Masukหลังจากเสียงเครื่องยนต์รถของไคเซอร์เคลื่อนห่างออกไปจากตัวคฤหาสน์ ใบเตยที่ยืนแอบมองจากมุมหนึ่งของห้องโถงก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอรู้ดีว่าเวลาหลังจากนี้คือช่วงเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวภายในบ้านหลังนี้
ใบเตยตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องครัว ซึ่งกลุ่มแม่บ้านกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดและจัดเตรียมมื้อเที่ยง เธอไม่ได้ต้องการมาเป็นนายหญิงที่สั่งการ แต่เธออยากจะลองผูกมิตรกับคนที่ต้องอยู่ร่วมกันทุกวันให้มากที่สุด “มีอะไรให้ใบเตยพอจะช่วยได้บ้างไหมคะ” ใบเตยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้า หัวหน้าแม่บ้านที่กำลังเช็ดโต๊ะตัวยาวชะงักมือไปชั่วครู่ เธอเหลือบสายตามองใบเตยด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกไม่ชอบใจในสถานะของใบเตย แต่สัญชาตญาณของการเป็นลูกน้องเก่าแก่ทำให้เธอยังคงรักษาความเกรงใจเอาไว้ “คุณใบเตยไปพักผ่อนเถอะค่ะ งานทางนี้ดิฉันกับคนอื่นๆจัดการเองได้ งานบ้านงานเรือนไม่ใช่หน้าที่ที่คุณต้องลงมาทำหรอกค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านวัยกลางคนตอบเสียงราบเรียบ “แต่อยู่คนเดียวในห้องมันก็เงียบเกินไปน่ะค่ะ…” ใบเตยพยายามพูดต่อ “ถ้ามีอะไรให้ทำ บอกใบเตยได้นะคะ ใบเตยอยากช่วยจริงๆ” แม่บ้านรุ่นน้องอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเบาๆ ก่อนจะพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความเกรงใจลงไปมากกว่าคนเป็นหัวหน้า “จะช่วยอะไรได้คะ งานที่นี่มันค่อนข้างละเอียด ถ้าพลาดมาจะกลายเป็นภาระพวกเราเปล่าๆ” ใบเตยได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น พยายามไม่เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ หัวหน้าแม่บ้านหันไปปรามลูกน้องด้วยสายตาก่อนจะหันกลับมาหาใบเตยแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยน้ำเสียงที่ดูจงใจจะให้คนฟังต้องเจ็บปวด “อีกอย่างนะคะคุณใบเตย…” หัวหน้าแม่บ้านพูดขึ้นพลางจัดแจงแจกันดอกไม้บนโต๊ะ “ช่วงเย็นนี้คุณหนูเมดาจะเข้ามาที่บ้านนะคะ ดิฉันเลยต้องเตรียมขนมกับชาที่เธอชอบเป็นพิเศษ คุณหนูน่ะ เธอฉลาด อ่อนหวาน แล้วก็เป็นที่รักของทั้งคุณไคเซอร์และคุณท่าน งานการของเธอก็ทำได้ดีเยี่ยม แถมยังเข้ากับคุณไคเซอร์ได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ใครเห็นก็ต่างชื่นชมว่าเธอคือคู่แท้ที่เหมาะสมกันที่สุด” ใบเตยยืนนิ่ง แววตาที่เคยฉายความพยายามจะผูกมิตรเริ่มหม่นแสงลง เธอรับรู้ได้ทันทีว่าถ้อยคำเหล่านั้นถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อเตือนให้เธอรู้ว่าที่ตรงไหนคือตำแหน่งของเธอ และที่ตรงไหนคือตำแหน่งของ ‘ตัวจริง’ “เหรอคะ” ใบเตยตอบรับเพียงคำเดียวสั้นๆ “ค่ะ เป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมจริงๆค่ะ ถ้าคุณหนูเมดามาเห็นบ้านที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิมเพราะใครบางคนเข้ามาอยู่ เธอคงจะรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกค่ะ” แม่บ้านรุ่นน้องเสริมขึ้นอีกแรง ใบเตยไม่ได้ตอบโต้อะไรอีก เธอได้แต่ยืนฟังนิ่งๆ ความรู้สึกหน่วงลึกในอกไม่ได้ทำให้เธอโกรธเคืองพวกแม่บ้านเพราะเธอเข้าใจดีว่าสายตาของพวกเธอถูกกำหนดด้วยอคติที่ไคเซอร์เป็นคนสร้างขึ้น เธอค่อยๆถอยหลังออกมาจากครัวด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ก่อนจะสาวเท้ากลับขึ้นห้องไป ตอนเย็น กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสจากห้องครัวลอยอบอวลไปทั่วบ้าน เป็นสัญญาณของแขกคนพิเศษที่กำลังจะมาถึง ใบเตยที่เพิ่งลงมาจากห้องนอนช่วงเย็นเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทุกคนดูตื่นเต้นและกุลีกุจอเป็นพิเศษ จนกระทั่งเสียงรถสปอร์ตคันคุ้นตาแล่นเข้ามาจอดที่หน้ามุข ไม่กี่นาทีต่อมา ไคเซอร์ก็ก้าวเข้ามาในโถงบ้านโดยมีหญิงสาวรูปร่างโปร่งระหงในชุดเดรสสีครีมดูสง่างามเดินเคียงข้างมาด้วย เมดา เธอสวยสมคำร่ำลือ ใบเตยที่ยืนอยู่ตรงมุมโถงทางเดินชะงักเท้าทันทีเมื่อเห็นไคเซอร์ก้มลงกระซิบอะไรบางอย่างกับเมดาด้วยท่าทีอ่อนโยน สายตาของไคเซอร์เหลือบมาเห็นใบเตยพอดี ความอ่อนโยนในแววตาพลันจางหายไปแทนที่ด้วยความเย็นชาที่คุ้นเคย เขาหยุดเดินแล้วหันมามองเธอด้วยสายตาเฉยเมย “คืนนี้ฉันมีแขกคนสำคัญ ฉันต้องการเวลาส่วนตัวกับเมดา ไม่ต้องลงมาที่ห้องอาหาร และไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้า เข้าใจนะ” ไคเซอร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบจนเย็นเยือก เมดาที่ยืนอยู่ข้างๆหันมามองใบเตยด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนหวาน แต่มองลึกเข้าไปกลับว่างเปล่า “สวัสดีค่ะ คุณคงเป็นคนที่ไคเซอร์เคยเล่าให้ฟังสินะคะ” คำว่า ‘คนที่เคยเล่าให้ฟัง’ กระแทกใจใบเตยจนชาหนึบ เธอเดาไม่ออกเลยว่าไคเซอร์เล่าเรื่องเธอในแง่ไหน ภาระ? หุ่นยนต์? ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนสมรส ใบเตยก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามรักษาความนิ่งเฉยแม้หัวใจจะบีบแน่นจนแทบหายใจไม่ออก “ค่ะ สวัสดีค่ะ ขอให้มีความสุขกับมื้ออาหารนะคะ” เธอกล่าวจบก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดกลับไปยังห้องนอนชั้นบนทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองภาพที่ไคเซอร์โอบเอวคนรักเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องอาหาร เมื่อประตูปิดลง ใบเตยพิงแผ่นหลังกับบานไม้ เสียงหัวเราะแว่วหวานของเมดาและเสียงทุ้มต่ำของไคเซอร์ที่ดังลอดขึ้นมาจากชั้นล่างทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรง ช่วงดึก คฤหาสน์ทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบสงัดเมื่อไคเซอร์กลับมาถึงบ้านหลังจากไปส่งเมดามาแล้ว ใบเตยที่นอนขดตัวด้วยความหิวจนปวดท้องตัดสินใจเปิดประตูห้องออกไปหวังจะไปหาอะไรรองท้องในครัว ในจังหวะที่เธอกำลังก้าวลงบันได ไคเซอร์ที่เพิ่งก้าวพ้นประตูใหญ่เข้ามาก็ชะงักฝีเท้า ทั้งคู่ประสานสายตากันในความสลัวของโถงทางเดิน ร่างสูงในเสื้อเชิ๊ตแบรนด์หรูสีดำขมวดคิ้วแน่น เขามองร่างบอบบางสมส่วนของใบเตยที่อยู่ในชุดนอนเรียบง่ายด้วยสายตาเรียบเฉยแต่แฝงความหงุดหงิด “ดึกป่านนี้แล้ว เธอจะไปไหน” ใบเตยชะงักค้าง มือเกาะราวบันไดแน่น ความหิวทำให้เธอรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อย “ใบเตย…แค่จะไปหาอะไรทานในครัวค่ะ” ไคเซอร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นชาและบาดลึก “มื้อค่ำวันนี้ฉันสั่งให้แม่บ้านทำไว้เผื่อคนในบ้านทุกคน แต่เธอกลับไม่ได้ทาน จะมาเรียกร้องความสงสารเอาตอนนี้มันสายไปไหม” “ใบเตยไม่ได้เรียกร้องความสงสารค่ะ…” ใบเตยตอบเสียงสั่น พยายามรวบรวมสติ “แค่หิว และใบเตยก็ไม่อยากจะลงไปรบกวนบรรยากาศของคุณกับคุณเมดาในช่วงหัวค่ำ” ไคเซอร์ก้าวเข้ามาใกล้เธอจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆจากตัวเขา เขาจ้องมองใบเตยด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “เมดากลับไปแล้ว และฉันก็ไม่ได้อนุญาตให้เธอทำตัวเป็น ‘ภรรยาที่ถูกทอดทิ้ง’ จนต้องมาเดินอดอยากกลางดึกแบบนี้” เขาขยับเข้าใกล้จนใบเตยต้องถอยหลังไปจนติดผนัง “ถ้าหิวมากนัก ก็ออกไปหาอะไรทานข้างนอก อย่าให้ฉันต้องเห็นภาพเธอเดินโซเซเหมือนขอทานอยู่ในบ้านของฉันอีก” พูดจบเขาก็เดินเลี่ยงขึ้นบันไดผ่านหน้าเธอไป ทิ้งให้ใบเตยยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น ความหิวที่ว่าทรมานแล้วยังเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากถ้อยคำของเขาในคืนนี้ ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อสามเดือนก่อน ความตกต่ำของชีวิตใบเตยมาถึงจุดวิกฤตในบ่ายวันหนึ่ง เมื่อหมายศาลและประกาศยึดทรัพย์แปะหราอยู่หน้าประตูบ้านหลังเล็กที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว พ่อของใบเตยทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง หลังจากถูกญาติสนิทที่เขาไว้ใจนำโฉนดบ้านไปค้ำประกันเงินกู้นอกระบบแล้วเชิดเงินหนีไป ทิ้งภาระก้อนโตที่ครอบครัวคนธรรมดาอย่างพวกเธอไม่มีปัญญาจะหามาใช้คืนได้ทันเวลา บ้านที่พ่อใบเตยรักนักรักหนากำลังจะถูกขายทอดตลาดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม่ของใบเตยทำได้เพียงร้องไห้กอดลูกสาวแน่นพลางมองภาพบ้านที่กำลังจะหลุดมือไป ท่ามกลางความมืดมน เสียงรถยนต์สีดำสนิทระดับหรูหลายคันก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ทนายความวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบก้าวลงมาจากรถ พร้อมกับเอกสารสำคัญในแฟ้มหนังราคาแพง ‘คุณใบเตยครับ ผมเป็นทนายความประจำตระกูลของตระกูลคุณไคเซอร์’ ทนายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทพลางยื่นเอกสารบางอย่างให้ ‘ทางเราทราบเรื่องปัญหาหนี้สินของคุณแล้ว และคุณไคเซอร์ได้อนุญาตให้ผมมาเสนอทางออกที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวคุณ’ ใบเตยรับเอกสารมาอ่าน มือของเธอสั่นเทาเมื่อสายตาไล่เรียงไปตามตัวอักษร ภายในนั้นระบุถึง พินัยกรรมของคุณพ่อของไคเซอร์ ที่ระบุเจาะจงถึงชื่อของเธอ เธออ่านเงื่อนไขการแต่งงานกับไคเซอร์ บุตรชายคนเดียวของตระกูลเพื่อแลกกับการล้างหนี้ทั้งหมดและกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้จะถูกโอนกลับมาเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ ‘ถ้าฉัน...ถ้าฉันแต่งงานกับเขา บ้านหลังนี้จะไม่ถูกยึดใช่ไหมคะ’ ใบเตยถามเสียงสั่น ร่างกายอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ เธอหันไปมองพ่อที่กำลังมองมาด้วยแววตาเจ็บปวดและละอายใจ ‘ใช่ครับ และทางเราจะดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่างของครอบครัวคุณให้ตลอดไป’ ทนายตอบสั้นๆราวกับรู้ดีว่านี่คือคำตอบที่เธอไม่มีทางปฏิเสธได้ ใบเตยหลับตาลง ภาพของพ่อที่ทรุดโทรมลงไปทุกทีและความกังวลของแม่ทำให้หัวใจของเธอแตกสลาย เธอไม่มีทางเลือกอื่นเลยจริงๆ หากเธอปฏิเสธ ครอบครัวจะต้องกลายเป็นคนไร้บ้านในทันที และเธอก็คงไม่มีหน้าจะทนเห็นพ่อแม่ต้องลำบาก ‘ตกลงค่ะ...’ ใบเตยตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน ‘ฉันยอมแต่งงาน ขอแค่ให้พ่อกับแม่ปลอดภัย และบ้านหลังนี้ยังคงอยู่’เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องพัก ไคเซอร์ก็เริ่มปฏิบัติการทันที เขาดูเหมือนคนที่มีพลังงานล้นเหลือเกินความจำเป็นไปมากจนใบเตยต้องคอยกลั้นขำ “พี่ไคเซอร์คะ เสื้อผ้าส่วนนี้พับใส่กระเป๋าใบเล็กก็พอค่ะ ไม่ต้องใช้กล่องใบใหญ่ขนาดนั้น” ใบเตยเอ่ยเตือนขณะเห็นเขากำลังพยายามยัดเดรสตัวโปรดของเธอลงไปในกล่องกระดาษแข็งใบยักษ์ “อ้าวเหรอ? พี่นึกว่าต้องแยกประเภทแบบนี้เสียอีก” ไคเซอร์หยุดชะงักด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก มือข้างหนึ่งถือไม้แขวนเสื้อค้างไว้ ส่วนอีกข้างพยายามดึงเทปกาวให้แน่นจนมันพันกันยุ่งเหยิงไปหมด ใบเตยเดินเข้าไปใกล้แล้วช่วยแก้ปมเทปกาวให้พลางส่ายหัวเบาๆด้วยความเอ็นดู ความวุ่นวายเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นตลอดเวลา ไคเซอร์พยายามจะยกกระเป๋าเดินทางที่หนักอึ้งด้วยมือข้างเดียวเพื่อโชว์ความแข็งแรง แต่กลับเกือบทำของข้างในหกกระจายจนต้องรีบคว้าไว้แทบไม่ทัน แถมยังหยิบของใช้จุกจิกของใบเตยมาจัดเรียงผิดที่ผิดทางจนเธอต้องคอยเดินตามจัดระเบียบใหม่ “พี่ขอโทษ พี่แค่อยากทำให้เสร็จเร็วๆ” เขาหันมายิ้มแห้งๆให้เธอ ใบหน้าคมคายมีเหงื่อซึมเล็กน้อยเพราะความเร่งรีบและความตื่นเต้นที่ยังไม่จางหาย ใบเตยหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เธอเอื้อมมือไปซั
ใบเตยเดินเข้าห้องพักมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนออกมาเล็กน้อยของตัวเองอย่างเผลอไผล ความเงียบภายในห้องอพาร์ทเม้นท์ที่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เธอรักกลับทำให้ความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเด่นชัดขึ้นมาอย่างประหลาดในวันนี้ ใบเตยถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะทบทวนความรู้สึกของตัวเองตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่ไคเซอร์ทำหน้าที่ผู้ดูแลอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาไม่เคยแสดงท่าทีรำคาญ ไม่เคยบ่นเหนื่อย และทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้ เธอรู้สึกถึงความปลอดภัยที่เธอหาไม่ได้จากการอยู่ลำพัง เขาเป็นดั่งที่พึ่งพิงที่อบอุ่นและมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจของเธออ่อนไหวแบบนี้ ใบเตยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จริงอย่างที่เขาว่า การอยู่คนเดียวมีความเสี่ยงมากมายโดยเฉพาะในยามที่เธอต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังเติบโต แต่ลึกๆในใจเธอยังมีความกังวลบางอย่างที่ฝังใจอยู่ ภาพคืนนั้นที่แพรวาเข้าไปหอมแก้มเขา เธอหลับตาลงแล้วครุ่นคิดอย่างใจเย็น พยายามแยกแยะเหตุการณ์ในวันนั้นออกจากการกระทำของเขาในปัจจุบัน ความทรงจำเกี่ยวกับสายตาที่เขาใช้มองแพรวาในตอนนั้นมันไม่ได้มีความรู้สึกพึงพอใ
วันต่อมา Rrrr! เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงดังขึ้นปลุกให้หญิงสาวค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เธอคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นชื่อ ‘ไคเซอร์’ ปรากฏอยู่บนหน้าจอก็รีบกดรับทันที “อรุณสวัสดิ์ครับใบเตย” เสียงทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความสดใสของไคเซอร์ดังลอดออกมาจากสาย “พี่มาถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์ของใบเตยแล้ว ลงมารับของกินมื้อเช้าหน่อยไหม” ใบเตยขยี้ตาพลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง (เช้าขนาดนี้เลยเหรอคะ) “ก็กลัวว่าใบเตยจะไม่ได้ทานมื้อเช้าที่มีประโยชน์น่ะ” ไคเซอร์ตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ลงมาเถอะ ของโปรดใบเตยทั้งนั้น” ไม่กี่นาทีต่อมา ใบเตยในชุดลำลองสวมเสื้อยืดตัวหลวมเดินลงมาที่โถงหน้าอพาร์ทเม้นท์ เธอเห็นไคเซอร์ยืนรออยู่ข้างรถคันหรูในชุดลำลองที่ดูสบายตากว่าปกติ ในมือของเขาถือถุงกระดาษเก็บอุณหภูมิใบใหญ่และแก้วโกโก้กลิ่นหอมกรุ่น เมื่อเห็นใบเตยเดินเข้ามา ไคเซอร์ก็คลี่ยิ้มกว้างก่อนจะส่งแก้วโกโก้แบบหวานน้อยและถุงอาหารเช้าให้ “มื้อนี้เน้นสารอาหารครบถ้วนครับ” ไคเซอร์เริ่มอธิบายขณะที่ใบเตยเปิดดูในถุง พบทั้งแซนวิชโฮลวีท หน้าอกไก่สลัดผักกรอบๆ ผลไม้สดที่หั่นเป็นชิ้นพอดีค
ไคเซอร์ค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งที่มุมม้านั่งตัวเดิมที่ใบเตยนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ เขานั่งเว้นระยะห่างไว้พอสมควร ไม่กล้าขยับตัวเข้าใกล้จนเกินไปเพื่อไม่ให้เธออึดอัด ใบเตยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆนั่งลงตามด้วยท่าทีที่ระแวดระวังน้อยลงกว่าตอนแรก ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ใบเตยจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท “สองเดือนที่ผ่านมา...” ใบเตยเริ่มพูด สายตาของเธอมองออกไปยังสนามหญ้ากว้าง “ใบเตยได้มีเวลาทบทวนอะไรหลายอย่างค่ะ ตอนอยู่ที่นั่น ใบเตยรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะสถานที่หรอกนะคะ แต่เพราะความกดดันที่พี่ไคเซอร์สร้างขึ้น” “…” ไคเซอร์ก้มหน้าลงฟัง มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นบนตัก เขารู้สึกเจ็บจี๊ดในอกกับทุกคำพูด แต่เขาก็ไม่ขัดจังหวะ เขาปล่อยให้เธอได้ระบายความอัดอั้นที่เก็บงำมานาน “พี่เอาแต่คิดว่าอะไรที่พี่ให้ได้คือสิ่งที่ดีที่สุด แต่พี่ไม่เคยถามเลยว่าใบเตยต้องการมันไหม พี่ใช้เงิน ใช้คนของพี่ ใช้ความเด็ดขาดของพี่จัดการทุกอย่างจนใบเตยไม่เหลือความเป็นตัวเองเลย” เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ “ใบเตยไม่ได้ต้องการคฤหาสน์หรูหรา ไม่ได้ต้องการให้พี่คอยสั
สองเดือนผ่านไป เวลาสองเดือนที่ไม่มีใบเตยอยู่ข้างกาย สำหรับไคเซอร์มันยาวนานราวกับสองปี ทุกก้าวย่างของเขาในตอนนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอำนาจเงิน แต่ขับเคลื่อนด้วยความคิดถึงที่กัดกินหัวใจ ไคเซอร์สืบจนรู้ว่าใบเตยมีกำหนดตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่ง เขาให้คนสนิทประสานงานกับทางโรงพยาบาลอย่างสุภาพที่สุดโดยกำชับว่า ‘ห้ามทำให้เธอตกใจ และห้ามให้เธอรู้ว่าผมเป็นคนถาม แค่บอกให้ผมรู้ว่าเธอปลอดภัย ผมก็พอใจแล้ว’ กระทั่งวันนี้ ไคเซอร์มาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลานัดหมาย เขาไม่ได้สวมสูทหรูหรา แต่สวมเสื้อเชิ้ตสีเรียบที่ดูผ่อนคลายที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อไม่ให้ดูน่าเกรงขามจนเกินไป เขานั่งรออยู่มุมหนึ่งของแผนกสูตินรีเวช หลบสายตาผู้คนโดยเลือกที่นั่งที่มองเห็นหน้าห้องตรวจได้ชัดเจนที่สุด และแล้ว...ภาพที่เขาเฝ้ารอมาตลอดสองเดือนก็ปรากฏขึ้น ร่างบางของใบเตยเดินเข้ามาในแผนก เธอไม่ได้ดูโทรมลงอย่างที่เขาแอบกังวล แต่เธอกลับดูมีน้ำมีนวลขึ้น แววตาของเธอสงบและมั่นคงแม้จะดูหม่นลงไปบ้าง แต่ก็ดูเป็นใบเตยที่เขารัก ไคเซอร์กลั้นหายใจ หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เขาเห็นเธอนั่งรอคิว มือเรียวเล็กค
หลังจากที่ป้าแม่บ้านเห็นความซูบผอมและดวงตาที่ไร้ชีวิตชีวาของไคเซอร์ เธอตัดสินใจเดินเลี่ยงออกมาที่ห้องโถงด้านล่าง มือที่สั่นเทากดโทรศัพท์ต่อสายหาคุณหญิงปัทมาผู้เป็นแม่ของไคเซอร์ทันที ป้าแม่บ้านเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยน้ำเสียงสะอื้น ทั้งเรื่องที่ใบเตยหนีไปและสภาพความเป็นอยู่ของไคเซอร์ในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ถึงสองชั่วโมงต่อมา รถหรูของตระกูลก็เคลื่อนเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ คุณหญิงปัทมารีบก้าวลงจากรถด้วยท่าทีร้อนรน เธอตรงดิ่งขึ้นไปยังห้องนอนของลูกชายทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครมาต้อนรับ เมื่อผลักประตูห้องนอนเข้าไป ภาพที่เห็นทำเอาหัวอกคนเป็นแม่ถึงกับสั่นคลอน ลูกชายที่เคยสง่างามและเป็นที่พึ่งของทุกคน บัดนี้กลับนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงในสภาพเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ ใบหน้าคร้ามหนวดเคราและแววตาที่เลื่อนลอย “ไคเซอร์...” เสียงหวานของคุณหญิงปัทมาสั่นเครือ เธอเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆแล้วเอื้อมมือไปจับใบหน้าของลูกชายที่ซูบตอบลงไปถนัดตา ไคเซอร์เงยหน้าขึ้นมองแม่ แววตาของเขาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวลึก “แม่ครับ...” เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “แม่ทราบเรื่องหมดแล้ว” คุณหญิงปัทม







