายามจะขืนตัวออก แต่ไคเซอร์กลับกระชับวงแขนแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นๆของเขาเป่ารดข้า
“ตอบฉันมาใบเตย ทำไมถึงไม่ลงไปกินข้าว”ใบเตยกัดริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดยันกายขึ้นจากเตียง ทันทีที่แผ่นหลังตั้งตรง ความรู้สึกวิงเวียนก็ถาโถมเข้าใส่จนโลกทั้งใบหมุนคว้างไปชั่วขณะ เธอต้องหลับตาลงและสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อประคองสติไม่ให้ฟุบลงไปต่อหน้าเขา“ใบเตย…ไม่ได้ตั้งใจจะประท้วงค่ะ แค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย” ใบเตยเอ่ยตอบ เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบจะขาดใจ ไคเซอร์ยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยังคงเรียบเฉย แต่ลึกๆในใจเขากลับรู้สึกไหววูบ ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในอกมันไม่ใช่ความสงสาร เขาบอกตัวเองเช่นนั้น แต่มันเป็นความรำคาญใจที่เห็นสภาพเหมือนคนใกล้จะแตกสลายของเธอ เขาเดินไปที่ประตูโดยไม่หันกลับมามอง ก่อนจะหยุดชะงักและพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เดี๋ยวฉันจะให้แม่บ้านยกอาหารเช้าขึ้นมาให้ กินซะให้หมด อย่าให้ฉันต้องขึ้นมาเห็นสภาพเธอยังไม่แตะต้องอะไรอีก”ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เขาก็เดินออกจากห้องไปทันที ไคเซอร์เดินตรงไปยังโถงทางเดิน ความรู้สึกปั่นป่วนในใจที่เขามีต่อเธอกำลังทำให้เขารู้สึกไม่เป็น
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วห้องครัว เสียงหอบหายใจของใบเตยแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ใบเตยยืนนิ่งค้าง แววตาที่เคยฉายความดื้อรั้นท้าทายดับวูบลงเหลือเพียงความว่างเปล่าราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกถอดปลั๊ก เธอไม่แม้แต่จะปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทิ้งใบเตยค่อยๆยื่นมือสั่นเทาไปหยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง เธอเริ่มตักซุปเข้าปากช้าๆโดยไม่มีคำพูดใดๆออกมาสักคำเดียวแม้จะกลืนลงลำคอด้วยความยากลำบากเพราะก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในอก แต่เธอก็ทำตามคำสั่งของเขาอย่างเคร่งครัดและไร้ชีวิตชีวาไคเซอร์ยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อครู่เขาแค่ต้องการจะกำราบความดื้อรั้น แต่เมื่อเห็นแววตาที่เลื่อนลอยและร่างกายที่สั่นสะท้านของเธอ ความโกรธเกรี้ยวในใจเขากลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปั่นป่วนอย่างประหลาดเขามองมือตัวเองที่เพิ่งใช้รั้งตัวเธอไว้ ความรู้สึกรุ่มร้อนและอ่อนนุ่มของริมฝีปากเธอยังคงติดอยู่ที่ประสาทสัมผัส มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดจากความสะใจอย่างที่เขาควรจะเป็น แต่มันคือความรู้สึกวูบโหวงในอกที่เขาสะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด“พอ...” ไคเซอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงและแหบพร่ากว่าปกติใบเตยไม่ได้ยินหรื
ใบเตยฝืนตักซุปเข้าปากเพียงไม่กี่คำ แม้ความร้อนของมันจะช่วยให้ท้องไส้ที่ว่างเปล่ารู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศกลับทำให้เธอกลืนไม่ลง เธอวางช้อนลงกับจานเซรามิกเบาๆก่อนจะพยุงร่างที่ยังคงอ่อนเพลียลุกขึ้นจากเก้าอี้“ใบเตยทานพอแล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับซุปนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่กล้าสบตาชายหนุ่มที่ยืนพิงเคาน์เตอร์อยู่ใกล้ๆ หวังเพียงจะเดินผ่านเขาไปเพื่อกลับขึ้นห้องนอนทว่าเพียงแค่ก้าวขาออกไป กลิ่นน้ำหอมเย็นๆอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็ขยับเข้ามาขวางหน้า ใบเตยชะงักค้างทันทีเมื่อเห็นร่างสูงก้าวมาดักหน้าเธอไว้ในระยะประชิด“จะไปไหน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม นัยน์ตาคมกริบกวาดมองถ้วยซุปที่พร่องไปเพียงเล็กน้อย “ไหนบอกว่าหิวจนเกือบตาย สภาพที่เห็นตอนนี้มันคืออะไร”ใบเตยขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามเบี่ยงตัวหลบแต่เขาก็ยังขยับตามมาขวางไว้อย่างตั้งใจ “ใบเตยอิ่มแล้วค่ะ อีกอย่างการกินอาหารต่อหน้าคุณมันไม่ได้ทำให้ใบเตยรู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาเลย”“หึ” ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาดูขุ่นมัวและแฝงไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นท่าทีดื้อดึงของเธอ “ปากดีนักนะ ยิ่งฉันใจดีด้วยยิ่งได้ใจใหญ่”เขาขยับเข้า
ห้องนอนใบเตยหลังจากปิดประตูห้องนอนลง ใบเตยพิงแผ่นหลังกับบานไม้แน่น ความหิวที่ถูกข่มไว้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความปวดหนึบในกระเพาะอาหาร เธอพยายามขดตัวบนเตียงเพื่อบรรเทาอาการ แต่ความเจ็บปวดกลับทวีความรุนแรงขึ้นจนเธอทนไม่ไหวในที่สุด ใบเตยจึงตัดสินใจประคองร่างที่อ่อนแรงออกมาจากห้องเพื่อจะลงไปหาที่เก็บยาในครัวที่ชั้นล่างขณะที่เธอกำลังก้าวเท้าลงบันไดอย่างเชื่องช้าด้วยความทรมาน ไคเซอร์ที่เพิ่งเปิดประตูห้องนอนใหญ่ของเขาออกมาพอดีก็ชะงักฝีเท้า สายตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่ดูโซเซด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดระคนรำคาญใจ“ฉันบอกให้เธออยู่แต่ในห้องไม่ใช่หรือไง” เขาถามเสียงกร้าว มือหนาเกาะราวบันไดแน่นขณะก้าวลงมาเผชิญหน้าใบเตยชะงักค้าง มือหนึ่งกุมท้องไว้แน่น ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนเห็นได้ชัด “ใบเตย…ปวดท้องค่ะ จะลงไปหายา”ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาของเขาไม่มีแม้แต่ความห่วงใย มีเพียงความสมเพชที่ฉายชัด “ปวดท้อง? หรือแค่จะหาเรื่องเรียกร้องความสนใจจากฉันกันแน่ เห็นหน้าเธอทีไรก็น่ารำคาญทุกที ยิ่งดึกยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิด”“ใบเตยไม่ได้เรียกร้องอะไรเลยค่ะ...” ใบเตยพยายามพูดสวนออกไปแม้เสียงจะขาดห้วงเพ
หลังจากเสียงเครื่องยนต์รถของไคเซอร์เคลื่อนห่างออกไปจากตัวคฤหาสน์ ใบเตยที่ยืนแอบมองจากมุมหนึ่งของห้องโถงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอรู้ดีว่าเวลาหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวภายในบ้านหลังนี้ใบเตยตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องครัว ซึ่งกลุ่มแม่บ้านกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดและจัดเตรียมมื้อเที่ยง เธอไม่ได้ต้องการมาเป็นนายหญิงที่สั่งการ แต่เธออยากจะลองผูกมิตรกับคนที่ต้องอยู่ร่วมกันทุกวันให้มากที่สุด“มีอะไรให้ใบเตยพอจะช่วยได้บ้างไหมคะ” ใบเตยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าหัวหน้าแม่บ้านที่กำลังเช็ดโต๊ะตัวยาวชะงักมือไปชั่วครู่ เธอเหลือบสายตามองใบเตยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกไม่ชอบใจในสถานะของใบเตย แต่สัญชาตญาณของการเป็นลูกน้องเก่าแก่ทำให้เธอยังคงรักษาความเกรงใจเอาไว้“คุณใบเตยไปพักผ่อนเถอะค่ะ งานทางนี้ดิฉันกับคนอื่นๆจัดการเองได้ งานบ้านงานเรือนไม่ใช่หน้าที่ที่คุณต้องลงมาทำหรอกค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนตอบเสียงราบเรียบ“แต่อยู่คนเดียวในห้องมันก็เงียบเกินไปน่ะค่ะ…” ใบเตยพยายามพูดต่อ “ถ้ามีอะไรให้ทำ บอกใบเตยได้







