LOGINความเงียบงันกลับคืนสู่โถงถ้ำเมฆาหยกชั่วคราว ไป๋เยว่เดินหายเข้าไปด้านในเพื่อหาสมุนไพร ทิ้งให้ม่อซางนอนหมอบเฝ้าดูสถานการณ์อยู่เงียบๆ หูของจิ้งจอกแดงกระดิกเบาๆ รับเสียงกุกกักที่ดังมาจากห้องรับรองแขก
ภายในห้องรับรอง ไป๋หลงยืนขบกรามแน่นอยู่หน้ากระจกทองแดง มือสั่นระริกจัดแต่งอาภรณ์ให้เข้าที่ แม้ความเจ็บปวดแสบร้อนบริเวณหน้าขาจะทุเลาลงด้วยฤทธิ์ยาแต่บาดแผลทางใจกลับเหวอะหวะเกินเยียวยา เขาที่เป็นถึงองค์ชายมังกรผู้เป็นที่รักของสวรรค์ กลับถูกสัตว์เลี้ยงชั้นต่ำข่มขู่จนหัวหด
เสียงลอดไรฟันดังขึ้นพร้อมกับนัยน์ตามังกรที่หรี่ลงอย่างมาดร้าย ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในสมอง ยามเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรองเท้าเหยียบเมฆาของตนที่ถอดวางไว้หน้าธรณีประตูห้องรับรอง ตามธรรมเนียมการเข้าพัก
รองเท้าคู่นั้นถักทอจากเกล็ดมังกรวารีพันปี ทนทานต่อไฟบรรลัยกัลป์และคมศาสตรา ทั้งยังเป็นของรักของหวงที่เขาภูมิใจนักหนา แต่วันนี้มันจะเป็นเครื่องมือสังหาร
ไป๋หลงรวบรวมลมปราณธาตุไฟไว้ที่ปลายนิ้ว ร่ายอักขระอำพรางเพลิงผลาญวิญญาณลงไปในรองเท้าทั้งสองข้างอย่างเงียบเชียบ กับดักนี้ไร้รูป ไร้กลิ่น หากมีสิ่งมีชีวิตใดบังอาจยื่นจมูกเข้าไปดมหรือสัมผัส เปลวเพลิงที่มองไม่เห็นจะพุ่งออกมาเผาผลาญอวัยวะส่วนนั้นให้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
เขายิ้มเหี้ยมเกรียม วางรองเท้าทิ้งไว้ในตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดหน้าห้องรับรอง แสร้งทำเป็นลืมทิ้งไว้แล้วเดินเลี่ยงออกไปรอที่ลานหน้าถ้ำเตรียมตัวจะกลับ
คล้อยหลังไป๋หลงเพียงครู่เดียว เงาร่างสีแดงเล็กๆ ก็โผล่ออกมาจากมุมมืด
ม่อซางเดินนวยนาดเข้ามาหากับดักตื้นเขินนั้น จมูกที่ไวต่อสัมผัสอันตรายระดับเทพเจ้ากระตุกวูบ กลิ่นอายของอาคมกระจอกๆ โชยมาเตะจมูก ดวงตาสีอำพันเหลือบมองรองเท้าเกล็ดมังกรที่วางเด่นหรา มุมปากของจอมมารกระตุกยิ้มหยัน
กับดักระดับนี้ แม้แต่ทหารเลวในแดนมารยังดูออก ม่อซางเดินวนรอบรองเท้าคู่นั้นสามรอบ พิจารณาโครงสร้างเวทย์ที่ไป๋หลงวางไว้อย่างละเอียด มันเป็นเพียงอาคมธาตุไฟระดับกลางที่หวังผลให้บาดเจ็บสาหัสแต่สำหรับจอมมารที่อาบน้ำในบ่อลาวาอเวจีมาตั้งแต่เกิด ไฟแค่นี้ไม่ต่างจากไม้ขีดไฟชื้นๆ
ทว่าการจะทำลายทิ้งเฉยๆ มันไม่สะใจสมเกียรติจอมมาร ในเมื่ออีกฝ่ายอยากให้เขาประทับตรา เขาก็จะสงเคราะห์ให้สาสมใจ
ม่อซางยกขาหลังข้างซ้ายขึ้น พาดไปที่ขอบรองเท้าข้างขวาอย่างแม่นยำ ลมปราณมารในกายถูกขับเคลื่อนมารวมกันที่จุดเดียว เปลี่ยนของเสียในร่างกายให้กลายเป็นพิษกรดทมิฬที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงยิ่งกว่าพิษงูหมื่นปี
สายน้ำสีเหลืองใสไหลรินลงสู่ภายในรองเท้าเกล็ดมังกรอย่างเงียบเชียบ ไร้เสียงฉ่า ไร้ควันโขมง เพราะกรดมารกำลังแทรกซึมเข้าทำลายโครงสร้างเวทย์อักขระอย่างแนบเนียน เปลี่ยนกับดักเพลิงให้กลายเป็นบ่อกรดมรณะที่รอคอยเจ้าของกลับมาสวมใส่
ม่อซางสะบัดก้นสองสามทีด้วยความปลอดโปร่ง ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปนอนตีพุงรอชมมหรสพ
เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก ไป๋หลงเดินย้อนกลับมาด้วยสีหน้าแช่มชื่นจอมปลอม ทำทีเป็นตะโกนบอกไป๋เยว่ว่าเขาลืมของไว้
เขาเหลือบมองไปรอบๆ เมื่อไม่เห็นซากศพของจิ้งจอกแดงก็ขมวดคิ้วด้วยความผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็รีบสวมรองเท้าเพื่อจะรีบไปให้พ้นจากที่นี่ เท้าขวาสอดเข้าไปในรองเท้าเกล็ดมังกร
สัมผัสแรกคือความเปียกชื้นที่น่ารังเกียจ ไป๋หลงชะงัก ก้มหน้าลงมองด้วยความงุนงงว่าเหตุใดข้างในจึงแฉะ
แต่คำตอบมาถึงเร็วยิ่งกว่าความคิด ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านจากฝ่าเท้าพุ่งตรงสู่สมองราวกับถูกเหล็กหลอมเหลวราดรด น้ำกรดมารที่รอเวลาทำปฏิกิริยา กัดทะลุถุงเท้าไหมเนื้อดี กัดกินผิวหนัง และแทรกซึมลึกถึงกระดูกภายในเสี้ยววินาที
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นก้องภูเขาคุนหลุน ฝูงนกแตกตื่นบินว่อน ไป๋หลงล้มกลิ้งลงกับพื้น ดิ้นพราดๆ ราวกับปลาถูกทุบ สองมือตะเกียกตะกายพยายามจะถอดรองเท้ามรณะออกจากเท้า แต่เกล็ดมังกรที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้หลอมละลายเหนียวหนืดติดกับเนื้อหนัง ยิ่งดึงก็ยิ่งฉีกกระชากผิวเนื้อให้หลุดติดออกมาด้วย
ควันสีเขียวลอยคลุ้งจากเท้าขวา ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อและเกล็ดที่ถูกเผาผลาญ
ไป๋หลงสติแตกโดยสมบูรณ์ เขาลืมสิ้นถึงมาดองค์ชายผู้สง่างาม รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายระเบิดรองเท้าทิ้งจนเลือดสาดกระเซ็น แล้วตะเกียกตะกายเรียกร้องเมฆพาหนะด้วยน้ำตานองหน้า ให้พาเขากลับวังเดี๋ยวนี้
เมฆเจ็ดสีพุ่งลงมารับร่างอันสะบักสะบอมของเจ้านาย แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงสุด ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องโหยหวนที่ค่อยๆ จางหายไปในหมู่เมฆ
ความเงียบกลับคืนสู่หน้าถ้ำอีกครั้ง หลงเหลือเพียงรอยไหม้เป็นวงกว้างบนพื้นหิน และซากรองเท้าเกล็ดมังกรที่ละลายกลายเป็นก้อนตะกั่วบิดเบี้ยว
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินออกมาจากด้านใน ไป๋เยว่ถือตลับยาค้างอยู่ในมือ มองดูความวินาศสันตะโรหน้าบ้านด้วยแววตาว่างเปล่า นางกวาดสายตามาหยุดที่กองซากรองเท้าที่ยังส่งควันฉุย กลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึกผสมกับกลิ่นฉุนเฉียวบางอย่างที่คุ้นจมูก กลิ่นอายของปีศาจระดับสูงที่นางเคยได้กลิ่นเมื่อนานมาแล้ว
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันช้าๆ
ไป๋เยว่ค่อยๆ หันกลับมามองเสี่ยวฮวาที่นั่งเลียขนขาหน้าอยู่อย่างไร้เดียงสาที่มุมระเบียง ท่าทางของมันช่างดูสงบเสงี่ยมเจียมตัว ผิดกับหายนะที่เพิ่งเกิดขึ้น
ม่อซางหยุดเลียขน เงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาแป๋วแหวว เอียงคอเล็กน้อยราวกับจะถามว่ามีอะไรหรือท่านแม่
ไป๋เยว่หรี่ตาลง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันคู่นั้น พยายามค้นหาความผิดปกติ ศัตรูที่มารุกรานนาง คนแรกหายไปพร้อมกับภูเขา คนที่สองหนีกลับบ้านด้วยสภาพขาเปื่อย
"ทำไมข้ารู้สึกว่า... ตั้งแต่เก็บเจ้ามาเลี้ยง ศัตรูของข้าล้วนมีจุดจบที่ช่างประจวบเหมาะจนน่ากังขานัก?"
วัฏสงสารแห่งห้วงจักรวาลเบื้องนอกหมุนวนเปลี่ยนผ่านอย่างเกรี้ยวกราดและไร้ความปรานี กาลเวลาไหลทะลักล่วงเลยเนิ่นนานนับหมื่นปี ดาราจักรนับล้านดวงจุติขึ้นส่องประกายเจิดจรัส ก่อนจะดับสูญแตกสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีดารา อาณาจักรเซียนรุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่า... ภายใต้ ‘ค่ายกลปิดตายระดับมหาปฐมกาล’ ที่กางกั้นครอบคลุม ‘ห้องหอหยกเหมันต์’ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและมิติธาตุทั้งปวง กลับถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ประดุจเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงเสี้ยวราตรี!ความเงียบสงัดระดับเอกเทศ โอบกอดกลิ่นหอมหวนของกำยานสวรรค์และละอองกลีบท้อโลหิตที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา บนแท่นบรรทมอันวิจิตรตระการตา ไป๋เยว่ ราชินีมารยาแห่งวังจันทราโลหิต ค่อยๆ ปรือตาดอกท้อขึ้นอย่างเชื่องช้า แพขนตาหนางอนกะพริบไหวขับไล่ความง่วงงุนการจำศีลพักผ่อนที่ยาวนานและแสนหวานที่สุดในประวัติศาสตร์สามภพเพิ่งจะสิ้นสุดลง ดรุณีโฉมสะคราญขยับสรีระอรชรบิดขี้เกียจ ก่อนจะแย้มยิ้มละมุนเมื่อพบว่า สภาพแวดล้อมแรกที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา หาใช่เพดานตำหนัก ทว่านางยังคงซุกตัวอย่างปลอดภัยและอบอุ่น อยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งดุจปราการเหล็กกล้าของ ‘ม่อซาง’ จอมมารผู้ยิ
ความเงียบเหงาอันแสนวิเวกวังเวง เข้าครอบงำท้องพระโรงแห่งวิหารจันทราโลหิต กลิ่นอายมหาปฐมมารที่เคยแผ่ซ่านกดทับสิบทิศเจือจางลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ บัลลังก์ศิลาโลหิตที่เคยเป็นที่ประทับของจอมมารและราชินี บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นเยียบ ไร้ซึ่งเงาของผู้ให้กำเนิดที่หนีไปจำศีลพลอดรักในเขตหวงห้ามเบื้องล่างขั้นบันไดหยก ทายาทสายเลือดอเวจีทั้งห้าพระองค์ นั่งล้อมวงกันด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยความห่อเหี่ยวและเบื่อหน่าย ม่อเทียนนั่งขัดสมาธิเช็ดคมกระบี่ ม่อเหยียนฝนเข็มพิษอย่างเลื่อนลอย ม่อหยวนดีดลูกคิดอย่างไร้จุดหมาย ส่วนจิ้งเหมียนและหย่งหล่านนอนเกยทับกันบนพรมขนสัตว์ หาววอดจนน้ำตาเล็ดแม้ก้อนแป้งทั้งห้าจะแผลงฤทธิ์ป่วนจักรวาลมานักต่อนัก ทว่าเมื่อบิดามารดาหายหน้าไป ความรู้สึกโหวงเหวงก็ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในซอกหลืบของหัวใจ"ท่านพ่อกับท่านแม่หนีไปนอนพักผ่อนกันสองต่อสอง... ปล่อยให้พวกเราต้องมานั่งเฝ้าความว่างเปล่าเยี่ยงนี้ ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" หย่งหล่านบ่นพึมพำ สุรเสียงยานคางเจือแววงอแง"ต่อให้คิดถึงเพียงใด พวกเราก็หาญกล้าไปเคาะประตูตำหนักหยกเหมันต์ไม่ได้หรอกนะ" ม่อเทียนเอ่ยทำลายความเงียบ สุรเสียงทุ้มต่ำแฝงควา
กังวานเภรีรบที่ขึงด้วยหนังมังกรบรรพกาล ดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนแผ่นดิน! คลื่นเสียงอัดกระแทกทำลายล้างความเงียบสงบของวังจันทราโลหิตจนกระเบื้องหยกดำบนหลังคาสั่นระริกนภากาศเบื้องบนที่เคยทอประกายแสงสุริยันสีเลือด บัดนี้ถูกบดบังด้วยเงาทะมึนของกองทัพมหึมานับแสนชีวิต!'กองกำลังพันธมิตรกบฏ' แห่งเผ่ามังกรสวรรค์และเผ่าวิหคเพลิงอมตะ ยกทัพมาตั้งประจันหน้าหมายล้อมกรอบอเวจี เหล่าขุนพลเฒ่าและผู้อาวุโสสวมชุดเกราะทองคำส่องประกายบาดตา ธงรบโบกสะบัดพร้อมสรรพเสียงก่นด่าทอสาปแช่งดังกังวานก้องพวกมันคือผู้หยิ่งยโสที่ไม่อาจทนรับความอัปยศอดสู! การที่ 'หลงอวี่' และ 'เฟิ่งเทียน' รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ของเผ่าพันธุ์ ต้องลดตัวลงไปสวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ ซักอาภรณ์ กวาดพื้น และเข้าครัวทำอาหารให้แก่สตรี ถือเป็นการเหยียบย่ำเกียรติยศระดับล้างเผ่าพันธุ์! กองทัพนับแสนจึงหมายมั่นจะมาบดขยี้วังมาร และฉุดกระชากองค์ชายของพวกตนกลับคืนสู่อำนาจ!ภายในลานซักล้างเบื้องหน้าตำหนักนิทรานิรันดร์...สองยอดบุรุษผู้ถูกลดขั้นเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน กำลังขะมักเขม้นกับภาระหน้าที่ หลงอวี่สวมผ้ากันเปื้อนสีฟ้าคราม สองมือแกร่งกำลังบิดผ้าห่มไหมสวรรค์จ
ประกายแสงสีฟ้าครามเรืองรองลอดผ่านรอยแยกของกล่องไม้จันทน์หอมหยกลายเมฆา กลิ่นไอดินหลังอสนีบาตฟาดฟัน ผสานกับความเย็นยะเยือกของยุคบรรพกาลลอยอวลเตะจมูก ภายในหอคลังจันทราโลหิตที่อร่ามเรืองด้วยกองทองคำ มู่ฉี ยอดโจรตีนแมวผู้เลื่อนขั้นเป็นสามีแห่งวังมาร ยืนยืดอกด้วยท่วงท่าสง่างาม สองมือแกร่งประคองกล่องไม้จันทน์ยื่นไปเบื้องหน้าดรุณีโฉมสะคราญอย่างนอบน้อมภายในกล่องกำมะหยี่สีเลือด บรรจุ 'ปิ่นปักผมหยาดน้ำค้างบรรพกาล' เครื่องประดับชิ้นเอกที่สกัดจากแก่นวารีบริสุทธิ์นับหมื่นปี ทอประกายระยิบระยับหยอกเย้าแสงสว่างม่อหยวน เถ้าแก่เนี่ยน้อยแห่งอเวจี เลิกคิ้วเรียวงาม นัยน์ตาสีอำพันที่เคยมองทุกสิ่งเป็นเพียงผลกำไร บัดนี้ทอประกายอ่อนโยนลึกซึ้ง ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มหวานล้ำประดุจบุปผาสวรรค์ผลิบาน ดรุณีน้อยหยิบปิ่นหยกขึ้นมาลูบไล้ ความปีติยินดีเอ่อล้นเมื่อตระหนักว่า ทาสรักผู้เคยยากไร้ บัดนี้รู้จักเก็บหอมรอมริบเบี้ยหวัดส่วนตัว เพื่อสร้างความโรแมนติกปรนเปรอภรรยา"งดงามยิ่งนัก... สามีข้าช่างรู้ใจ" สุรเสียงหวานใสเอ่ยชมเชย ปลายนิ้วเล็กจ้อยไล้ไปตามสลักลวดลายวิจิตร "ของล้ำค่าปานนี้... เจ้าไปประมูลมาด้วยราคาเท่าใดหรือ?
ความมืดมิดยามวิกาลกลืนกินทุกสรรพสิ่งในตำหนักโอสถพิษ ความเงียบสงัดระดับก้นบึ้งปรโลกเข้าครอบงำจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงละอองน้ำค้างหยดกระทบใบไม้ทว่า... ความสงบสุขอันเป็นนิรันดร์นั้น กลับถูกฉีกกระชากลงด้วยสรรพเสียงกัมปนาทที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์อสูรบรรพกาล!โครก... คราก... ครืดดด!!!คลื่นเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจแผ่นดินไหว บดขยี้ความเงียบงันจนแหลกละเอียด! ต้นกำเนิดของมหันตภัยหาใช่อื่นใด แต่มันดังมาจากช่องท้องของสตรีที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนแท่นบรรทมหยกดำ!ไป๋หลิง ดรุณีกระเพาะหลุมดำผู้ครอบครองตำแหน่งฮูหยินรองแห่งอเวจี นอนพลิกซ้ายตะแคงขวาอย่างกระสับกระส่าย สรีระอรชรบิดเร่าประดุจปลาขาดน้ำ สองมือเล็กจ้อยกุมหน้าท้องแบนราบที่กำลังประท้วงอย่างเกรี้ยวกราด อาการกำเริบของความหิวโหยระดับกลืนกินเอกภพ ปะทุเดือดขึ้นกลางดึกอย่างไม่อาจต้านทาน!"ฟูจวิน... ฟูจวินตื่นเถิด..."สุรเสียงหวานใสยานคางคร่ำครวญเจียนขาดใจ ไป๋หลิงยื่นมือไปเขย่าท่อนแขนกำยำของบุรุษข้างกายอย่างบ้าคลั่ง เขย่ารุนแรงเสียจนเตียงหยกศิลาสั่นสะเทือน!ม่อเหยียน องค์ชายรองแห่งอเวจี ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน นัยน์ตาสีเพลิง
แสงสุริยันสีเลือดแห่งทวีปอเวจี สาดส่องกระทบลานฝึกศิลาโลหิตที่เคยกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายดิบเถื่อน ทว่าบัดนี้ สถานที่ซึ่งเคยคลุ้งไปด้วยควันเนื้อย่างและเศษไหสุราแตกกระจาย กลับสะอาดสะอ้านเงาวับจนสามารถใช้ส่องแทนคันฉ่องได้ กองทัพมารเดนตายนับแสนนายที่เคยเดินเตะฝุ่นย่ำสลบไร้ทิศทาง กำลังยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งตรงแหน่วประดุจถูกไม้บรรทัดเหล็กหล่อดัดสันหลังเบื้องหน้ากองกำลังที่สั่นสะท้านดุจลูกนกเปียกฝน ลู่หลิน ฮูหยินใหญ่แห่งวังจันทราโลหิต ก้าวเดินตรวจตราด้วยท่วงท่าสง่างามและเข้มงวดขั้นสุด อาภรณ์แพรไหมสีฟ้าครามแห่งสำนักกระบี่ฟ้า พลิ้วไหวขัดแย้งกับบรรยากาศขุมนรกอย่างสิ้นเชิง ในมือเรียวขาวผ่องถือ 'ม้วนตำรากฎระเบียบสามพันข้อ' ม้วนใหญ่หนาเตอะที่เพิ่งบัญญัติขึ้นใหม่ ปลายนิ้วตวัดชี้ไปยังขุนพลร่างยักษ์เขี้ยวโง้งที่กำลังแอบซ่อนน้ำเต้าบรรจุเมรัยไว้ด้านหลัง"กฎข้อที่สี่ร้อยแปดสิบสอง ห้ามขุนพลทุกนายแตะต้องสุราในยามเข้าเวรยาม!" สุรเสียงกังวานใสแผดก้องประดุจสายฟ้าฟาดทะลวงโสตประสาท "พวกเจ้าเป็นถึงกองกำลังปกป้องสิบทิศใต้การนำของราชันย์ทัพหน้า ไฉนจึงทำตัวเหลวไหลเยี่ยงโจรป่าไร้การศึกษา โยนน้ำเมาโสโ







