เข้าสู่ระบบพวกเขาพาฉัน และทหารกลุ่มหนึ่งมุ่งตรงไปหมู่บ้านหนานเจียง ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหลวงที่เป็นจุดเกิดน้ำท่วมและโรคระบาดทันที การเดินทาง 15-20 วันด้วยม้าในยุคนี้ หากคำนวณตามอัตราความเร็วและสภาพถนนดินโคลนหลังน้ำท่วม... ถือว่าเร็วมากแล้ว แต่ก็ยังช้าเกินไปสำหรับสถานการณ์โรคระบาด! เพราะการช่วยเหลือที่ล่าช้านี้ คืออีกสาเหตุที่ทำให้โรคระบาดรุกรามอย่างรวดเร็ว
ฉันต้องวางแผนให้รอบคอบและรัดกุม ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจสถานการณ์ให้ดี ต้องรู้ก่อนว่าโรคระบาดเป็นโรคชนิดใด เกิดจากอะไร
"เอาล่ะ... มาดูกันว่าวิศวกรสาวจากศตวรรษที่ 21 อย่างฉัน จะพลิกวิกฤตครั้งนี้ได้ยังไง! ภารกิจเอาชีวิตรอด... สตาร์ท!"
ฉันพยายามจัดเรียงข้อมูลสำคัญที่มู๋มู่เพิ่งถ่ายทอดให้ในหัว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
แคว้นต้าฉี ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีฮ่องเต้ 'เกาเจิ้น' เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ทรงเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน และหวาดระแวง 'มู่เฉิน เป่ยเหลียงอ๋อง' ผู้แข็งแกร่งและมีกองทัพอยู่ในมือหลายแสนนาย ยามนี้หาโอกาสกำจัดเขาอยู่ตลอดเวลา
มู่เฉินเป่ยเหลียงอ๋อง เชื้อพระวงศ์คนสำคัญแห่งต้าฉี แม่ทัพผู้เก่งกาจ เจ้าของฉายา "มังกรปีศาจ" ชื่อเสียงเลื่องลือด้านการรบจนศัตรูสั่นคลอน แท้จริงเขาเป็นโอรสลับของฮ่องเต้องค์ก่อน (พี่ชายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน) ที่ถูกเลี้ยงนอกวังเพื่อความปลอดภัย
สถานการณ์ปัจจุบัน ต้าฉีกำลังเผชิญภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและโรคระบาด การเมืองภายในสลับซับซ้อน มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างขุนนางและเชื้อพระวงศ์หลายฝ่ายอย่างดุเดือด
'นี่มันพล็อตนิยายน้ำเน่าชัดๆ'
‘อย่างน้อยก็เป็นแนวทางพอให้รู้ว่าควรวางตัวยังไงล่ะนะ จะได้ไม่เผลอทำผิดกฎบ้านเมืองจนเอาชีวิตไม่รอด! ที่สำคัญต้องอยู่ให้ถูกฝ่ายถึงจะพูดได้ว่าอยู่รอด'
สมองที่กำลังคิดว่าจะอยู่ฝั่งไหนดีต้องชะงัก! ม้าศึกยกขาหน้าส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด! ตามมาด้วยเสียงอาวุธปะทะกัน เงาร่างดำหลายสายโรยตัวมาจากทุกทิศทุกทาง ใจฉันกระตุกวูบมองมู่เฉินที่อยู่ห่างไปไม่ไกล เขายังนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสงบ
‘สงบไปมั้ยพ่อคู้นนนน‘
"ท่านอ๋อง! เราถูกลอบโจมตีขอรับ!" เฉินเฟิงตะโกนฝ่าเสียงดังรอบข้าง
พวกมันสวมชุดดำปิดบังใบหน้า ถืออาวุธครบมือ เคลื่อนไหวราวพยัคฆ์ซุ่มไร้เสียงฝีเท้า ราวกับเงามัจจุราชที่ผุดขึ้นจากขุมนรก!
มู่เฉินมองมาที่ฉันแวบหนึ่งเห็นหลบอยู่หลังม้าตัวโตพอดี ถ้าไม่สังเกตก็ไม่อาจมองเห็น คงรู้สึกว่าขฉันรู้จักเอาชีวิตรอด ไม่ทำตัวให้เป็นภาระ จึงเผยแววตาพอใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไป สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อจับจ้องไปที่เป้าหมาย!
"จับเป็นหัวหน้า! ที่เหลือ... ฆ่าให้หมด!"
เขาชักกระบี่คู่กายทะยานเข้าปะทะอย่างไม่รีรอ ราวสายฟ้าฟาด!
"ฆ่ามันให้สิ้น! อย่าปรานี!"
ไป๋หลิงถ่ายทอดคำสั่งเสียงเย็น ขณะปัดป้องอาวุธศัตรูอย่างคล่องแคล่วว่องไว ร่างของนางพลิ้วไหวราวผีเสื้อราตรีที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวทุกชีวิต!
การต่อสู้สร้างความวุ่นวายไม่น้อย กลิ่นคาววเลือดกระจายคละคลุ้ง เสียงกรีดร้องปะปนกับเสียงคมเหล็กกระทบกันอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเงาดำโจมตีอย่างมีแบบแผนและมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ต้องการจับเป็นใคร แต่หมายจะสังหารทุกคนที่ขวางทางให้สิ้นซาก
แม้ทหารของมู่เฉินจะมีน้อยกว่า แต่ทุกนายล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน พวกเขารับมือกับนักฆ่าได้อย่างไม่เป็นรอง ยิ่งสู้ยิ่งแข็งแกร่งราวกับพยัคฆ์ร้ายไร้เทียมทานที่หลุดจากกรงขัง!
ฉันตัวสั่นใจสั่น คือสั่นไปทั้งตัวนั้นแหละ ตอนอ่านนิยายมันสะใจอยู่นะแต่พอมาเจอสถานการณ์จริงบอกตรงกลัวตายขึ้นมาเลย
ภาพคนฆ่าฟันกันตรงหน้า ภาพศพนอนเกลื่อนน้ำแดงกระจายไปทั่วจนแยกไม่ออกว่าน้ำแดงของใคร ความหวาดกลัวระลอกใหญ่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตยุคปัจจุบันกำลังบีบรัดหัวใจจนคับอก ฉันขมวดหัวคิ้วแน่น พยายามกัดริมฝีปากสู้ความสั่นเทา รวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา
หากการต่อสู้ยืดเยื้อ การเดินทางต้องล่าช้าไปอีกแน่ และนั่นหมายถึงชีวิตของชาวบ้านที่กำลังเผชิญโรคระบาด... นี่คือการเดิมพันด้วยชีวิตของจริง!
'ต้องทำอะไรสักอย่าง!'
ฉันกคิดอย่างร้อนรน มองไปรอบตัวเผื่อมีอะไรที่ใช้แทนอาวุธจำเป็นได้บ้าง จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของกระเป๋าเป้ที่ยังคงแนบอยู่บนอก
ฮะ.. ฮ่าเกือบลืมกระเป๋าคูใจไปแล้ว ขอให้ข้างในมีอะไรสักอย่างที่สามารถนำมาแก้ไขสถานการณ์บ้าบอนี้ได้ด้วยเถอะ
เพราะด้วยอาชีพและการเดินทางข้ามจังหวัดคนเดียวเป็นประจำ ฉันมักจะพกเครื่องทุ่นแรงช่วยชีวิตยามฉุกเฉินไว้เสมอ
"ระเบิดควัน!" แต่อันนี้จำไม่ได้เลยว่าเคยนำมาใส่กระเป๋าไว้ตอนไหน ช่างเถอะถือว่ามันโผล่มาถูกเวลาแล้วกัน
ช่วงเวลาเฉียดตายเช่นนี้ไม่มีเวลาให้หาคำตอบ! ฉันคว้าลูกระเบิดควันออกมา ปลดสลักเหล็กด้วยปรายนิ้วสั่นๆ แล้วปาสุดแรงเกิดไปตรงกลางวงล้อม!
"ตูม!"
😸💕
‘โกรธอะไร เป็นฉันมั้ยที่ถูกทิ้ง ลืมแล้ว?.. หรืออ๋องบ้าคนนี้กำลังหึงอยู่’“ข้าเห็นเจ้ามองนายทหารเหล่านั้นตาเป็นประกาย เช็ดน้ำลายอีกด้วย เจ้าเป็นสตรีเช่นไรกัน” คำถามเชิงตำหนิของเขาทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้‘เขาเห็น? สายตาดีเกินไปแล้ว ตายิ่งกว่าเหยี่ยวอีกนะนั้น’“ขะ ข้าเปล่านะขอรับ” ฉันปฏิเสธเสียงสูง รู้สึกเหมือนโดนจับได้ว่ามีชู้‘ไม่ได้ตั้งใจดูสักหน่อย แค่ยืนเช็ดน้ำลายที่รู้สึกว่ามีก็เท่านั้น’“เฮอะ!” เขาพ่นเสียงขัดใจขึ้นก่อนเดินหายเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว‘อาไรว้า’“เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม รุ่งขึ้นเราจะกลับเป่ยเหลียงกัน” เสียงสั่งทรงอำนาจระคนน้อยใจดังออกมาจากห้องอาบน้ำ‘เมืองเป่ยเหลียง เมืองที่ฉันวาบมาสู่โลกนี้ครั้งแรก ถูกหาว่าเป็นสายลับแล้วถูกทรมานเกือบตายอ่ะนะ ต้องกลับไปเป็นเชลยอีกรึเปล่า คราวนี้จะรอดไหม’“เมืองเป่ยเหลียง?… เหตุใดจึงกะทันหันเช่นนี้”
“มาเถิด… ให้ข้าช่วยนวดให้เจ้าสบายตัว”อ้ายยย เขาลงมาในอ่างน้ำตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้สึกตัวไม่นะ! คุกคามทางเพศชัดๆ ฉันเป็นผู้หญิงนะ ถึงแม้เราจะเคย… กันแล้วก็เถอะ“ทะ ท่านอ๋อง ไม่ต้องลำบากขอรับ ข้าน้อยไม่เมื่อย”บ้าเอ้ย หากลุกออกไปตอนนี้ ฉันก็เปลือยต่อหน้าเขานะสิ เดี๋ยวแม่ก็ปล้ำซะให้รู้แล้วรู้รอดไปหรอกมู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดูขบขันมากกว่าหื่นกามขณะที่ฉันกำลังจะเสียเปรียบคนตรงหน้า เสียงเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม“ท่านอ๋อง! มีเรื่องด่วนเพคะ” เสียงของไป่หลิงแฝงความร้อนรนเคร่งเครียดตาอ๋องชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าพลันหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหงุดหงิด เขามองฉันเล็กน้อย ราวกับเสียดายโอกาสที่กำลังถูกขัดจังหวะ“มีเรื่องอันใด!” เขาถามด้วยสีหน้าหงุดหงิดฉันก็รู้สึกค้างนิด ๆ เหมือนกัน เอ๊ะ! ค้างอะไร ไม่มี้“พบสายลับที่วางยาคุณชายเยว่แล้วเพคะ… มันฆ่าตัวตายหนีการจับกุม ทว่ามีเบาะแสบางอย่างที่อยากให้ท่านอ๋องทอดพระเน
มู่เฉินมองตามหลังร่างบางในอาภรณ์บุรุษ ลักษณะการเดินที่กระโดกกระเดกฝืนธรรมชาติ มองเยี่ยงไรก็มิคล้ายท่าทางของบุรุษ‘เจ้าหลอกข้าเสียสนิทเชียว’ เขาคิดในใจอย่างขบขัน‘ยามนี้… ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็คือคนของข้าแล้ว’ยิ่งใกล้ชิดนับวันนางยิ่งสร้างความฟุ้งซ่านให้เขามากขึ้น แม้เขาจะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม วันนี้ก็เช่นกันความพลุ่งพล่านปรารถนาไหล่เวียนไปทั่วร่าง ยิ่งได้มองยิ่งหวนคิดถึงค่ำคืนอันหอมหวานที่ผ่านมา จนเขาไม่อยากให้นางห่างกายไปไหนเสียงฮัมเพลงแปลกๆ ดังลอดออกมาจากห้องอาบน้ำ เสียงนั้นไพเราะและผ่อนคลาย จนเผลอหลับตาพริ้มไปชั่วครู่ เขาลืมตาขึ้นมาพร้อมกับขาที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างลืมตัว ไม่รู้เป็นเพราะเสียงเพลงหรือความถวิลหาในใจ จึงพาร่างหนามายืนอยู่หลังม่านบังตา ก่อนที่เขาจะรู้ว่าตัวเองได้เสียมารยาท สายตากลับเห็นเงาร่างบางเคลื่อนไหวอยู่ในอ่างอาบน้ำอย่างไม่ระวังตัว สติที่เคยสงบกลับนึกถึงคำคืนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง‘ไม่เคยมีสตรีนางใด ทำให้ข้าหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้!’..........................................................................................
เมื่อความเคลื่อนไหวรอบข้างกลับมาปกติ“เจ้าเป็นอะไรไป? สมองเล็ก ๆ ของเจ้าคิดอะไรอยู่”ฉันสะดุ้ง เขาเข้ามาตอนไหนเนี่ย“ขะ ข้าน้อยเปล่า แค่… เอ่อ… คิดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ วันนี้ลมพัดแรงไปหน่อยนะขอรับ”แก้ตัวน้ำขุ่นๆ สาปแช่งมู๋มู่ในใจร้อยแปดภาษา ‘ยัยมู๋มู่! ถ้าท่านอ๋องรู้ว่าฉันคุยกับใคร คงโดนจับไปผ่าสมองแน่ ๆ’มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าต้องทำหน้าตาประหลาดถึงเพียงนี้?”“ข้าน้อยคิดว่า ในเมื่อพระองค์ไว้ชีวิตแล้ว ต่อไปนี้จะรับใช้พระองค์ให้ดี จะงัดความสามารถทั้งหมดที่มีมาแทนคุณ ขอเพียงพระองค์ทรงบัญชา ข้าน้อยพร้อมทำทุกอย่างขอรับ”ฉันรีบพูดรัวเร็วราวกับกำลังอ่านบทละครบทใหม่ที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อครู่เขาจ้องฉันนิ่ง“เช่นนั้นหรือ…” เขาก้มมาหาจนปรายจมูกเฉียดแก้มฉันโอ้ย อีกแล้ว เดี๋ยวแม่งับปลายจมูกเล่นซะนี่เขาเลิกคิ้ว “เจ้ามีสิ่งใดรจะพูดกับข้าหรือ?”‘ให้ตายเถอะ สงสัยจะต้องพกยาดมเพิ่มแล้วมั้ง’“ข้า มีเรื่องต้องทำเพค่ะ เอ่อ ขอรับ”ฉันคำนับหนึ่งทีแล้วเผ่นแนบออกไปโดยไม่เหลียวหลังมองเ
ขณะที่ซินเยว่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง องครักษ์สองพี่น้องที่อยู่ไม่ไกล มองท่านอ๋องกับคุณชายซินเยว่พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด คล้ายคู่สามีภรรยาเข้าไปทุกทีไป่หลิงถอนหายใจยาว ส่ายหน้าอย่างปลง ๆ “ท่านอ๋องน่ะ… คงมีใจให้คุณชายซินเยว่แล้วกระมัง”เฉินเฟิงเบิกตากว้าง “อะไรนะ! ท่านอ๋องผู้เย็นชาเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้ ท่านอ๋องไม่เคยชายตาแลสตรีใดเลยมิใช่หรือ”“แล้วเหตุใด” เฉินเฟิงพึมพำ “คืนนั้น… ท่านอ๋องถอนพิษให้คุณชายเยว่ได้อย่างไร ท่านพี่?”“บางที… ความรักก็เลือกไม่ได้หรอกเฉินเฟิง ใต้ล่านี้... ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี หากหัวใจมันนำพา… ก็ยากจะต้านทานได้”เฉินเฟิงอ้าปากค้างอีกครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อว่าพี่สาวที่แสนจะเคร่งขรึมอย่างไป่หลิงจะรู้ลึกเรื่องเช่นนี้ได้สรุปแล้ว ท่านอ๋องกับคุณชายเยว่มีความสัมพันธ์แบบใดกันแน่...............................................................................................วันนี้ทั้งวันฉันไม่มีกะใจจะทำงาน หยิบจับอะไรก็ผิดพลาดไปหมด จนต้องแอบกลับมานั่งสงบจิตที่กระโจม‘เขาคงไม่ได้จะจับฉัน
‘อยากปิดบังข้านัก เช่นนั้นข้าจะแกล้งเจ้ากลับบ้าง’ แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่ซินเยว่ไม่อาจมองเห็นได้‘เมื่อคืน... ข้าเกือบจะรักษานางไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ’ยามที่นึกย้อนไปถึงวินาทีที่เห็นซินเยว่ทรมานจนแทบขาดใจ ลมหายใจร้อนรุ่ม ร่างที่บิดเร้าด้วยพิษ เขายอมรับเลยว่าในหัวมันขาวโพลนจนว่างเปล่า ความโกรธแค้นพวกที่บังอาจวางยา ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความคิดเดียวในหัวตอนนั้นไม่ใช่การแก้แค้นใคร หรือการมานั่งจับผิดเรื่องที่นางปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่คือ... ทำอย่างไรก็ได้ให้นางรอดชีวิต!‘โง่เง่าสิ้นดี... เหตุใดถึงมองไม่ออกว่านางเป็นสตรี...’มู่เฉินทอดถอนหายใจยาว สัมผัสอุ่นละมุนจากผิวเนื้อของนางยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายนิ้วยามที่รู้ความจริงว่าเจ้าเด็กกวนประสาทผู้นี้แท้จริงแล้วคือสตรี ที่เขาเผลอมีใจให้ตั้งแต่คราบคุณชายเยว่ก็มิได้ผิดแปลกอันใด ทั้งความโล่งใจที่ตนไม่ได้มีรสนิยมประหลาด ทั้งความรักใคร่เอ็นดูที่พรั่งพรูขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขา มันทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่วตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจช่วยนางแล้ว‘ต่อให้เจ้ามีความลับหรือไม่ ซินเยว่... ต่อให้เจ้าจะเป็นไส้ศึกข







