LOGIN“เอ่อ... ถึงจะไม่ใช่ชั้นเดียวกัน ไม่ใช่ตึกเดียวกัน แต่ก็ยังอยู่ในโครงการเดียวกัน มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา คีย์การ์ดล็อกชั้น ฉันก็ค่อยหมดห่วงหน่อย นี่กี่โมงแล้วล่ะนงลักษณ์?”
คุณพรรณษาเอ่ยถามเลขาคู่ใจ หลังจากที่ใช้เส้นสายและอำนาจเงินจัดการเซ็นสัญญาเช่าคอนโดหรูแบบสายฟ้าแลบเสร็จสรรพ
“บ่ายสามโมงแล้วค่ะคุณท่าน”
“โทรไปบอกหนูนิลรัตน์เดี๋ยวนี้ ว่าให้เตรียมตัว เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น ข้าวของที่ไปซื้อมาวันนี้ด้วย บอกว่าเรากำลังจะส่งรถไปรับ ให้ย้ายออกทันที... อ้อ บอกด้วยนะว่าเป็นห้องพัก ‘สวัสดิการของบริษัท’ ไม่ต้องให้เด็กมันคิดมากหรือเกรงใจ”
“ค่ะท่านประธาน” นงลักษณ์รับคำเจ้านายแล้วรีบกดโทรศัพท์หานิลรัตน์ทันที ปลายสายตกใจจนแทบทำโทรศัพท์ร่วง เมื่อได้ยินคำสั่งย้ายด่วน
“ทำไมเหรอคะพี่นงลักษณ์ รัตน์เกรงใจคุณท่านมากเลยค่ะ รัตน์อยู่ที่นี่มาตั้งนาน รัตน์อยู่ได้จริงๆ นะคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจจ้ะน้องรัตน์ มันเป็นสวัสดิการของบริษัทจริงๆ รีบเก็บของเลยนะ เดี๋ยวพี่ไปส่งคุณท่านที่บ้านก่อนแล้วจะวนรถไปรับมาที่คอนโดใหม่ พักที่โครงการเดียวกับพี่นี่แหละ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
การย้ายบ้านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับเสกมนตร์ นิลรัตน์เก็บของที่มีอยู่เพียงน้อยนิดใส่กระเป๋าผ้าใบเก่า
ไม่นานนัก รถฮอนด้า ซีวิค สีดำสนิท ดีไซน์โฉบเฉี่ยวซึ่งเป็นรถส่วนตัวของนงลักษณ์ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าปากซอย นิลรัตน์ถูกพามายังคอนโดมิเนียมหรูหราใจกลางเมือง เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นห้องพักใหม่ มันเป็นห้องชุดแบบหนึ่งห้องนอน ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น มีโซนครัวบิลต์อินเล็กๆ มี โต๊ะรับประทานอาหารกระจก โซฟาหนังนุ่มสบาย และทีวีจอแบนขนาดใหญ่ที่สำคัญ... แอร์เย็นฉ่ำ ถือว่าเป็นที่พักที่สะดวกสบายที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้ เมื่อช่วยกันจัดของเข้าที่เสร็จ นงลักษณ์ก็นั่งพักดื่มน้ำเย็นๆ บนโซฟา การได้อยู่ลำพังกับผู้หญิงด้วยกันและมีอายุมากกว่า ทำให้นิลรัตน์กล้าที่จะเปิดอกคุย
“รัตน์ต้องกราบขอบคุณพี่นงลักษณ์และคุณท่านมากๆ เลยนะคะ ที่เมตตารัตน์ขนาดนี้” นิลรัตน์พนมมือไหว้อย่างซาบซึ้ง
“แต่... รัตน์แอบกังวลนิดหน่อยค่ะ พี่นงลักษณ์ก็เห็นว่าท่านรองประธานดูจะไม่ชอบขี้หน้ารัตน์เอามากๆ เลย ท่าทางเขาเหมือนจ้องจะจับผิดตลอดเวลา รัตน์กลัวจะ ทำงานได้ไม่ยืนยาวน่ะสิคะ” นงลักษณ์หัวเราะร่วน โบกมือไปมา
“โอ๊ย คุณพร้อมแกก็เป็นแบบนั้นแหละค่ะ เวลาแกถูกคุณท่านขัดใจ แกก็จะพาลเอา ตีโพยตีพายไปเรื่อย แค่เราทำหน้าที่ของเราให้เป๊ะ ไม่มีช่องโหว่ให้แกตำหนิได้ก็พอ พี่จะบอกเคล็ดลับให้นะคะ... พรุ่งนี้เช้า พอคุณพร้อมเข้ามา รัตน์ก็ชงกาแฟดำไปเสิร์ฟ วางตารางงานที่พรินต์ออกมาให้เรียบร้อยบนโต๊ะ แล้วก็ถอยออกมารอรับคำสั่งหน้าห้อง ถ้าแกต้องการอะไร แกจะกดอินเตอร์คอมเรียกเอง ไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงแกมาก ปล่อยให้แกบ่นไปเดี๋ยวแกก็เหนื่อยเองค่ะ”
“ขอบคุณค่ะพี่นงค์ รัตน์จะจำไว้และจะอดทนให้ถึงที่สุดค่ะ”
“รัตน์พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องรับศึกหนัก ถ้ามีปัญหาอะไรโทรหาพี่ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะ”
นงลักษณ์ยื่นนามบัตรให้แล้วขอตัวกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตัวเองซึ่งอยู่อีกตึกหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ที่เพนต์เฮาส์หรูอีกฝั่งของเมือง ‘พร้อมภัทร์’ กำลังเดินงุ่นง่านไปมาด้วยความหงุดหงิด มือหนายกแก้ววิสกี้ชั้นดีขึ้นสาดลงคอ ความร้อนผ่าวไหลบาดลำคอแต่ก็ไม่อาจดับความคุกรุ่นในใจได้
“คุณแม่นะคุณแม่... ไม่รู้ไปถูกชะตาอะไรกับยัยเลขาโหดนั่นนักหนา ท่าทางก๋ากั่น ปากคอเราะร้าย กล้าต่อปากต่อคำแถมยังภูมิใจที่ตีเข่าเจ้านายเก่าอีก ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คอยดูเถอะ ฉันจะใช้งานให้หนัก แกล้งให้ร้องไห้วิ่งหนีกลับไปเขียนใบลาออกภายในหนึ่งอาทิตย์เลยคอยดู!”
ชายหนุ่มหมายมาดในใจ แววตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย
เช้าวันรุ่งขึ้น นิลรัตน์ตื่นแต่เช้าตรู่ อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดทำงานตัวใหม่ที่เพิ่งได้มา มันเป็นเดรสเข้ารูปสีน้ำเงินเข้มที่คัตติ้งเนี้ยบกริบ ขับผิวขาวเนียนของเธอให้สว่างวาบขึ้นไปอีกรองเท้าส้นสูงสีนู้ดเข้าคู่กัน ทำให้เธอดูสวยสง่า ทรวดทรงองค์เอวที่เคยซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าเก่าๆ บัดนี้ถูกเผยให้เห็นความโค้งเว้าชัดเจน
เธอเดินทางมาถึงบริษัทในเวลาเจ็ดโมงยี่สิบนาที เช้ากว่าเวลาเข้างานเกือบชั่วโมง หญิงสาววางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะหน้าห้องทำงานเจ้านาย เดินสำรวจห้องแพนทรีเล็กๆ เพื่อเตรียมความพร้อม ชงกาแฟและกินแซนด์วิชรองท้อง จัดเตรียมเอกสารและตารางงานอย่างคล่องแคล่วแปดโมงครึ่ง เสียงลิฟต์ผู้บริหารดัง ‘ติ๊ง’ ร่างสูงสง่าในชุดสูทแบรนด์เนมสั่งตัดเข้ารูปเดินล้วงกระเป๋าออกมา ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึง นิลรัตน์รีบลุกขึ้นยืนส่งยิ้มการค้าที่ฝึกมาอย่างดี“อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านรอง” แทนที่เขาจะรับไหว้หรือกล่าวทักทายตอบ พร้อมภัทร์กลับหยุดยืนหน้าโต๊ะเธอ ดวงตาคมกวาดมองชุดสวยบนร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้า แอบตะลึงในความสวยสะดุดตาไปชั่วแวบหนึ่ง แต่ด้วยทิฐิที่มีมากกว่า เขาจึงเหยียดยิ้มร้ายกาจ
“ชุดสวยดีนี่... เมื่อวานผลาญเงินแม่ฉันไปได้เท่าไหร่ล่ะ?” น้ำเสียงนั้นเย้ยหยันชัดเจน หวังจะเห็นความอับอายบนใบหน้าสวยๆ นั่น นิลรัตน์สูดลมหายใจ ข่มความโกรธที่ตีตื้นขึ้นมาในอก
“ขออนุญาตไม่ตอบนะคะท่านรอง นี่มันเรื่องส่วนตัวระหว่างดิฉันกับท่านประธานค่ะ หากท่านรองไม่มีอะไรจะสั่งงาน เชิญท่านรองเข้าห้องดีกว่านะคะ เดี๋ยวเลขาจะเข้าไปเสิร์ฟกาแฟให้ค่ะ” ชายหนุ่มแค่นเสียงในลำคอ
“หึ! อวดดี... ถือว่ามีคุณแม่คอยให้ท้ายคุ้มกะลาหัวอยู่ล่ะสิ” เขาผลักประตูห้องทำงานเข้าไปอย่างหัวเสีย แต่พอเดินไปที่โต๊ะทำงาน ก็ต้องชะงัก กองเอกสารที่เคยรกรุงรังถูกจัดหมวดหมู่แยกสีอย่างเป็นระเบียบ แฟ้มเซ็นด่วนวางไว้ตรงกลาง บนสุดมีกระดาษโน้ตพิมพ์ตารางงานของวันนี้อย่างชัดเจนอ่านง่าย
“เรื่องงานก็ดูไม่เลวนี่... เรียบร้อยดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวที่มาจากดาวไถ” เ
ขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ นั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ร่างบางเดินถือถาดกาแฟเข้ามา กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดลอยเตะจมูก เธอวางถ้วยกระเบื้องเคลือบลงตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวล กำลังจะหันหลังเดินออกไปตามคำแนะนำของนงลักษณ์
“เดี๋ยว!” เสียงเข้มตวัดเรียก นิลรัตน์หยุดชะงัก หันกลับมามอง “ คะท่านรอง?” เขายกแก้วกาแฟขึ้นจิบเพียงนิดเดียว แล้ววางกระแทกลงบนจานรองจนเกิดเสียงดัง “กาแฟนี่มันขมปี๋! ฉันไม่ได้กินรสชาตินี้ เอาไปเปลี่ยน!”
“มันก็ต้องขมสิคะท่านรอง ก็มันคือกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่นม”
“แล้วใครหน้าไหนบอกเธอว่าฉันทานรสนี้ฮะ!?”
“คุณท่านเป็นคนบอกดิฉันเองค่ะ ว่าท่านรองโปรดกาแฟดำในตอนเช้า...” เธอตอบกลับเรียบๆ ไม่สะทกสะท้าน
“แต่ถ้าเช้านี้ท่านรองรู้สึกขมคอ อยากจะเปลี่ยนมากินหวาน จะให้ดิฉันใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลกี่ซองดีคะ? หรือจะรับเป็นน้ำผึ้งแท้ หนึ่งช้อน สองช้อน หรือสามช้อนดีคะ สั่งมาได้เลยค่ะ ดิฉันพร้อมบริการ”
“เรื่องแค่นี้คิดเองไม่ได้หรือไง!! แล้วจะเป็นเลขาผู้บริหารได้ยังไงฮะ ถามจุกจิกน่ารำคาญ!”
“ดิฉันมาเป็นเลขาค่ะ...” นิลรัตน์ยิ้มหวานแต่ตาไม่ยิ้ม
“ไม่ได้มาเป็น ‘เมีย’ ถึงจะได้นั่งในใจท่านรองและรู้ใจไปซะทุกอย่าง ว่าวันไหนอยากขม วันไหนอยากหวาน”
“นี่เธอ!!” พร้อมภัทร์ตบโต๊ะผาง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชี้หน้าหญิงสาว
“กล้าต่อปากต่อคำกับฉันเหรอ! เธอคงลืมไปแล้วสินะว่าเธอเป็นเลขาของฉัน รับเงินเดือนจากงบแผนกฉัน ไม่ใช่เลขาแม่ฉัน ถ้าฉันไม่พอใจ ฉันเซ็นใบไล่เธอออกได้ทุกเมื่อ!”
“ทราบสิคะ” นิลรัตน์ยังคงรักษาความเยือกเย็น
“แต่คุณท่านประธานก็เพิ่งบอกดิฉันไว้เมื่อวานเช่นกันค่ะ ว่าถ้าเรื่องงานของดิฉันไม่มีอะไรผิดพลาดบกพร่อง ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครหน้าไหนจะกล้าไล่ออก... ดิฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”
ชายหนุ่มคำรามลั่นในลำคอ กระแทกกายเข้าออกอย่างบ้าคลั่งอีกเพียงไม่กี่ครั้ง ร่างของปอป่านก็กระตุกเกร็ง เม้มปากแน่นพร้อมกับปลดปล่อยหยาดน้ำหวานออกมาชโลมอาบความเป็นชาย เลโอเองก็ตอกอัดความปรารถนาเข้าไปจนสุดโคน ปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตอุ่นวาบฉีดพ่นเข้าไปในกายสาวทุกหยาดหยดร่างสูงทิ้งตัวลงนอนทาบทับร่างบางอย่างหมดเรี่ยวแรง หอบหายใจแฮกอยู่กับซอกคอหอมกรุ่น เขากดจูบเบาๆ ที่ขมับชื้นเหงื่อ ค่อยๆ ถอนกายออกแล้วดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดก่ายไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน"การรักษาของหมอเลโอ... ทำให้ข้อเท้าหายปวดหรือยังครับ?" ชายหนุ่มกระซิบถามเสียงกลั้วหัวเราะ ปอป่านซุกหน้าลงกับอกแกร่ง ทุบเบาๆ ที่กล้ามเนื้อหน้าท้องของเขา"ข้อเท้าหายปวดแล้ว... แต่ระบมไปทั้งตัวแทน! นายนี่มันหื่นกามที่สุดเลยไอ้บอดี้การ์ดบ้า!" เลโอหัวเราะร่วน กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น"ผมเป็นบอดี้การ์ดของคุณหนู... และกำลังจะเป็น 'สามี' ที่ถูกต้องตามกฎหมายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ด้วย เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยนะครับ เพราะสามีคนนี้... จะขอรักษาร่างกายให้คุณหนูทุกคืนเลย"กาลเวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน เพียงแค่สามสัปดาห์ หลังจากเหตุการณ์ร้า
บานประตูไม้สักของห้องนอนใหญ่ถูกเปิดออกและปิดลงด้วยฝีเท้าของร่างสูง เลโอใช้แผ่นหลังดันประตูให้ปิดสนิทพร้อมกับกดล็อกกลอนอย่างแน่นหนา ชายหนุ่มตวัดวงแขนอุ้มร่างนุ่มนิ่มที่เอาแต่ซุกหน้ามุดลาดไหล่เขามาตลอดทางเดิน วางลงบนเตียงคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตาอย่างแสนจะทะนุถนอมทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกับฟูกนุ่ม ปอป่านก็รีบพลิกตัวหนี หญิงสาวคว้าหมอนใบโตมากอดบังหน้าอกตัวเองไว้ ใบหน้าหวานที่เคยซีดเซียวจากพิษไข้ บัดนี้กลับแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูและลำคอ"คนบ้า... ไอ้ฝรั่งจอมลวงโลก! ปล่อยให้ฉันหลงคิดมาตลอดว่านายเป็นแค่ลูกจ้าง เป็นบอดี้การ์ดตกอับที่ต้องมาคอยรับคำสั่งฉัน" ปอป่านบ่นอุบอิบ ไม่กล้าเงยหน้าสบตากับทายาทมหาเศรษฐีตัวจริงที่กำลังยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างเตียง เลโอหัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู ชายหนุ่มปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออก พับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง มือหนาเอื้อมไปดึงหมอนใบโตออกจากอ้อมกอดของหญิงสาว โยนมันทิ้งไปที่ปลายเตียงอย่างไม่ไยดี แล้วรวบตัวเจ้านายสาวจอมพยศเข้ามากอดไว้หลวมๆ"ผมขอโทษครับป่าน... ที่ต้องปิดบังความจริงมาตลอด" น้ำเสียงทุ้มห้าวที่เคยแฝงความกวนประส
"งะ... งานแต่งงาน!?"ปอป่านเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง มองหน้าผู้ใหญ่ทั้งสามสลับกันไปมาด้วยความตกตะลึง "แต่งงานอะไรกันคะ ป่านยังไม่มีแฟนเลยนะคะคุณพ่อ! แล้วทำไมจู่ ๆ ถึง...""ก็เพราะยังไม่มีน่ะสิ พ่อกับลุงไมเคิลถึงได้จัดการหาคนที่เหมาะสมไว้ให้แล้วไงล่ะลูก" ประทีปแสร้งตีหน้าขรึมและจริงจัง "หนูต้องแต่งงานกับลูกชายคนเดียวของลุงไมเคิลนี่เป็นข้อตกลงที่เราผู้ใหญ่คุยกันไว้ ตั้งแต่ตอนที่ลุงเขาให้เงินยี่สิบล้านมาช่วยพยุงฟาร์มเราแล้ว ถือเป็นการแต่งงานเพื่อล้างหนี้ และดองสองครอบครัวเข้าด้วยกัน"ปอป่านรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หูอื้อไปชั่วขณะ... แต่งงานเพื่อใช้หนี้? คลุมถุงชนกับลูกชายมหาเศรษฐีที่เธอไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าเนี่ยนะ!? หญิงสาวหันขวับไปมอง 'บอดี้การ์ดหนุ่ม' ที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้องโดยอัตโนมัติ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและตัดพ้ออย่างปิดไม่มิด ทว่าเลโอกลับยืนนิ่ง สบตาเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก"ถ้า..." ปอป่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี "ถ้าคุณพ่อกับคุณลุงไม่ได้จะบังคับกันจนเกินไป... ป่านคงต้องขอบอกตรงๆ ว่า ป่านไม่สามารถแต่งงานกับลูกชายของคุณลุงได้ค่ะ""ทำไมล่ะหนูป่าน
บรรยากาศยามเย็นบริเวณหมู่บ้านจัดสรรขนาดเล็กท้ายตลาดอำเภอฝาง ค่อนข้างเงียบเหงาและห่างไกลจากผู้คน บ้านพักชั้นเดียวหลังคาสังกะสีที่ถูกเช่าไว้เป็นแหล่งกบดานชั่วคราว ปิดไฟมืดสนิทราวกับไม่มีคนอาศัยอยู่ ทว่าภายในห้องนั่งเล่นแคบ ๆ ศักดาและศักดิ์ชายกำลังนั่งกระดกเหล้าขาวเข้าปากด้วยความเครียดจัดกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมถูกยัดลวก ๆ วางเตรียมพร้อมไว้บนโซฟา"น้า... ติดต่อไอ้หวังได้หรือยัง รถมันจะมารับพวกเราข้ามชายแดนกี่โมง ผมร้อนใจจะแย่อยู่แล้วนะ" ศักดิ์ชายเดินวนไปวนมา ขยี้ผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง"มึงจะเดินให้มันได้อะไรขึ้นมาวะไอ้ชาย! นั่งลง!" ศักดาตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์"ไอ้หวังมันบอกว่ารอให้มืดกว่านี้อีกหน่อย ตอนนี้ด่านตรวจของพวกทหารพรานมันเข้มงวด... แม่งเอ๊ย! ไม่คิดเลยว่าอีนังเด็กปอป่านมันจะรอดจากลูกซองกูไปได้ แถมยังเอาตำรวจมาไล่บี้พวกเราอีก!" "ผมบอกแล้วไงว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้ฝรั่งบอดีการ์ดนั่น ท่าทางมันไม่ธรรมดาตั้งแต่แรกแล้ว!" "มึงหุบปากไปเลย..."วี้หว่อ... วี้หว่อ... วี้หว่อ เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันแผดเสียงดังแหวกความเงียบของหมู่บ้านเข้ามาใกล้ และหยุดลงที่หน้าบ้านเช่าของพวกเขาพอด
สามวันผ่านไป อาการไข้หวัดใหญ่ของปอป่านทุเลาลงจนกลับมาเป็นปกติ ส่วนข้อเท้าที่แพลงก็ยุบบวมลงมากจนสามารถเดินลงน้ำหนักเบาๆ ได้แล้ว หญิงสาวไม่ต้องนอนจับเจ่าอยู่แต่ในห้องอีกต่อไป เธอสามารถลงมานั่งรับลมที่ระเบียงหน้าบ้านใหญ่ได้ โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์คอยเดินตามประกบเป็นเงาตามตัว ความสัมพันธ์ระหว่างปอป่านและเลโอพัฒนาไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางวิกฤต แม้จะไม่มีการเอ่ยปากระบุสถานะที่ชัดเจน แต่การกระทำที่แสนจะใส่ใจ สายตาที่ทอดมองกัน และรอยยิ้มที่มอบให้กัน ก็เพียงพอที่จะทำให้คนทั้งบ้านสวนฟาร์มสัมผัสได้ถึงความหวานชื่นที่อบอวลอยู่รอบตัวคนทั้งคู่"ทานแอปเปิลหน่อยนะครับคุณหนู ป้าจำเนียนเพิ่งปอกมาให้สดๆ เลย"เลโอเลื่อนจานผลไม้มาตรงหน้าหญิงสาวที่กำลังนั่งอ่านเอกสารสรุปยอดบัญชีอยู่บนโต๊ะกระจก "ขอบใจนะ" ปอป่านยิ้มรับ ใช้ส้อมจิ้มแอปเปิลเข้าปาก ก่อนจะถอนหายใจยาวเมื่อละสายตาจากแฟ้มเอกสาร"ยอดสั่งซื้อปุ๋ยลอตใหม่ที่เราติดต่อไปทางร้านขายส่งในตัวเมือง ได้ราคาถูกกว่าเดิมตั้งเกือบครึ่ง นี่ขนาดฉันเพิ่งเข้ามาดูระบบแค่ไม่กี่วัน ยังประหยัดเงินฟาร์มไปได้เป็นแสนคิดดูสิว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา พวกนายศักดามันสูบเลือดสูบเนื้อฟาร์
ชายหนุ่มจัดการก่อกองไฟขึ้นมาอย่างชำนาญ เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ขับไล่ความหนาวเย็นให้ถอยร่นออกไป เลโอขยับตัวเข้ามานั่งซ้อนอยู่ด้านหลังหญิงสาว ดึงร่างที่สั่นงันงกของเธอเข้ามากอด เพื่อให้ความอบอุ่น"เราโชคดีที่มีไฟผิงนะครับคุณหนู แต่..." เลโอมองสภาพเสื้อผ้าที่เปียกโชกของคนในอ้อมแขน"ผมว่าเราคงต้องถอดเสื้อผ้าเปียก ๆ ออกมาผึ่งไฟเสียก่อน อย่างน้อยให้ มันหมาดก็ยังดี ไม่อย่างนั้นอุณหภูมิร่างกายคุณหนูจะลดต่ำลงจนช็อกได้นะครับ""บะ... บ้าเหรอ ฉันอายนะ" ปอป่านส่ายหน้ารัว ริมฝีปากที่ซีดเซียวปากคอสั่นกระทบกันจนดังกึกๆ"มะ... ไม่เป็นไรหรอก ผิงไฟไปแบบนี้แหละ เดี๋ยวไฟก็ดับแล้ว""ดื้ออีกแล้วนะครับ" ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ เขาไม่ได้ฟังคำทัดทานนั้น มือหนาเอื้อมไปจับที่ข้อเท้าขวาที่บวมช้ำของเธออย่างเบามือที่สุด เลโอค่อย ๆ ถอดรองเท้าผ้าใบที่เปียกชุ่มและถุงเท้าของเธอออกทีละข้าง เพื่อไม่ให้รัดข้อเท้าที่กำลังอักเสบ ความอ่อนโยนที่สวนทางกับรูปลักษณ์ดุดันของเขา ทำเอาหัวใจของปอป่านกระตุกวูบเมื่อถอดรองเท้าเสร็จ เลโอขยับตัวขึ้นมานั่งประจันหน้ากับเธอ แสงจากกองไฟสาดส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาสีน้







