LOGINสายลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกผ่านหน้าปากถ้ำเมฆาหยก หอบเอากลิ่นไหม้ของหนังสัตว์ผสมปนเปกับกลิ่นฉุนเฉียวของ 'พิษมารกัดกร่อน' ให้ฟุ้งกระจายไปในอากาศ
ซากรองเท้าเกล็ดมังกรที่เคยงดงามวิจิตรและประเมินค่ามิได้ บัดนี้แปรสภาพเป็นเพียงก้อนวัตถุสีดำตะปุ่มตะป่ำที่กำลังส่งเสียงดัง ฟู่ฟ่า... คล้ายเนื้อย่างบนเตาถ่านที่ถูกลืมทิ้งไว้จนไหม้เกรียม
ไป๋เยว่ยืนกอดอกมองผลงานศิลปะแห่งความวินาศสันตะโรตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านยาก ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับมามอง 'จำเลย' ตัวน้อยที่นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ข้างระเบียงหิน
ม่อซางในร่างจิ้งจอกแดงนั่งตัวตรง แสร้งทำเป็นมองนกมองไม้ ไม่รู้ไม่ชี้กับหายนะที่เกิดขึ้น ทว่าหูข้างซ้ายกลับกระดิกยิกๆ คอยดักฟังเสียงหัวใจของสตรีตรงหน้า
'นางฉลาดเป็นกรด... กลิ่นอายปีศาจชัดขนาดนี้ นางต้องดูออกแน่'
จอมมารลอบประเมินสถานการณ์ หากนางโกรธที่เขาทำร้ายแขกผู้สูงศักดิ์ หรือทำลายข้าวของ เขาคงต้องเตรียมหาทางหนีทีไล่ หรือไม่ก็ต้องงัดมารยาบทที่หนึ่ง 'แกล้งป่วย' ออกมาใช้เพื่อเอาตัวรอด
"เสี่ยวฮวา..."
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน
ไป๋เยว่ค่อยๆ ย่อกายลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าสัตว์เลี้ยง สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ปลายหูจรดปลายหาง ราวกับจะมองทะลุขนฟูฟ่องเข้าไปถึงจิตวิญญาณข้างใน
"รองเท้านั่น... ฝีมือเจ้าใช่หรือไม่?"
ม่อซางชะงัก ลมหายใจสะดุดไปชั่วจังหวะ เขาเงยหน้าสบตานาง พยายามปั้นหน้าให้ดูใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่งเสียงร้องครางเบาๆ ราวกับจะถามว่า 'รองเท้าคืออันใดหรือ? ข้าเป็นแค่สุนัขตัวน้อยๆ นะ'
แต่หลักฐานมันคาตา กลิ่นอายของพิษมารจางๆ ที่ยังติดอยู่ที่อุ้งเท้าหลัง เป็นสิ่งที่ไม่อาจปกปิดจมูกระดับบรรพชนจิ้งจอกเก้าหางได้
ไป๋เยว่หรี่ตาลง ยื่นมือเรียวขาวผ่องออกมาข้างหน้า...
ม่อซางหลับตาปี๋ เกร็งกล้ามเนื้อคอรับแรงปะทะ คิดในใจว่าคงโดนเขกหัวจนโน หรือไม่ก็โดนดีดจมูกเป็นการลงโทษฐานก่อเรื่องวุ่นวายไล่แขกคนสำคัญ
'เอาเลย! ตีข้าสิ! ข้าทำเพื่อปกป้องเจ้าจากไอ้จิ้งจกน้ำนั่นนะ!'
ทว่า... สัมผัสที่เกิดขึ้นกลับมิใช่ความเจ็บปวด
"ฮ่าๆๆๆๆ!"
เสียงหัวเราะใสกระจ่างดุจระฆังแก้วดังก้องกังวานไปทั่วถ้ำ ไป๋เยว่หัวเราะจนตัวงอ ไหล่สั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ มือที่ยื่นออกมานั้นเปลี่ยนเป็นขยี้ศีรษะเล็กๆ ของจิ้งจอกแดงอย่างมันเขี้ยวจนขนฟูฟ่อง
"เจ้านี่มัน... ร้ายกาจนักนะ!"
นางเอ่ยกลั้วหัวเราะ ดวงตาหยีโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่งดงามจับใจ
"เปิ่นจั้วหมั่นไส้ท่าทางขี้อวดและรองเท้าลิเกขององค์ชายมังกรมานับพันปี แต่ติดที่เกรงใจท่านจ้าวมุทรเลยทำอะไรไม่ได้มาก วันนี้เจ้าช่วยเปิ่นจั้วระบายแค้นได้สะใจยิ่งนัก!"
ม่อซางลืมตาโพลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความงุนงงระคนตกตะลึง
'ไม่โกรธรึ? นางไม่โกรธที่ข้าทำร้ายเชื้อพระวงศ์สวรรค์? แถมยัง... ชอบใจ?'
"ทำดีมาก... เจ้าก้อนขนของเปิ่นจั้ว"
ไป๋เยว่รวบตัวเขาขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมกอด ยกตัวขึ้นสูงจนหน้าของจิ้งจอกแดงอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้างาม รอยยิ้มของนางอ่อนโยนลงจนทำให้หัวใจที่ด้านชาของจอมมารกระตุกวูบ
"เจ้าคงรำคาญเขาเหมือนกันสินะ? เด็กดีจริงๆ... นี่คือรางวัลสำหรับผู้พิทักษ์ตัวน้อย"
ฟอด!
โดยไม่ทันให้ตั้งตัว ริมฝีปากนุ่มหยุ่นและหอมกรุ่นของไป๋เยว่ก็กดประทับลงบนหน้าผากที่มีขนปุกปุยของม่อซางอย่างจัง!
กลิ่นหอมหวานของดอกท้อและไอร้อนจากผิวกายของนางแผ่ซ่านเข้ามาปะทะใบหน้าจอมมารในระยะประชิด เสียงเลือดสูบฉีดขึ้นหน้าดังอื้ออึงในหูม่อซาง ร่างกายของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่แข็งทื่อเป็นหินศิลา
ความร้อนผ่าวลามเลียไปทั่วร่างตั้งแต่ปลายจมูกยันปลายหาง ภายใต้ขนสีแดงเพลิงนั้น ผิวหนังของเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำยิ่งกว่าลูกตำลึงสุก
'น... นาง... นางจูบข้า!'
ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วอกซ้าย มันไม่ใช่ความโกรธที่ถูกล่วงเกิน ไม่ใช่ความรังเกียจที่ถูกมนุษย์สัมผัส แต่มันคือความรู้สึกวูบวาบประดุจมีกระแสอุ่นซ่านไหลเวียนไปทั่วชีพจร ความอบอุ่นที่ได้รับจากอ้อมกอดนี้ช่างคุ้นเคยและน่าโหยหาอย่างประหลาด จนร่างกายที่ควรจะต่อต้านกลับอ่อนยวบยาบลงอย่างน่าสมเพช
และที่น่าอับอายที่สุดสำหรับจอมมารผู้เกรียงไกร...
ตุบ... ตุบ... ตุบ...
หางพวงใหญ่ด้านหลังของม่อซางเริ่มแกว่งไกวไปมา ฟาดกระทบกับแขนเสื้อของไป๋เยว่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
มิอาจควบคุมได้... ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ร่างกายมันตอบสนองไปเองตามสัญชาตญาณความสุข!
"อุ๊ย... หางกระดิกใหญ่เลย ชอบล่ะสิ"
ไป๋เยว่ยิ่งได้ใจเมื่อเห็นอาการตอบสนองแสนน่ารัก นางซุกหน้าลงฟัดพุงนุ่มนิ่มของเขาอีกระลอก สูดดมกลิ่นหอมสะอาดของขนจิ้งจอกเข้าเต็มปอด
"ตัวเจ้าหอมจัง... หอมกว่าบุรุษพวกนั้นตั้งเยอะ อยู่กับเปิ่นจั้วนะเสี่ยวฮวา เปิ่นจั้วจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี ให้ตัวอ้วนกลมไปเลย"
ม่อซางหลับตาพริ้ม ซึมซับสัมผัสอันอ่อนโยนนั้นอย่างลืมตัว กำแพงน้ำแข็งในใจที่สร้างมากว่าห้าพันปีเริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆ เขาวางคางเกยลงบนไหล่บอบบางของนาง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความอบอุ่นที่เขาไม่เคยพานพบ
'แค่วันนี้หรอกนะ... ที่ข้าจะยอมให้เจ้าลวนลาม'
จอมมารรำพึงในใจอย่างพ่ายแพ้ โดยหารู้ไม่ว่า... หัวใจของตนเองได้เริ่มเอนเอียงไปหาสตรีตรงหน้าทีละน้อย และหางที่กระดิกไม่หยุดนั้น คือคำตอบที่ซื่อตรงที่สุดที่ร่างกายมอบให้นาง
วัฏสงสารแห่งห้วงจักรวาลเบื้องนอกหมุนวนเปลี่ยนผ่านอย่างเกรี้ยวกราดและไร้ความปรานี กาลเวลาไหลทะลักล่วงเลยเนิ่นนานนับหมื่นปี ดาราจักรนับล้านดวงจุติขึ้นส่องประกายเจิดจรัส ก่อนจะดับสูญแตกสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีดารา อาณาจักรเซียนรุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่า... ภายใต้ ‘ค่ายกลปิดตายระดับมหาปฐมกาล’ ที่กางกั้นครอบคลุม ‘ห้องหอหยกเหมันต์’ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและมิติธาตุทั้งปวง กลับถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ประดุจเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงเสี้ยวราตรี!ความเงียบสงัดระดับเอกเทศ โอบกอดกลิ่นหอมหวนของกำยานสวรรค์และละอองกลีบท้อโลหิตที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา บนแท่นบรรทมอันวิจิตรตระการตา ไป๋เยว่ ราชินีมารยาแห่งวังจันทราโลหิต ค่อยๆ ปรือตาดอกท้อขึ้นอย่างเชื่องช้า แพขนตาหนางอนกะพริบไหวขับไล่ความง่วงงุนการจำศีลพักผ่อนที่ยาวนานและแสนหวานที่สุดในประวัติศาสตร์สามภพเพิ่งจะสิ้นสุดลง ดรุณีโฉมสะคราญขยับสรีระอรชรบิดขี้เกียจ ก่อนจะแย้มยิ้มละมุนเมื่อพบว่า สภาพแวดล้อมแรกที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา หาใช่เพดานตำหนัก ทว่านางยังคงซุกตัวอย่างปลอดภัยและอบอุ่น อยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งดุจปราการเหล็กกล้าของ ‘ม่อซาง’ จอมมารผู้ยิ
ความเงียบเหงาอันแสนวิเวกวังเวง เข้าครอบงำท้องพระโรงแห่งวิหารจันทราโลหิต กลิ่นอายมหาปฐมมารที่เคยแผ่ซ่านกดทับสิบทิศเจือจางลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ บัลลังก์ศิลาโลหิตที่เคยเป็นที่ประทับของจอมมารและราชินี บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นเยียบ ไร้ซึ่งเงาของผู้ให้กำเนิดที่หนีไปจำศีลพลอดรักในเขตหวงห้ามเบื้องล่างขั้นบันไดหยก ทายาทสายเลือดอเวจีทั้งห้าพระองค์ นั่งล้อมวงกันด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยความห่อเหี่ยวและเบื่อหน่าย ม่อเทียนนั่งขัดสมาธิเช็ดคมกระบี่ ม่อเหยียนฝนเข็มพิษอย่างเลื่อนลอย ม่อหยวนดีดลูกคิดอย่างไร้จุดหมาย ส่วนจิ้งเหมียนและหย่งหล่านนอนเกยทับกันบนพรมขนสัตว์ หาววอดจนน้ำตาเล็ดแม้ก้อนแป้งทั้งห้าจะแผลงฤทธิ์ป่วนจักรวาลมานักต่อนัก ทว่าเมื่อบิดามารดาหายหน้าไป ความรู้สึกโหวงเหวงก็ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในซอกหลืบของหัวใจ"ท่านพ่อกับท่านแม่หนีไปนอนพักผ่อนกันสองต่อสอง... ปล่อยให้พวกเราต้องมานั่งเฝ้าความว่างเปล่าเยี่ยงนี้ ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" หย่งหล่านบ่นพึมพำ สุรเสียงยานคางเจือแววงอแง"ต่อให้คิดถึงเพียงใด พวกเราก็หาญกล้าไปเคาะประตูตำหนักหยกเหมันต์ไม่ได้หรอกนะ" ม่อเทียนเอ่ยทำลายความเงียบ สุรเสียงทุ้มต่ำแฝงควา
กังวานเภรีรบที่ขึงด้วยหนังมังกรบรรพกาล ดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนแผ่นดิน! คลื่นเสียงอัดกระแทกทำลายล้างความเงียบสงบของวังจันทราโลหิตจนกระเบื้องหยกดำบนหลังคาสั่นระริกนภากาศเบื้องบนที่เคยทอประกายแสงสุริยันสีเลือด บัดนี้ถูกบดบังด้วยเงาทะมึนของกองทัพมหึมานับแสนชีวิต!'กองกำลังพันธมิตรกบฏ' แห่งเผ่ามังกรสวรรค์และเผ่าวิหคเพลิงอมตะ ยกทัพมาตั้งประจันหน้าหมายล้อมกรอบอเวจี เหล่าขุนพลเฒ่าและผู้อาวุโสสวมชุดเกราะทองคำส่องประกายบาดตา ธงรบโบกสะบัดพร้อมสรรพเสียงก่นด่าทอสาปแช่งดังกังวานก้องพวกมันคือผู้หยิ่งยโสที่ไม่อาจทนรับความอัปยศอดสู! การที่ 'หลงอวี่' และ 'เฟิ่งเทียน' รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ของเผ่าพันธุ์ ต้องลดตัวลงไปสวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ ซักอาภรณ์ กวาดพื้น และเข้าครัวทำอาหารให้แก่สตรี ถือเป็นการเหยียบย่ำเกียรติยศระดับล้างเผ่าพันธุ์! กองทัพนับแสนจึงหมายมั่นจะมาบดขยี้วังมาร และฉุดกระชากองค์ชายของพวกตนกลับคืนสู่อำนาจ!ภายในลานซักล้างเบื้องหน้าตำหนักนิทรานิรันดร์...สองยอดบุรุษผู้ถูกลดขั้นเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน กำลังขะมักเขม้นกับภาระหน้าที่ หลงอวี่สวมผ้ากันเปื้อนสีฟ้าคราม สองมือแกร่งกำลังบิดผ้าห่มไหมสวรรค์จ
ประกายแสงสีฟ้าครามเรืองรองลอดผ่านรอยแยกของกล่องไม้จันทน์หอมหยกลายเมฆา กลิ่นไอดินหลังอสนีบาตฟาดฟัน ผสานกับความเย็นยะเยือกของยุคบรรพกาลลอยอวลเตะจมูก ภายในหอคลังจันทราโลหิตที่อร่ามเรืองด้วยกองทองคำ มู่ฉี ยอดโจรตีนแมวผู้เลื่อนขั้นเป็นสามีแห่งวังมาร ยืนยืดอกด้วยท่วงท่าสง่างาม สองมือแกร่งประคองกล่องไม้จันทน์ยื่นไปเบื้องหน้าดรุณีโฉมสะคราญอย่างนอบน้อมภายในกล่องกำมะหยี่สีเลือด บรรจุ 'ปิ่นปักผมหยาดน้ำค้างบรรพกาล' เครื่องประดับชิ้นเอกที่สกัดจากแก่นวารีบริสุทธิ์นับหมื่นปี ทอประกายระยิบระยับหยอกเย้าแสงสว่างม่อหยวน เถ้าแก่เนี่ยน้อยแห่งอเวจี เลิกคิ้วเรียวงาม นัยน์ตาสีอำพันที่เคยมองทุกสิ่งเป็นเพียงผลกำไร บัดนี้ทอประกายอ่อนโยนลึกซึ้ง ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มหวานล้ำประดุจบุปผาสวรรค์ผลิบาน ดรุณีน้อยหยิบปิ่นหยกขึ้นมาลูบไล้ ความปีติยินดีเอ่อล้นเมื่อตระหนักว่า ทาสรักผู้เคยยากไร้ บัดนี้รู้จักเก็บหอมรอมริบเบี้ยหวัดส่วนตัว เพื่อสร้างความโรแมนติกปรนเปรอภรรยา"งดงามยิ่งนัก... สามีข้าช่างรู้ใจ" สุรเสียงหวานใสเอ่ยชมเชย ปลายนิ้วเล็กจ้อยไล้ไปตามสลักลวดลายวิจิตร "ของล้ำค่าปานนี้... เจ้าไปประมูลมาด้วยราคาเท่าใดหรือ?
ความมืดมิดยามวิกาลกลืนกินทุกสรรพสิ่งในตำหนักโอสถพิษ ความเงียบสงัดระดับก้นบึ้งปรโลกเข้าครอบงำจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงละอองน้ำค้างหยดกระทบใบไม้ทว่า... ความสงบสุขอันเป็นนิรันดร์นั้น กลับถูกฉีกกระชากลงด้วยสรรพเสียงกัมปนาทที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์อสูรบรรพกาล!โครก... คราก... ครืดดด!!!คลื่นเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจแผ่นดินไหว บดขยี้ความเงียบงันจนแหลกละเอียด! ต้นกำเนิดของมหันตภัยหาใช่อื่นใด แต่มันดังมาจากช่องท้องของสตรีที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนแท่นบรรทมหยกดำ!ไป๋หลิง ดรุณีกระเพาะหลุมดำผู้ครอบครองตำแหน่งฮูหยินรองแห่งอเวจี นอนพลิกซ้ายตะแคงขวาอย่างกระสับกระส่าย สรีระอรชรบิดเร่าประดุจปลาขาดน้ำ สองมือเล็กจ้อยกุมหน้าท้องแบนราบที่กำลังประท้วงอย่างเกรี้ยวกราด อาการกำเริบของความหิวโหยระดับกลืนกินเอกภพ ปะทุเดือดขึ้นกลางดึกอย่างไม่อาจต้านทาน!"ฟูจวิน... ฟูจวินตื่นเถิด..."สุรเสียงหวานใสยานคางคร่ำครวญเจียนขาดใจ ไป๋หลิงยื่นมือไปเขย่าท่อนแขนกำยำของบุรุษข้างกายอย่างบ้าคลั่ง เขย่ารุนแรงเสียจนเตียงหยกศิลาสั่นสะเทือน!ม่อเหยียน องค์ชายรองแห่งอเวจี ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน นัยน์ตาสีเพลิง
แสงสุริยันสีเลือดแห่งทวีปอเวจี สาดส่องกระทบลานฝึกศิลาโลหิตที่เคยกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายดิบเถื่อน ทว่าบัดนี้ สถานที่ซึ่งเคยคลุ้งไปด้วยควันเนื้อย่างและเศษไหสุราแตกกระจาย กลับสะอาดสะอ้านเงาวับจนสามารถใช้ส่องแทนคันฉ่องได้ กองทัพมารเดนตายนับแสนนายที่เคยเดินเตะฝุ่นย่ำสลบไร้ทิศทาง กำลังยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งตรงแหน่วประดุจถูกไม้บรรทัดเหล็กหล่อดัดสันหลังเบื้องหน้ากองกำลังที่สั่นสะท้านดุจลูกนกเปียกฝน ลู่หลิน ฮูหยินใหญ่แห่งวังจันทราโลหิต ก้าวเดินตรวจตราด้วยท่วงท่าสง่างามและเข้มงวดขั้นสุด อาภรณ์แพรไหมสีฟ้าครามแห่งสำนักกระบี่ฟ้า พลิ้วไหวขัดแย้งกับบรรยากาศขุมนรกอย่างสิ้นเชิง ในมือเรียวขาวผ่องถือ 'ม้วนตำรากฎระเบียบสามพันข้อ' ม้วนใหญ่หนาเตอะที่เพิ่งบัญญัติขึ้นใหม่ ปลายนิ้วตวัดชี้ไปยังขุนพลร่างยักษ์เขี้ยวโง้งที่กำลังแอบซ่อนน้ำเต้าบรรจุเมรัยไว้ด้านหลัง"กฎข้อที่สี่ร้อยแปดสิบสอง ห้ามขุนพลทุกนายแตะต้องสุราในยามเข้าเวรยาม!" สุรเสียงกังวานใสแผดก้องประดุจสายฟ้าฟาดทะลวงโสตประสาท "พวกเจ้าเป็นถึงกองกำลังปกป้องสิบทิศใต้การนำของราชันย์ทัพหน้า ไฉนจึงทำตัวเหลวไหลเยี่ยงโจรป่าไร้การศึกษา โยนน้ำเมาโสโ







